loji 的个人资料www.gmcities.com/board照片日志列表更多 工具 帮助

日志


3月25日

ปัญหาในการปฏิบัติธรรม

ปัญหาในการปฏิบัติธรรม

1.เจริญวิปัสนาโดยไม่อาศัยสมถะจะบรรลุธรรมได้หรือไม่
- ปัญหานี้อยู่ที่ว่าผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น จำเป็นต้องทำสมถะกรรมฐานหรือไม่ หรือจะทำแต่วิปัสนากรรมฐานล้วนๆได้หรือเปล่า ปัญหานี้ได้มีมานานแล้วและเชื่อว่าในทุกยุคปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ ตัวอย่างนี้จะเห็นได้คือ สำนักปฏิบัติธรรมซึ่งมองเห็นความจำเป็นของสมถะว่าเป็นเบื้องต้นที่จะต้องทำ เช่นสำนักที่ใช้อารมณ์ภาวนาว่า พุทโธ หรือ สัมมาอรหัง เป็นต้น หรือสำนักที่เน้นเฉพาะวิปัสนาโดยไม่ให้ความสนใจใน สมถะ เช่นสำนักที่ใช้คำภาวนาว่า ยุบหนอ-พองหนอ หรือ รูป-นาม เป็นต้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นที่นิยมรู้จักกันแพร่หลาย ต่างก็มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เมื่อมาพบปะสนทนากันก็มีกระทบกระทั่งกันบ้าง ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติธรรมควรจะศึกษาไว้เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติต่อไป
------------------------------
บุคคล 4 จำพวกที่อาจจะพบเห็นได้ / พุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ จากหนังสือปัญหาการปฏิบัติธรรม โดย ท่านอาจารย์ มุนี ชอบพนา ( พระในป่า )

1.บุคคลบางคนได้เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้ธัมมวิปัสนาด้วยอธิปัญญา บุคคลนั้นควรดำรงอยู่ในเจโตสมถะในภายใน แล้วประกอบความเพียรในธัมมวิปัสสนาด้วยอธิปัญญา บุคคลนั้นพึงเข้าไปหาบุคคลผู้ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ เราเห็นสังขารกันอย่างไร ควรพิจารณาสังขารกันอย่างไร ควรเห็นแจ้งสังขารกันอย่างไร ดังนี้ผู้ถูกถามก็จะได้ชี้แจงแสดงตามที่ตนได้รู้แจ้งเห้นจริงในเรื่องนี้แก่บุคคลนั้นเพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป

2.บุคคลบางคนได้ธัมมวิปัสนาด้วยอธิปัญญา แต่ไม่ได้เจโตสมถะในภายใน บุคคลนั้นควรดำรงอยู่ในอธิปัญญาธัมมวิปัสนา แล้วประกอบความเพียรในเจโตสมถะในภายใน บุคคลนั้นพึงเข้าหาผู้ได้เจโตสมถะในภายในแล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ จิตเป็นสิ่งที่ควรดำรงไว้อย่างไร ควรถูกชักนำไปอย่างไร ควรทำให้จิตเป็นอารมณ์เดียวอย่างไร ควรทำให้ตั้งมั่งอย่างไร ดังนี้ท่านผู้ชำาญในเรื่องจิตก็จะได้อรรถาธิบายจนแจ่มแจ้งเพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อบุคคลนั้น

3.บุคคลผู้ไม่ได้ทั้งเจโตสมถะและธัมมวิปัสสนา บุคคลนั้นเพื่อให้ได้กุศลธรรมทั้งสองนั้น พึงมีความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย มีสติและสัมปชัญญะ บุคคลนั้นพึงเข้าไปหาบุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะในภายในและอธิปัญญาธัมมวิปัสนา แล้วถามตามข้อ 1 และข้อ 2

4.บุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะและธัมมวิปัสสนา บุคคลนั้นควรดำรงอยุ่ในกุศลธรรมทั้งสองนั้น แล้วประกอบความเพียรเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป

------------------------------------------------------
ทางเลือกของผู้ปฏิบัติธรรม โดย ท่านอาจารย์ มุนี ชอบพนา ( พระในป่า ) สรุปออกมาดังนี้

1.เจริญสมถะล้วนๆ ผู้ปฏิบัติอาจจะทำสมถะอย่างเดียว โดยมุ่งหวังเพียงชื่นชมเสพผลของสมถะ คือ ฌาณสมาบัติและอภิญญาทั้ง 5 โดยไม่เกี่ยวข้องกับวิปัสสนาเลย เรียกว่าหยุดอยู่เพียงแค่สมาธิไม่ก้าวไปถึงขั้นปัญญา

