loji 的个人资料www.gmcities.com/board照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
|
9月23日 เรื่องขันธ์ มหาสติปัฏฐานสูตรในกายานุปัสสนาเรื่องขันธ์ มหาสติปัฏฐานสูตรในกายานุปัสสนาก็ดี เวทนานุปัสสนาหรือว่าจิตตานุปัสสนาถึงข้อนิวรณ์ 5 อันนี้ เป็นสมถกรรมฐาน ตอนที่ว่าด้วยขันธ์นี่เป็นวิปัสสนากรรมฐาน ขันธ์ก็แปลว่ากอง ขันธ์ 5 แปลว่า มีอยู่ 5 กอง คือ 1 รูป 2 เวทนา 3 สัญญา 4 สังขาร 5 วิญญาณ คำว่าวิญญาณตัวนี้ไม่ใช่จิต เป็นวิญญาณที่เกาะอยู่กับขันธ์ 5 เรียกว่าประสาท การพิจารณาขันธ์ 5 นี่เป็นปัจจัยให้ได้โสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ ในอริยสัจ 4 ก็เหมือนกัน อริยสัจ 4 ก็เป็นการพิจารณาขันธ์ 5 คือทุกข์หรือว่าสมุทัยที่เกิดกับขันธ์ 5 ขันธ์ 5 เป็นปัจจัยแห่งพระนิพพาน คือคนที่จะบรรลุพระโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ อาศัยขันธ์ 5 เป็นปัจจัย
มีพระสูตรหนึ่ง สูตรนี้ก็มีอยู่ในพระธรรมบทขุททกนิกาย หรือว่ามาจากพระไตรปิฎก เรื่องมีอยู่ว่า สมัยหนึ่งบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่บวชใหม่ เข้าไปกราบทูลลาองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งใจจะไปเจริญพระกรรมฐานในป่า หวังให้บรรลุมรรคผล ตอนนั้นองค์สมเด็จพระทศพลจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า "ภิกขเว ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไปลาพระสารีบุตรแล้วหรือยัง" บรรดาพระทั้งหลายเหล่านั้นจึงกราบทูลว่ายังพระพุทธเจ้าข้า พระพุทธจ้าจึงทรงมีพระบัญชาว่า อย่างนั้นก่อนที่เธอจะไปเธอจงไปลาพระสารีบุตรเสียก่อน พระเหล่านั้นก็รับคำแล้วก็ลาพระพุทธเจ้าออกไปจากพระมหาวิหารเข้าไปหาพระสารีบุตร พอเข้าไปถึงพระสารีบุตร พระสารีบุตรให้โอวาทอื่นพอสมควร แล้วพระทั้งหลายเหล่านั้นจึงได้ถามพระสารีบุตรว่า พวกกระผมเป็นปุถุชน ถ้าจะปฏิบัติตนให้เป็นพระโสดาบันจะทำยังไงขอรับ พระสารีบุตรก็บอกว่า ถ้าพวกเขาทั้งหลายปรารถนาเป็นพระโสดาบัน ก็จงพิจารณาขันธ์ 5 ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ไม่มีในเรา ปลงให้ตกจนกว่าจะเลิกสังโยชน์ 3 ได้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรามาส เมื่อปลงขันธ์ 5 อย่างเดียวสังโยชน์ 3 มันจะขาดไปเอง เมื่อสังโยชน์ 3 ขาดลงไปแล้ว พวกเธอก็จะได้เป็นพระโสดาบัน พระพวกนั้นก็เลยถามต่อไปว่า เมื่อผมเป็นพระโสดาบันแล้วจะเป็นพระสกิทาคามีจะทำยังไง ท่านก็บอกว่าพิจารณาขันธ์ 5 ตามแบบนั้นแหละพิจารณาละเอียดลงไปก็จะเป็นพระสกิทาคามีเอง พระพวกนั้นก็ถามต่อไปว่า เมื่อพวกกระผมเป็นพระสกิทาคามีแล้ว จะเป็นพระอนาคามีจะทำยังไง ท่านก็บอกว่าปลงขันธ์ 5 นั่นเองทำอย่างว่านั้นแหละ แล้วกามฉันทะกับปฏิฆะ คือการกระทบกระทั่งจิต การโกรธ ความพยาบาท มันก็จะสิ้นไปเอง ก็จะเป็นพระอนาคามี ท่านพวกนั้นก็ถามต่อไปว่า ถ้าผมเป็นพระอนาคามีแล้ว ผมจะเป็นอรหันต์จะต้องทำอย่างไร ท่านบอกว่าพิจารณาขันธ์ 5 ตามที่บอกมานั่นแหละก็เป็นพระอรหันต์ไปเอง สังโยชน์ 10 ก็จะขาดไป พระพวกนั้นก็จะถามว่า เมื่อเป้นพระอรหันต์ละสังโยชน์ 10 ได้แล้วการพิจารณาขันธ์ 5 ไม่ต้องทำต่อไปใช่ไหมขอรับ พระสารีบุตรตอบว่าไม่ใช่ พระอรหันต์นี่แหละทำหนัก ยิ่งพิจารณาหนักเพื่อความอยู่เป็นสุข ขันธ์ 5 ตัวเดียวเท่านั้นแหละเป็นเหตุละกิเลสได้ทุกตัว ในขันธวรรคแห่งพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าบอกว่า ธรรมะส่วนหนึ่ง หรือธรรมะอย่างหนึ่ง กองหนึ่ง ที่สามารถทำลายกิเลสได้ทั้งหมด เรื่องขันธ์ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้ากล่าวว่า อีกข้อหนึ่งภิกษุทั้งหลาย คือ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อันได้แก่อุปาทานขันธ์ 5 อย่างไรเล่า ภิกษุทั้งหลาย จึงชื่อว่าภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอันได้แก่อุปาทานขันธ์ 5 อย่างนี้คือภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นว่ารูปอย่างนี้ รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดแห่งรูปเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งรูปเป็นอย่างนี้
รูปนี่เราสามารถจะเห็นได้ด้วยตาเนื้อ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของธาตุ 4 มีอาการ 32 มหาสติปัฏฐานต้องมองย้อนไปย้อนมาว่า คือรูปมันก็มีหนังกำพร้ามีเนื้อมีรูป มีตับไตพังผืดไส้ปอด ไม่ต้องพรรณนาอาการ 32 ครบถ้วนเป็นรูป ทีนี้รูปร่างนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงก็ต้องไปดูธาตุ 4 อาศัยธาตุ 4 มาประชุมกัน ตั้งขึ้นมาตั้งแต่เล็กแล้วก็โตมาทีละน้อย ๆ อาศัยอาการเปลี่ยนแปลงเจริญเติบโตขึ้น การเจริญขึ้น ก็หมายถึงการเสื่อมลงนั่นเอง เดินไปหาความพังของมันแล้วในที่สุด ก็เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ร่างกายเป็นโรคะนิทัง เป็นรังของโรค คำว่าโรคะหรือโรค แปลว่าอาการเสียดแทง ทำให้ไม่สบายกายไม่สบายใจ แล้วในที่สุดมันก็เสื่อมลง ๆ แล้วก็สลายตัว คือตาย
ว่าด้วยเรื่องรูป ในอาการ 32 ที่ว่าด้วยปฏิกูลบรรพพิจารณาอาการ 32 มาแล้ว พิจารณาธาตุ 4 รูป คือกายคตานุสติกรรมฐาน คืออาการ 32 เป็น อนิจจังไม่เที่ยง ทุกขัง เต็มไปด้วยความทุกข์ อนัตตา มีความสลายตัวไปในที่สุด
เวทนาก็คืออารมณ์ อารมณ์ที่เป็นสุข อารมณ์ที่เป็นทุกข์ อารมณ์ที่ไม่สุขไม่ทุกข์ อาการเกิดของเวทนาเป็นยังไง ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย มันเป็นเวทนาทั้งนั้น เป็นทุกขเวทนา การอยากได้ของที่ชอบใจเป็นสุขเวทนา รู้ว่าเวทนามันเกิดขึ้นแล้วก็สลายตัวไป ไม่มีอะไรคงที่ มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน
สังขาร คือสภาพที่ปรุงแต่งจิต หมายความถึงอารมณ์ของจิต อารมณ์ที่เข้ามาแทรกจิต ท่านกล่าวว่า อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร สังขารมี 3 ปุญญาภิสังขาร คือ อารมณ์ที่มีความสุข อปุญญาภิสังขาร ได้แก่อารมณ์ที่มีความทุกข์ อารมณ์ที่มีความสุขก็คือบุญ อารมณ์ที่มีความทุกข์ก็คือบาป ความชั่ว และอเนญชาภิสังขาร คืออารมณ์ที่วางเฉยเป็นอารมณ์กลางได้แก่อุเบกขารมณ์ เป็นอารมณ์ว่างจากกิเลส ว่างจากความสุขหรือความทุกข์ อันนี้เป็นอารมณ์ที่ปรารถนาพระนิพพาน ถ้าเป็นอารมณ์ฝ่ายกุศลก็มีความสุขใจ ถ้าเป็นอารมณ์ฝ่ายอกุศลก็มีความทุกข์ใจกลัดกลุ้มใจ ถ้าเป็นอารมณ์พระนิพพานก็มีแต่ความเยือกเย็น อารมณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป มันไม่คงสภาพ เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับ ไม่คงที่ เดี๋ยวมีอารมณ์อย่างนี้ เดี๋ยวมีอารมณ์อย่างนั้น ข้อนี้เป็นวิปัสสนาญาณ ให้พิจารณาว่ามันเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรทรงตัว
สัญญา คือความจำ จำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง จำได้นิด ๆ หน่อย ๆ แล้วก็สลายไป ตั้งอยู่ไม่ได้นาน
วิญญาณ ที่รับรู้สภาพของอากาศ ดินฟ้าอากาศ ความร้อน ความหนาว ความหิว ความกระหาย ความเจ็บ ความปวด ความอ่อน ความแข็ง นี่เป็นอาการของวิญญาณ คือประสาท สัมผัสรู้ว่าอ่อน รู้ว่าแข็ง รู้ว่าเย็น รู้ว่าร้อน แล้วก็เลิกสัมผัส ไม่มีอะไรแน่นอน
การที่มาพิจารณาเรื่องขันธ์ 5 ก็เพื่อละ อุปาทานขันธ์ 5 อุปาทาน แปลว่าเข้าไปยึดถือ ขันธ์ 5 ว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา เรามีขันธ์ 5 ขันธ์ 5 มีในเรา การที่เราจะเป็นใคร มียศฐาบรรดาศักดิ์ใหญ่ขนาดไหน ก็ไม่มีความมั่นคงแน่นอน เราต้องทุกข์เพราะขันธ์ 5 เป็นอย่างมาก ไม่ว่าในเรื่องของการปวดท้อง หิวข้าว มีเวทนาต่าง ๆ การปวดเมื่อย เราไปห้ามไม่ได้ และสิ่งต่าง ๆ ก็สลายไปในที่สุด ไปยึดถืออะไรไม่ได้ ไม่มีความจีรังยั่งยืน เราคือ จิต จิตเราชั่ว เราก็ต้องหาที่เกิดต่อไป นี้คือ วิปัสสนาญาณ และสมถะ ก็อย่าทิ้ง ถ้าทิ้งก็ตายเพราะเป็นลมหายใจเข้าออก เป็นการทรงสติสัมปชัญญะ
http://www.larnbuddhism.com/grammathan/sati12.html 9月22日 คาถาบูชา หลวงปู่ใหญ่ พระครูเทพโลกอุดรคาถาบูชา หลวงปู่ใหญ่ พระครูเทพโลกอุดร
นะโมสามจบ
โลกุตตะโร จะ มหาเถโร อะหัง วันทามิ
ตัง สะทา เมตตา ลาโภ นะโสมิย อะหะพุทโธ ฯ
ภาวนาสามจบ เจ็ดจบ เก้าจบ เช้า - เย็น ตื่นนอน และ ก่อนนอน
จะได้สิ่งที่ปรารถนา และ แคล้วคลาดจากภัยทั้งปวง
มีดหมอปราบมารของหลวงปู่ฤทธิ์ มีดหมอปราบมารของหลวงปู่ฤทธิ์ 1500 บาทเท่านั้น
--------------------------------------------------------------------------------
หลวงปู่ฤทธิ์ รุนโชโต วัดชลประธานราชดำริ จ.บุรีรัมย์
หลวงปู่ฤทธิ์ รตฺนโชโต ชื่อเดิม ฤทธิ์ ไม้ลึกดี เกิดเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2459 อายุ 89 ปี พรรษารวม 66 พรรษา ได้รับพระบรมราชานุญาตเลื่อนชั้นพระสังฆาธิการ เป็นพระครูอินทวรคุณ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2545 ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ต.ทุ่งมนต์ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บวชเป็นพระภิกษุตั้งแต่ปีพ.ศ. 2482 ที่วัดเพชรบุรี ต.ทุ่งมนต์ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ก่อนย้ายมาจำวัดและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอินทบูรพา ต.บ้านปรือ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ และเป็นพระนักพัฒนาได้ธุดงค์ปักกลด บริเวณป่าที่สร้างวัดชลประทานราชดำริปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 2527 หรือ 21 ปี ก่อนพัฒนาเป็นสำนักสงฆ์และสร้างเป็นวัดชลประทานราชดำริ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจนถึงปัจจุบัน ศิษยานุศิษย์เลื่อมใสศรัทธาทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีชื่อเสียงในการเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังเกี่ยวกับวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง
.........มีดหมอ ปราบมาร เนื้อกระดูกช้างแกะ จัดสร้างเป็นรุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ฤทธิ์ จำนวนสร้างน้อยมากเพียง 399 ด้าม ใบมีดทำมาจากโลหะอาถรรพ์ตามสูตรครูบาอาจารย์ หล่อหลอมและตีเป็นมีด ใบมีดแกะสลักชื่อ หลวงปู่ฤทธิ์ ตอกโค๊ตที่ฝักมีด ป้องกันการปลอมแปลงและไม่สับสน ลงจารกำกับที่ด้ามมีดและฝักมีด นิยมมาก หมดจากที่วัดท่านนานแล้ว ราคา 1500 บาท เท่านั้นครับ
พระขรรค์พญางิ้วดำ และสมเด็จพญางิ้วดำ พระขรรค์พญางิ้วดำ และสมเด็จพญางิ้วดำ
--------------------------------------------------------------------------------
ไม้งิ้วดำชิ้นนี้ ยังไม่ได้นำไปทำอะไรครับ มีคุณทางด้านป้องกันภัยอันตรายต่างๆและคงกระพันครับ 500/ มีพระขรรค์และพระสมเด็จงิ้วดำและพระนางพญางิ้วดำด้วยครับ ราคา 3500 บาท ครับ
ตามตำนานก็ไม่มีอะไรมากนักหรอก คือ ไม้งิ้วดำนี้เป้นไม้จำพวกไม้กายสิทธิ์ มีลักษณะสีดำ มีหลายตำนานกล่าวไว้ว่าไม้งิ้วดำนี้ ศรีโครตบูรณ์ไม้ไปนำไม้งิ้วดำไปคนข้าว ปรากฎว่าข้าวเป็นสีดำ ก็เลยกินเข้าไปปรากฏว่ามีพละกำลังมหาศาลสามารถปราบช้างที่มาบุกเมืองลาวสมัยก่อน ส่วนไม้งิ้วดำของวัดบ้านดอน ได้มาจากกรุเก่าทางจังหวัดสิงห์บุรีได้นิมิตมา แล้วมีคนนำมาถวายพระครูฯ ที่วัดใหม่บ้านดอน ต่อมาท่านได้ศึกษาพบว่าเปนไม้งิ้วดำ ท่านก็เลยแจกจ่ายผู้คนปรากฎว่ารักษาโรคหายบ้าง มีโชคลาภมั้ง ต่อมาท่านก็เลยนำมาสร้างเป้นองค์พระในตระ^_^ลสมเด็จนางพญาวัดใหม่บ้านดอนนี้แหละ คนบูเอาพบปาฎิหารย์หลายคน
คำอารธนาสมเด็จนางพญางิ้วดำ ของวัดใหม่บ้านดอน
ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง ธนะกาโม ละเภธะนัง อัฐฐิกาเย กายะยายะ เทวานังปิตังสุตตะวา พุทธะ พุทธา พุทโธ พุทธัง อะระหังพุทโธ อิติปิโสภะคะวา ข้าพเจ้าขออารธนา สมเด็จนางพญางิ้วดำ หรือ เจ้าแม่นางพญางิ้วดำ จงเสด็จสู่สถานบ้านของข้าพเจ้าบันนี้เทอญ
คาถาหัวใจสมเด็จนางพญางิ้วดำ
พุทธะสังมิ ปะติอะปะ เมอะมะอุ ยุวิติกะ สุเนวิอะ วิสุเชตุง นาทาสิ นะวาเสติ พุทธังประสิทธิ นะมะพะทะ
ที่จริงมีวิธีบูชามากกว่านี้ ขี้เกียจพิมพ์ส่วนประสบการณ์นั้นก็มีแม่ค้าในตลาดหนองจอก โคราช ที่ขายข้าวแกงเขาบอกว่า ตั้งแต่บูชามาปรากฏว่าขายดีเป้นเทน้ำเทท่า แล้วก็มีชาวต่างประเทศที่เกิดศรัทธาด้วย อันนี้รายละเอียดไม่รู้เหมือนกัน หาอ่านตามหนังสือโลกทิพย์ ศักดิ์สิทธิ
คาถาเมื่อจุดธูปเทียน
ตั้งนะโม 3 จบ
พุทธะบูชา ติมานิมา เอหิสัจจัง ปะระมังอิติ อิกะวิติ อิติมะมะ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ มานิมา นะลาโภ นะโมพุทธายะ นะวาเสติ พุทธังปะสิทธิ นะมะพะทะ
ธัมมะบูชา ติมานิมา เอหิสัจจัง ปะระมังอิติ อิกะวิติ อิติมะมะ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ มานิมา นะลาโภ นะโมพุทธายะ นะวาเสติ ธัมมังปะสิทธิ นะมะพะทะ
สะงฆะบูชา ติมานิมา เอหิสัจจัง ปะระมังอิติ อิกะวิติ อิติมะมะ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ มานิมา นะลาโภ นะโมพุทธายะ นะวาเสติ สังฆังปะสิทธิ นะมะพะทะ
คำขอพรชัยสิทธิ์อันวิเศษ เมื่อมีเหตุจำเป็นให้ภาวนาว่า
พุทธังเมตตา นะชาลีติ ธัมมังเมตตา นะชาลีติ สังฆะเมตตา นะชาลีติ สมเด็จนางพญางิ้วดำเมตตา นะชาลีติ โอมมะพลัง วา ราชะกุมาโร วา ราชะกุมารี วา ราชา วา ราชินี วา คะหัฏโฐ วา ปัพพะชิโต วา สะมะโณ วา พราหมโณ วา อิตถี วา ปุริโส วา วานิชโช วา วานิชชา วา อุปาสิโก วา อุปาสิกา วา ทาระโก วา ทาริกา วา สัพเพ อิเม ชะนา พะหูชะนา มังปิยายันตุ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิ จิตตัง ปิยังมะมะ มหาลาภะ สักการะ ภะวันตุเม ฯ
แขวน ‘พระนางพญางิ้วดำ’ รถชนยับ แต่ไอ้หนุ่มลูกทุ่ง ‘เกษม’ รอดเหลือเชื่อ
เป็นอีกหนึ่ง “คนดังมากของวงการเพลงลูกทุ่งไทย” ที่นอกจากโด่งดังเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงลูกทุ่งทั่วไทยเพราะเสียงดีลีลาร้องไม่เป็นรองใครแล้วยังเป็น “ไอ้หนุ่มลูกทุ่ง” ที่เชื่อถือและยึดมั่นกับ “พระเครื่อง” อย่างสนิทใจโดยหลังเรียนจบ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนในบ้านเกิด อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วก็ทำการบวชเป็นพระนานถึง 4 ปี เพื่อร่ำเรียนธรรมะจนสามารถสอบได้ “นักธรรมเอก” จึงสึกออกมาใช้ชีวิตเช่นหนุ่มลูกทุ่งทั่วไปเพราะช่วงนั้นเริ่มรู้ตัวว่า “รักการร้องเพลงลูกทุ่ง” มากกว่าการเป็น “หลวงพี่หลวงพ่อ” จึงตัดสินใจละทางธรรมหันมา “สู่ทางโลก” พร้อมทำการซุ่มซ้อมเสียงเรื่อยมาจนมั่นใจว่าเรื่องร้องเพลงลูกทุ่งแล้ว “ไม่เป็นรองใคร” จึงไปสมัครประกวดร้องเพลงลูกทุ่งที่เวที “ฟาร์มจระเข้” สมุทรปราการ เพราะช่วงนั้นมีจัดประกวดเป็นประจำซึ่งผลการเข้าชิงชัยครั้งแรกนี้แม้จะไม่สามารถชิงเอาตำแหน่ง “ชนะเลิศ” มาได้แต่ก็คว้าตำแหน่งรองอันดับ 2 มาครองพร้อมกับลีลาเสียงและการร้องก็เข้าตา “เสี่ยเปิ้ล” วิวัฒน์ ไทยวัฒนานนท์ ผู้บริหารค่ายเพลงลูกทุ่ง “ชัวร์ออดิโอ” ที่เห็นแววดีจึงชักชวนมาเข้าสังกัดพร้อมทำการบันทึกเสียงโดยใช้ชื่อว่า เกษม คมสันต์ โดยชุดแรกที่อัดเสียงก็คือ “เก็บไถขึ้นลาน” ปรากฏว่าเพลง “จดหมายฉบับสุดท้าย” สร้างชื่อให้โด่งดังบนเส้นทางสายนี้จากนั้นก็มีการอัดเสียงชุด 2-3 และท้ายสุดก็คือชุด “รอยยิ้มในหยาดเหงื่อ” ที่อยู่ระหว่างการเดินสายโปรโมตทางภาคอีสานบ้านเกิด
จากที่ผ่านการบวชเรียนมานี่เองไอ้หนุ่มลูกทุ่ง เกษม คมสันต์ ที่พอมีวาสนาได้อัดเสียงก็ไปฝากตัวเป็น “ศิษย์เอก” ของท่านเจ้าอาวาสวัด ปทุมวนาราม สยามสแควร์ ก็เลยได้ “พระนางพญางิ้วดำ” มาหนึ่งองค์จึงนำไปเลี่ยมทองแล้วแขวนคอกับสร้อยคอทองคำแบบไม่เคยถอดออกจากตัวเลย เรียกว่าจะลุกจะนั่งจะนอนพร้อมจะปลดทุกข์รวมทั้งจะหาความสุขให้ตัวเองยังไง ก็แขวนคอไว้ตลอดเวลากระทั่งไอเหงื่อซึมเข้าไปทำให้มองหาองค์พระแทบไม่เจอ เพราะกลายเป็นฝ้าขาวจับกรอบพระที่เป็นพลาสติกไปหมดแต่เจ้าตัวก็ยังแขวนเดี่ยวองค์เดียวเรื่อยมา แม้จะมีคนให้พระเครื่ององค์ใหม่มาก็ไม่เคยเปลี่ยนใจแขวนพระองค์อื่นเลยเพราะเชื่อมั่นและยึดมั่นว่า “พุทธคุณ” ในองค์พระ “นางพญางิ้วดำ” องค์นี้ช่วยให้มีชื่อเสียงโด่งดังและสร้างให้ชีวิตของ “เด็กท้องนา” เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะประสบการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้คือ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เองขับรถปิกอัพ 4 ประตูชนต้นไม้ ขาดสองท่อน แล้วรถที่ขับก็พลิกคว่ำหลายทอดจนสภาพรถกลายเป็น “ปลากระป๋อง” ที่ถูกทุบบู้บี้แต่ มหัศจรรย์มาก ที่เจ้าตัวซึ่งเป็น “คนขับเอง” กลับไม่เป็นอะไรเลยโดยเจ้าตัวเล่าว่า
“วันนั้น (จำวันที่ไม่ได้) เป็นงานคอนเสิร์ตสัญจรของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 จัดขึ้นที่สนามศาลากลางจังหวัดจันทบุรีผมเป็นนักร้องผู้หนึ่งที่จะต้องไปร่วมร้องเพลงบนเวที บังเอิญวันนั้นติดธุระจึงออกจากกรุงเทพฯ ช้ากว่าปกติก็เลยต้องขับรถเร็วกว่าปกติเช่นกัน เพื่อไปให้ทันเวลาขึ้นเวทีกระทั่งไปถึง อ.ท่าใหม่ ก็เกิดฝนตกทำให้ถนนลื่นและพอไปถึงทางโค้งที่ชาวจันทบุรีเรียกว่า “โค้งมรณะ” ด้วยความที่ไม่คุ้นทางประกอบกับรถวิ่งเร็วแถมถนนลื่น จึงทำให้รถหมุนเสียหลักลื่นไถลไปชนเอาต้นไม้ข้างทางขาดเป็นสองท่อน แต่รถที่ผมขับก็ยังไม่ยอมหยุดเพราะพอพลิกคว่ำแล้วยังลื่นไถลไปตามถนนอีกถึง 30 เมตรจึงหยุดนิ่ง ตอนนั้นผมนึกว่าไม่รอดแน่แล้วเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก แต่มหัศจรรย์จริง ๆ ครับคือผมไม่เป็นอะไรเลย ส่วนน้องที่นั่งมาด้วย ก็แค่ถูกเศษกระจกที่แตกละเอียดบาดเอาที่ใบหน้าและตามแขนเล็กน้อย โดยไม่ถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาลและเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่เป็นอะไร ก็โบกรถคันอื่นที่วิ่งผ่านมาไปถึงงานจนได้พอขากลับก็อาศัยนั่งรถของ เอกราช สุวรรณภูมิ กลับมาดูรถตัวเองที่พอเห็นสภาพรถ เอกราช สุวรรณภูมิ ยังร้องเลยว่า “รอดมาได้ยังไง”
ซึ่งผมเองก็บอกได้ว่าเป็นเรื่อง “เหลือเชื่อมาก” หากไม่ประสบกับตัวเองก็คงบอกไม่ถูกเหมือนกันว่า “รอดมาได้เพราะอะไร” แถมไม่มีใครได้รับบาดเจ็บมากอีกด้วยจึงมานั่งทบทวนเหตุการณ์ที่ “รอดมาได้” ผมจึงมั่นใจว่าเป็นเพราะพุทธคุณ “พระนางพญางิ้วดำ” ที่ท่านหลวงพ่อเจ้าอาวาส วัดปทุมวนาราม มอบให้มาเป็นแน่แท้ที่คุ้มครองให้ผมและน้องที่นั่งมาในรถด้วยกันปลอดภัยทั้งสองคน
นี่ก็คือคำเปิดเผยแบบซื่อ ๆ ตรงไปตรงมาโดยไม่มีการเติมเสริมแต่งใด ๆ ของยอดนักร้องเพลงลูกทุ่ง ตามแบบฉบับของผู้ที่มีสายเลือดเป็น “ชาวอีสาน” ที่ชื่อ เกษม คมสันต์ ซึ่ง “ภวันตุเม” ที่นำมาถ่ายทอดก็ขอย้ำตรงนี้ได้แต่เพียงว่าเรื่องนี้หากท่านผู้อ่าน “ไม่เชื่อแล้ว” ก็ “อย่าลบหลู่” เพราะเมืองไทยเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่หากใครทำดีก็จะได้รับสิ่งดี ๆ แต่หากทำชั่วหรือแค่คิดก็จะได้รับสิ่งชั่ว ๆ ตามที่ภาษาหนังสือ อัพเดท ไว้ว่า “กรรมติดจรวด” นั่นแล.
“ภวันตุเม”
พระสังกัจจายน์เนื้อเมฆพัตรพระสังกัจจายน์เนื้อเมฆพัตร
อาจารย์ปราโมทย์ฯ ท่านเป็นรองอธิการบดีราชภัฏพระนครฝ่ายบริหาร อยู่ในกลุ่มของหนังสือโลกทิพย์-โลกลี้ลับและอ.อาชวินฯ(คนเห็นผี)ที่กำลังโด่งดังอยู่ขณะนี้ ท่านอธิบายว่าเมฆพัตรเป็นธาตุกายสิทธิ์อย่างหนึ่ง คล้ายๆเหล็กไหล สีสรรก็ดำคล้ายๆกัน มีคุณภาพวิเศษคล้ายๆกัน ผู้ทำได้ต้องเป็นพระอาจารย์ขั้นพระอริยเจ้าที่มีอภิญญาอย่างหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า ใช้ทำพระเครื่อง เช่นหลวงพ่อเงิน เป็นต้น......มีอีกธาตุหนึ่งที่เป็นกายสิทธิ์เหมือนกันท่านบอกว่า คือ เมฆสิทธิ์ ผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินทั้ง2ชื่อนี้ เมฆสิทธิ์จะมีส่วนผสมของทองคำด้วย คุณภาพหรือลักษณะภายนอกก็คล้ายๆเมฆพัตรนั่นแหละครับ..
---------------------------------------
โลหะที่ได้จากการเล่นแร่แปรธาตุตามตำราของไทยโบราณ เชื่อว่าเป็นธาตุกายสิทธิ์มีฤทธานุภาพในตัวเอง เมฆพัตรเป็นส่วนผสมของตะกั่วและทองแดง มีกรรมวิธีการสร้างที่ซับซ้อน ในระหว่างหลอมต้องผสมตัวยาหลายชนิดมีกำมะถัน ปรอท และว่านยาได้แก่ ไพลดำ ต้นหิงหาย ไม้โมกผา ขิงดำ กระชายดำ สบู่แดง สบู่เลือด เป็นต้น ซัดเข้าไปในเบ้าหลอม พอสำเร็จจะได้โลหะสีดำเป็นมันเงาเลื่อมพราย แต่เปราะและแตกง่าย พระคณาจารย์แต่โบราณนิยมหลอมเมฆพัตรมาทำเป็นพระเครื่อง อาทิ พระครูปัจฉิมทิศบริหาร (นาค โชติโก) วัดห้วยจระเข้ นครปฐม และพระอาจารย์ทับ วัดอนงคาราม
---------------------------------------
ทางยุโรปเรียกกันว่า ทูลาซิลเวอร์ (Tula Silver) ทูลาซิลเวอร์จะออกเป็นสีเขียวๆ คล้ายปีกแมลงทับ หรือที่เราเรียกกันว่า "เมฆพัตร" เมฆพัตรเป็นส่วนผสมของโลหะเช่นเดียวกับตัวยาถม ต่างกันที่เมฆพัตรมีแต่ตะกั่วกับทองแดง ส่วนตัวยาถมมีตะกั่ว ทองแดง และเงินตามนัยนี้จึงมีบางท่านคิดว่าไทยทำถมได้เอง โดยปรับปรุงขึ้นจากเมฆพัตร
---------------------------------------
แร่ที่น่าสนใจมีอีกครับ อิอิอิ
ตะกั่วเถื่อน ทองแดงเถื่อน (อันนี้ไม่รู้ว่าทำไมต้องเถื่อน เคยได้ยินหนังสือสมัยใหม่ว่า เป็นสินแร่ทองแดงพื้นบ้าน ไม่ได้คุณภาพแบบทองแดงของนอกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมไม่ได้ ก็ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน)
สำฤทธิ์ (ก็คือสำริดดี ๆ นี่เอง แต่เขียนให้โก้ มีหลายสี ถ้าผสมเงินเยอะหน่อย ก็สำริดเงิน สำริดแดง ก็แก่ทองแดง )
จ้าวน้ำเงิน เคยเห็นบางที่บอกว่า จะเจอในป่า อยู่บนพื้นดิน มีลักษณะเหมือนขี้นก นำเหรียญไปวางทับไว้ ทิ้งไว้วัน กลับมาดูจะเห็นว่าเหรียญพลิก (อันนี้ค่อนข้างปาฏิหารไปหน่อย แล้วตัวต้นฉบับ original ผมยังไม่เคยเห็นตำรานี้ เพียงแต่ได้ยินมา)ส่วนสมัยใหม่ ตีเป็นสินแร่ ไพไรต์ บางที่ก็ตีเป็นพลวง
นวโลหะ ตามสูตร 9 โลหะบังคับ ที่นำมาหล่อผมว่าคงหายากนะ ยิ่งถ้าเป็นจ้าวน้ำเงินอัศจรรย์ตามคำบอกเล่า ถ้าเป็นแบบนั้น ผมว่าสมัยนี้ อาจจะไม่มีนวโลหะตามสูตรของจริงแล้ว ส่วนนวโลหะตามสมัยนี้ที่สร้างกัน มักจะปิดตัวสินแร่ที่เป็นคำโบราณ อย่างจ้าวน้ำเงิน บริสุทธิ์ เพราะกลัวสูตรแพร่หลาย ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ผมเห็นในโบสถ์พรามณ์เสาชิงช้า มีตู้โชว์ให้ความรู้ไว้ว่า นวโลหะมี สินแร่ใดบ้าง เขียนเป็นทั้งชื่อไทย และชื่ออังกฤษ (พร้อมมีตัวอย่างสินแร่ชนิดนั้น ๆ วางในตู้)
เมฆสิทธิ์ (เนื้อออกสีเขียว ยังไม่เคยเห็นแบบปีกแมลงทับของจริงซักองค์ เคยเช่ามา องค์นึง พระใหม่ บอกว่าเป็นเมฆสิทธิ์ เห็นเขียวแบบปีกแมลงทับเลย เลยนำไปล้างตามแบบล้างนวโลหะ เพื่อรอให้เนื้อกลับ ถ้าเมฆสิทธิ์จริง จะต้องกลับเป็นสีเดิม เพราะเป็นคุณสมบัติของเมฆสิทธิ์ ที่เนื้อจะกลับเขียว ปรากฏว่าสีไม่กลับเลยครับ เลยเชื่อว่าโรงงานย้อมโลหะมาแล้วบอกเป็นเมฆสิทธิ์ ทางวัดอาจไม่รู้ เหมือนพระเนื้อสีดำ แล้วก็บอกนวโลหะ แต่ล้างแล้ว ทิ้งไว้เนื้อไม่กลับเลย ก็ตีเป็นนวะเก๊ หรือเป็นโลหะรมดำแล้วจัดขายราคาเป็นนวะโลหะ แต่สำริดเงิน ก็ล้างแล้วเนื้อกลับดำได้เหมือนกัน ถ้าแก่เงินมาก ต้องสักเกตุ แล้วจะแยกออกระหว่างดำนวโลหะ ดำสำริดเงิน หรือดำแบบรมดำ ไอ้ตัวผมเองก็ชอบล้าง ยิ่งบอกเป็นนวะแล้วจะชอบล้างเป็นพิเศษ เพราะเวลาผิวกลับแล้วจะมันส์สะใจ แต่ต้องเป็นพระใหม่นะครับ พระเก่าไม่กล้า กลัวล้างแล้วคนตีเก๊ )
พระปรอทกายสิทธิ์ พระปรอทกายสิทธิ์
--------------------------------------------------------------------------------
พระปรอทกายสิทธิ์เจออภินิหารเรียบร้อยตั้งแต่เอามาคืนแรกแล้วครับ
นักสิทธิ์หรือวิทยาธรผู้สำเร็จเป็นผู้มีความรู้วิชาไสยศาสตร์ ในทางเล่นแร่แปรธาตุประการหนึ่งจนเป็นตำนาน อันดับทอปฮิตติดสเปอร์ของพระเวทย์สยามคือ สามารถทำปรอทซึ่งเป็นโลหะเหลวให้แข็งเป็นก้อนได้เรียกกันว่า "สำเร็จปรอท" อานุภาพของก้อนปรอทนี้ทำให้ผู้สำเร็จเหาะเหินเดินอากาศได้ ทั้งยังมีร่างกายเป็นหนุ่มอยู่ตลอดเวลา เมื่อสำเร็จแล้วก็ไม่สามารถในแดนมนุษย์ได้ อีกต่อไปเพราะเหม็นสาบมนุษย์ โดยแบ่งระดับขั้นของปรอทที่ทำสำเร็จนี้ออกเป็น ขั้นต่างๆกันโดยเมื่อสำเร็จชั้นสูงสุดจะเหาะเหินเดินอากาศได้และเป็นการ สู่ลำดับขั้นต่อไปก็คือการชุบตัวให้เป็นกายสิทธิ์ แถมมีความเข้มขลังอาคมระดับสุดๆ จนใครฆ่าไม่ตาย โดยผู้สำเร็จปรอทต้องเหาะไปยังป่าหิมพานต์ ครั้นไปถึงแล้วจะพบบ่อน้ำวิเศษบ่อหนึ่ง น้ำในบ่อนั้นมีสีขาวเหมือนน้ำนมบริสุทธิ์ มีนางเทพธิดาชื่อ "จันทรเทวี" เป็นผู้รักษาอยู่เมื่อ ผู้สำเร็จปรอทเหาะไปถึงที่นั่นจะตกลงไปในบ่อ ร่างกายที่เป็นรูปมนุษย์อยู่แต่เดิมจะ สูญสลายไปในทันทีแล้วเกิดเป็นฟองน้ำปุดขึ้นมาลอยบนผิวน้ำ นางจันทรเทวีผู้รักษาบ่อน้ำจะคอยเอามือช้อนฟองน้ำนั้น บัดดลฟองน้ำจะเปลี่ยนสภาพเป็นเด็กอ่อนแล้วเติบโต โดยลำดับเป็นวิทยาธรมีความเชื่อเพิ่มเติมอีกว่า วิทยาธรที่ปรากฏตามจิตรกรรมฝาผนังมีแต่เพศชาย กล่าวกันว่ามีอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้ ใครฆ่าก็ไม่ตาย แม้ต้องศาสตราวุธใดๆ ก็เป็นแต่สิ้นสติไปชั่วขณะหนึ่ง ครั้นลมพัดมาก็กลับฟื้นขึ้นได้ .มีอายุยืนอยู่คอยท่าพระศรีอาริยเมตไตรยซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ความเชื่อเรื่องนี้จึงเกิดเครื่องรางรูปเทพยาธรที่ว่าเหนือกว่ากุมารทอง สำหรับคนที่ต้องการคบกับผู้ใหญ่มากกว่าคบเด็ก แบบไม่ยอมคบเด็กสร้างบ้านโดยเชื่อว่าเทพยธรนี้นี้จะคอยช่วย เหลือได้ผลดีมากกว่ากุมารทองเพราะมีความ เก่งกล้าทางอาคมมากกว่าและก็ไม่สามารถถูกทำลายด้วยอาคม ได้ง่ายๆอย่างกุมารทอง แต่ติดที่ออกจะร้อนที่อยู่หน่อยๆคือมักต้องเดิน ทางตลอดเนื่องจากวิทยาธร เหาะได้จึงชอบท่องเที่ยวมักพาเจ้าของเครื่องรางไปไหนมาไหนมาไหนอยู่บ่อยๆ ในป่าหิมพานต์มีต้นไม้วิเศษชนิดหนึ่งคือมักกลีผล หรือนารีผล ไม้ชนิดนี้มีผลเป็นรูปสตรี "งามนักดังสาวอันพึงใหญ่ได้ ๑๖ ปี แลฝูงผู้ชายได้เห็นก็มีใจรักกัน" (ไตรภูมิพระร่วง)
------------------------------
แร่เมอร์คิวรี (ธาตุปรอท)
--------------------------------------------------------------------------------
แร่เมอร์คิวรีธรรมชาติเป็นสารพิษ มีสภาพเป็นของเหลว ณ อุณหภูมิห้อง หากมองข้ามความ
เป็นสารพิษแล้ว โลหะนี้ใช้เป็นประโยชน์ด้านการพาณิชย์ได้เป็นอย่างมาก และมีการทำเหมือง
แร่อย่างแพร่หลาย อาจพบแร่เมอร์คิวรีในรูปของธาตุตามธรรมชาติ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดอยู่ใน
รูปของแร่ซินนาบาร์
----------------------------------
แร่ซินนาบาร์
แร่ซินนาบาร์สีแดงสดเป็นสินแร่ปรอทที่สำคัญที่มีคุณสมบัติเป็นพิษ พบเกิดอยู่บริเวณรอบปล่อง
ภูเขาไฟ บ่อน้ำพุร้อนและในสายแร่ แหล่งแร่ซินนาบาร์ขนาดใหญ่พบที่ในสเปน อิตาลีและจีน
---------------------------------
สีแดงสด
แร่ซินนาบาร์เป็นส่วนผสมหลักในการผลิตผงสารสีแดง ใช้ครั้งแรกในงานวาดภาพของชาวจีน
โบราณ ในยุคสมัยกลางนิยมใช้กันแพร่หลายิเนื่องจากเป็นแร่ที่มีสีส้มแดงสด ปัจจุบันการผลิต
สีใช้วัสดุชนิดอื่นที่เป็นสารพิษน้อยกว่า
----------------------------------------
ปรอทวัดอุณหภูมิ
ประโยชน์ของธาตุปรอทที่รู้จักกันดี คือใช้ทำปรอทวัดอุณหภูมิ ซึ่งจะประกอบด้วยหลอดแก้วบรรจุ
สารปรอทและมีตัวเลขแสดงอุณหภูมิที่อ่านได้ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ปรอทจะขยายตัวขึ้นไปตาม
หลอดแก้ว หยุด ณ ตัวเลขใดก็จะเป็นอุณหภูมิที่วัดได้ขณะนั้น ปรอทวัดอุณหภูมิในภาพ ผลิตใน
ช่วงศควรรษที่ 18
-------------------------------------------
ธาตุปรอทตามธรรมชาติ
ณ อุณหภูมิห้อง ปรอทมีรูปร่างเป็นของเหลวสีเงินก้อนกลมๆ ด้วยเหตุนี้จึงยากที่จะพบปรอทใน
สภาพแท้จริงตามธรรมชาติ แต่อาจพบมีปรอทปริมาณเล็กน้อยสะสมในช่องว่างของหิน บริเวณ
รอบปล่องภูเขาไฟ ปรอทธรรมชาตมีลักษณะทึบแสงวาว แบบโลหะ และมีค่าความถ่วงจำเพาะสูง
ใช้เป็นคุณลักษณะในการตรวจวิจัยแร่ได้
ภาพขยายธาตุปรอทธรรมชาติที่เกิดในโพรงว่างของดิน
ข้อมูลจำเพาะ
ควมแข็ง 2-2.5
ความถ่วงจำเพาะ 8-8.2
สีแร่ แดง-น้ำตาล
ลักษณะเนื้อแร่ โปร่งใส-ทึบแสง
ความวาว แบบอาบน้ำมัน-ด้านทึบ
***ผลึกรูปไตรโกแนลเฮกซะโกแนล***
พลังบุญ-พลังจิตพลังบุญ-พลังจิต
คนที่รู้จักพลังบุญและพลังอนันต์นั้นไม่มีหรอก หาได้น้อย ส่วนใหญ่เขาก็จะสอนให้พวกเราทำบุญเฉยๆ ไม่ให้เราเข้าใจถึงพลังวิเศษเหล่านั้นหรอกว่ามันมีคุณชาติ ความสามารถที่จะช่วยปลดปล่อยเราได้อย่างไร ถ้าจะบอกว่ามันเป็นเคล็ดลับของธรรมมะ 84,000 พระธรรมขันธ์หรือไม่ ต้องบอกว่า...มันยิ่งกว่าเคล็ดลับมันคือหัวใจของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า มันไม่ใช่หัวใจของพระพุทธเจ้า แต่มันคือ...ไขกระดูกของพระพุทธเจ้ามันอยู่ลึกยิ่งกว่าหัวใจของพระพุทธเจ้า และมันคือหัวใจของพระพุทธะทุกองค์ที่อยู่ในจักรวาล มันคือไขกระดูกของพระพุทธะผู้ยิ่งใหญ่ทั้งปวง มันคือโครงสร้างของพระโพธิญาณ มันคือจิตวิญญาณ ของ พระปัจเจกโพธิ และมันคือเลือดเนื้อของพระสาวกสัมมาพุทธะ ผู้ที่จะต้องทำหน้า ที่ถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลังต่อไป
สติก็คือประตู เมื่อเห็นลมพัดมา มันจะพาเอาฝุ่นละอองเข้ามา มันจะพาเอาฝนสาดเข้ามา มันจะพาเอาโจรเข้ามา ถ้าเรารู้ว่ามันเป็นโจรเราก็รีบปิดประตู นั่นคือผู้มีสติ แต่ถ้าลมพัดมา ฝนสาดมา โจรเข้ามาผู้ร้ายจะมาขโมย แต่ไม่มีประตูจะปิด นั่นคือคนไม่มีสติ และเราก็จะโดนปล้นสดมส์ความเป็นไทของเราออกไปพวกนี้มันจะมาทำให้ตัวเราเปียก ฝุ่นเปราะเรา ขยะก็เต็ม แล้วเป็นมลภาวะภายใน เพราะฉะนั้นถ้าจะถามหลวงปู่ว่า สติคืออะไร มันก็คือประตูกับหน้าต่าง คนมีสติก็คือคน...คนที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง พอมันไม่มีทั้งประตูหน้าต่าง ไม่มีทั้งหน้าต่าง มันก็มีแต่ช่องโล่งๆ ที่อะไรมันจะเข้ามาก็ได้ และอะไรมันจะออกไปก็ได้ โดยที่ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ หรือไม่รู้จักใจ ไม่เข้าใจ จนสุดท้ายก็กลายเป็นว่าเสียใจ ขาดใจ ไม่หายใจ
เพราะฉะนั้น การที่พระศาสดาให้เรามีสติก็คือ รู้จักที่จะเปิดปิดประตูหน้าต่างนั่นเอง ถ้าเรารู้ว่า...คน ข้างหน้าเรามันเป็นโจร ถ้าเราต้องการจะพูดกับโจรว่า อย่าให้โจรมันมาปล้นเรา เราก็ต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวที่จะระแวดระวังภัยจากโจร นั่นแสดงว่า...เราเริ่มจะมีสติแล้วคอยปิดประตูเปิดหน้าต่าง คอยแง้มช่องทางมองหาทางหนีทีไล่ แต่ถ้าเราคุยกับใคร ไม่ว่าเขาจะพูดดีก็ตาม ชมก็ตาม หรือนิยมนินทาก็ตาม เปิดให้เขาเข้ามาในบ้านแล้วปล่อยให้เขาฝอย จนกระทั่งน้ำลายเป็นฟอง พอเขากลับไป แต่เรามีหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคำพูดของเขาอยู่ นั่นแสดงว่า...เราไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง ไม่รู้จักเลือกว่าอนุญาตให้ใครเข้า หรือไม่รู้จักปฏิเสธว่าใครควรจะออก เพราะฉะนั้นคนๆนั้นไม่มีพลัง เสียพลัง และก็ไม่รู้จักใช้พลัง
ก่อนที่เราจะมาพูดถึงพลัง ควรจะต้องพูดถึงประตูกับหน้าต่างก่อน ก่อนที่จะมาพูดถึงสมบัติในบ้าน ถ้าจะมาบอกว่า เปรียบระหว่างพลังกับประตูหน้าต่าง สมาธิก็คือพลัง พลังก็คือสมบัติในบ้าน สติก็คือประตู หน้าต่างคือรั้ว คือข้างฝา คือหลังคา คือพื้น คือสิ่งแวดล้อมที่รักษาพลัง ถ้าหากว่ามันไม่มีรั้ว ไม่มีหลังคา ไม่มีพื้น ไม่มีข้างฝา ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง มีแต่เพชรวางไว้กลางแจ้งอยู่ไม่ได้ เดี๋ยวใครก็ขโมยไปกิน เปรียบเสมือนกับคนที่อยากจะฝึกพลัง แต่ไม่มีสติ ก็ใช้ไม่ได้
เพราะฉะนั้น หลวงปู่จึงพูดไว้ว่า พระที่วิเศษ ไม่ใช่พระหลวงพ่อ ไม่ใช่พระเหรียญห้อยคอ แต่มันคือพระสติ คนที่มีพระสติ ไม่เตะก้นแก้วแตก คนที่มีพระสติ ไม่เดินแล้วให้ชาวบ้านเขามาตีหัวเราแตก คนที่มีพระสติ มักจะไม่ทำตัวแปลกให้ใครตำหนิ ติ หรือชม คนที่มีพระสติไม่ทำให้ใครนิยมยอมรับ คนที่มีพระสติทำตนให้เป็นตัวของตัวเองรักษาพลัง สั่งสมพลัง ดูแลพลังแล้วก็ค่อยๆที่จะใช้พลัง พลังงานอนันต์ พลังงานอมตะ พระสติ และจิตวิญญาณ ฟังเผินๆ เหมือนมันอยู่ในเรื่องเดียวกัน แต่จริงๆแล้วมันทำหน้าที่กันคนละเรื่อง ต้องเข้าใจให้ถ่องแท้
มีผู้ถามว่า...บุญถ้าเป็นพลังงานเขียนออกมาเป็นค่าสมการได้ไหม? ซึ่งหลวงปู่ก็ตอบไปว่า มันคงจะไม่ได้ เหตุผลก็เพราะ สมการเป็นตัวเลขมันเป็นสิ่งที่แสดงของวัตถุ เป็นค่าของวัตถุ แต่บุญคือพลังงาน เราไม่สามารถเอาสมการมาเทียบเคียงวัดค่าของบุญได้ แต่เราสามารถสัมผัสรับรู้รับทราบถึงพลังแห่งบุญได้ ตัวอย่าง เช่น ผู้มีบุญ คนมีบุญ ผู้ใจบุญ ถ้าอยู่ใกล้ใคร เขาก็จะให้พลังที่สงบสุข และสันติต่อผู้อยู่ร่วมและอยู่ใกล้
รวมแล้วผู้มีบุญอยู่ใกล้กับสัตว์ตนใด สัตว์ตนนั้นจะสงบสุขสันติและฉลาด คำว่าสุข สงบ สันติ และ ฉลาด ไม่สามารถสร้างเอาสมการมาเปรียบเทียบและวัดได้ ซึ่งมันต่างจากวัตถุ คำถามประโยคที่ว่า ระหว่างพลังบุญกับพลังจิต เหมืนกันหรือต่างกันอย่างไร คำตอบก็คือ ต่างกัน บุญมีกรรมเป็นเจ้านาย บุญมีกรรมเป็นผู้ควบคุม กรรมก็คือการกระทำของบุคคลและสรรพสัตว์ เป็นผู้ควบคุมพลังบุญ
มีคำถามแทรกเข้ามาระหว่างสนทนาว่า แล้วอะไร...? จะไปวัดค่าของบุญได้ หลวงปู่ก็ตอบเขาไป ระหว่างนิวตรอน โปรตรอน และอะตอม เราว่ามันละเอียดอ่อน ลุ่มลึก และก็มีพลังเยี่ยมแล้ว มันก็ยังไม่สามารถ เทียบเท่าค่าราคา และความละเอียดอ่อนของบุญ ซึ่งถือว่าเป็นพลังงานอนันต์ของสรรพสัตว์ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ พระปัจเจกโพธิ พระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นโปรตรอน นิวตรอน และอะตอม ก็ไม่สามารถจะไปเทียบราคาเท่ากับพลังงานของบุญ คำตอบคือ บุญมีความละเอียดอ่อนยิ่งกว่า โปรตรอน นิวตรอน และอะตอม พลังงานของบุญมีความละเอียดอ่อนมากกว่า
คำถามประโยคต่อมาว่า ระหว่างบุญกับจิต อันไหนมีพลังงานเหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไร คำตอบก็คือ ไม่เหมือนกัน ต่างกัน พลังบุญเปรียบเป็นอาหารของต้นไม้ บุญเป็นอาหารของจิต แต่พลังของจิตเหนือกว่าพลังของบุญ พลังแห่งจิตเป็นพลังอมตะ พลังแห่งจิตไม่มีใครจะทำลายได้ พลังแห่งจิตเหนือกว่าพลังงานอนันต์จิตทุกดวงมีพลังอมตะ และเท่าเทียมกัน ต่างกันตรงคนๆนั้น จะเข้าถึงจิตของตนมากน้อยอย่างไรต่างกันตรงที่คนๆนั้น สัตว์เหล่านั้น บุคคลนั้น จะเปิดประตูแห่งวิญญาณไปรู้จักหน้าตาแห่งจิตแท้ๆ อย่างละเอียดหยาบ สุขุมลึก หรือรู้จักแบบความไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นพลังจิตเป็นพลังอมตะ ไม่มีพลังอะไรในโลก ในจักรวาลสามารถจะทำลายพลังจิตได้
บุญมีคุณลักษณะพิเศษคือ น้ำท่วมไม่หาย โจรปล้นไม่ได้ ไฟไหม้ไม่หมดแล้ว แต่จิตพิเศษยิ่งกว่า เพราะไม่สามารถจะเอามาเป็นประโยค เป็นตัวอย่างได้เลย เหตุผลก็เพราะจิตไม่มีรูปร่าง มันเมือนกับสุญญากาศ มีพลังอันยิ่งใหญ่แฝงอยู่ ถามว่าเป็นพลังอะไร ก็คือพลังงานแห่งสุญญากาศ จิตยิ่งกว่าสุญญากาศ พระพุทธเจ้าเรียก มันสุญญตา คือความว่างเปล่า ความว่าง ความโปร่ง ความโล่ง ความเบาและสบาย มันยิ่งกว่าสุญญากาศเพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าถึงพลังจิตก็คือ ผู้ที่เข้าถึงพลังแห่งสุญญตาเป็นอมตะ เป็นนิรันดร ไม่มีผู้ใดจะทำลายล้างมันลงไปได้
พลังจิต ผู้ที่เข้าถึงมันก็คือ ผู้มี่เข้าถึงจักรวาล ผู้ที่ถึงแกแลคซี่ ถึงทางช้างเผือก และก็ถึงอนันตจักรวาล พระศาสดาเป็นผู้เข้าถึงพลังแห่งจิต พระองค์จึงเรียกขานตัวเองว่า เราคือโลก โลกคือเรา จิตคือ โลก โลกคือจิต จิตคือเรา เราคือโลก เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าถึงพลังแห่งจิต ซึ่งเป็นพลังอมตะ ย่อมแจ่มแจ้งเข้าใจและแสดงพลังแห่งโลกได้ เปรียบประดุจดังชี้ให้คนดูลายมือในฝ่ามือตน ซึ่งต่างจากผู้ที่เข้าถึงพลังอนันต์ นั่นก็คือคำว่าบุญ เพราะว่าผู้เข้าถึงพลังแห่งบุญก็คือ ผู้ที่เข้าถึงอาหารแห่งจิต ต้องบอกกันตรงๆชัดๆก็คือ บุญเป็นอาหารแห่งจิต เหมือนดั่งแสงแดดเป็นตัวการ หรือเป็นตัวกลางสำหรับปรุงอาหารให้กับต้นไม้ เหมือนดั่งธาตุอาหารที่อยู่ในใบไม้เปลือกไม้ รากไม้ เยื่อไม้ และลำต้นแห่งไม้ เพราะฉะนั้นบุญจึงเป็นเหตุแห่งจิตบุญจึงเป็นเหตุแห่งพลังในจิต และจิตเป็นผลแห่งบุญ ทั้งจิตและบุญถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีบุญ ผู้มีใจบุญ ผู้เจริญในบุญย่อมมีจิตที่สะอาด สงบ และก็สว่าง เพราะว่าจิตใจแห่งผู้ที่เปี่ยมล้นด้วยบุญ ย่อมเป็นจิตใจที่ไม่อาฆาต ไม่พยาบาท ไม่ริษยา ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ตระหนี่ ไม่ละโมบ ไม่เป็นคนมักหลง และไม่เป็นคนขี้โกรธ จิตที่ปราศจากขยะเหล่านี้ ย่อมเป็นจิตที่เปล่าเข้าขั้นสุญญตา เหตุเพราะยังมีอัตตา(ความมีตัวตน)
สุญญากาศไม่ใช่สุญญตา เพราะระหว่างสุญญากาศกับสุญญตา ยังห่างไกลกันหลายอสงไขย (นับไม่ถ้วน)แห่งแสง หลายอสงไขยแห้งพันปีแสง ซึ่งมันต่างกันมาก แต่เราก็ไม่สามารถใช้ศัพท์อันใดเรียกขานมันได้ว่า อะไรคือสุญญตา อะไรคือสุญญากาศ ในที่นี้ก็ต้องบอกว่า มันมีเวลาที่ห่างไกลกันเนิ่นนานขนาดนั้น
ผู้ที่มีจิตอันเป็นบุญ มีบุญอยู่ในจิต หรือผู้มีบุญอยู่ในใจ เป็นผู้มีบุญอยู่ในวิญญาณในชีวิต ในการกระ ทำ ในคำที่พูดและในสูตรที่ตนคิด ย่อมมีพลังจิตที่อยู่สูงกว่าพลังอนันต์ แห่งบุญ นั่นคือเข้าถึงพลังแห่งอมตะ ซึ่งไม่มีใครสามารถทำลายล้าง มันให้ตายดับสูญลงไปได้ ผู้ที่มีพลังจิตย่อมพลิกโลกให้ดำเป็นขาว ให้มืดเป็น สว่าง ให้ยาวเป็นสั้น ผู้ที่มีพลังจิตย่อมมีอำนาจเหนือสรรพสิ่ง สรรพวัตถุ สรรพชีวิต และสรรพธรรมชาติทั้งปวง ผู้ที่เข้าถึงพลังจิตย่อมเหนือกว่ามัจจุราช ทั้งปวงในโลกและในจักรวาล
พระศาสดาจึงอาจที่จะอยู่ได้เป็นพันปี ตัวอย่างเช่น ก่อนพระองค์จะปรินิพพาน พระองค์ได้แสดง บุพนิมิต เพื่อเตือนให้พระอานนท์ทูลอาราธนาให้พระองค์มีชีวิตอยู่ พระองค์ทรงเตือนพระอานนท์หลายครั้ง ด้วยบุพนิมิต ด้วยอาพาธ ด้วยกิริยาอาการ และสุดท้ายด้วยวาจา แต่เพราะอานนท์มีปัญญาไม่แจ่มชัด มีญาณอันไม่หยั่งทราบได้ จึงไม่ได้กราบทูลอาราธานาให้พระองค์มีชีวิตอยู่ และพระองค์ก็ทรงแสดงไว้ในมหาปรินิพพานสูตรว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดูกรสารีบุตร เราตถาคต มีอำนาจเหนือมัจจุราชทั้งปวง อาจกล้าและสามารถจะอยู่ได้เป็นหมื่นปีแสง เป็นพันอสงไขย โดยไม่ดับสูญและตายจากร่างกายหรืออัตภาพปัจจุบัน"
นั่นเป็นการแสดงออกว่า พลังแห่งจิตอันยิ่งใหญ่เหนือสรรพวัตถุ สรรพธรรมชาติ สรรพวิญาณ และ สรรพมัจจุราชทั้งปวง ของผู้ที่เข้าถึงพลังอมตะ ซึ่งก็คือพลังจิต หลวงปู่จึงตอบปัญหาเขาไปว่า ระหว่างพลังจิตกับพลังบุญต่างกัน แต่เป็นเหตุและผลของกันและกัน หลวงปู่อาจจะเคยพูดว่าบุญเป็นพลังงานอนันต์ ทำให้คนเป็นพระพุทธเจ้า บุญเป็นพลังงานอนันต์ทำให้ยาจกเป็นพระราชา บุญเป็นพลังงานอนันต์ทำให้คนธรรมดา เป็นคนเหนือธรรมดา บุญเป็นพลังงานอนันต์ ทำให้คนใกล้ตายกลับไม่ตาย บุญเป็นลพังงานอนันต์ ทำอะไรๆ ของใครๆ ที่ปรารถนาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ตามความประสงค์ แต่บุญก็ยังเป็นพลังงานที่รองลงมาจากพลัง งานอมตะแห่งจิต เพราะฉะนั้น
ผู้ที่เข้าถึงจิต
ผู้ที่รวมจิต
ผู้ที่รู้จักจิต ผู้ที่เข้าใจจิต
ก็คือผู้เข้าใจโลกและมัจจุราช
ถึงแม้ว่าเราจะปฏิเสธการเรียนรู้เรื่องจิต แต่ทุกคนมีพลังจิต แต่ไม่ได้พัฒนา ถึงแม้ว่าเราจะบอกว่าเรา ไม่รู้จักพลังจิต แต่ทุกคนมีพลังชนิดนั้นอยู่ แต่ไม่รู้จักวิธีใช้ ถึงแม้ว่าเราจะบอกกับใครๆ ว่าเราไม่รู้ว่าอะไรคือจิต อะไรคือพลังแห่งจิต แต่จริงๆแล้วเราใช้มันแบบฟุ่มเฟือย และไม่รู่จักรักษาเพิ่มเติม สะสม เพราะฉะนั้นพระศาสดาจึงสอนให้พวกเราเข้าถึงจิตของตน และพระองค์ก็ทรงชี้ประโยชน์แห่งการเข้าถึงจิตของตนว่า คนๆนั้น สัตว์ประเภทนั้น ท่านเหล่านั้น จะดับและเย็นนั่นคือนิพพาน ซึ่งผู้มีบุญไม่มีนิพพาน พลังงานอนันต์ไม่สามารถผลักดันให้ถึงนิพพานอันแปลว่าดับและเย็นได้ มีพลังงานชนิดเดียวเท่านั้น ที่ทำให้เข้าถึงนิพพานได้ นั่นคือ... พลังแห่งจิต ซึ่งต้องได้รับการฝึกปรือ ขัดเกลาพัฒนา ได้มาจากอัตภาพร่างกายและวาจาใจแห่งนี้ พลังงานวิเศษซึ่งเป็นพลังงานอมตะนั้น ไม่ใช่ได้มาจากที่อื่น ไม่ใช่ได้มาจากครูคนใด ไม่ใช่ได้มาจากพระพุทธเจ้าประทานให้ แต่ได้มาจากหัวใจที่เอื้ออารีย์ แต่เต็มเปี่ยมด้วยคุณงามความดี ที่เราเรียกขานกันว่าผู้มีบุญ และมันก็ได้มา จากการทำกรรมดี ที่เรียกว่าทำบุญ สุดท้ายไม่ยึดติดในคำว่าบุญ ทิ้งบุญ ไม่หลงใหลในบุญ จนกระทั่งถึงคำว่า สุญญากาศ และก็ยกระดับไปสู่คำว่า สุญญตา อันแปลว่าว่างและไม่มีอะไร
กระบวนการฝึกจิตต้องเริ่มต้นมาจากการดัดกาย วาจา ใจของตน ให้เต็มเปี่ยมไปด้วยคำว่าบุญเพราะบุญเป็นอาหารแห่งจิต เรากำลังจะนำร่างกายไปออกรบ เรากำลังจะนำร่างกายไปอดตาหลับขับตานอน ไปฝึกปรือไปทำกิจกรรมใดๆ แต่ถ้าร่างการยเราขาดสารอาหาร เราก็มิอาจนำเอาร่างกายและอัตภาพนี้เดิน ทางไกล หรือไปทำอะไรๆ รบแล้วไปเอาชนะใครได้เลย
พระศาสดาจึงสอนให้เราปฏิบัติธรรม ซึ่งเรียกว่า กุศล อันแปลว่าทำดี ทำด้วยความชาญฉลาด และก็เลือกที่จะทำบุญ พอฉลาดแล้วก็ทำดี พอทำดีแล้วก็เป็นบุญ ซึ่งแปลว่าอิ่ม เต็ม สุขสบายในหัวใจ ใน กระเพาะและในวิญญาณของเรา เพราะฉะนั้น"สะสมบุญเพื่อฝึกจิต" นี่คือประโยคของพระพุทธะผู้ยิ่งใหญ่ ที่สอนให้พวกเราทั้งหลายได้กระทำเราจึงต้องมีนักบวช มีปฏิคาหก(ผู้รับทาน) ผู้รับที่จะทำหน้าที่พัฒนาบุญ ทำหน้าที่บริหารบุญ และทำหน้าที่ให้แล้วซึ่งบุญต่อทายก คือผู้ให้ เพื่อจะนำคนที่ต้องการบุญ ไปสู่พลังงาน อมตะ ข้ามก้าวล่างพ้นพลังงานอนันต์ที่มี นั่นคือหน้าที่ของสาวกแห่งพระศาสดา ที่จะมาพาลูกหลาน ญาติ และพุทธบริษัท ท่านทั้งหลายเข้าไปสู่ประตูแห่งธัญญาชาติ ประตูแห่งอาหาร ประตูแห่งความอุดมมั่งคั่งสมบรูณ์ คือประตูแห่งคำว่า"บุญ" ละ วาง ปล่อย แม้แต่คำว่าบุญของตน ให้เป็นผู้เปล่า ผู้ว่าง ผู้ปราศจากอะไร และก้าวล่วงพ้นไปในวิญญาณแห่งคำว่าบุญ ก้าวล่างพ้นไปในคลังบุญ เข้าไปสู่ประตูแห่งวิญญาณสุญญตา สุญญากาศ และก็ไปสู่สุญญตา คือความว่างเปล่า เมื่อนั้นก็จะถึงคำว่านิพพาน อันแปลว่าดับและเย็นคำพูดและคำถามประโยคที่ว่า พลังงานอนันต์ที่เรียกว่าบุญ กับพลังงานอมตะที่เรียกว่าจิตเหมือน กันหรือเปล่า คำตอบก็คือต่างกันไม่เหมือนกัน และสรุปก็คือมันเป็นเหตุปัจจัยของกันและกันผู้มีบุญเท่านั้น จึงจะถึงพลังแห่งจิต พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราทำบุญ 10 อย่าง
1.ให้ทาน 6.ทำหน้าที่ของพ่อ แม่ ลูกฯ
2.รักษาศีล 7.อ่อนน้อมถ่อมตน
3.ฟังธรรม 8.ยินดีเมื่อเห็นคนอื่นทำดี
4.แผ่เมตตา 9.ปฏิบัติธรรม
5.เจริญภาวนา 10.ทำความเห็นของตนให้ตรง ถูกต้อง
นี่คือวิธีเข้าถึงพลังงานอนันต์ ถ้าเปรียบเป็นวิทยาศาสตร์ มันก็เหมือนกับกระสวยอวกาศ ยานอวกาศ ที่หลุดออกไปพ้นจากแรงดึงดูดของโลก เพื่อก้าวล่วงข้ามไปสู่วงโคจรแห่งจักรวาลได้ ก็ต้อง อาศัยเชื้อเพลิงที่จะผลักดันเอายานอวกาศลำนั้น ให้หลุดออกไปจากแรงดึงดูดของโลกก่อน เมื่อเชื้อเพลิงมันผลักเอากระสวยอวกาศให้หลุดออกไปได้แล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็จะใช้วิธีคำนวณ เพื่อจะให้สลัดหลุดจากแหล่งเชื้อเพลิงอันนั้น ต่อไปก็จะเดินทางด้วยพลังอีกชนิดหนึ่ง นั่นคือ...พลังบุญ เป็นพลังงานที่ผลักดันเอากระสวยอวกาศ ให้พ้นจากแรงดึงดูดของโลก จิต..เมื่อกระสวยอวกาศพ้นจากแรงดึงดูดของโลกแล้ว ผู้ควบคุมยานอวกาศลำนั้น ก็จะทำหน้าที่กดปุ่ม เพื่อจะสลัดเอาเชื้อเพลิงที่ติดมากับกระสวยอวกาศนั้น สลัดให้หลุดพ้นและทิ้งไป และก็จะใช้พลังงานชนิดใหม่ เพราะในอวกาศไม่มีแรงดึงดูดเป็นระบบสุญญากาศ ต้องใช้เชื้อเพลิงชนิดใหม่ที่เบา แข็งแรง มีพลังและต้านแรงกดดันได้เป็นเยี่ยมและเชื้อเพลิงชนิดนั้นก็ต้องเปรียบได้ว่าเป็น...พลังจิต
เพราะฉะนั้นพวกเรามีหน้าที่ที่จะทำให้หลุดออกไปจากโลกนี้ให้ได้ แล้วพลัง 2 ชนิด ที่จะทำให้เราหลุดออกไปจากโลกนี้ก็คือ พลังงานอนันต์คือบุญ กับพลังจิต นั่นคือพลังอมตะ พวกเราก็เหมือนกันมี หน้าที่ที่จะพัฒนาชีวิจให้เข้าไปสู่พลัง 2 ชนิด แล้วก็เป็นหน้าที่ที่พระศาสดา องค์พระสัมมาสัมพุทธะผู้ยิ่งใหญ่ สืบทอดและสั่งการกันต่อๆมาในตระกูลศากยะ และชาวพุทธะทั้งปวงให้รู้และเข้าใจ
ความเกิดเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ไม่สบายเป็นทุกข์ สมหวัง และไม่สมหวังเป็นทุกข์ นี่คือความทุกข์ที่อยู่ในโลกนี้ ถ้าเราเห็นว่าโลกนี้เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าให้พลังวิเศษ 2 ชนิด เพื่อจะให้พ้นจากโลกนี้ เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ที่เห็นว่าโลกนี้แคบไป ต้องไปหาโลกใหม่ ที่จะอยู่อาศัย ก็สร้างจรวดขึ้นมา และหาพลัง 2 ชนิดขึ้นมาใช้ ซึ่งเหมือนกับพระพุทธเจ้าเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน พระองค์ก็ทรงคิดค้นขึ้นมาว่า...พลังที่ผลักดันเอาจิตวิญญาณของมนุษย์ให้พ้นจากโลกนี้ได้ มีอยู่ 2 ชนิด ชนิดแรกคือ
พลังงานอนันต์ที่เรียกกันว่า"บุญ" และชนิดที่สอง ที่เรียกกันว่าพลังจิต ซึ่งหลวงปู่เรียกว่า"พลังอมตะ" เพราะฉะนั้นเรามีหน้าที่ที่จะพัฒนาพลัง 2 ชนิดนี้ ให้อยู่ในจิตวิญญาณของเราให้ได้ เรามีหน้าที่ตรงนั้นอย่างนั้น เราสาวกแห่งชาวศากยะทั้งปวง มีหน้าที่ที่จะทำการชี้นำ อบรมสั่งสอน และเผยแพร่ วิถีทางแห่งความหลุดพ้นชนิดนี้ให้กับหมู่สรรพสัตว์ สรรพชีวิตทั้งหลายได้รับรู้ เพื่อจะนำเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ในชีวิตของตนและคนทั้งปวง นี้คือหน้าที่เท่านั้นแหละ มันไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีหน้าที่พัฒนาวัตถุให้ลอยหลุดออกไปนอกโลกได้เท่านั้นเอง
จริงๆนักวิทยาศาตร์ เพิ่งจะมาคิดค้นหาวิธีการ ที่จะเอาสสารผลักดันสสารให้หลุดจากออกไป นอกโลกเขาเพิ่งจะคิดค้นได้ไม่กี่สิบปีมานี้ แต่จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าทรงคิดค้นหลักการ ที่จะนำจิตวิญญาณและสสาร รวมทั้งพลังงานให้หลุดออกนอกโลกนี้ได้เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน
พระองค์จึงเป็นสัพพัญญู(ผู้รู้หมด) เป็นมนุษย์ที่ยอดมนุษย์ เป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งพลัง 2 ชนิดอันวิเศษสุดในโลกและจักรวาล นั่นคือ พลังงานอนันต์กับพลังงานอมตะ เราจึงไม่กล้าปฏิเสธพระองค์ได้เลยว่า พระองค์เป็นยอดมนุษย์เหนือมนุษย์ทั้งปวง ระบบวิทยาศาสตร์ที่มาคิดค้นกันทีหลังก็เป็นเพียงแค่ตามก้นพระองค์ หรือรอยเบื้องยุคลบาทพระองค์เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นวิชาความรู้เรื่องแสง ความไวของเสียง และความเร็วของพลังทั้งปวงในจักรวาลพระองค์ทรงรู้ คิดค้นและ ก็เข้าใจมาก่อนเมื่อ 2,000 กว่าปี เพราะฉะนั้น คนยุคนี้กำลังเดินตามตูดคนโบราณ
ให้รู้ไว้ว่าเรามีพ่อ เราเป็นลูกหลานของตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ในจักรวาล เมื่อใดที่เราเอ่ยนามของพระองค์ อรหันต์สัมมนาสัมพุทธะ เมื่อนั้นเราก็กลายเป็นลูกหลานของพระผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงเป็น ผู้มีพระคุณอันประเสริฐสูงสุดในจักรวาล เราจะไม่รู้สึกกระดากปาก ไม่รู้สึกละอายที่จะกล่าวนามของพระองค์ ถ้าเราทำตามพระองค์สอน แต่ถ้าเราไม่ทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงบอก ไม่พิสูจน์สิ่งที่พระองค์ ทรงสอน ประโยชน์อันใดเล่า ที่เราจะเอ่ยนามของพระองค์วันละหลายล้านครั้ง มันคงไม่ใช่ประโยชน์อันใดกับเรา
ชั่วชีวิตหลวงปู่รู้สึกภาคภูมิเป็นอย่างยิ่ง กล้าที่จะประกาศให้คนทั้งโลกและจักรวาลได้รู้ว่า เราคือตระกูล ศากยะ เราคือชาวศากยะ ซึ่งแปลว่า ผู้อาจ ผู้กล้า และไม่มีใครอาจ และกล้าเกินชาวศากยะ ไปได้เลยในจักรวาลนี้ ผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้สืบทอดวิญญาณของพระพุทธเจ้า และส่งทอดต่อๆไป ถ่ายทอดกันต่อๆไป ก็คือผู้กล้าและผู้อาจ ผู้มีความสามารถในจิตวิญญาณของตน ยาก... และหาได้น้อยมาก ที่จะเข้าถึงสัจธรรมแห่งพลังงานอนันต์ ยาก...และหาได้น้อยมาก ในโลกยุตปัจจุบันที่จะ อธิบาย ชี้แจงและกล่าวแสดงเงื่อนไขแห่งพลังวิเศษ 2 ชนิด ที่มีอยู่ในพระวรกายแห่งพระพุทธะผู้ ยิ่งใหญ่ในอดีต
หลวงปู่ก็จะไม่รู้สึกกระดากเลย ที่จะพูดถึงพลังของพระพุทธ จะไม่รู้สึกลำบากที่จะอธิบายในจิตวิญญาณที่มีอยู่ในพลังแห่งพระพุทธะ เพราะถือว่าเป็นการกล่าวขนานนามประกาศเกียรติคุณ ในจิตวิญญาณของพระองค์ ให้ยิ่งใหญ่ แผ่กว้างออกไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของพวกเราทุกคนก็คือถ่ายทอดจิตวิญญาณเข้าไปสู่จิตดวงหนึ่ง และส่งทอดต่อๆ กันไปกับจิตดวงหนึ่งเรื่อยๆ อย่างชนิด ไม่จบไม่สิ้น และพลังชนิดนี้มันก็จะยืนหยัดอยู่ในโลกได้อย่างชนิดช่วยสรรพสัตว์ ทำให้คนสัตว์และ สรรพชีวิตพ้นจากโลกนี้ไปได้
โดยหน้าที่ของนักบวชในศาสนานี้ หลวงปู่พูดไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้วว่า..."มีหน้าที่ปลดจากความเป็นทาสของประชาชาติและสัตว์โลก"
เทวบุตรมารบุคคลผู้ตั้งใจปฏิบัติความดี มักจะมีอุปสรรคมาขัดขวาง เรียกกันว่ามาร คำว่า มาร แปลว่า ผู้ฆ่า คือฆ่าเราจากความดี หากไปหลงติดบ่วงของมัน มารมี ๕ อย่างคือ
๑. ขันธมาร หมายถึง ร่างกายของเราเป็นมาร พอจะทำความดี มันให้เจ็บโน่นปวดนี่ เมื่อยนั่น จะเข้าวัดเข้าวามันพาลป่วยหนักซะเลย ถ้าจะเข้าเธคเข้าคลับเข้าบาร์ละก็ ไม่เป็นไร ไปได้ปร๋อเชียว...
๒. กิเลสมาร คืออารมณ์ชั่วของจิตเป็นมาร จะคิดดี พูดดี ทำดี มันเป็นขัดขวางสุดตัว ถ้าจะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เชิญตามสบาย มันคอยชักนำให้ยึดความรัก โลภ โกรธ หลง แทนที่จะปล่อยวาง...
๓. มัจจุมาร คือ ความตายเป็นมาร พอเราจะทำความดี มันกลัวเราหนีพ้น ไม่รู้จะขัดคอเราอย่างไร พาลชักแหง็ก ๆ ตายเอาดื้อ ๆ ฆ่าเราตายจากความดีทั้งร่างกายและจิตใจเลย
๔. อภิสังขารมาร คือ ผลแห่งบุญบาปเป็นมาร คอยขวางเราไม่ให้ทำดีจนถึงที่สุด ฝ่ายบุญที่ถูกมารแฝง เช่น ยึดติดในรูปฌาน อรูปฌาน มานะถือตัวถือตน ว่าเราดีกว่าคนอื่นเพราะเราทำดี ฝ่ายบาป คือ ความชั่วทุกอย่างที่ทำมา ที่ดึงให้เราชั่วไปกับมันตลอดเวลานั่นเอง...
๕. เทวปุตตมาร คือ เทวดาเป็นมาร เป็นเทวดาพวกมิจฉาทิฏฐิ นอกจากจะไม่ส่งเสริมเวลาคนทำความดีแล้ว ยังคอยขัดขวางไม่ให้เขาทำความดีอีก สารพัดวิธีที่พวกนี้จะนำมาหลอกล่อ หรือบางทีก็เทวดาสัมมาทิฏฐินั่นแหละ ทดสอบกำลังใจแล้วเราสอบตก ท่านเลยกลายเป็นมารไปซะฉิบ...
พอเราเริ่มทำความดี มารทั้งหลายก็ยกพหลโยธามาคอยขัดขวางทันที ล่อหลอกให้เราติดบ่วงของมัน จะได้ดึงเราให้ห่างความดี คอยยั่วให้กำหนัด ล่อให้หงุดหงิด ลวงให้หลงผิดร่ำไป...
ประสบการณ์ลี้ลับ: ตอนที่ 1 “เพชรพญานาค” สมบัตินครบาดาลประสบการณ์ลี้ลับ: ตอนที่ 1 “เพชรพญานาค” สมบัตินครบาดาล
โดย สายทิพย์
ราวๆ เดือนตุลาคมของทุกปี ช่วงใกล้วันออกพรรษา 15 ค่ำเดือน 11 เรามักจะได้ยินข่าวคราวของ “ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค”ที่เกิดขึ้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ในเขตจังหวัดหนองคาย ที่ผู้คนรวมทั้งสื่อมวลชนทุกแขนงต่างตั้งตารอเพื่อที่จะสัมผัสกับเหตุการณ์ประหลาดดังกล่าว
“พญานาค” มีจริงหรือไม่ น้อยคนที่จะพิสูจน์ได้ เรื่องราวของ “พญานาค” ที่มักถกเถียงกันว่ามีจริงหรือไม่นั้นโดยมากมักเป็นการเล่าจากปากต่อปากโดยไม่มีหลักฐานมาสนับสนุน และส่วนมากผู้ที่พบเห็นมากจะเป็นพระสงฆ์ที่มีฌาณตบะแก่กล้าอยู่ตามถ้ำในป่าลึก เรื่องราวการสัมผัสพบเห็น “พญานาค” ก็ล้วนมาจากประสบการณ์ระหว่างธุดงค์ของ “พระสงฆ์” เหล่านี้ อาทิหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต(พระอาจารย์ใหญ่แห่งพระธุดงค์กรรมฐาน เรื่องราวการพบพญานาคของหลวงปู่มั่นปรากฏในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่นที่เรียบเรียงโดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี หลวงเตี่ยศุภรัตน์ ฐิติธัมมปาโล(ศิษย์เอกหลวงปู่บุดดา ถาวโร)ฯลฯ
ผู้เขียนเคยไปกราบหลวงเตี่ยงศุภรัตน์ ที่สำนักปฏิบัติธรรมหลวงปู่บุดาดา ถาวโร จ.สิงห์บุรี พบว่าพระสงฆ์รูปนี้มีดีอยู่ไม่น้อย ท่านเป็นพระใจบุญนิยมทำยาสมุนไพรรักษาโรคแจกญาติโยมประเภทยาหัวใจ เบาหวานและท่านยังนิยมสร้างพระปางต่างๆ ที่แต่ละปางนั้นสวยงามมาก นอกจากนี้ท่านยังชอบศึกษาสิ่งแปลกๆ ชอบสะสมของแปลกที่หาดูยาก
หลวงเตี่ยศุภรัตน์เป็นพระสงฆ์อีกรูปหนึ่งที่ยืนยันว่า “พญานาค” นั้นมีจริง ซึ่งที่สำนักปฏิบัติธรรมของหลวงเตี่ยถ้าใครเคยไปก็จะเห็นซากส่วนต่างๆ ของพญานาคอยู่เป็นจำนวนมากที่ท่านได้มาจากถ้ำที่ “ภูเขาควาย” ทางฝั่งลาว ท่านบอกว่า “พญานาคเขาอยู่ในสถานที่เร้นลับที่ผู้คนธรรมดายากที่จะเข้าถึง คือมักจะอยู่ในป่าลึกภายในโพรงถ้ำ ยากที่จะหาพบได้ง่าย และภายในสถานที่แห่งนั้นจะมีซากของพญานาคในขนาดต่างๆ นอนตายเรียงกระจายอยู่ ผู้ที่จะเข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ที่มีวิชาและสมาธิกล้าเป็นพิเศษ”
อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ “ซากพญานาค” ที่มีคนเคยพบเล่ากันว่า เคยมีนายพรานจากฝั่งไทยข้ามไปล่าสัตว์ในป่าลึกทางฝั่งพม่าแถบสามเหลี่ยมทองคำได้เดินไปจนพบซากพญานาคขนาดใหญ่เกือบเท่าตู้รถไฟนอนตายอยู่ในซอกผาลึก ซากโครงกระดูกนั้นมีขนาดใหญ่มาก คณะพรานนั้นยังหักเอาเขี้ยวของพญานาคมาข้างหนึ่งยาวประมาณศอกเศษกลับมาเป็นหลักฐานด้วย และได้แบ่งเศษเขี้ยวไว้ให้กับพระที่เคารพคือพระอาจารย์สีหนาท วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
ถ้าจะถามว่า “พญานาค” มีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร เท่าที่ผู้เขียนค้นคว้ามานั้น “พญานาค” ก็คือสัตว์กึ่งเทพที่มีจิตบริสุทธิ์ สามารถอยู่ได้ทั้งในภพภูมิของมนุษย์และเทวดา มีอำนาจอิทธิฤทธิ์ที่ดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างได้ ทั้งยังแปลงกายได้หลายรูปแบบ รูปลักษณ์ของ “พญานาค” เคยมีผู้เห็นเหตุการณ์ได้ถ่ายทอดให้ฟังว่า “เป็นงูที่มีลำตัวยาว มีขนาดใหญ่มหึมามาก มีเกล็ดมันวาวระยิบระยับ ที่ส่วนหัวมีสิ่งที่คล้ายกับหงอนไก่สีแดง มีลวดลายสีเขียว สีส้มขึ้นอยู่เป็นเส้น ทั้งหัวและลำตัวมีสีดำสนิท ตาโตมีนัยน์ตาสีแดงฉานและมีอำนาจลึกลับแฝงอยู่
ผู้ที่จะสามารถสัมผัสพบเห็นพญานาคได้นั้นจะต้องมีการฝึกฝนทางจิตจนมีสมาธิแก่กล้าหรือมิเช่นนั้นก็จะต้องมีความผูกพันกันมาก่อน ซึ่งก็ได้มีผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า การที่เทพยดาหรือวิญญาณจะมาปรากฏให้มนุษย์เห็นได้นั้นจะต้องทำด้วยเจตนาที่ต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพราะความบังเอิญอย่างที่ชอบพูดกันว่าเป็นเพราะจูนคลื่นมาตรงกันพอดี จริงๆ แล้วต้องมีเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นที่ตัง ดังที่ใครคนหนึ่งเคยสัมผัสมาแล้วและเธอคนนี้ก็มักมีเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้นในชีวิตไม่รู้จบเสียด้วย
เรื่องราวที่จะชวนผู้อ่านไปสัมผัสครั้งนี้เป็นเรื่องของ พญานาค และสมบัติใต้บาดาลที่เรียกกันว่า “นาคะอัญมณี” เพชรพญานาค” ผู้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวให้เราฟังก็คือ คุณภาณุมาษ วิไลรัตน์ นักวิชาการ พาณิชย์แห่งสำนักเจรจาการค้าทวิภาคี กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ ที่ผู้เขียนเคยนำเรื่องอันเป็นสัมผัสเหนือธรรมชาติที่น้อยคนจะได้พบเจออย่างเธอมาลงให้อ่านกันแล้วเมื่อปลายปีก่อน แต่ก็ยังมีผู้อ่านหลายท่านบอกว่าอยากอ่านเรื่องของเธออีกซึ่งก็เหมือนเป็นเรื่องแปลกที่ก่อนหน้าที่จะติดต่อกับคุณภานุมาษ ผู้เขียนก็บังเอิญฝันประหลาด ฝันเห็นตัวเองเดินไปในสถานที่แปลกๆ เหมือนเป็นถ้ำที่ยิ่งเดินเข้าไปยิ่งลึก แล้วในถ้ำนั้นผู้เขียนได้พบซากโครงกระดูกของสัตว์ชนิดหนึ่งในฝัน “จิต” บอกว่าเป็น “ซากพญานาค” นอนตายยาวเหยียด โดยเฉพาะส่วนหัวนาคนี่เห็นชัดและจำได้แม่นยำที่สุด จากนั้นก็ตกใจตื่น เป็นฝันที่ติดตาทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดหรือสนใจเรื่องของ “พญานาค” มาก่อนเลย
หลังจากนั้นราว 1 เดือนจู่ๆ คุณภานุมาษก็ติดต่อมาบอกว่า “มีของดีจะให้ดู”เคยเห็นเพชรพญานาคมั้ย เธอมีทั้งที่อยู่ในหินที่ยังไม่กระเทาะและที่กระเทาะแล้วหลายเม็ด ทั้งเม็ดเล็กเม็ดใหญ่ เธอบอกว่าได้มาโดยไม่คาดคิดจากพระรูปหนึ่งที่ จ.เพชรบูรณ์ (โดยที่ไม่ยอมบอกชื่อวัดเพราะเกรงว่าหลวงพ่อจะอยู่ไม่สงบ) ซึ่งท่านเข้าไปเอาจากในถ้ำ และยิ่งไปกว่านั้นก่อนที่จะได้มาเธอก็ได้สัมผัสกับเทพผู้เป็นเจ้าของ “เพชรพญานาค” เหล่านี้โดยตรง ซึ่งก็คือ “องค์พระยานาค” ที่มาปรากฏกายให้เธอเห็นในนิมิต
“คือก่อนที่จะได้เพชรพญานาคมาเนี่ยววันนั้นก็ไปช่วยลูกศิษย์กลับมาก็รู้สึกไม่ไหวแล้ว เป็นอะไรไม่รู้ก็มานอนที่โซฟาที่บ้านแบบไม่รู้สึกตัว ก็เห็นผู้ชายใส่กางเกงแดง จะเป็นกางเกงหรือโจงกระเบนก็ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าเป็นสีแดงเดินเข้ามาหา เห็นสายสะพายสองข้างไขว้กันประดับอัญมณีสวยมากเป็นรัศมี ว็อบๆ แว็บๆ แล้วก็มองเห็นที่เศียรท่านนี่แปลก เพราะว่ามีหงอนสีแดงขดขึ้นไป เป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดีมาก สวยมากเลย ในกระแสจิตแรกเห็นก็นึกเลยว่านี่ต้องไม่ใช่คนธรรมดาพอหลังจากนั้น 2 วันเพื่อนที่เป็นพันเอกอยู่กระทรวงกลาโหมเขาก็โทร.มาบอก “คุณปุ๊”มาดูเพชรพญานาคสิผมได้มาองค์นึงสีม่วง “ก็ถามว่าได้มายังไง เขาบอกว่าเพื่อนเขาที่ทำรีสอร์ทอยู่ที่เขาใหญ่ได้มา 3 องค์ก็เลยเอามาให้เขาองค์นึง พี่ก็บอกทำไมไม่เอามาเผื่อองค์นึงล่ะ เขาบอกไม่มีแล้ว”
แต่แล้วจู่ๆ คุณปุ๊เธอก็ได้ “เพชรพญานาค” มาโดยบังเอิญ ซึ่งเธอเล่าว่า
“หลังจากนั้น 2-3 วันที่ก็ขับรถไปเพชรบูรณ์ ระหว่างที่ไปคนเขาบอกว่ามีพระที่มีเพชรพญานาคอยู่ที่นี่ลองไปดูสิ เราก็ไปกันโดยที่ไม่รู้จักอะไรเลย ระหว่างที่ไปแปลกมากคืออยู่ๆ ความร้อนของรถก็ขึ้นสูงมาก ก็เลยบอกเพื่อนว่า”อุ้ย”ทำไมความร้อนขึ้นสูงอย่างนี้ไปต่อไม่ได้แล้ว ต้องหยุด ทีนี้จะหยุดที่ไหนล่ะ ตอนนั้นมันมืดตื๊ดตื๋อ ก็เห็นวัดอยู่วัดนึงก็เลี้ยวเข้าไป เห็นชื่อวัดนั้นแล้วยังไม่ใช่วัดที่เราจะไป แต่ยังไงก็ต้องจอดวัดนี้ก่อนแล้วล่ะเพื่อจะเช็ครถ ก็ไปจอดตรงหน้ากุฏิพระรอให้รถมันเย็นแล้วก็ขับออกมาอีก พอขับออกมารถก็มีความร้อนขึ้นมาอีกแล้วพอถามชาวบ้านถึงหลวงพ่อที่ว่า ชาวบ้านก็บอกว่าวัดนั้นแหล่ะที่เราเอารถเข้าไปพักน่ะ พระองค์นั้นอยู่ที่นั่น ก็เลยต้องกลับมาวัดเดิม พอกลับมาความร้อนก็ลดลงอีก แปลกมั้ย”ก็จอดรถลงไปพบท่าน ในใจก็คิดว่า เอ๊”เราจะได้ “เพชรพญานาค” มั้ยเพราะทุกคนบอกว่าไม่มีหรอก ไม่ต้องหา ปรากฏว่าพอเข้าไปในกุฏิท่านก็เห็น “เพชรพญานาค” เป็นลูกแก้ว 2 ลูกสีเขียวและสีชมพู หลวงพ่อบอกว่า 2 ลูกนี้ท่านจะเอาไว้บนหลังคาโบสถ์คือท่านกำลังจะสร้างโบสถ์พี่ก็เลยบอกว่าถ้าท่านมีอีกนะให้มาบอก ก็ให้เบอร์โทร.ท่านไว้ แต่ตอนจะกลับท่านก็บอกว่า โยมจะเอาลูกแก้วสีเขียวก็เอาไปสิ ท่านว่าอย่างนี้เราก็งง เพราะตอนแรกท่านห๊วงหวง ก็เลยเอามาพร้อมกับหินที่ยังไม่ทุบอีก 2 ก้อนที่ภายในมีเพชรพญานาคอยู่”
เมื่อกลับก็ยังมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นในที่ทำงานของคุณปุ๊ ซึ่งเธอเล่าให้ฟังว่า
“พอกลับมาทำงาน ขณะทำงานวันนั้นรู้สึกง่วงทำให้เคลิ้มหลับ ฝันว่าตัวเองเดินอยู่ใต้พื้นน้ำน้ำใสมาก มีหินสวยแล้วมีพญานาค 2 ตัวเลื้อยตาม ที่นั่นพี่รู้สึกลึกๆ ว่าเหมือนกับเราเคยไป มันเป็นเมืองสวยงามมากอยู่ใต้บาดาล ที่นั่นเย็นมาก แล้ววันนั้นก็แปลกที่โต๊ะทำงานพี่ขนาดผู้อำนวยการเดินผ่านมายังบอก” โต๊ะคุณปุ๊ทำไมหอม หอมดอกอะไร กลิ่นนี้หอมแปลกๆ ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนเลย “พี่ก็ว่า เนี่ย”คือกลิ่นหอมของเพชรพญานาค ก็เลยเอาให้ท่านดู เป็นหินที่มีเพชรฯอยู่ข้างในยังไม่ได้ทุบ ก็เขย่าให้ท่านดู ทุกคนหยิบไปดม เออ”มันหอมจริงๆ แล้วพอกลับถึงบ้าน 3 ทุ่มพระที่พี่ไปหาท่านก็โทร.มาบอกให้ไปเอาหืนที่มีเพชรพญานาค ท่านเข้าไปเอามาได้ 30 ก้อนและลูกศิษย์ก้นกุฏิท่านก็กำลังจะมาเอาคืนนี้เหมือนกัน ถ้าพี่จะเอาต้องไปเดี๋ยวนี้เลย ให้ออกรถ ตี 1 พี่ก็ไปกับเพื่อนผู้หญิงคนนึงเป็นพันเอกหญิง ก็ไปด้วยกัน แล้วทางที่ไปก็ทุรกันดารน่ะ วิ่งเร็วไม่ได้ อันตราย ถึงที่นั่น 7 โมงเช้าพี่ก็เอากลับมาบ้าน มาถึงบ้านท่านให้บูชาโดยทำกรวยใบตอง ให้พับไม่ให้เย็บหรือตัดเพราะบารมีเราจะไม่เกิดทำ 5 กรวย กรวยนึงใส่ดอกดาวเรือง 2 ธูป 2 เทียนขาว 2 ใครที่มีเพชรพญานาคแล้วจะบูชาเนี่ยครั้งแรกควรทำอย่างนี้ บูชาด้วยผลไม้ 9 อย่าง อย่างละ 3 ลูก ปักธูป 16 ดอก แล้วเขาบอกว่า “เพชรพญานาค” ที่ใครก็ตามได้มา คือเมื่อได้หินมาก่อนผ่าให้อธิษฐานก่อนว่าอยากได้สีอะไร ส่วนมาก็จะได้สีตามจิตที่อธิษฐาน”
คุณภาณุมาษได้บอกถึง “พลังพิเศษ” ที่แฝงอยู่ในหินที่มี “เพชรพญานาค” อีกว่า
“หินแต่ละก้อนจะมีเพชรพญานาคเพียงเม็ดเดียว แต่เม็ดเล็กเม็ดใหญ่เราบอกไม่ได้ บางอันเป็นหินก้อนใหญ่พอเคาะออกมาเม็ดนิดเดียว แต่บางอันหินก้อนนิดเดียวเคาะออกมาเม็ดเบ้อเริ่มเลย แล้วมีพวกที่เขานั่งสมาธิเก่งๆ จับพลังได้ เขาบอกว่าทรายที่อยู่ในก้อนหินที่หุ้มเพชรพญานาคเหล่านี้มีพลังสูงมากเลย มีคนที่เขาส่องพระเขามาส่อง เขาบอกทรายพวกนี้เหมือนกับของวิเศษมันเป็นแร่ที่เขาไม่เคยเห็น มันเหมือนมีรังสีเป็นประกายแม้แต่เศษหินที่ห่อหุ้มเนี่ยถ้าเอาไปบูชาก็ช่วยให้ทำมาหากินดีขึ้น แต่เดี่ญวนี้มีคนทำปลอมแล้วนะแต่ของปลอมนี่จะเบาแล้วไม่มีหยดน้ำอยู่ข้างใน ของจริงแม้เม็ดนิดเดียวก็ยังมีน้ำหนัก มีหยดน้ำอยู่ข้างในกลิ้งได้ เพชรพญานาคในสายของพี่นี่เขาเอามาจากถ้ำตั้งแต่ พ.ศ. 2529 แต่ที่เขาเอามาแพร่หลายทุกวันนี้ที่มีข่าวนั้นเขาเริ่มขุดได้เมื่อปี 2539 จากเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร ซึ่งตอนนี้หลงพ่อท่านก็ปิดเขาแล้ว ท่านไม่ให้ไปเอา ก็เลยปิดเขาแถวนั้นทั้งหมด เพราะมีบางคนไปเอาแล้วทำเป็นธุรกิจไปเลย ทีนี้ที่อาจารย์ทางสายพี่ไปเอาท่านเอามาจากถ้ำในจังหวัดขอนแก่น เป็นสมบัตินครบาดาลของ “ปู่สุทโหธนะนาคราช” ท่านเป็นกษัตริย์ของบรรดานาคราชทั้งหมดเลย ซึ่งสายที่ได้เพชรฯมาทั้งหมดก็เป็นเพชรฯของบริวาร “ปู่สุทโทธนะ” ซึ่งเป็นพญานาคที่เป็นใหญ่อีก 8 องค์และที่เอามานี่ทั่วๆ ไปเป็นของ “พญาศรีสุทโธ” คือ 1 ใน 8 ที่เป็นองครักษ์ของ “ปู่พญาสุทโทธนะนาคราช”
ประสบการณ์ลี้ลับ: “เพชรญานาค” สมบัตินครบาดาล ตอน 2
โดย สายทิพย์
ที่มาแห่งการค้นพบเพชรพญานาค มักพบอยู่ตามถ้ำในป่าลึกเช่นที่ถ้ำทางภาคอีสานในจังหวัดขอนแก่น หรือถ้ำในเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร ที่เชื่อกันว่าคือสถานที่อันลี้ลับเป็นที่อยู่ของพญานาคและเป็นนครบาดาลที่มีถ้ำอันศักดิ์สิทธิ์ คุณลักษณะของเพชรพญานาค นั้นจะมีลักษณะเป็นก้อนพลอยในคล้ายแก้ว มีผิวเรียบ กลมมนมีความแกร่งสูง เจียระไนได้ยาก มีหลายขนาดหลายสี แต่ละสีจะมีคุณสมบัติสำหรับผู้ครอบครองที่แตกต่างกันไป เชื่อกันว่า เพชรพญานาค เป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่มีอายุเป็นหมื่นหรือพันๆ ปีและมีเทพรักษาเช่นพญานาคหรือฤาษีและมีชื่อเรียกหลายชื่อ คือเพชรพญานาค เพชรนาคา แก้วมณีมณีนาคราช นาคะอัญมณี ฯลฯ
การค้นหา เพชรพญานาค ซึ่งเป็นสมบัติของพญานาคนั้น คุณภาณุมาษบอกว่า ผู้มีบุญเท่านั้นจึงจะค้นพบและได้มาไว้บูชา เพราะของสิ่งนี้จะอยู่กับคนใจบุญ มีศีลธรรมเท่านั้น และแม้จะรู้ว่ามีเพชรพญานาคอยู่ในที่แห่งใด ถ้าเข้าไปเอาโดยที่เทพรักษาไม่อนุญาต เทพก็จะดลบันดาลให้ผู้บุกรุกมีอันเป็นไปต่างๆ นานา
“ก็เคยมีชาวบ้านขึ้นไปขนหินพญานาคลงมา ไปกันตั้งหลายคนก็เอาไม่ได้ เพราะมีพญานาคท่านมาปิดปากถ้ำไว้ คือเมื่อไปถึงก็เอาไม่ได้ เพราะเข้าไปแล้วเจองูใหญ่มาก
-----------------
ประสบการณ์ลี้ลับ: “เพชรญานาค” สมบัตินครบาดาล ตอน 2
โดย สายทิพย์
ที่มาแห่งการค้นพบเพชรพญานาค มักพบอยู่ตามถ้ำในป่าลึกเช่นที่ถ้ำทางภาคอีสานในจังหวัดขอนแก่น หรือถ้ำในเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร ที่เชื่อกันว่าคือสถานที่อันลี้ลับเป็นที่อยู่ของพญานาคและเป็นนครบาดาลที่มีถ้ำอันศักดิ์สิทธิ์ คุณลักษณะของเพชรพญานาค นั้นจะมีลักษณะเป็นก้อนพลอยในคล้ายแก้ว มีผิวเรียบ กลมมนมีความแกร่งสูง เจียระไนได้ยาก มีหลายขนาดหลายสี แต่ละสีจะมีคุณสมบัติสำหรับผู้ครอบครองที่แตกต่างกันไป เชื่อกันว่า เพชรพญานาค เป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่มีอายุเป็นหมื่นหรือพันๆ ปีและมีเทพรักษาเช่นพญานาคหรือฤาษีและมีชื่อเรียกหลายชื่อ คือเพชรพญานาค เพชรนาคา แก้วมณีมณีนาคราช นาคะอัญมณี ฯลฯ
การค้นหา เพชรพญานาค ซึ่งเป็นสมบัติของพญานาคนั้น คุณภาณุมาษบอกว่า ผู้มีบุญเท่านั้นจึงจะค้นพบและได้มาไว้บูชา เพราะของสิ่งนี้จะอยู่กับคนใจบุญ มีศีลธรรมเท่านั้น และแม้จะรู้ว่ามีเพชรพญานาคอยู่ในที่แห่งใด ถ้าเข้าไปเอาโดยที่เทพรักษาไม่อนุญาต เทพก็จะดลบันดาลให้ผู้บุกรุกมีอันเป็นไปต่างๆ นานา
“ก็เคยมีชาวบ้านขึ้นไปขนหินพญานาคลงมา ไปกันตั้งหลายคนก็เอาไม่ได้ เพราะมีพญานาคท่านมาปิดปากถ้ำไว้ คือเมื่อไปถึงก็เอาไม่ได้ เพราะเข้าไปแล้วเจองูใหญ่มาก ใหญ่เท่าห้อง ฯ นึงเลยมาขดขวางปิดปากถ้ำ”
เวลานี้ที่มีข่าว “เพชรพญานาค” ออกมาเผยแพร่นั้นคุณปุ๊บอกว่า
r “เหตุที่เพชรพญานาคซึ่งเป็นสมบัติของวังบาดาลออกมาเผยแพร่ในขณะนี้เป็นเพราะปู่พญานาคท่านมาบอกว่า ท่านต้องการที่จะทำบุญสร้างวัดด้วยก็เลยให้เอาของพวกนี้ออกมาได้ และคนที่ได้เพชรพญานาคมาจากการทำบุญเนี่ยพวกนี้จะได้อานิสงฆ์ตามที่อธิษฐานขอ ซึ่งในหินพญานาคแต่ละก้อนก็จะมีเพชรพญานาคเพียงเม็ดเดียวคนที่จะได้เพชรสีอะไรขึ้นอยู่กับจิตที่ตัวเองอธิษฐาน แล้วก็แปลกที่มันจะออกมาเป็นสีตามนั้น”
สำหรับคนที่จะได้ครอบครอบเพชรพญานาคนั้นคุณปุ๊บอกว่าจะต้องมีลางสังหรณ์บอกมาโดยอาจจะเคยเวียนว่ายตายเกิดเกี่ยวเนื่องกับเมืองบาดาลมาก่อน
“เพื่อนคนที่ชักนำให้พี่รู้จักเพชรพญานาคคือพันเอกดิศัยเนี่ย คนนี้เขาก็มีอะไรแปลกๆ ในตัวคนนี้นะถ้าเมาใครถามอะไรตอบถูกหมด เขายังบอกพี่เลยว่าพี่จะต้องได้เพชรพญานาคมาเยอะแยะเพราะมันเคยเป็นของๆ พี่ๆ แล้วเพชรพญานาคนี่ก็มีทั้งหมด 9 สีนะแต่สีที่หายากที่สุดมีอยู่ 3 สีคือสีเขียว สีน้ำเงินและสีฟ้า โดยส่วนมากเมื่อได้มาเขาจะเอามาเลี่ยมให้ท่านคุ้มครอง มีเมตตา โชคลาภ เพราะเพชรพญานาคทุกเม็ดมีเทพรักษา
สมบัติพญานาคที่เห็นเป็นรูปร่างกลมมนหรือยาวรีต่างๆ ที่ภาณุมาษได้มานี้จริงๆ แล้วเธอมีนิมิตถึงที่มาที่แท้จริงจากการบอกเล่าของ “ปู่พญาสุทโทธนะนาคราช” ว่า แท้จริงเพชรๆ เหล่สนี้ก็คือเกล็ดของท่านที่หลุดร่างแล้วท่านได้ใช้ดินและทรายห่อหุ้มไว้กันไม่ให้ตกสู่พื้น นานเป็นเวลาหมื่นๆ ปีสิ่งที่ห่อหุ้มจึงกลับกลายเป็นหินและภายในหินกลับกลายเป็นพลอยสีสวย สีของเพชรพญานาคมีสีแดง เขียว ชมพู ฟ้า คราม น้ำเงิน เหลือง ขาวและม่วง แต่ละสีจะมีพลังและอานุภาพความหมายที่แตกต่างกัน
สีขาวใส เกิดจากนาคราชที่บำเพ็ญเพียรถือศีลปฏิบัติธรรมมานานจนจิตสมาธิแก่กล้า มีความสะอาดค่อนข้างบริสุทธิ์หมดจด มีฤทธิ์มีพลังอันเข้มข้น แต่หนักไปทางเมตตา และปล่อยวาง ผู้ใดมีไว้ครอบครองจะส่งเสริมในด้านพลังสมาธิ จะมีสมาธิจิตดี สงบและมั่นคง อันก่อให้เกิดปัญญาญาณขึ้นตามลำดับ มีความก้าวหน้าในทางธรรม เรียกว่าเป็นพลังธรรมทางบริสุทธิ์และให้ผลในทางเมตตามหาลาภทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ดึงดูดใจผู้คนรอบข้างได้อย่างดี ใครได้อยู่ใกล้แล้วจะรู้สึกสบายใจ ผู้ครอบครองสมควรที่จะเป็นนักปฏิบัติธรรม และต้องสร้างบุญมาพอสมควร มีความใจกว้างพร้อมเสียสละ
สีแดง เป็นสีแห่งฤทธิ์อำนาจ มีตบะเดชะอันทรงพลัง เป็นที่เกรงขามแก่ผู้ที่ได้พบเห็น ใช้ในทางเสริมสร้างบารมีเกิดกำลังใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีความองอาจน่ายำเกรงยิ่งขึ้นทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเองและมั่นใจแน่วแน่ในความคิดอ่านของตน เพราะสีแดงนี้เป็นสีของนาคราชในวรรณะหัวหน้าระดับผู้นำ เปรียบเสมือนผู้นำทางทหารการปกครอง เป็นอัศวินปกป้องรักษาเมืองบาดาลย่อมมีฤทธิ์อำนาจมากเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบในทางฤทธิ์ทางพลังของฌานสมาธิ มีความเป็นผู้นำซึ่งจะช่วยส่งเสริมสง่าราศี แต่ผู้นั้นต้องเป็นผู้มีคุณธรรมในใจด้วยเพราะมีผลในด้านปกปักรักษาป้องกันแคล้วคลาด ช่วยให้ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ได้ด้วย จะได้ไม่เอาไปใช้ในทางผิดๆ
สีชมพู ส่วนใหญ่เกิดจากนาคราชเพศเมีย จึงเหมาะสำหรับผู้หญิง เพราะจะเป็นที่ดึงดูดใจของเพศตรงกันข้าม เนื่องจากมีอนุภาพในทางเมตตามหานิยม สร้างเสริมสง่าราศีมีความโดดเด่นสะดุดตาของผู้ที่ได้พบเห็น ดึงดูดใจผู้อื่นได้ดีและยังบันดาลด้านโชคลาภชื่อเสียง เกียรติยศเงินทอง ยิ่งถ้าเป็นสีชมพูเข้มออกหวาน ซึ่งค่อนข้างหายากด้วยแล้วจะยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากขึ้นชนิดที่อาจเรียกได้ว่า รักจนหลงก็ว่าได้ เปรียบเสมือนนางพญาผู้งดงาม อันเป็นที่พึงปรารถนาแก่คนทั้งหลาย ใครเห็นใครรัก ใครเห็นใครหลง เพราะมีพลังดึงดูดสารพัดในทางที่ดีได้อย่างประหลาด เหมาะกับคนที่ต้องการความเด่นเป็นสง่า มีเสน่ห์เรียกความสนใจจากผู้คนรอบข้าง
สีม่วง มีพลังหนักไปในทางดึงดูดทรัพย์และมิตรสหาย ช่วยสร้างเสน่ห์อันล้ำลึกน่าพึงปรารถนา น่าสนใจเป็นที่รักของคนรอบข้าง รอบตัว บางคนเข้าใจผิดคิดไปว่า สีม่วงเป็นสีของแม่ม่ายจึงไม่กล้าใช้ แต่ความจริงแล้วเป็นสีที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายทุกด้าน เข้าไหนเข้าได้และเป็นที่เกรงใจของทุกคนที่ได้พบเห็นพูดคุยจนเกิดความนิยมยกย่องในทางที่ดีเสียอีก ผู้ที่คอบครองก็จะมีใจเป็นสุข สดชื่นท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแห่งทุกที่ ใจของตนเองก็จะสงบเย็นไปด้วย ป้องกันคุณไสย ภูตผีปีศาจ
สีเหลือง มีตั้งแต่สีเหลืองอ่อนจนกระทั่งสีเหลืองเข้าอย่างบุษราคัมหรืออำพัน เป็นสีที่ดึงดูดใจ นำโชคนำลาภได้ดีเช่นกันตามกำลังความเข้มของสี ยิ่งเข้มยิ่งดีมีเมตตามหานิยมในตัวและเป็นสีแห่งการบำเพ็ญ กล่าวคือผู้ที่มีไว้จะชอบที่จะทำบุญให้ท่าน สนใจธรรมะและชอบช่วยเหลือผู้อื่น นอกจากจะดึงดูดโชคลาภเงินทองแล้ว ก็จะเกิดความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีความราบรื่นในชีวิต ปราศจากอุปสรรค เพราะมีผู้ยินดีช่วยเหลือเกื้อกูล สีเหลืองเป็นสีแห่งการพึ่งพาและการต้อนรับช่วยเหลือ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตการงานราบรื่นสำเร็จและสมหวังในทรัพย์สินเงินทองตามแต่จะอธิฐานใช้ บุคคลโดยทั่วไปจึงมีไว้ได้ตามใจปรารถนา
สีเขียวมีความเกี่ยวเนื่องกับพวกเทพ พรหม และวิญญาณ อันมีฤทธิ์ มีพลังทางจิตเป็นแก้วสารพัดนึกอย่างดีตามแต่จะอธิฐานขอ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นจะเมตตาสงเคราะห์ช่วยเหลือ อาจใช้เป็นสื่อทางจิตในด้านการติดต่อสื่อสารกับพวกที่อยู่ในโลกทิพย์หรือภพภูมิต่างๆ ด้วยดีเพราะสีเขียวของเพชรพญานาคนี้จะช่วยในด้านสมาธิจิตด้วย มีเดชตบะอำนาจ ทำให้จิตสงบรวมลงเป็นสมาธิได้เร็วมีความมั่นคงไม่ค่อยหวั่นไหวโดยง่าย ทั้งยังช่วยคุ้งครองเกิดความแคล้วคลาดปลอดภัยอีกด้วย มีสีเขียวอ่อน เขียวตองและเขียวเข้มแบบเขียวไข่กา ยิ่งเข้มยิ่งมีพลังฤทธิ์มาก ทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์ แม้กระทั่งปัญญาความรู้เปรียบเสมือนอำมาตย์ราชครูที่ปรึกษาย่อมมีความรอบรู้และขมังเวทย์เก่งในทุกด้าน จะพูดจาก็เป็นที่น่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความเคารพและก่อให้เกิดศรัทธาแก่ผู้ที่ได้ยินด้วยบารมีธรรม
สีฟ้าและสีน้ำเงิน ถือเป็นสีของวรรณะกษัตริย์ราชาผู้นำผู้ปกครองระดับสูง ผู้มีอำนาจวาสนาและบารมีอันยิ่งใหญ่หรืออยู่ในวงวารมีเชื้อราชวงศ์ ต้องสร้างสะสมบุญญาธิการและบารมีมานาน ผู้ที่มีบารมีสูงเท่านั้นจึงจะเป็นเจ้าของครอบครองได้และต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมในใจเป็นปกติ มิฉะนั้นอาจต้องแพ้พ่ายเกิดความอับเฉาแก่ชีวิตได้ ผู้ที่เหมาะสมได้มีไว้ครอบครองจะช่วยส่งเสริมทั้งเดชทั้งอำนาจ ป้องกันศัตรูจากทิศทั้งแปด เป็นที่เคารพเกรงกลัวแก่คนทั่วไป จะเกิดมีขุมทรัพย์มหาศาลมาเสริมสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้ ตลอดจนช่วยให้มีอายุยืนยาว เพราะเทพรักษาคุ้มครองทั้งยังเป็นมงคลแก่ตนเอง เกิดความคล่องตัวในทุกเรื่องอีกด้วย
สีส้ม ป้องกันอาวุธ
การบูชา ก็ไม่ยาก กล่าวคือ เมื่อเสร็จสิ้นจากการใช้ประดับเรือนกายหรือไม่ได้นำติดตัว ก็ให้นำเพชรพญานาคนั้นมาวางไว้ในพานเล็กๆ หล่อด้วยน้ำ ไว้ในที่อันควรบูชาด้วยน้ำและผลไม้ เมื่อจะหยิบนำมาใช้ก็ให้กล่าวอาราธนาอันเชิญด้วยพูดด้วยภาษาธรรมดาในทางที่เป็นมลคลแก่ตนเอง หากจะไปทำบุญก็ขอให้เขาไปร่วมอนุโมทนาด้วย กลับมาก็อย่าลืมอุทิศบุญกุศลให้เขาด้วย ทั้งพวกเทพและพญานาคนี้จะยินดีและชอบบุญเป็นพิเศษ เพราะช่วยให้เพิ่มความเป็นทิพย์และพลังความบริสุทธิ์เพชรพญานาคหรือแก้วมณีนาคราช จึงพอใจที่จะไปอยู่กับคนดีมีศีลธรรมและชอบทำบุญสร้างกุศล เพราะดีต่อดีจะช่วยส่งเสริมกันให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ส่วนคนชั่ว จิตใจโลภ ใจทราม เห็นแก่ได้แต่ตัวละก็ ถึงได้ไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะจิตใจไม่บริสุทธิ์ พวกเขาไม่ชอบ
พระเจ้าจักรพรรดิ์พระเจ้าจักรพรรดิ์
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ความสำคัญของพระเจ้าจักรพรรดิ์ในพระพุทธศาสนา
พระเจ้าจักรพรรดิ์ ที่กล่าวถึงนี้ ไม่ใช่ เจ้าจักรพรรดิ์ที่เราเคยรู้จักจาก การอ่านหนังสือ หรือชมภาพยนตร์ พระเจ้าจักรพรรดิราช ในที่จะกล่าวถึงนี้ มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏก จากการศึกษาพระสัทธรรมทำให้ทราบว่า พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ทรงได้เคยเกิดเป็น พระเจ้าจักรพรรดิราชมาแล้วทั้งสิ้น เนื่องจากกุศลกรรมที่ กระทำไว้อย่างยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าทุกๆประองค์ทรงกล่าวสรรเสริญ พระเจ้าจักรพรรดิ์ ว่าเป็นผู้ที่มีความประพฤติที่ดีงามและ ทรงเป็นผู้ที่มีบุญมากในฝ่ายมนุษย์ การบังเกิดขึ้นของพระองค์เป็นสิ่งที่ยากยิ่งนัก ถ้าพระองค์บังเกิดขึ้น พระองค์จักได้เป็นผู้ครองครองแผ่นดินโดยมีมหาสมุทรทั้ง4 เป็นขอบเขต มีราชอนาจักรที่ยิ่งใหญ่มากกว่าพระราชาใดๆในโลกทั้งหมด โดยที่พระองค์มิได้รุกรานประเทศใดๆเลย พระองค์จะมีพระโอรสมากกว่า1000 พระองค์ ทุกพระองค์ล้วนกล้าหาญ มีสติปัญญา เฉลียวฉลาด รอบรู้วิชาการด้านต่างๆ มากมาย ช่วยดูแลปกครองประเทศแทนพระองค์ มิให้พระเจ้าจักรพรรดิ์ต้องลำบากพระวรกายเลย
การประพฤติพระองค์เมื่อทรงพระชนม์อยู่
ทรงสละทรัพย์ เพื่อเป็นมหาทาน
ทรงรักษาศีล 8 ในวันพระ
ทรงเคารพ พระรัตนตรัยอย่างยิ่ง
ทรงประพฤติธรรม ปฏิบัตธรรม
ทรงสั่งสอน ปวงประชาให้มีความประพฤติดีงาม
ตามข้อความที่มีกล่าวในพระไตรปิฏก การบังเกิดขึ้นของพระเจ้าจักรพรรดิ์ในโลกมนุษย์ จะมีสิ่งที่เรียก แก้วรัตนะ7ประการ บังเกิดขึ้นดังนี้
จักรแก้ว ขึ้นมาจากมหาสมุทร แล้วเหาะมาหาพระองค์ มีอิทธิฤทธิ์มาก
ช้างแก้ว ช้างฉัททันต์ เหาะมาจากป่าหิมพานต์ เมื่อพระองค์ระลึกถึง
ม้าแก้ว ม้าพลาหกอัศวราช ม้าคู่บุญของพระเจ้าจักรพรรดิ์ เหาะมาเมื่อพระองค์ระลึกถึง
แก้วมณี เหาะมาทางอากาศ บังเกิดขึ้น เมื่อพระองค์ระลึกถึง
นางแก้ว พระมเหสีคู่บารมีพระองค์ มีความงดงามกว่าหญิงใดๆในเมื่องมนุษย์
ขุนคลังแก้ว ขุนคลังที่มีตาทิพย์ หูทิพย์ ได้ด้วยบารมีของพระเจ้าจักรพรรดิ์
ปริณายกแก้ว ขุนนางคู่พระบารมี ค่อยจัดการงานราชการต่างแทนพระองค์เป็น บุคคลที่มีปัญญามาก
นับได้ว่าเป็นสิ่งที่อัศจรรย์อย่างสิ่ง ที่จะมีสิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะโลกของเรานี้เป็นเมื่องมนุษย์อีกอย่าง รัตนแก้วทั้ง7 เป็นสมบัติของพระองค์ จะมีได้ก็ด้วย การที่พระเจ้าจักรพรรดิราชยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ หากพระทรงเสด็จสรรคตไป แก้วรัตนะ7ประการก็จะหายไป
ผมเรียนท่านผู้อ่านตามตรงว่าตัว ผมเองเมื่ออ่านและฟังพระสูตรนี้ยังมิได้เชื่อ ตั้งแต่แรกครับ ผมมีข้อสงสัยมากว่าจะจริงหรือไม่ว่า จะมีเหตุการณ์อัศจรรย์ ต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในโลกมนุษย์ แต่เมื่อศึกษาและสอบถามจากท่านผู้ศึกษาพระสัทธรรม ทำให้ผมได้ เข้าใจว่า ในกาลเวลานั้น เป็นกาลที่ผู้มีบุญอันยิ่งใหญ่มาเกิด คล้ายกับกาลที่ พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านทรงเสด็จมาบังเกิดเพื่อตรัสรู้ เราท่านทั้งหลายมิได้เห็น หลักฐานอะไรเลย ที่จะทำให้รู้ถึงเรื่องราวของพระองค์ สิ่งที่มีหลักฐาน ปรากฏอยู่มี แต่ในพระไตรปิฏกเท่านั้น และเมื่ออ่านพิจารณาพระมหาปรินิพานสูตร ทำให้ผมเชื่ออย่าง ไม่มีข้อสงสัยใดๆอีกครับ
พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ในพระมหาปรินิพานสูตรว่า หากบุคคลใดได้กราบไหว้พระสถูปเจดีย์ ที่บรรจุพระอัฏฐิธาตุ ของบุคคลทั้ง4นี้คือ
พระพุทธเจ้า
พระปัจเจกพุทธเจ้า
พระอรหันตเจ้า
พระเจ้าจักรพรรดิ์
สุคติภูมิและบุญเป็นอันมากย่อมเกิดกับบุคคลนั้น พระพุทธเจ้าทรงกล่าวอย่างชัดเจน อย่างนี้แสดงถึงความสำคัญและ การบังเกิดขึ้นในโลกของพระเจ้าจักรพรรดิ์
แหล่งข้อมูลของพระเจ้าจักรพรรดิ์
http://www.tipitaka.com/tipitaka33.htm
http://www.geocities.com/SouthBeach/...4587/jakka.htm
ธรรมธาตุธรรมธาตุ กำเนิดของเหล็กไหลประเภทนี้ เกิดจากจิตของเทพพรหมในอดีตอันไกลโพ้น ซึ่งเป็น “อรูปพรหม” ที่ปรารถนาจะมาช่วยรักษาพระพุทธศาสนา จึงได้ลงมาบำเพ็ญฌาณในมนุษย์โลก ได้เข้ามาสัมผัสเข้ากับกลิ่นอันโอชะของง้วนดิน ที่เป็นธาตุ บริสุทธิ์มาแต่เดิม แล้วเกิดติดใจในความโอชาของง้วนดินเข้า เมื่อเสพแล้วก็เลยหาที่พักพิงอาศัยอยู่ ตามเงื้อมเขา ตามถ้ำอันสงบ เป็นอยู่อย่างนั้นตามสภาพของจิต ล้านปีบ้าง แสนปีบ้าง หมื่นปีบ้าง ร้อยปีบ้าง หนึ่งปีบ้าง
เมื่ออัธยาศรัยของจิตเริ่มเกาะรูปธรรม จึงได้เนรมิตรธาตุบริสุทธิ อันประกอบด้วย ธาตุทั้ง 4 อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ด้วยการเนรมิตรเอาด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ขึ้นมาประกอบเป็นเรือนกาย ฝังตัวอยู่ในก้อนธาตุเหล่านั้น อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ เป็นเพศผู้ก็มี เพศเมียก็มี อยู่โดดเดี่ยวก็มี เป็นคู่ก็มี เป็นกลุ่มก็มี มีรังอาศัยอยู่ก็มี ที่ไม่มีรังอาศัยอยู่ก็มี โดยปกติแล้วปีหนึ่ง ๆ ประมาณเดือน 5 ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จะออกหาเสพง้วนดิน
แต่ในสมัยปัจจุบันโลกมนุษย์ของเรา ผิวพื้นโลกไม่มีความสะอาดเพียงพอ จึงไม่มีง้วนดินอยู่ ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จึงต้องอาศัย เสพน้ำผึ้งแทนเฉพาะในเวลากลางคืนโดยอาศัยป่าเขาต่าง ๆ ซึ่งบางคนอาจจะเคยพบเห็น
ลักษณะการเคลื่อนที่ของธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ จะปรากฏเป็นดวงกลมใหญ่ เล็ก ลอยออกจากหน้าผาหรือถ้ำ ออกไปจับรังผึ้งตามต้นไม้ บางดวงก็ลอยหายไปในโพรงไม้เพื่อกินน้ำผึ้งโพรง บางดวงก็ลอยหายไปใต้พื้นดินเพื่อกินน้ำหวานของแมงขี้สูตร
ถ้าผู้พบเห็นมีความสามารถพิเศษ ก็สามารถเชิญเขามาสนทนาได้เช่นกัน แต่ถ้าต้องการที่จะครอบครองของสิ่งนี้ ต้องมีวาสนาบารมีสั่งสมร่วมกันมาตั้งแต่อดีต หรือมิเช่นนั้นก็ต้องเป็นผู้มีศีลธรรม จิตใจเป็นบุญเป็นกุศล ถึงพร้อมพรหมวิหารธรรม เจตนาเป็นกุศลจิต ก็อาจทำพิธีอัญเชิญท่านให้ปรากฏตนออกมา เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ทรงคุณธรรมทั้งฝ่ายฆราวาสและบรรพชิตที่ประสงค์จะช่วยกันสืบพระศาสนาขององค์พระศรีศากยมุณี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกันมาแต่อดีตชาติ แล้วได้จุติลงมาเป็นมนุษย์
เทพพรหมเหล่านี้มุ่งการบำเพ็ญบารมีทำความเพียรจนเข้าถึงอริยสัจจธรรม เพื่อที่จะได้น้อมนำชีวิตอุทิศตนเอง ถวายเป็นพุทธบูชาเสริมสร้างบารมีของตน จนเข้าสู่มรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า และจรรโลงกอบกู้อุปถัมภ์ค้ำชู พระพุทธศาสนาที่เป็นฝ่ายสัมมาทิฐิ ที่ปฏิบัติถูกต้องตามความเป็นจริงแห่งธรรม
ดังนั้นฤทธิ์อำนาจของเหล็กไหลชนิดนี้จะสูงกว่าธาตุกายสิทธิ์ทุกประเภท สามารถทำปฏิกิริยาต่อเชื้อปะทุทุกชนิดและศาสตราวุธต่าง ๆ ให้หมดอานุภาพได้ เมื่อเทพนั้นมีความประสงค์จะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ดู หรือเพื่อคุ้มครองรักษาเจ้าของเหล็กไหลนั้น คือจะแสดงฤทธิ์ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น
นอกจากนี้ยังล่องหนหายตัวได้เมื่อต้องการ โดยการสลายรูปธาตุทั้งสี่ให้เป็นอรูปธาตุ (วิญญาณธาตุ) แล้วประกอบขึ้นใหม่ได้ และเมื่อยังไม่ประกอบรูปธาตุก็จะยังไม่กินน้ำผึ้ง ต่อเมื่อประกอบธาตุแล้วจึงจะกินน้ำผึ้ง และต้องเป็นน้ำผึ้งที่บริสุทธิ์อีกด้วย
ลักษณะพรรณสัณฐานของเหล็กไหลประเภทนี้มีหลายรูปแบบ เช่น รูปไข่ กลมรี ครึ่งซีก ทรงกลม หนำเลี๊ยบ รักบี้ เป็นต้น เพราะมองดูเผินจะมองไม่ออกเลยว่าเป็นเหล็กไหล เพราะเหมือนก้อนหิน ก้อนกรวดธรรมดา ธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหล ที่เป็นธรรมธาตุนี้ แต่ละองค์จะมีนามของตนเองโดยเฉพาะ จะต้องสอบถามนามของท่านเอาเอง
ยุคสมัยปัจจุบันมีผู้ตั้งค่านิยมของ ธาตุกายสิทธิ์ ไว้สูงมาก จนเกิดการทุ่มเทติดตามหาวัตถุธาตุกายสิทธิ์นี้อย่างจริงจัง จนหลายคนหมดเงินหมดทองไปเป็นจำนวนมาก แต่มีน้อยรายที่จะพบกับความสำเร็จ เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ ความเป็นมาของธาตุวิเศษเหล่านี้ รวมทั้งขาดบุญวาสนาอีกด้วย พึงตระหนักอยู่เสมอว่า สิ่งใดมีคุณอนันต์ ก็ย่อมเกิดโทษอันมหันต์ได้เช่นกัน
ความลับของจักรวาล ในพระไตรปิฏกความลับของจักรวาล ในพระไตรปิฏก
ความลับของจักรวาล ในพระไตรปิฏก
ขนาดของจักรวาล
จักรวาลอันหนึ่ง โดยยาวและโดยกว้าง ประมาณ ๑,๒๐๓,๔๕๐ โยชน์ (๑ โยชน์ = ๑๖ กิโลเมตร)
ส่วนโดยรอบปริมณฑลทั้งสิ้น (ของจักรวาลนั้น) ประมาณ ๓,๖๑๐,๓๕๐ โยชน์
ขนาดหนาของแผ่นดิน ในจักรวาลนั้น
แผ่นดินนี้ กล่าวโดยความหนา มีประมาณถึงเท่านี้ คือ ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์
ขนาดหนาของน้ำรองแผ่นดิน สิ่งที่รองแผ่นดินนั้นหรือ
คือน้ำอันตั้งอยู่บนลม โดยความหนามีประมาณถึงเท่านี้ คือ ๔๘๐,๐๐๐ โยชน์
ขนาดความหนาของลมรองน้ำ
ลมอัน (พัดดัน) ขึ้นฟ้า (โดยความหนา) มีประมาณ ๙๖๐,๐๐๐ โยชน์ นี่เป็นความตั้งอยู่พร้อมมูลแห่งโลก
ขนาดภูเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ) และต้นไม้ประจำทวีป
อนึ่ง ในจักรวาลที่ตั้งอยู่พร้อมมูลอย่างนี้นั้น มี
ภูเขาสิเนรุอันเป็นภูเขาสูงที่สุด หยั่ง (ลึก) ลงไปในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไป (ในฟ้า) ก็ประมาณเท่ากันนั้น
ภูเขาใหญ่ทั้งหลาย คือภูเขายุคันธร ภูเขาอิสินธร ภูเขากรวีกะ ภูเขาสุทัสสนะ ภูเขาเนมินธระ
ภูเขาวินตกะ ภูเขาอัสสกัณณะ อันตระการไปด้วยรัตนะหลากๆ ราวกะภูเขาทิพย์ หยั่ง (ลึก) ลงไป
(ในมหาสมุทร) และสูงขึ้นไป (ในฟ้า) โดยประมาณกึ่งหนึ่งแต่ประมาณแห่งภูเขาสิเนรุไปตามลำดับ
ภูเขาใหญ่ทั้ง ๗ นั้น (ตั้งอยู่) โดยรอบภูเขาสิเนรุเป็นที่อยู่ของ (จาตุ)มหาราช เป็นที่ๆ เทวดา และยักษ์อาศัยอยู่
ภูเขาหิมวาสูง ๕๐๐ โยชน์ ยาวและกว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์ (เท่ากัน) ประดับไปด้วยยอดถึง ๘๔,๐๐๐ ยอด
ต้นชมพู (หว้า) ชื่อนคะ วัดรอบลำต้นได้ ๑๕ โยชน์ ลำต้นสูง ๕๐ โยชน์ และกิ่ง (แต่ละกิ่ง)
ก็ยาว ๕๐ โยชน์ แผ่ออกไปวัดได้ ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ และสูงขึ้นไปก็เท่ากันนั้น ด้วยอานุภาพของ
ต้นชมพู (นี้) ไรเล่า ทวีปนี้จึงถูกประกาศชื่อว่า ชมพูทวีป
ก็แลขนาดของต้นชมพูนี้ใด ขนาดนั้นนั่นแหละเป็นขนาดของต้นจิตรปาฏลี (แคฝอย) ของพวกอสูร
ต้นสิมพลี (งิ้ว) ของพวกครุฑ ต้นกทัมพะ (กระทุ่ม) ในอมรโคยานทวีป ต้นกัปปะในอุตตรกุรุทวีป
ต้นสิรีระ (ซึก) ในบุพพวิเทหทวีป ต้นปาริฉัตตกะ ในดาวดึงส์ เพราะเหตุนั้นแล ท่านโบราณจารย์จึงกล่าวไว้ว่า
(ต้นไม้ประจำภพและทวีป คือ) ต้นปาฏลี ต้นสิมพลี ต้นชมพู ต้นปาริตฉัตตะของพวกเทวดา
ต้นกทัมพะ ต้นกัปปะ และต้นที่ ๗ คือ ต้นสิรีสะ ดังนี้
ขนาดภูเขาจักรวาล
ภูเขาจักรวาล หยั่ง (ลึก) ลงไปในมหาสมุทร ๘๒,๐๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไป (ในฟ้า) ก็เท่ากันนั้น
ภูเขาจักรวาลนี้ตั้งล้อมโลกธาตุทั้งสิ้นนั้นอยู่
ขนาดของภพและทวีป
ในโลกธาตุนั้น มีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภพดาวดึงส์ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ ภพอสูร มหานรกอเวจี และชมพูทวีปก็
เท่ากันนั้น อมรโคยานทวีป ๗,๐๐๐ โยชน์ บุพพวิเทหทวีปก็เท่านั้น อุตตรกุรุทวีป ๘,๐๐๐ โยชน์ อนึ่ง ในโลกธาตุนั้น
ทวีปใหญ่ๆ ทวีป ๑ ๆ มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ทวีปละ ๕๐๐
สิ่งทั้งปวง (ที่กล่าวมานี้) นั้น (รวม) เป็นจักรวาล ๑ ชื่อว่า โลกธาตุอัน ๑ ๑ในระหว่างแห่งโลกธาตุ
ทั้งหลายมีโลกันตนรก (แห่งละ ๑)
๑. มหาฎีกาว่า จักรวาล ก็คือโลกธาตุ โลกธาตุได้ชื่อว่า จักรวาล ก็เพราะมีภูเขาจักรวาล ซึ่งสัณฐานดังกง
รถล้อมอยู่โดยรอบเท่านั้นเองไม่ใช่จักรวาลอัน ๑ โลกธาตุอัน ๑
๒. ท่านว่าจักรวาลหรือโลกธาตุนั้นมีมากนัก ช่องว่างในระหว่างจักรวาล ๓ จักรวาลต่อกัน มีโลกันตนรก ๑
ทุกแห่งไป โดยนัยนี้ คำว่า โลกันตนรก ก็แปลว่า นรกอันตั้งอยู่ในช่องระหว่างจักรวาล ๓ อันนั่นเอง
------------------
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "จูฬนีสูตร" พระไตรปิฎก หน้า ๒๑๕ เล่ม ๒๐ ว่า
จักรวาล ประกอบด้วยดวงจันทร์ โลก ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจร ไปร่วมกัน จะมีขุนเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ) (เป็นภูเขาทิพย์ที่เห็นได้เฉพาะผู้มีอภิญญา) ทวีปต่างๆ ที่ตั้งชื่อกันในสมัย
นั้นคือ ชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตรกุรุทวีป และปุพพวิเทหทวีป มหาสมุทรทั้ง ๔ (นับกันได้ในสมัยนั้น) มีนรกขุมต่างๆ สวรรค์ชั้นต่างๆ และพรหมโลกชั้นต่างๆ
โลกธาตุ มี ๓ ขนาด คือ โลกธาตุอย่างเล็กมีจำนวนพันจักรวาล โลกธาตุอย่างกลางมีจำนวนล้านจักรวาล โลกธาตุอย่างใหญ่มีจำนวน แสนโกฏิจักรวาล
ทั้งโลกธาตุอย่างเล็กก็ดี อย่างกลางก็ดี อย่างใหญ่ก็ดี ยังมีอีกจำนวนมากมาย "ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกดับไปในที่สุด"
กำเนิดของโลกพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "อัคคัญญสูตร" พระไตรปิฎก หน้า ๖๑ เล่ม ๑๑ ว่า เกิดมีน้ำขึ้นในห้วงอวกาศอันมืดมิดก่อนแล้วนานๆไปเกิดการรวมตัวงวดเข้าเป็นง้วนดิน แล้วพัฒนาเป็นกระบิดิน ต่อไปเป็นเครือดิน จากนั้นมีต้นข้าวและพืชทั้งหลายเกิดขึ้น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หมู่ดาว นรกขุมต่างๆ เทวโลก และพรหมโลกชั้นต่างๆ ก็เกิดขึ้นเอง
กำเนิดชีวิตพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า "เพราะมีความอยาก จึงมีการเกิดเป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา เมื่อไม่มีความอยากการเกิดเป็นสัตว์เป็นบุคคลก็ไม่มี"
กำเนิดชีวิตในจักรวาลอื่น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงกันอยู่ว่ามีหรือไม่มี ? และยังคงไม่มีใครสามารถสร้างเครื่องมือติดต่อค้นหาเพื่อตอบคำถามนี้ได้ แต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แน่นอนมากว่าสองพันปีแล้วว่า "มี"
นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า "ดวงอาทิตย์ มีเส้นผ่าศูยน์กลางประมาณ ๑,๔๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร หรือโตกว่าโลกประมาณ ๑๐๙ เท่า มีน้ำหนักประมาณ ๒ x ๑,๐๓๐ กิโลกรัม (หรือ ๒๐ ตามด้วย ๐ จำนวน ๓๐ ตัว) เนื้อตัวทั้งหมดของดวงอาทิตย์เป็นธาตุไฮโดรเจนซึ่งเป็นธาตุเบา เผาไหม้ตัวเองด้วยปฏิกิริยา เทอร์โมนิวเคลียร์ จากภายในใจกลางออกมาไม่ใช่เผาไหม้เฉพาะพื้นผิว สิ้นมวลของตัวเองวินาทีละ ๔ ล้านตัน เผาไหม้อย่างนี้มาแล้ว ๕,๕๐๐ ล้านปี และจะเผาไหม้อย่างนี้ต่อไปอีก ๕,๕๐๐ ล้านปี" เมื่อเป็นเช่นนี้ลองคิดดูว่าวันหนึ่งมีกี่วินาที ? ต่อให้ดวงอาทิตย์หรือดาวฤกษ์นั้นใหญ่โตขนาดไหนก็ตาม น่าจะย่อยยับหมดสิ้นภายในวันเดียว แต่ดวงอาทิตย์หรือดาวฤกษ์นั้นก็ยังอยู่ยืนยาวมานานนับพันๆล้านปี โดยยังมีขนาดเท่าเดิม " นี้คือความมหัศจรรย์ที่ยังคงเหนือการพิสูจน์
อีกอย่างหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์คาดคะเนว่า "เวลาอันยาวนานในอนาคต ดวงอาทิตย์จะขยายตัวบวมขึ้นจนมีขนาดโตถึงวงโคจรของโลก แล้วกลืนกินโลกและดาวเคราะห์วงในทั้งหมด และเมื่อเวลายาวนานอีกต่อไปก็จะค่อยๆยุบตัวลงกลายเป็นดาวแคระ คือจะมีขนาดเล็กลงเท่าโลกแต่มีความร้อนจัด ดาวฤกษ์บางดวงก็ยุบตัวลงเป็นดาวนิวตรอนที่มีขนาดเส้นผ่าศูยน์กลางเพียง ๒๕-๓๐ กิโลเมตร และดาวฤกษ์บางดวงก็ยุบตัวลงเป็นหลุมดำ"
พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ในอนาคตอันยาวไกลในสุริยะจักรวาล จะมีดวงอาทิตย์เกิดขึ้นเองเพิ่มขึ้นทีละดวงๆ จนครบ ๗ ดวง แล้วเผาไหม้โลกและดาวเคราะห์บริวารทั้งหมด นรกทุกขุม สวรรค์ทุกชั้น และพรหมโลกชั้นต่ำๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์ทั้ง ๗ ดวงนั้น ก็พินาศไปด้วย แล้วก็จะมีแต่ความมืดมิดจนนานแสนนาน ก็ก่อตัวขึ้นมาใหม่อีก" (สุริยะสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ หน้า ๘๓)
นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย คือปุถุชนผู้ที่ยังมีกิเลสตัณหา ตั้งทฤษฎีมาจากการคาดคะเน การนึกคิด การเดา การสันนิษฐาน การค้นคว้าทดลอง การสังเกตจดจำ การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เป็นจำนวนมาก แต่ทฤษฎีเหล่านั้นก็ยังไม่ตายตัว พร้อมที่จะถูกลบล้างได้ตลอดเวลา
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือบุคคลพิเศษ วิเศษ เป็นอัจฉริยะมนุษย์ เป็นบุคคลเอกที่ไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นผู้สิ้นกิเลสตัณหา เป็นผู้มีญาณวิเศษรู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นผู้ตรัสรู้ เป็นผู้รู้แจ้งโลก ดังนั้นพระสูตรหรือทฤษฎีต่างๆที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว จึงตายตัวไม่มีใครลบล้างได้
-----------------------------
ลักษณะของจักรวาล คือ มีเขาสิเนรุเป็นแกนกลาง มี เขาสัตตบริภัณฑ์ คือ เขาล้อมรอบ ๗ ชั้น ซึ่งมี สีทันดรมหาสมุทร คั่นอยู่ในระหว่าง ตั้งเป็นรูปร่างขึ้นไว้ก่อน ภูมิสวรรค์อยู่พ้นทวีปทั้งหลายซึ่งเป็นที่อยู่ของมนุษย์ เช่น ชมพูทวีปซึ่งมีอินเดียเป็นศูนย์กลาง จึงอยู่พ้นป่าหิมพานต์ พ้นภูเขาหิมวันตะหรือ หิมาลัย พ้นมหาสมุทรแห่งทวีปทั้งปวง แล้วถึงภูเขาสัตตบริภัณฑ์ ตั้งต้นแต่ภูเขาสุทัสสนะ จนถึงภูเขาอัสสกัณณะ จึงเป็นอันถึงสวรรค์ชั้นที่ ๑ เพราะยอดเขาสัตตบริภัณฑ์เหล่านี้เองเป็นที่อยู่ของท้าวมหาราช ๔ องค์กับบริวาร นับเป็นสวรรค์ชั้นที่ ๑ เรียกว่า จาตุมหาราชิก
ท้าวมหาราช ๔ องค์นี้ แบ่งกันครอบครอง ดั่งนี้
๑)ด้านทิศตะวันออกของเขาสิเนรุเป็นที่อยู่ของ ท้าวธตรัฏฐะ มีพวกคนธรรพ์เป็นบริวาร (ถัดออกไปเป็นปุพพวิเทหทวีป)
๒)ด้านทิศใต้เป็นที่อยู่ของ ท้าววิรุฬหก มีพวกกุมภัณฑ์เป็นบริวาร (ถัดออกไปเป็นชมพูทวีป) พวกกุมภัณฑ์นี้ ท่านอธิบายว่าได้แก่ ทานพรากษส
๓)ด้านทิศตะวันตกของเขาสิเนรุเป็นที่อยู่ของ ท้าววิรูปักข์ มีพวกนาคเป็นบริวาร (ออกไปเป็น อมรโคยานทวีป)
๔)ด้านทิศเหนือของเขาสิเนรุเป็นที่อยู่ของ ท้าวกุเวร มีพวกยักษ์เป็นบริวาร (ถัดออกไปเป็นอุตตรกุรุทวีป)
ท้าวมหาราชที่ ๔ ครองอยู่ ๔ ทิศของเขาสิเนรุ มีกล่าวถึงใน อาฏานาฏิยสูตร หน้าที่ของท้าวมหาราชที่ ๔ และบริวารตามที่ได้กล่าวไว้ คือเป็นผู้รับด่านหน้าของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อป้องกันพวกอสูรซึ่งเป็นศัตรูของเทพชั้นดาวดึงส์จะยกมาตีเอาถิ่นสวรรค์ชั้นนั้น แต่ใน สุตตันตปิฎก ติกนิบาต ได้มีแสดงหน้าที่ให้เป็นผู้ตรวจ ซึ่งเป็นที่อยู่ของหมู่มนุษย์อีกด้วย แสดงเป็นพระพุทธภาษิตมีความว่า ในวัน ๘ ค่ำแห่งอมาตย์บริษัทของท้าวมหาราชทั้ง ๔ เที่ยวตรวจดูโลก ในวัน ๑๔ ค่ำแห่งปักข์ บุตรทั้งของท้าวมหาราชทั้ง ๔ เที่ยวตรวจดูโลก ในวัน ๑๕ ค่ำแห่งปักษ์ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ตรวจดูโลกเองว่าพวกมนุษย์พากันบำรุงบิดามารดา บำรุงสมณพราหมณ์ เคารพนบน้อมผู้ใหญ่ในตระกูล รักษาอุโบสถ ทำบุญกุศล มีจำนวนมากด้วยกันอยู่หรือ เมื่อตรวจดูแล้ว ถ้าเห็นว่ามีจำนวนน้อย ก็ไปบอกแก่พวกเทพชั้นดาวดึงส์ ซึ่งประชุมกันใน สุธรรมสภา พวกเทพชั้นดาวดึงส์ เมื่อได้ฟังดั่งนั้นก็มีใจหดหู่ว่า ทิพยกายจักลดถอย อสุรกายจักเพิ่มพูน แต่ถ้าเห็นว่าพวกมนุษย์พากันทำดี มีบำรุงมารดาบิดาเป็นต้น เป็นจำนวนมาก ก็ไปบอกแก่พวกเทพชั้นดาวดึงส์เหมือนอย่างนั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์ก็พากันมีใจชื่นบานว่า ทิพยกายจักเพิ่มพูน อสุรกายจักลดถอย ๑
ท้าวมหาราชทั้ง ๔ มีหน้าที่เป็น จตุโลกบาล คือ เป็นผู้คุ้มครองโลกทั้ง ๔ ทิศ ตามที่เชื่อถือกันมาเก่าก่อนพระพุทธศาสนา แต่เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแล้ว พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง ธรรมเป็นโลกบาล คือ คุ้มครองโลกไว้ ๒ ข้อ คือ หิริ ความละอายใจ ที่จะทำชั่ว โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อความชั่ว เพราะเหตุนี้ จึงไม่กล่าวให้ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ทำหน้าที่คุ้มครองโลกโดยตรง จะไม่กล่าวถึงเลยก็จะขัดขวางต่อความเชื่อของคนทั้งหลายจนเกินไป จึงกล่าวเปลี่ยนไปให้มีหน้าที่เที่ยวตรวจดูโลกมนุษย์ ว่าได้พากันทำดีมากน้อยอย่างไร แล้วก็นำไปรายงานพวกเทพชั้นดาวดึงส์ พวกเทพชั้นนั้นได้รับรายงานแล้วก็เพียงแต่มีใจชื่นบานหรือไม่เท่านั้น เห็นได้ว่าท่านผู้รวบรวมร้อยกรองเรื่องนี้ไว้ในพระสุตตันตปิฎก ต้องการจะรักษาเรื่องเก่าที่คนส่วนมากเชื่อถือ ด้วยวิธีนำมาเล่าให้เป็นประโยชน์ในทางตักเตือนให้ทำดี เหมือนอย่างที่มีคำเก่ากล่าวไว้ว่า ถึงคนไม่เห็น เทวดาก็ย่อมเห็น คือ สดงจตุโลกบาลที่เขาเชื่อกันอยู่แล้วในทางที่อาจเข้าใจเป็นธรรมาธิษฐาน ซึ่งเป็นข้อมุ่งหมายโดยตรง ถึงจะเชื่อว่ามีตัวตนอยู่จริงและคอยมาตรวจดูโลกว่า ใครทำดีไม่ดีอย่างไรก็ไม่เสียหาย กลับจะดีเพราะจะได้เกิดละอายกลัวเกรงว่า จตุโลกบาลจะรู้จะเห็นว่าทำไม่ดี หรือไม่ทำดี เป็นอันหนุนให้เกิดหิริโอตตัปปะขึ้นได้ ผู้ที่ไม่ยอดเชื่อเสียอีกอาจจะร้ายกว่า เพราะไม่มีที่ละอายยำเกรง เว้นไว้แต่จะมีภูมิธรรมในจิตใจดีอยู่แล้ว หรือมีที่ละอายยำเกรงอย่างอื่นแทนอยู่ วันที่ท่านกล่าวว่าจตุโลกบาลมาตรวจดูโลก เดือนหนึ่งมีไม่กี่วัน ดูเหมือนจะน้อยไป แต่คงไม่หมายความว่าตรวจกรรมของคนเฉพาะวันนั้น วันอื่นไม่เกี่ยวข้องด้วย ควรเข้าใจว่า ตรวจดูรู้ย้อนไปถึงวันอื่นๆ ในระหว่างที่ไม่ได้ลงมานั้นด้วย ตัวของเราเองทุกๆคนนึกย้อนตรวจดูกรรมของตนเองภายใน ๗ วันยังจำได้ ไฉนโลกบาลจะไม่รู้กรรมที่ตนเองทำ แม้จะลืมไปแล้ว โลกบาลก็ต้องรู้ เมื่อเชื่อว่าโลกบาลมีจริง ก็ควรจะเชื่ออย่างนี้ด้วย จึงจะเป็นโลกบาลที่สมบูรณ์ สรุปลงแล้วทำความเข้าใจว่า โลกบาลมาตรวจตราดูที่จิตใจนี้เอง จะเกิดประโยชน์มาก.
ตามหลักในการจัดภูมิต่างๆ สัตว์ดิรัจฉานเป็นอบายภูมิต่ำกว่าภูมิมนุษย์และสวรรค์ พระอาจารย์จึงกล่าวว่าในสวรรค์ไม่มีสัตว์เดียรัจฉาน การเกิดในสวรรค์ เกิดโดยอุปปาติก กำเนิดอย่างเดียว จึงน่ามีปัญหาว่า พวกนาคซึ่งเป็นบริวารของท้าวมหาราชจะจัดว่าเป็นภูมิอะไร นอกจากนี้ บริวารของท้าวมหาราชจำพวกอื่น เช่น พวกกุมณฑ์ ก็มีลักษณะพิกล ยักษ์บางพวกก็ดุร้าย เป็นผีเที่ยวสิงมนุษย์ก็มี ดูต่ำต้อยกว่าภูมิมนุษย์ แต่ก็อยู่ในสวรรค์ชั้นหนึ่งนี้ด้วย ตามที่กล่าวมานี้ น่าเห็นว่าเก็บเอามาจากเรื่องเก่าๆ จึงฟังไม่สนิทตามหลักการจัดภูมิต่าง ๆ ดั่งกล่าว
--------------------------------
ชมพูทวีป หมายถึง โลกมนุษย์ทั้งหมด ไม่ใช่อินเดีย-เนปาล อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ ดังมีหลักฐานที่พระพุทธเจ้าแสดงดังนี้
ทวีปต่างๆในจักรวาล
๑) ชมพูทวีป ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)
-มีธาตุมรกตอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุมรกตทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของชมพูทวีปมีสีน้ำเงินแกมเขียว
-มนุษย์ที่ชมพูทวีป มีความสูง ๔ ศอก มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี (อาจตายก่อนอายุได้ ไม่แน่นอน)
-มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ อายุยิ่งหย่อนขึ้นอยู่กับคุณธรรม ไม่แน่นอน
-สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "พระวิปัสสี" มนุษย์ในชมพูทวีปมีอายุถึง ๘๐,๐๐๐ ปี
-สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "พระเรวะตะ" มนุษย์ในชมพูทวีปมีความสูงถึง ๘๐ ศอก
-แต่เมื่อคุณธรรมเสื่อมลง จิตใจหยาบช้าลง อาหารเลวลง อายุก็ลดลง ร่างกายก็เตี้ยลง
-ต่อไปภายภาคหน้ามนุษย์ในชมพูทวีป จะมีอายุเพียง ๑๐ ปี เท่านั้น และตัวจะเตี้ยถึงขนาดต้องสอยมะเขือกิน เรียกยุคนั้นว่า "ยุคทมิฬ" เป็นยุคที่เสื่อมที่สุดของ "ชมพูทวีป"
-ดอกไม้ประจำชมพูทวีปคือ "ชมพู (ไม้หว้า)" ...เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกว่า "ชมพูทวีป" เพราะดอกไม้ประจำทวีปนี้คือ ดอก "ชมพู"
-ชมพูทวีป เป็นทวีปเดียวที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต้องมาตรัสรู้ที่ทวีปนี้เท่านั้น
๒) อมรโคยานทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)
-เป็นแผ่นดินกว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ ประกอบด้วยเกาะ และแม่น้ำใหญ่น้อย
-มีธาตุแก้วผลึกอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุแก้วผลึกทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของอมรโคยานทวีปมีสีแก้วผลึก
-มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก มีใบหน้าวงกลม คล้ายวงพระจันทร์ คนหน้าเหมือนดั่งเดือนแรม จมูกโด่ง คางแหลม
-มนุษย์ที่อมรโคยานทวีป มีความสูง ๖ ศอก มีอายุ ๕๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
-ดอกไม้ประจำอมรโคยานทวีปคือ "กะทัมพะ (ไม้กระทุ่ม)"
๓) ปุพพวิเทหะทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)
-เนื้อที่กว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ มีเกาะ ๔๐๐ เกาะ
-มีธาตุเงินอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุเงินทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของปุพพวิเทหะทวีปมีสีเงิน
-มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์เต็มดวง คนหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร
-มนุษย์ที่ปุพพวิเทหะทวีป มีความสูง ๙ ศอก มีอายุ ๗๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
-ดอกไม้ประจำปุพพวิเทหะทวีปคือ "สิรีสะ (ไม้ทรึก)"
๔) อุตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)
-มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม เนื้อที่กว้าง ๘,๐๐๐ โยชน์ เป็นที่ราบ
-มีธาตุทองคำอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุทองคำทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของอุตรกุรุทวีปมีสีเหลืองทอง
-มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ รูปร่างงาม มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป ๔ เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นของๆตน
-มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป มีความสูง ๑๓ ศอก มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
-มีต้นไม้นานาชนิด ดอกไม้ประจำอุตรกุรุทวีปคือ "กัปปรุกขะ (กัลปพฤกษ์)" ถ้าอยากได้อะไร ก็ไปนึกเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ จะสมปรารถนา
-มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป เมื่อตายจากทวีปนี้ ทุกคนจะได้ไปเกิดใน "เทวภูมิ ชั้นตาวติงสาห์ภูมิ" ทุกๆคน เป็นกฏตายตัว
-ในภาษาบาลี "อุตร" แปลว่า "เหนือ" ...เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกทวีปนี้ว่า "อุตรกุรุทวีป"
วัตถุอาถรรพ์ทางธรรมชาติวัตถุอาถรรพ์ทางธรรมชาติ
วัตถุอาถรรพ์ตามธรรมชาติ แบ่งเป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. ประเภทโลหะ มี 2 สายได้แก่
? โลหะประเภทที่ 1 ประเภทเหล็กไหลดำ ได้แก่เหล็กไหลดำ, เหล็กไหลตาน้ำ, ทองคำดำ, พญาสมิงเหล็ก, เหล็กไหลบารมี, โคตรเหล็กไหล, เหล็กหลบ, แร่บางใผ่, แร่เกาะล้าน และอื่นๆ
? โลหะประเภทที่ 2 ประเภทเหล็กไหลขาว ได้แก่เหล็กไหลขาว, เหล็กเปียก, ทองคำขาว, สังฆวานร (ชินวรสังฆวานร), แร่เงินยวง, หยดน้ำฟ้า, วัชระธาตุ, โพธิสัตว์ธาตุอื่นๆ
2. ประเภทแร่ที่ใช้ในพิธีกรรมทางเวทย์ ได้แก่
แร่เพชรนิล, แร่เขาเขียว (หินอัคนี) ต้องนำมาหลอมผ่านพิธีกรรม 7 ครั้งจะกลายเป็นเหล็กน้ำพี้, แร่เกาะล้าน
3. ประเภทปรอทกรอบ ได้แก่
ปรอทกรอบ, เพชรหน้าทั่ง, แร่เพชรทอง, ข้าวตอกพระร่วง, ผงเกร็ดแก้ว หรือ ผงเพชรเกล็ดแก้ว, ผงมณีรัตน, กากน้ำนมแม่พระธรณี, ไข่มุกกวนอิม (ไข่มุกถ้ำ), ไข่หิน, เกล็ดมณีนาคราช, เกล็ดพญามังกรไฟ, สุธรรมธาราธาตุนำมาบดเป็นผงเรียกว่าผงสุริยัน, ผงจันจิราจันทราทิพย์โดยส่วนใหญ่จะนำผงสุริยันกับผงจันจิราจันทราทิพย์นำมาทำมนต์สุริยันจันทรา, มนต์นาคราช, มนต์เทพรัญจวน, แร่เงิน, แร่ทอง, ผงเกร็ดแก้วพิสดาร, ชินวร, ขวานฟ้า, แร่ทรายทอง,แร่ทรายเงิน (ไหลคำคำ), แก้วขนเหล็ก, พระธาตุเหล็กไหล, โครตทรหต, เหล็กไหลบารมี,เหล็กไหลตาน้ำ, เหล็กเปียก, ตับหิน, โครตเหล็กไหล, เพชรพญานาค,เพชรพญางู, เขี้ยวหนุมาณ, เพชรน้ำค้าง, มณีนาคราช, เพชรน้ำรอด, แร่เฮมาไทด์(แร่ทรหต), เหล็กไหลแก่น, คตไม้สัก, ตะกั่วน้ำนม, ทองแดงดิบ, ทองแดงเถื่อน, คตหิน และอื่นๆ
4. ประเภทวัตถุอาถรรพ์แบบสัตว์ ได้แก่
คตผึ้ง, คตหอย, เพชรตาแมว, งากระเด็น(งาสลัด), งูปากเป็ด, จิ้งจกสองหาง, ผึ้งทำรังตามบ้าน, รกแมว,ลูกกรอก ,เขี้ยวหมูตัน, ปูหิน, เขี้ยวเสือกลวง, ตะขาบทองแดง, คตปลวก, กระโปกทองแดง, ตับทองแดง, คนลิ้นดำ , เขากวางคุต, งาช้างกลวง, นอแรด, คตหอยพระธาตุ และอื่นๆ
5. ประเภทวัตถุอาถรรพ์แบบพืช ได้แก่
กระชายดำ, ดอกตะใคร้, พญางิ้วดำ, กัลปังหาดำ, ตะกล่ำดำ, กลิ้งกลางดง, เถาวัลย์หลง, น้ำโมกผา, ทรายน้ำไหล, ครอบจักรวาล, ปอดำ, ตะกล่ำแดง, ขมิ้นหิน, เม็ดข้าวสารดำ, ข้าวเหนียวดำ, มือนาง, หมากไม้มณีโคตร, คตมะพร้าวคตมะขาม, คตหอย, คตปู, คตตะขาบ, คตขนุน, กาฝากรัก, กาฝากมะนาว, กาฝากมะรุม, กาฝากขนุน, กาฝากคูณ, กาฝากทับทิม ,กาฝากโพธิ์, กาฝากสักทอง, กาฝากตะเคียน, โพธิ์ใต้ต้น, ไม้กระบก,ไม้โมก, ไม้จันทรหอม, ไม้ถุมภีดำ, กะลาตาเดียว, กะลาไม่มีตา, ไพรดำ, คตขนุน, ผลยอป่าหิน, กาฝากไม้แดง, มะพร้างเห้งเจีย, ว่านนางพญาท้าวเอว, ว่านนางพญานาคราช, สรรพยา, ว่านโพรง, สากกะเบือแม่ม่าย, ไม้เขยตาย, กล้วยตานีออกปลีกลางกอ, ว่านพระพุทธเจ้า 5 พระองค์, ไผ่ตัน, ไผ่ตารอบกอ, ดอกไผ่, ตะเคียนทอง, ไม้สัก, ไม้ยมตายพราย, ว่านดอกทอง, เสน่ห์จันทร์แดง, เสน่ห์จันทร์ขาว, เสน่ห์จันทร์เขียว, ส้มป่อย, หญ้าพระอินทร์, น้ำนมราชสีห์, หนุมานประสานกาย, หนุมานนั่งแท่น, รางจืด, เสลตพังพอน, เถาวัลย์เปรียง, โคคลาน, ผักเสี้ยนผี, ว่านพญาใหญ่, มหาลาภ, พระพุทธเจ้าหลวง, ว่านมหากาฬ, ว่านพระอาทิตย์, ว่านช้างผสมโขลง, เงินไหลมา, เศรษฐีเรือนใน, เศรษฐีเรือนนอก, ว่านเศรษฐี, รางเงินว่านรางทอง, เขียว 1,000 ปี, เขียว 10,000 ปี, ว่านนกคุ้ม และอื่น ๆ
6. ประเภทพืชที่ใช้ในการแก้อาถรรพ์ ได้แก่
ผักกะเฉด, ผักแว่น, มะระ, สัปปะรด, มะนาว, มะเฟือง, มะม่วง, มะกรูด, ไพร, ขิง, ข่า, ขมิ้น, ตะใคร้ มีฤทธิ์อำนาจในการชำระล้างคุณไสยที่เกิดจากลมเพลมพัด
คาถาบูชา พ่อ ร.5คาถาบูชา พ่อ ร.5
พระคาถาบูชา พ่อ ร.5 ธูป 9 ดอก ตั้งนะโม 3 จบ
พระสยามิน ทะโร วะโร อัตตัง พุทธะสังฆิ หิติอรหัง
วะรังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปิโยเทวา มนุสานัง
ปิโย พรหมานะ มุคคะโม ปินัน หริยัง นะมามิหัง
ขออานิสงค์แห่งการเผยแพร่ จงดลบันดาลให้ผู้ที่พิมพ์ ผู้ที่พบเห็นมีความสุขความเจริญ
สมหวังดั่งปรารถนาทุกประการ ขอให้พบทางสว่างในการดำเนินชีวิต ในการตัดสินปัญหาต่างๆ ให้คลี่คลายไปในทางที่ดีด้วยเทอญ
------------------------------------
คาถาบูชาพระนารายณ์
โอม พระนารายะณะราชะ
นามะอุปาทะวะตายะ จัตตุ
ครุฑาพหนะนายะ หะระติ ทิสะฐิตายา
อาคัจฉันตุภุญ ชะตุ ขิปายะตุ วิปปะยะตุ
สะวาหะ สะวาหายะ สัพพะอุปาทะวะ วินาสายะ
สัพพะอันตะรายะ วินาสายะ สุขขะ อันตะรายะ
วินาสายะ สุขขะวัทฒะโก โหตุ
อายุ วัณณะ สุขะ พะลัง อัมหากัง รักขันตุ
สวาหะ สะวาหา สะวาหายะ
--------------------------------
คาถาอัญเชิญพญานาค
ตั้งนะโม 3 จบ
นะมามิ ลิละ สาเข ปัตถะ ละปะ ธัมเม สะคะลับตี สะเยตานาคะ ลาเชนะยะ
ปิสะโตฯ
พระคาถาถวายการสักการะบูชา
เอหิสังคัง ปิโยนาคะ สุปันนานัง มะยัง
ถ้าจะกราบไหว้เป็นองค์ๆก็
กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา (ชื่อพระนามอย่างเช่น องค์ วาสุกรีนาคราช,อนันตนาคราช,ภุชงค์นาคราช,นาคาธิบดีศรีสุทโธ,) วิสุทธิเทวาปูเชมิ ถ้าเป็นองค์นางพญานาคี ก็เปลี่ยนเป็น นางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ
อย่างเช่น
กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา วาสุกรีนาคราช วิสุทธิเทวาปูเชมิ
หรือ
กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นาคาธิบดีศรีสุทโธ วิสุทธิเทวาปูเชมิ
หรือ
กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ
คาถาบูชาอีกบทหนึ่ง
นาคเทวะ ปรี ตา ภวันติหะ คานติมาปโนติ เวน วิภี สัมศานติ โลก มา สาทยะ โมทเต ศาศติช สมาช
หรือแบบย่อ ก็
คัด สะ มะ อุ มะ 9 จบ
คาถาบูชาพญาครุฑ
โอม วิรุณปักสา กะรันกะตา พิธีปูชา อาคัทฉายะ อาคัทฉาหิ เอหิมามา
นะโมพุทธายะ
แม่ทัพกับของโบราณแม่ทัพกับของโบราณ
โบราณ ในอดีต
มีแม่ทัพผู้หนึ่ง ชื่นชอบต่อการสะสมของเก่าเป็นอย่างยิ่ง อยู่มาวันหนึ่งก็ได้นำของเก่าออกมาทำความสะอาด ในขณะที่หยิบของเก่าชิ้นโปรดขึ้นมานั้น ด้วยความไม่ระวัง พลันทำของเก่าชิ้นนั้นหลุดมือร่วงลงพื้น แม่ทัพตกใจรีบตะครุบเอาไว้อย่างรวดเร็ว แม้มันจะไม่เล่นแตก แต่ใจของแม่ทัพก็ตื่นตระหนกแทบจะสลายไปก่อนหน้านี้ ใบหน้าจึงชุ่มไปด้วยเหงื่อ ในขณะนั้นท่านก็ได้คิด “ข้านำพานพลมากมายจำนวนนับหมื่นนับแสนออกไปรบ ความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า ข้าหาได้กลัวตายไม่ แต่ทำไมวันนี้ เพราะแก้วใบเล็ก ๆ ใบเดียว ทำให้ข้าตื่นตระหนักได้ถึงเพียงนี้ ” ฉับพลันท่านก็แจ้งใจ หยิบแก้วใบนั้นปาทิ้งลงไปบนพื้นจนแตกละเอียดไม่เป็นชิ้นดี
เป็นจิตยึดอยู่กับการได้และสูญเสีย เราจึงมีทุกข์ สุข ยินดี โศกเศร้า ด้วยอัตราที่เกิดขึ้นจากการครอบครอง ทำให้เราไม่อาจที่จะเป็นอิสระ ทำให้เราวางไม่ลงปลงไม่ได้ ความทุกข์ความกลัดกลุ้มความกังวลจึงตามมา แม่ทัพผู้นี้ได้แจ้งแล้วซึ่งสัจธรรม ปลดปล่อยตัวเองจากวัตถุที่คอยพันธนาการ ท่านไม่เพียงแต่เป็นผู้กล้าแต่ยังพร้อมด้วยปัญญา
ความสุขที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่อยู่ที่ทรัพย์สมบัติมากมาย แต่อยู่ที่การแสวงหาความสงบสุขแห่งวิถีจิต ท่านล่ะคิดอย่างไร ?
พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง
ปุถุชน ที่ยังคงเป็นปุถุชน ก็เพราะยึดอยู่กับเรื่องส่วนตน วางไม่ลงปลงไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ แล้วจะพ้นจากการเกิดตายได้อย่างไร?
ขอบคุณที่มา สังคมธรรมะออนไลน์
โดย :แอ๊บแบ๊ว (ทีมงาน TeeNee.Com)
http://variety.teenee.com/foodforbrain/3618.html
ดีไม่ดี...อยู่ที่ใจเราดีไม่ดี...อยู่ที่ใจเรา
ดีไม่ดี...อยู่ที่ใจเรา
หัวเราะ...เมื่ออยากหัวเราะ
ร้องไห้...เมื่ออยากร้องไห้
และต้องหัวเราะให้ได้หลังร้องไห้ทุกครั้ง!
อย่าทำอะไรที่ไม่อยากทำ...
จงทำอะไรที่ใจอยากทำ...!
ตัวหนังสือ...เขียนผิด...ลบได้
การกระทำ...ทำผิด...เอาอะไรลบ
นึกว่าหมากำลังไล่ฟัดซิ...!
...จะได้รีบวิ่งรี่เข้าเส้นชัย...
...ล้มเมื่อไหร่จะได้รีบลุก...
ทุกย่างก้าว ของ ความฝัน คือ ย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย
ทุกย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย คือ ก้าวย่าง ของ ความสำเร็จ
ต่อให้ทุกข์ที่สุด....ก็ต้องผ่านพ้นไปจนได้
เมื่อเรานั่งมองอดีต เรายังผ่านทุกข์มาได้ตั้งหลายทุกข์
ก็ในเมื่อ..ชีวิต...มันยังมีชีวิต
ขอแค่อย่าทุกข์ก่อนเจอทุกข์
หลังทุกข์ อย่าทุกข์อีก
ให้ทุกข์ แค่ตอนทุกข์
แล้วทุกข์ที่สุด...ก็จะเป็น ทุกข์ แค่นี้เอง!
ให้ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ด้วยหัวใจ
ให้หัวใจตระหนักในหน้าที่....
แล้วเราจะไม่รู้สึกว่าหน้าที่เป็นหน้าที่
แต่เป็นการกระทำที่เกิดจาก...หัวใจเรียกร้อง...ต่างหาก
ดีไม่ดี...อยู่ที่ใจเรา...
ถ้าใจเรา...คิดดี เราก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ
ถ้าเรามองในทางที่ดี...ใจเราก็จะรู้สึกดี
ถ้ากำลังใจดี...สิ่งเลวร้าย...ก็จะคลี่คลายเป็น...ดี!
ขอบคุณที่มา FW Mail
โดย :แอ๊บแบ๊ว (ทีมงาน TeeNee.Com)
http://variety.teenee.com/foodforbrain/3613.html
กินคนเดียว ไม่เป็นสุขกินคนเดียว ไม่เป็นสุข
ในปราสาทหลังหนึ่ง เศรษฐีเจ้าของปราสาทกำลังนอนซมอยู่บนเตียงท่าทางดูอิดโรยเต็มทีใกล้กันนั้น ภรรยาของเขานั่งมองดูอยู่ด้วยสีหน้าวิตก
ภรรยา : “ไม่สบายเป็นอะไรไปหรือพี่?”
เศรษฐี : “ไม่เป็นอะไรหรอกน้อง”
ภรรยา : “ในหลวงทรงกริ้วหรือ?”
เศรษฐี : “ไม่หรอก”
ภรรยา : “ถ้ายังงั้น...พวกลูกหลานทำอะไรให้พี่ไม่พอใจหรือ?”
เศรษฐี : “ไม่ใช่อีกนั่นแหละ”
ภรรยา : “พวกคนใช้ล่ะ”
เศรษฐี : “ก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน”
ภรรยา : “พี่อยากกินอะไรหรือ?”
เศรษฐี : (นอนเงียบไม่บอก เพราะเกรงว่าถ้าบอกว่าอยากกินขนมเบื้องภรรยาก็จะต้องไปหาซื้อมา จะทำให้หมดเปลือง)
ภรรยา : (พูดด้วยเสียงรบเร้า) “บอกมาซิพี่ พี่อยากกินอะไร?
เศรษฐี : (กลืนน้ำลาย) “ใช่...พี่อยากกินขนมเบื้อง”
ภรรยา : “โธ่...เรื่องแค่นี้เอง ทำไมถึงไม่บอกเสียแต่แรก ทำเป็นคนจนไปได้เอาละ...น้องจะทำให้พอกินกันทั้งหมู่บ้านเลย”
เศรษฐี : (ถลึงตามองดูภรรยาแล้วพูดประชด)“เอายังงั้นเชียวเหรอ คนพวกนั้นเขามีงานมีเงิน ก็ให้เขากินของเขาซี่”
ภรรยา : “ถ้ายังงั้น...ทำแจกเฉพาะคนที่อยู่ในซอยเดียวกันก็แล้วกัน”
เศรษฐี : “จ้ะแม่คุณ...พี่รู้ว่าเธอร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี”
ภรรยา : “ถ้ายังงั้น...เอาแค่คนบ้านใกล้เรือนเคียงก็พอ”
เศรษฐี : “พี่รู้ว่าเธอเป็นคนใจกว้าง”
ภรรยา : “ถ้ายังงั้น...ทำแจกแค่ลูกๆ หลานๆ ของเรา”
เศรษฐี : “มันไม่กินกันหรอก”
ภรรยา : “ถ้ายังงั้น...ทำกินกันแค่พี่กับน้องสองคน”
เศรษฐี : “น้องก็จะกินด้วยเหรอ”
ภรรยา : “ถ้ายังงั้น...ทำให้พี่กินคนเดียวก็แล้วกัน”
เศรษฐี : (แสดงสีหน้าครุ่นคิด แล้วพยักหน้ารับ) “ตกลง...แต่ว่าจะทำที่นี่คงไม่เหมาะเพราะคนจำนวนมากคอยจ้องจะกินกับเรา”
ภรรยา : “ถ้ายังงั้น...ทำที่ไหนดีล่ะ?”
เศรษฐี : ทำบนปราสาทชั้นที่เจ็ด ไม่มีใครเห็น
ภรรยา : “ตกลง”
เศรษฐี : “เออแต่ว่า...อย่าเอาข้าวดีไปทำนะ เลือกเอาข้าวที่หักๆ ไปทำจะได้ไม่หมดเปลืองมาก...เสียดาย”
(ภรรยาทำตามที่เศรษฐีบอก โดยให้คนใช้ขนสิ่งของขึ้นไปไว้บนปราสาทเสร็จแล้ว ไล่คนใช้ลงหมด เหลืออยู่ก็แต่เศรษฐีกับภรรยาเท่านั้น ครั้นแล้วท่านเศรษฐีก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะขณะที่นั่งทำขนมอยู่นั้น ก็ได้แหงนไปเห็นพระรูปหนึ่งกำลังยืนอยู่ในอากาศ พระรูปนั้นกำลังจ้องมองมายังตน)
เศรษฐี : “วะ...เราสู้อุตส่าห์หลบขึ้นมาทำถึงชั้นที่เจ็ดเพราะคิดว่าไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นแต่พระองค์นี้ยังมาเห็นจนได้” (คิดอย่างนี้แล้ว จึงตวาดถามว่า) “สมณ...ท่านเป็นใคร?”
พระ : “อาตมาชื่อโมคคัลลานะ”
เศรษฐี : “อย่าว่าแต่ยืนเฉยๆ อยู่ในอากาศเลย ต่อให้แสดงฝีเท้า เดินไปเดินมาอยู่ในอากาศ ก็จะไม่ได้ขนมกินหรอก”(พระแสดงฝีเท้าเดินไปเดินมาตามที่เศรษฐีท้าทาย)
เศรษฐี : “อย่าว่าแต่เดินไปเดินมาเลย ต่อให้นั่งขัดสมาธิอยู่ในอากาศก็จักไม่ได้เหมือนกัน” (พระนั่งขัดสมาธิตามคำท้า)
เศรษฐี : “อย่าว่าแค่นั่งขัดสมาธิเลย ต่อให้มายืนอยู่ที่ขอบหน้าต่างก็จะไม่ได้” (พระมายืนอยู่ที่ขอบหน้าต่างตามคำท้า)
เศรษฐี : “อย่าว่าแค่มายืนอยู่ที่ขอบหน้าต่างเลย ต่อให้บังหวนควันก็จะไม่ได้” (พระบังหวนควันตามคำท้า)ปรากฏว่า ปราสาททั่วทั้งหลังมืดมิดไปหมด
เศรษฐี : (ตกใจกลัว ไม่กล้าท้าอีก) “พระองค์นี้สงสัยจะอยากกินขนมแน่ถ้าไม่ได้เห็นจะไม่ไป เอาละ...จะให้สักชิ้น” (คิดอย่างนี้แล้วจึงบอกภรรยา)
“ให้ขนมพระสักชิ้นซิน้อง ท่านจะได้กลับไปเสียที”(ภรรยาทอดขนมชิ้นเล็กๆ ให้พระชิ้นหนึ่ง นางใส่แป้งนิดเดียวแต่ด้วยฤทธิ์ของพระ ขนมกลับใหญ่กว่าชิ้นก่อนๆ)
เศรษฐี : (ท่าทางยัวะมาก) “เธอตักแป้งมากไป” (ครั้นแล้วจึงลงมือตักแป้งด้วยตนเอง โดยเอามุมทัพพีตักขึ้นมา เพียงนิดหน่อย ผลปรากฏว่า ขนมชิ้นนั้นใหญ่กว่าชิ้นที่ภรรยาทอดเสียอีก เศรษฐีโมโหสุดขีด จึงบอกภรรยา) “เอา...ถ้างั้นหยิบเอาในตะกร้านั่นแหละไปชิ้นหนึ่ง”(ภรรยาทำตามเศรษฐีบอก ปรากฏว่าขนมติดพืดกันหมดทุกชิ้น)
เศรษฐี : (โกรธจัด) “มา...ทำเอง”(ทำนองเดียวกัน คือ ขนมติดกันเป็นพืดเช่นเดียวกัน ดึงไม่ขาด)
สองสามีภรรยาช่วยกันดึงขนม แต่ด้วยอำนาจฤทธิ์ของพระเถระจึงไม่สามารถดึงขนมให้ขาดได้ ทั้งสองเหนื่อยอ่อนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ในที่สุดเศรษฐีก็หายหิว จึงตัดสินใจบอกภรรยา
เศรษฐี : “พี่ไม่อยากกินอีกแล้วให้พระไป ทั้งหมดนั่นแหละ”
พระ : “อาตมาองค์เดียว ฉันไม่หมดหรอก โน่นแน่ะ ที่วัดเวฬุวันนั่น พระพุทธเจ้าประทับอยู่กับพระจำนวนร้อยๆ องค์ จงนำไปถวายเถิด”
เศรษฐี : (ตกใจ) “อะไรท่าน ขนมแค่นี้เลี้ยงพระตั้งเป็นร้อย ไม่พอหรอก”
พระ : “พอซี่”
สองสามีภรรยาปฏิบัติตามที่พระเถระแนะนำ เป็นด้วยอำนาจฤทธิ์ของพระเถระที่ทำของน้อยให้เป็นของมาก ปรากฏว่าขนมเบื้องตะกร้าเดียวสามารถเลี้ยงพระได้เป็นร้อยๆ รูป นอกจากนั้นเศรษฐีกับภรรยาก็ยังได้กินจนอิ่มหนำ พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงธรรมให้ฟัง จึงเป็นอันว่าสองสามีภรรยานอกจากจะได้กินขนมเบื้องสมปรารถนาแล้ว ยังได้ดื่มกินรสพระธรรมอีกด้วย
ขอบคุณที่มา : สังคมธรรมะออนไลน์
ร.ท.บรรจบ บรรณรุจิ โดย :แอ๊บแบ๊ว (ทีมงาน TeeNee.Com)
http://variety.teenee.com/foodforbrain/3544.html
ความอ่อนน้อมถ่อมตนความอ่อนน้อมถ่อมตน
ผู้ทรงภูมิปัญญาไม่อวดโอ้
ชอบคุยโวย่อมสูญเสียความสุขุม
ทุกเวลาหมั่นสำรวจแลควบคุม
จิตถูกหุ้มไอโลกีย์จะคืนเสรี
ผู้ทรงภูมิปัญญาไม่อวดโอ้
เหมือนขวดน้ำหากมีน้ำเต็มเปี่ยม
เมื่อเคาะเสียงจะไม่ดัง
ไม่เหมือนขวดที่มีน้ำไม่เต็ม
ยิ่งเคาะยิ่งเสียงดัง
เกิดเป็นคนต้องเป็นเหมือนดาบที่คมในฝัก
เมื่อชักออกมาถึงเห็นคุณค่า
แต่จะเป็นคนที่คมในผักได้นั้น
ภายในจิตใจต้องมีหลักการและอุดมการณ์ที่เข้มแข็งมั่นคง
ท่าทีที่แสดงออกต่อบุคคลภายนอกจะต้องอ่อนน้อม
สับหลีกและไม่แก่งแย่งชิงดีกับใคร
จึงจะเรียกว่าคมในผักอย่างแท้จริง
การเสแสร้งหลอกลวง
ย่อมเป็นการง่ายที่จะก่อเรื่องทะเลาะวิวาท
ถ้ารู้จักยอมในเรื่องเล็กๆน้อยๆ
เรื่องใหญ่ๆเขาย่อมทำได้สำเร็จ
มีสำนวนกล่าวว่า
หากเราเกิดเป็นคน
การอยู่ร่วมกับผู้อื่นให้ใช้ท่าทีที่อ่อนน้อมสำรวมระมัดระวังตน
เมื่ออยู่ร่วมกับเขา
ทั่วสี่คาบสมุทรเขาย่อมเป็นเพื่อนเราก็รังเกียจ
เราลองย้อนดูท่าทีที่เราปฏิบัติต่อเขา
ว่าหยิ่งผยอง ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงเขาหรือไม่
แต่หากตรวจสอบแล้วว่า
เราใช้ท่าทีที่อ่อนน้อม อยู่ร่วมกับเขาด้วยความสุภาพนุ่มนวล
ไม่เคยใช้อำนาจบาตรใหญ่
หากเขายังทำไม่ดีกับเรา ก็ต้องอดทน
ขอให้ตั้งใจบำเพ็ญทำดีอย่างไม่ย่อท้อ
เสียสละ อ่อนน้อม สุภาพกับเขาให้เต็มที่
สักวันหนึ่งความดีย่อมชนะความชั่ว
ทำไปเรื่อยๆ วันนี้ไม่ชนะ...พรุ่งนี้ย่อมชนะได้
(พระโอวาทท่านหลันไฉ่เหอเมตตา ที่ ฉงเต๋อ กาญจนบุรี ๒๕๔๒)
ขอบคุณที่มา : สังคมธรรมะออนไลน์ โดย :แอ๊บแบ๊ว (ทีมงาน TeeNee.Com)
http://variety.teenee.com/foodforbrain/3516.html
แย่งตำแหน่งแย่งตำแหน่ง
คิ้ว ตา จมูก ปาก ล้วนประกอบขึ้นมาบนใบหน้า
มีตำแหน่งอย่างเหมาะสม มีอยู่วันหนึ่ง ปากก็พูดกับจมูกว่า “ เธอมีคุณสมบัติอะไรจึงมาอยู่เหนือฉัน?”“ก็เพราะฉันสามารถแยกแยะกลิ่นหอมและเหม็น จากนั้นเธอจึงสามารถกินเข้าไปได้ ดังนั้น ฉันจึงมีคุณสมบัติที่จะอยู่เหนือเธอน่ะสิ!” จมูกตอบแล้วจมูกก็พูดกับตาว่า “เธอมีคุณสมบัติอะไรจึงมาอยู่เหนือฉัน?” “ก็เพราะว่าฉันสามารถเห็นถึงความงามและความอัปลักษณ์ และยังเห็นชัดถึงสิ่งของต่างๆ ดังนั้น ฉันจึงมีคุณสมบัติที่จะอยู่เหนือเธอน่ะสิ!” ตาพูด จมูกรู้สึกไม่พอใจ กล่าวอีกว่า “ หากเหตุผลเป็นเช่นเธอว่า แล้วคิวมีบาปมีอะไรมาอยู่เหนือฉัน?”คิ้วจึงสวนไปทันควัน “ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะแย่งกับทุกท่านไปทำไม แต่ถ้าหากว่าฉันไปอยู่ข้างล่างจมูกและตา ก็ไม่รู้ว่าขอบตาจะไปอยู่ส่วนไหนของใบหน้า” พูดเสร็จก็วิ่งไปอยู่ใต้ปาก เกิดอะไรขึ้นกับใบหน้า ใบหน้าไม่เป็นใบหน้า สุคท้ายทั้งตา จมูก และปาก ก็ต้องเชิญคิ้วขึ้นไปอยู่ส่วนบนสุดดังเดิม จากนั้นก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรอีกเลย!
คำโบราณกล่าวไว้ว่า
“ถ้าให้ฉันมาเกิด ต้องมีคุณประโยชน์ ” ไม่ว่าจะเป็นต้นหญ้าต้นหนึ่ง หรือแม้แต่น้ำค้างหยดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้คนเรื่องราวหรือสรรพสิ่ง ต่างก็มีก่อนหลังหนักเบาชัดเจน ความสามารถมีมากน้อยต่างกัน มีความสามารถมากหน่อยก็ควรแบกรับภาระหนักหน่อย ด้อยซึ่งความสามารถก็แบกรับน้อยหน่อย เช่นนี้ ทุกคนจึงสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้
พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง
จะให้ งานธรรมะเฟื่องฟู จะต้องอาศัยแรงจากทุกฝ่ายมาช่วยผลักดัน อย่าได้เพราะความอคติลำเอียงเห็นแก่ตัวหรือผลประโยชน์ส่วนตน มาสะเทือนต่อขวัญชีวาและความสามัคคีของส่วนรวม ดังนั้นจะต้องร่วมมือกัน เคารพซึ่งกันอิงจริยามานำพาผู้คน เขาก่อนเราหลัง ไม่บันดาลโทสะอย่างไร้เหตุผล ทดสอบญาติธรรมให้ถดถอย หรืออิจฉาริษยาผู้อื่นเช่นนี้ จึงจะสามารถปกป้องอาณาจักรธรรมไว้ได้ ตลอดไป
ที่มา สังคมธรรมะออนไลน์ โดย :แอ๊บแบ๊ว (ทีมงาน TeeNee.Com)
http://variety.teenee.com/foodforbrain/3602.html
ภาพสะท้อนจิตใจภาพสะท้อนจิตใจ
จิตใจในยามสงบเย็นเป็นปรกติ ว่างเหมือนท้องฟ้ายามปลอดโปร่ง
พอคิดห่วงใยผู้อื่น ท้องฟ้าเริ่มมีสีสันเรืองรองงดงาม
พอลงมือกระทำการช่วยเหลือผู้อื่น ท้องฟ้าพลันโปร่งว่างสว่างสดใส
พอเริ่มคิดร้ายต่อผู้อื่น ท้องฟ้ากลับมืดมัวเศร้าหมอง
พอลงมือประทุษร้ายต่อผู้ อื่นท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำมืดสนิท
ขอบคุณที่มา สังคมธรรมะออนไลน์ โดย :แอ๊บแบ๊ว (ทีมงาน TeeNee.Com)
http://variety.teenee.com/foodforbrain/3601.html
|
|
|