2.เจริญสมถะนำวิปัสสนา คือเจริญสมถะจนได้ฌาณสมาบัติก่อน แล้วจึงก้าวต่อไปสู่วิปัสสนา เรียกว่าเอาฌาณเป็นบาทของวิปัสสนา

3.เจริญวิปัสสนานำสมถะ คือผู้ปฏิบัติธรรมอาจจะเริ่มจากวิปัสนาไปก่อนแล้วจึงเจริญสมถะตามหลังก็ได้

4.เจริญสมถะพร้อมวิปัสสนา คือเจริญทั้งสมถะและวิปัสนาควบคู่กันไป เรียกว่าทำทั้งสมาธิและเจริญทั้งปัญญา

5.เจริญวิปัสสนาล้วน ในการณีนี้ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเจริญแต่วิปัสสนาอย่างเดียวล้วนๆไม่อาศัยสมถะเลย ซึ่งหมายถึงไม่ได้ทำสมถะจนได้ฌาณสมาบัติก่อนเจริญวิปัสนา แต่ในความเป็นจริงก็ต้องอาศัยสมถะ แต่สมาธิของผู้วิปัสนาแบบนี้อาจจะเริ่มด้วย ขนิกสมาธิก่อน และเมื่อถึงขณะที่บรรลุมรรคผลสมาธินั้นจะแน่วแน่สนิทเป็นอัปปนาสมาธิ ถึงระดับปฐมฌาณ เป็นหลักฐานยืนยันในอริยมรรค สัมมาสมาธิอันมีปฐมฌาณเป็นอย่างต่ำ คือหนึ่งในมรรคมีองค์ 8 ซึ่งการที่จะตัดกิเลสโดยที่มรรคจิตไม่ครบทั้ง 8 องค์เช่นเหลือ องค์ 7 องค์ 6 ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นผู้ปฏิบัติวิปัสสนาอย่างไรก็ต้องอาศัยสมถะไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในช่วงมรรคญาณ

3月21日

บุคคล 4 จำพวกที่อาจจะพบเห็นได้ / พุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ จากหนังสือปัญหาการปฏิบัติธรรม โดย ท่านอาจารย์ มุนี ชอบพนา ( พระในป่า )

บุคคล 4 จำพวกที่อาจจะพบเห็นได้ / พุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ จากหนังสือปัญหาการปฏิบัติธรรม โดย ท่านอาจารย์ มุนี ชอบพนา ( พระในป่า )

1.บุคคลบางคนได้เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้ธัมมวิปัสนาด้วยอธิปัญญา บุคคลนั้นควรดำรงอยู่ในเจโตสมถะในภายใน แล้วประกอบความเพียรในธัมมวิปัสสนาด้วยอธิปัญญา บุคคลนั้นพึงเข้าไปหาบุคคลผู้ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ เราเห็นสังขารกันอย่างไร ควรพิจารณาสังขารกันอย่างไร ควรเห็นแจ้งสังขารกันอย่างไร ดังนี้ผู้ถูกถามก็จะได้ชี้แจงแสดงตามที่ตนได้รู้แจ้งเห้นจริงในเรื่องนี้แก่บุคคลนั้นเพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป

2.บุคคลบางคนได้ธัมมวิปัสนาด้วยอธิปัญญา แต่ไม่ได้เจโตสมถะในภายใน บุคคลนั้นควรดำรงอยู่ในอธิปัญญาธัมมวิปัสนา แล้วประกอบความเพียรในเจโตสมถะในภายใน บุคคลนั้นพึงเข้าหาผู้ได้เจโตสมถะในภายในแล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ จิตเป็นสิ่งที่ควรดำรงไว้อย่างไร ควรถูกชักนำไปอย่างไร ควรทำให้จิตเป็นอารมณ์เดียวอย่างไร ควรทำให้ตั้งมั่งอย่างไร ดังนี้ท่านผู้ชำาญในเรื่องจิตก็จะได้อรรถาธิบายจนแจ่มแจ้งเพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อบุคคลนั้น

3.บุคคลผู้ไม่ได้ทั้งเจโตสมถะและธัมมวิปัสสนา บุคคลนั้นเพื่อให้ได้กุศลธรรมทั้งสองนั้น พึงมีความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย มีสติและสัมปชัญญะ บุคคลนั้นพึงเข้าไปหาบุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะในภายในและอธิปัญญาธัมมวิปัสนา แล้วถามตามข้อ 1 และข้อ 2

4.บุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะและธัมมวิปัสสนา บุคคลนั้นควรดำรงอยุ่ในกุศลธรรมทั้งสองนั้น แล้วประกอบความเพียรเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป