loji 的个人资料www.gmcities.com/board照片日志列表更多 工具 帮助

日志


9月22日

วิธีตรวจจักรวาล ภพ ๓ และโลกันต์

วิธีตรวจจักรวาล ภพ ๓ และโลกันต์ ๔. ทุคคติภูมิ: อสุรกาย เปรต ดิรัจฉาน สัตว์นรก (ต่อ) ค) ติรัจฉานภูมิ ติรัจฉาน หมายถึง สัตว์ผู้ไปโดยขวาง หรือสัตว์ที่เป็นไปขวางจากมรรคผล สัตว์ดิรัจฉาน กล่าวจำแนกโดยเท้า มี ๔ ประเภท คือ ประเภทไม่มีเท้า เช่น งู ปลา ไส้เดือน, ประเภทมี ๒ เท้า เช่น ไก่ นก, ประเภทมี ๔ เท้า เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย, ประเภทมีเท้ามาก เช่น ตะขาบ กิ้งกือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ว่า บรรดาสัตว์เหล่านี้ สัตว์น้ำมีจำนวนมากกว่าสัตว์บก มากมายนัก สัตว์ดิรัจฉาน มีทั้งที่เห็นได้ด้วยสายตาเนื้อ และที่ไม่เห็นด้วยสายตาเนื้อ สัตว์กึ่งเทวดากึ่งดิรัจฉาน เช่น นาค, ครุฑ นั้น เราไม่อาจเห็นได้ด้วยสายตาเนื้อ สัตว์เหล่านี้มีเวทมนต์คาถา และมีอิทธิฤทธิ์มากเหมือนกัน เช่น เกณฑ์ฝนก็ได้ เนรมิตกายเป็นสัตว์ต่างๆ ก็ได้ เป็นต้น โดยเฉพาะพญานาคนั้นมีพิษร้ายกาจมาก บังหวนควันก็ได้ ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพญานาค ดังเช่น เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อโปรดชฎิล ๓ พี่น้องและบริวาร อุรุเวลกัสสปะหัวหน้าชฎิลผู้พี่ใหญ่ยังไม่ศรัทธาเลื่อมใสในพระองค์ ได้อนุญาตให้พระผู้มีพระภาคไปค้างคืนในโรงบูชาไฟที่มีพญานาคดุร้ายอยู่ตนหนึ่ง พอพระผู้มีพระภาคได้เสด็จไปถึง ณ ที่นั้นเพื่อจะพักค้างแรม พญานาคนั้นก็ขัดใจ โกรธ และได้แสดงอิทธิฤทธิ์ มีการบังหวนควันและพ่นไฟเพื่อจะทำร้ายพระองค์ พระองค์จึงได้ปราบพยศพญานาคนั้นด้วยพระฤทธิ์ แล้วจับพญานาคนั้น (ซึ่งขณะนั้นสิ้นฤทธิ์ กลายสภาพเป็นงู) ใส่หม้อเอาไว้ให้พวกชฎิลดูในตอนรุ่งขึ้น อุรุเวลกัสสปะและบริวารได้เห็นตามที่เป็นจริงว่า ลัทธิของตนหาแก่นสารมิได้ ถอนทิฏฐิมานะของตน ศรัทธาเลื่อมใสทูลขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา ครั้งหนึ่ง เคยมีพญานาคจำแลงกายเป็นมนุษย์มาขอบวชเป็นพระภิกษุ ครั้งพระผู้มีพระภาคทรงทราบ ก็ได้ทรงห้ามการให้อุปสมบทแก่พญานาคนั้น ฉะนั้นจึงมีธรรมเนียมของการจะให้อุปสมบทแก่อุปสัมปทาเปกข์ (ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “เจ้านาค”) พระกรรมวาจาจารย์จะต้องถามอันตรายิกธรรมข้อหนึ่งใน ๑๕ ข้อว่า “มนุสฺโสสิ” แปลว่า “เจ้าเป็นมนุษย์หรือ ?” เมื่อเจ้านาครับว่ามีคุณสมบัติที่จะให้บวชได้ทุกข้อ จึงจะให้การอุปสมบท อนึ่ง ที่ชาวบ้านเรียกว่า “เจ้านาค” ก็เพราะมีประวัติมาจากเรื่องที่ได้เคยมีพญานาคจำแลงกายเป็นมนุษย์มาขอบวชนี้เองด้วยประการหนึ่ง และคำว่า “นาค” ยังหมายถึง บุคคลที่ไปอยู่วัดเตรียมตัวจะบวช หรือ กำลังจะบวช ว่า “เป็นผู้ประเสริฐ ผู้ไม่ทำบาป” นี้อีกประการหนี่ง ด้วย เรื่องนาค ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สมควรนำมากล่าวไว้ให้นักบวชพึงทราบ และ พึงมีศีลสังวรไว้ คือ เรื่อง “เอรกปัตตนาคราช” ในอดีตชาติก่อนพุทธกาลนี้ คือในกาลเสด็จอุบัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า “กัสสปะ” (องค์ก่อน ถัดไปจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดมของเรานี้) ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งได้บำเพ็ญสมณธรรมมาแล้วถึง ๒๐,๐๐๐ ปี (ในยุคนั้น คนมีอายุขัย ๒๐,๐๐๐ ปี) วันหนึ่งได้โดยสารเรือไปตามแม่น้ำคงคา แล้วมือไปจับตะไคร้น้ำขาดติดมือไป เห็นว่าเป็นโทษเล็กน้อย จึงไม่แสดง (ปลงอาบัติ) ครั้นใกล้เวลาจะมรณภาพก็เป็นเหมือนใบตะไคร้น้ำรัดคอ มองไม่เห็นใครพอจะปลงอาบัติได้ ครั้นมรณภาพแล้ว ด้วยบาปอกุศลเพียงดึงใบตะไคร้น้ำขาดติดมือไปนั่นเอง ได้บังเกิดเป็นพญานาค ๑ พุทธันดร จึงได้พบพระพุทธเจ้าสมณโคดมนี้ จึงได้มีโอกาสมาเนรมิตตนเป็นมนุษย์ กราบแทบพระบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ร้องไห้กราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้เช่นกับด้วยพระองค์ ได้ทำสมณธรรมสิ้น ๒๐,๐๐๐ ปี แม้สมณธรรมนั้นก็ไม่อาจเพื่อจะช่วยข้าพระองค์ได้ ข้าพระองค์อาศัยเหตุสักว่าให้ใบตะไคร้น้ำขาดมีประมาณเล็กน้อย ถือปฏิสนธิในอเหตุกสัตว์ เกิดในที่ที่ต้องเลื้อยคลานไปด้วยอก ย่อมไม่ได้ความเป็นมนุษย์เลย ไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เช่นกับด้วยพระองค์ตลอดพุทธันดรหนึ่ง” พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า “มหาบพิตร ชื่อว่าความเป็นมนุษย์หาได้ยากนัก การฟังพระสัทธรรมก็ (ยาก) อย่างนั้น, การเสด็จอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า ก็หาได้ยากเหมือนกัน, เพราะว่า ทั้ง ๓ อย่างนั้น บุคคลย่อมได้ด้วยความยากลำบาก.” และได้ตรัสเป็นพระคาถาว่า “ กิจฺโฉ มนุสฺสปฺปฏิลาโภ, กิจฺฉํ มจฺจานชีวิตํ, กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ, กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท.” ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ หรเต ผลนฺติ “ความได้อัตตภาพเป็นมนุษย์เป็นการยาก, ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายเป็นอยู่ยาก, การฟังพระสัทธรรมเป็นของยาก, การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นการยาก.” (ม.มู.๒๕/๒๔/๓๙) ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ได้อรรถาธิบายว่า “เนื้อความแห่งพระคาถานั้น พึงทราบดังนี้ว่า ก็ขึ้นชื่อว่าความได้อัตตภาพเป็นมนุษย์ ชื่อว่าเป็นการยาก คือหาได้ยาก เพราะความเป็นมนุษย์ บุคคลต้องได้ด้วยความพยายามมาก ด้วยกุศลมาก, ถึงชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็ชื่อว่าเป็นอยู่ยาก เพราะทำกรรมมีกสิกรรมเป็นต้นเนืองๆ แล้วสืบต่อความเป็นไปแห่งชีวิตบ้าง เพราะชีวิตเป็นของน้อยบ้าง, แม้การฟังพระสัทธรรม ก็เป็นการยาก เพราะความที่บุคคลผู้แสดงธรรมหาได้ยาก ในกัปแม้มีมิใช่น้อย, อนึ่ง ถึงการที่อุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็เป็นการยากเหมือนกัน คือได้ยากยิ่งนัก เพราะอภินิหารสำเร็จด้วยความพยายามมาก และเพราะกาลที่อุบัติขึ้นแห่งท่านผู้มีอภินิหารอันสำเร็จแล้วเป็นการได้โดยยาก ด้วยพันแห่งโกฏิแห่งกัปมิใช่น้อย.” (ธ.อ.๙๘-๙๙) ส่วนพญาครุฑนั้น เป็นสัตว์ครึ่งเทวดาครึ่งสัตว์ดิรัจฉาน ที่ว่าเป็นสัตว์ครึ่งเทวดาเพราะไม่อาจเห็นได้ด้วยสายตาเนื้อโดยทั่วไป และเป็นสัตว์ที่มีอิทธิฤทธิ์ ที่ว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานก็เพราะเป็นสัตว์ที่ไปโดยทางขวาง และไม่อาจบรรลุมรรคผลได้ มีรูปร่างเหมือนนก พญาครุฑมีรูปร่างสัณฐานเหมือนนก ฉะนั้น จึงจัดเข้าในประเภทของนกได้ ในบรรดานกทั้งหมด พญาครุฑเป็นนกที่ใหญ่ที่สุดในจำพวกนกทั้งหลาย อยู่ที่ป่าไม้งิ้ว ในชั้นที่ ๒ ของภูเขาสิเนรุ ๆ มีบันไดเวียนรอบ ๕ ชั้น ชั้นที่ ๑ อยู่ในมหาสมุทรสีทันดร เป็นที่อยู่ของพญานาค เจ้าแห่งพญาครุฑ มีร่างกายสูง ๑๕๐ โยชน์ ปีกทั้ง ๒ ข้างกว้างข้างละ ๕๐ โยชน์ หางยาว ๖๐ โยชน์ คอยาว ๓๐ โยชน์ ปากกว้าง ๙ โยชน์ ขายาว ๑๒ โยชน์ เจ้าแห่งพญาครุฑ ขณะที่กำลังบินอยู่ อำนาจของการกระพือปีกทั้ง ๒ บังเกิดเป็นลมพายุใหญ่พัดทั่วไปไกลถึง ๗๐๐-๘๐๐ โยชน์ ธรรมดาพญาครุฑนั้นต้องกินพวกนาคเป็นอาหาร (พระพุทธโฆษาจารย์, สํยุตฺตนิกายฏฺฐกถา ทุติโย ภาโค: มหามกุฏราชวิทยาลัย, พ.ศ.๒๔๖๓, หน้า ๑๐๑) จากตอนกลางของภูเขาสิเนรุลงมาจนถึงใต้พื้นน้ำมหาสมุทร มีฐานบันไดเวียน ๕ รอบ คือ ชั้นที่ ๑ อยู่ใต้พื้นน้ำ เป็นที่อยู่ของพญานาค, ชั้นที่ ๒ เป็นที่อยู่ของพญาครุฑ, ชั้นที่ ๓ เป็นที่อยู่ของกุมภัณฑเทวดา, ชั้นที่ ๔ เป็นที่อยู่ของยักขเทวดา, ชั้นที่ ๕ เป็นที่อยู่ของท้าวจตุโลกบาล ได้ยินว่า พระภิกษุผู้ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หรือผู้ปฏิบัติได้ถึงธรรมกาย เมื่อโดยสารเครื่องบินไปปฏิบัติศาสนกิจตามที่ต่างๆ ท่านจะอธิษฐานขอให้ท้าวจตุโลกบาลช่วยส่งยักขเทวดา และ/หรือ พญาครุฑ ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ หรือพอจะแนะนำสั่งสอนศีลธรรมได้ ขอให้มาช่วยรักษาความปลอดภัย ท่านก็ได้เห็นยักขเทวดา และ/หรือพญาครุฑ ผู้ใจดี เต็มใจมาช่วยประคับประคอง ที่ส่วนหัว ลำตัว และปีกของเครื่องบิน ให้เดินทางโดยปลอดภัยเสมอ แล้วท่านก็แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล ให้พวกเขาด้วย http://www.dhammakaya.org/vijja/vijj...rse9_tiruj.php

ครุฑ

ครุฑ เป็นพญานกซึ่งมีที่อยู่ ณ วิมานฉิมพลี บนยอดต้นงิ้วใหญ่ใกล้เขาพระสุเมรุ ครุฑเป็นลูกของพระกัศยปมุนี กับนางวินตา ครุฑมีลำตัวและแขนเป็นคน ส่วนศีรษะ หน้า ปาก เล็บ และปีกเป็นนก ฝูงครุฑอาศัยอยู่บนวิมานบนยอดต้นงิ้วซึ่งอยู่รอบสิมพลีสระ ณ เชิงเพระสุเมรุ พญาครุฑมีกายใหญ่ถึง ๕๐ โยชน์ แต่บางตำราว่าใหญ่ถึง ๑๕๐ โยชน์ (๑ โยชน์ เท่ากับ ๑๖ กิโลเมตร) พญาครุฑมีกำลังมาก จึงได้เป็นพาหนะของพระนารายณ์ ครุฑเป็นศัตรูกับนาคและสามารถจับนาคไปกินได้ นาคไม่สามารถสู้อำนาจของครุฑได้เลย ครุฑกับนาคปรากฏบทบาทในวรรณคดีหลายตอน เช่น ในเรื่องรามเกียรติ์ เมื่อพระรามรบกับท้าวอุณาราช ท้าวอุณาราชแผลงศรเป็นพญานาคจำนวนมากมาพ่นพิษใส่ฝูงลิงของพระราม พระรามจึงแผลงศรเป็นพญาครุฑโฉบลงมาจับนาคกินหมด อีกตอนหนึ่ง หนุมานอาสาหักด่านที่เป็นน้ำกรดไฟกรดของเมืองมลิวัน ซึ่งท้าวจักรวรรดิปกครองอยู่ เพื่อให้พระพรตและพระสัตรุดเข้าไปปราบ กาลสูรนายด่านของเมืองมลิวันนั่งอ่านพระเวทเรียกนาคทั้งหลายให้มาพ่นพิษเป็นควันและน้ำกรดเพื่อกั้นมิให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าเมืองได้ หนุมานจึงแปลงกายเป็นพญาครุฑบินเข้าไปจับนาคได้ทั้งหมด ส่วนในเรื่องกากี พญาครุฑปลอมตัวเป็นชายหนุ่มลงมาเล่นสกากับท้าวพรหมทัต และได้แอบพานางกากีมเหสีของท้าวพรหมทัต ซึ่งเป็นหญิงงามและมีกายหอมไปอยู่วิมานฉิมพลี คนธรรพ์ปลอมตัวเป็นไรแทรกปีกพญาครุฑตามไปถึงวิมานฉิมพลีและได้นางกากีเป็นชายา แล้วคนธรรพ์ก็กลับมาดีดพิณร้องเพลงชมนางกากีให้พญาครุฑกับท้าวพรหมทัตฟัง พญาครุฑจึงพานางกากีมาคืนท้าวพรหมทัต ท้าวพรหมทัตลงโทษนางกากีด้วยการใส่แพลอยน้ำไป นกสัมพาที และ นกสดายุ เป็นนกขนาดใหญ่ หน้าเป็นครุฑ นกสัมพาทีเป็นลูกคนโตของพญาครุฑกับนางวินายกา มีขนสีแดงสด ส่วนนกสดายุเป็นน้องชายนกสัมพาที มีขนสีเขียว นกทั้งสองนี้เป็นนกใหญ่ที่มีกำลังมาก ครั้งหนึ่งนกสดายุเห็นพระอาทิตย์ตอนเช้าตรู่สีแดงสดใส คิดว่าเป็นผลไม้จึงเข้าไปจะจิกกิน ทำให้พระอาทิตย์โกรธมาก จึงเปล่งแสงที่ร้อนแรงออกมาจะเผานกสดายุให้ไหม้เป็นจุณ นกสัมพาทีบินไปกางปีกบังแสงอาทิตย์ไม่ให้เผาน้องชาย แสงอาทิตย์จึงเผาขนนกสัมพาทีจนหลุดร่วงหมด และพระอินทร์ยังได้สาปนกสัมพาทีให้อยู่แต่ในถ้ำที่เขาเหมติรัน จนกว่างกองทัพของพระรามจะเดินทางผ่านมาเพื่อไปยังกรุงลงกา เมื่อทหารของพระรามโห่ขึ้น ๓ ลา นกสัมพาจึงจะพ้นคำสาป และขนจะกลับขึ้นมาดังเดิม นกสดายุบินไปหาพระรามและได้พบทศกัณฐ์ขณะอุ้มนางสีดาจะไปลงกา นกสดายุจึงเข้าต่อสู้กับทศกัณฐ์เพื่อช่วยชิงนางสีดา ทศกัณฐ์สู้ไม่ได้ นกสดายุก็ฮึกเหิมพูดอวดว่าตนไม่มีทางจะแพ้ใคร นอกจากพระอิศวร พระนารายณ์ และแหวนของพระอิศวรที่นางสีดาสวมอยู่เท่านั้น ทศกัณฐ์จึงถอดแหวนจากนิ้วนางสีดาขว้างไปที่นกสดายุ ทำให้ปีกหักตกลงบนพื้นดิน นกสดายุคาบแหวนรอพบพระราม พระลักษมณ์เพื่อถวายแหวนและทูลเล่าเรื่องให้ฟังแล้วก็ขาดใจตาย ส่วนนกสัมพาทีคอยบอกทางให้ทัพพระรามอยู่ทีเขาเหมติรัน เมื่อพระรามพระลักษมณ์ออกเดินทางตามหานางสีดา ได้ส่งหนุมาน องคต และชมพูพานไปสืบข่าวนางสีดา หนุมาน องคต และชมพูพาน กับไพร่พลมาพักแรมอยู่ ณ เขาเหมติรัน นกสัมพาทีจึงออกมาขอให้พวกทหารช่วยโห่ ๓ ลา พอทหารลิงโห่สุดเสียงขนนกสัมพาทีสีแดงสวยสดก็งอกขึ้นมาทั้งตัว แล้วนกสัมพาทีก็พาองคต หนุมาน และชมพูพานบินไปดูนครลงกา http://www.sakulthai.com/DSakulcolum...&stauthorid=19

นาคกับครุฑ3

มีเรื่องเล่าต่อมาว่า จากการที่พระอินทร์ได้ให้พรครุฑ จับนาคเป็นอาหารได้นั้น ทำให้พญานาควาสุกรีเกรงว่านาคจะสูญพันธุ์ จึงตกลงจะส่งนาคไปให้ครุฑกินที่ชายหาด วันหนึ่งถึงคราวของนาคหนุ่มชื่อสังขจูทะ จะต้องไปเป็นเหยื่อ แม่ก็ตามมาด้วยความรักและอาลัย ขอรัองอย่างไรก็ไม่ยอมกลับ วิทยาธรตนหนึ่งชื่อว่า ชีมูตวาหน เป็นผู้มีใจบุญสุนทานตัดแล้วซึ่งโลกีย์วิสัย ได้มาพบ ก็สอบถามได้ความแล้ว จึงเสนอตัวเองปลอมเป็นนาคให้ครุฑกินแทน ปรากฏว่าขณะที่ครุฑกำลังกินนาคปลอม แทนที่จะแสดงความเจ็บปวด ชีมูตวาหนกลับแสดงความปลื้มใจจนครุฑผิดสังเกตว่าต้องผิดตัวแน่ แต่สอบถามก็ไม่ยอมรับ ขณะนั้นเองนาคสังขจูทะก็ได้มาแสดงตัว ว่าตนคือเหยื่อของครุฑ เมื่อทราบความจริง ครุฑก็เกิดความสำนึกบาป และซาบซึ้งในความเสียสละของชีมูตวาหน จึงวิ่งเข้าไปในกองไฟหมายจะฆ่าตัวตายเพื่อชำระบาป แต่ชีมูตวาหนได้ร้องห้าม และว่าหากจะหยุดทำบาปก็ให้เลิกกินนาคเป็นอาหารต่อไป ครุฑก็เชื่อและได้เหาะไปนำน้ำอมฤตมาประพรมกระดูกนาคที่ตนเคยจิกกินมาแต่กาลก่อน จนนาคทั้งหมดได้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ http://tidadoy.spaces.live.com/blog/...77C!1171.entry

เมตตายุติสงคราม

เมตตายุติสงคราม (อุรคชาดก) วารสารรายสองเดือน "ดอกหญ้า" อันดับที่ 98 -------------------------------------------------------------------------------- เมตตา สยบโกรธ เกลียดชัง ฤทธิ์ขมัง สงบ สงครามได้ อารมณ์ร้าย ลาโรง ล้มละลาย อารีหลาย โอบเอื้อ จุนเจือแทน พระเจ้าโกศลมีมหาอำมาตย์อยู่สองคน ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าบังคับบัญชา ทหารคนสนิทของพระองค์ แต่ทั้งสอง หากได้พบปะ พูดคุยกันทีไร เป็นต้องทำสงครามอารมณ์ใส่กัน ทะเลาะ บาดหมางกันทุกทีไป แล้วก็ผูกเวรกัน มาเป็นเวลาเนินนาน จนกระทั่ง เรื่องที่ทั้งสอง จองเวรต่อกัน เป็นที่อื้อฉาว รู้กันทั่วทั้งกรุงสาวัตถี แม้แต่พระราชา หรือ ญาติสนิทมิตรสหาย ก็ไม่สามาถ ทำให้มหาอำมาตย์ทั้งสอง เกิดความปรองดอง สามัคคีกันได้เลย วันหนึ่ง....ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดา ทรงตรวจดูเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้ที่ควรแนะนำให้รู้แจ้งได้ ทรงเล็งเห็นอุปนิสัย ที่จะได้มรรคผล ของมหาอำมาตย์ทั้งสอง จึงเสร็จเข้าสู่กรุงสาวัตถี ไปบิณฑบาต เพียงลำพัง พระองค์เดียวเท่านั้น เสด็จไปประทับยืนอยู่ ที่หน้าประตูเรือน ของมหาอำมาตย์คนหนึ่ง พอเขารู้ก็รีบออกมารับบาตร จากพระศาสดา แล้วนิมนต์ ให้เสด็จเข้าไป ภายในเรือน จัดแจงปูอาสนะ (ที่นั่งให้ประทับ ด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างยิ่ง เมื่อพระศาสดา ประทับนั่งเรียบร้อย ทรงปฏิสันถาร (ทักทาย) มหาอำมาตย์ แล้วตรัสแสดงผลบุญ ผลประโยชน์ แห่งการเจริญเมตตา แก่มหาอำมาตย์นั้นว่า "ดูก่อนมหาอำมาตย์ เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ (จิตหลุดพ้น กิเลสทุกข์ ด้วยอำนาจ แห่งการเมตตา) อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน (เครื่องพาไป) ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่นโดยลำดับ สั่งสมดีแล้ว ตั้งต้นด้วยดีแล้ว พึงหวังผลบุญผลประโยชน์ ๑๑ ประการนี้คือ ๑.ย่อมหลับเป็นสุข ๒.ย่อมตื่นเป็นสุข ๓.ย่อมไม่ฝันลามก ๔.เป็นที่รักของมนุษย์ (คนใจสูง) ทั้งหลาย ๕.เป็นที่รักของอมนุษย์ (คนใจต่ำ) ทั้งหลาย ๖.เทวดา (ผู้มีใจประเสริฐ) ย่อมรักษา ๗.ไฟ ยาพิษ ของมีคม ย่อมไม่กล้ำกรายได้ ๘.จิตย่อมตั้งมั่นโดยรวดเร็ว ๙.สีหน้าย่อมผ่องใส ๑๐.เป็นผู้ไม่หลงกระทำความตาย (แก่ตนและผู้อื่น) ๑๑.เมื่อไม่รู้แจ้งแทงตลอดคุณอันยิ่ง ย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก (โลกของผู้มีคุณความดี อันยิ่งใหญ่คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)" มหาอำมาตย์น้อมจิต ตั้งใจฟังด้วยศรัทธา จิตนุ่มนวล เหมาะควร แก่การดัดได้แล้ว ดังนั้น พระศาสดา จึงทรงประกาศ อริยสัจให้ฟัง ในเวลาจบอริยสัจแล้ว เขาก็ตั้งอยู่ใน โสดาปัตติผลทันที พระศาสดาทรงทราบว่า เขาบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว จึงทรงลุกขึ้น ให้เขาถือบาตร ติดตามข้างหลัง แลัวเสด็จไป ยังประตูเรือน ของมหาอำมาตย์ อีกคนหนึ่ง มหาอำมาตย์นั้น ก็รีบออกมา ถวายบังคมพระศาสดา แล้วกราบทูลว่า "นิมนต์ขอเชิญเสด็จ เข้าไปในเรือนเถิด พระเจ้าข้า" พระศาสดา จึงทรงเข้าไปในเรือน พร้อมกับมหาอำมาตย์ ที่ถือบาตรติดตามมา ครั้นพระศาสดาทรงสนทนาสักครู่ ก็ได้ตรัสพรรณนา คุณของการเจริญเมตตา ๑๑ ประการให้เขาฟัง แล้วทรงประกาศอริยสัจ เมื่อแสดงธรรมจบ มหาอำมาตย์นั้น ก็บรรลุธรรม เป็นพระโสดาบัน เช่นกัน เมื่อมหาอำมาตย์ทั้งสอง ต่างก็บรรลุโสดาบัน ด้วยกันแล้ว ก็ละอายแก่ใจ ในพฤติกรรมเก่าก่อน ที่ทะเลาะเบาะแว้งกันมา จึงกล่าวแสดงโทษของตน ขอขมาต่อกันและกันแล้ว ก็มีจิตสมัครสมาน บันเทิงใจ มีอัธยาศัย เอื้อเฟื้อแก่กัน ในวันนั้นเอง มหาอำมาตย์ทั้งสอง จึงได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน อย่างสนิทสนม ต่อหน้าพระพักตร์ ของพระผู้มี พระภาคเจ้า ในเวลาเย็นวันนั้น... ที่ธรรมสภา เหล่าภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากัน กล่าวแสดงคุณอันยิ่ง ของพระศาสดาว่า "พระศาสดา ทรงฝึกคน ที่ใครๆ ก็ฝึกไม่ได้ ทรงฝึกมหาอำมาตย์ทั้งสอง ซึ่งวิวาทบาดหมางกันมาช้านาน เพียงวันเดียว เท่านั้น ทั้งๆที่พระราชา และญาติสนิท มิตรสหาย ไม่สามารถทำให้ทั้งสอง คืนดีสามัคคีกันได้เลย" พระศาสดาเสด็จมา ในเวลานั้นพอดี ได้ทราบเรื่องแล้ว จึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรามิใช่ทำให้คนทั้งสองนี้ สามัคคีกันในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อน เราก็ทำให้ สามัคคีกันมาแล้ว" แล้วทรงนำ เรื่องเก่าก่อน มาตรัสเล่า -------------------------------------------------------------------------------- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติ อยู่ในกรุงพาราณสี เขาประกาศให้มีมหรสพยิ่งใหญ่ ในพระนคร ในงานนั้น บรรดาพวกมนุษย์ (ผู้มีใจสูง) เป็นอันมาก และเหล่าเทวดา (ผู้มีใจประเสริฐ) ทั้งหลาย ต่างก็มุ่งมาเที่ยว ชมมหรสพนี้ แม้แต่พญานาค กับพญาครุฑ ซึ่งเป็นศัตรูทำสงคราม ล้างผลาญกันมาช้านาน ก็แปลงโฉม มาร่วมสนุก ชมงานมหรสพ กับเขาด้วย ณ หน้าโรงมหรสพแห่งหนึ่ง ขณะที่พญาครุฑ กำลังยืนดูมหรสพ การละเล่น อยู่อย่าง สบายอารมณ์ พญานาค ซึ่งจำพญาครุฑไม่ได้ เข้ามายืนดูใกล้ๆ และด้วยความสนุกสนานลืมตัว จึงเอามือไปพาดบ่า ของพญาครุฑไว้ พญาครุฑคราแรก ก็ไม่ถือสา แต่พอนานเข้า ก็ชักไม่ชอบใจ จึงหันไปจ้องหน้าดูอยู่ ครั้นพิจารณาแล้ว ก็จำได้ว่า เป็นพญานาค ส่วนพญานาค พอถูกมองเขม็ง ก็ถลึงตาจ้องดูกลับไปบ้าง ก็จำได้ว่า เป็นพญาครุฑ จึงตกใจกลัวสุดขีด หวั่นเกรงว่า จะถูกพญาครุฑ จับไปกินเสีย รีบตะลีตะลานหลบหนี ออกจากพระนคร ไปทางท่าน้ำทันที พญาครุฑ ก็ไม่รอช้า ตามติดไล่ล่าไปตลอดทาง ด้วยหมายใจว่า ต้องจับกินพญานาค ให้จงได้ ณ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำนั้นเอง มีพระดาบสตนหนึ่ง อาศัยบำเพ็ญพรตอยู่ กำลังเดินไปยัง ริมน้ำ เพื่ออาบน้ำ ได้ถอดผ้าเปลือกไม้ ที่นุ่งห่มเอาไว้ที่บนฝั่ง แล้วลงไปอาบน้ำ ชำระกาย ในเวลานั้น พญานาคหนีมาถึงที่ตรงนี้ ได้เห็นพระดาบส อาบน้ำอยู่ ก็เกิดความคิดขึ้นว่า "เราจะรอดชีวิตได้ ก็คงต้องอาศัย พระดาบสนี้แล้ว" จึงรีบหนีเข้าไปหลบซ่อนตัว อยู่ในผ้าเปลือกไม้นั้น ทำตัวขดให้เป็นก้อนกลมเล็ก ราวกับก้อนมณีเลยทีเดียว พญาครุฑติดตามมา เห็นเช่นนั้น แม้อยากจะเข้าไปจับพญานาคกิน แต่ด้วยความเคารพ ในผู้ประพฤติพรหมจรรย์ จึงมิได้ทำเช่นนั้น ได้กล่าวขออนุญาต กับพระดาบสก่อนว่า "พระคุณเจ้าที่เคารพ ข้าพเจ้ากำลังโหยหิวจัด ต้องการอาหาร ประทังชีวิต แต่พญานาค ซึ่งประเสริฐกว่า งูทั้งหลาย ได้หนีหลบอยู่ใน กองผ้าเปลือกไม้ของท่าน ข้าพเจ้าเคารพ ยำเกรงในเพศของพระคุณเจ้า ซึ่งเป็นเพศบริสุทธิ์ ประเสริฐนัก ถึงแม้จะหิวจัดปานใด ก็มิบังอาจ ลบหลู่ เข้าไปจับพญานาค ในกองผ้าเปลือกไม้นั้น จึงขอให้พระคุณเจ้า เอาเฉพาะ ผ้าเปลือกไม้ไปเถิด ส่วนข้าพเจ้า จะกินพญานาคตัวนี้ ระงับความหิว" พระดาบสทั้งๆ ที่ยืนอยู่ในน้ำ ได้เห็นเหตุการณ์ ทั้งหมดแล้ว จึงได้กล่าวสรรเสริญ พญาครุฑว่า "ท่านนั้นเคารพย้ำเกรง ผู้มีเพศประเสริฐ แม้หิวอยู่ก็ไม่จับพญานาค ในผ้าเปลือกไม้ของเรา ขอท่านจงเป็นผู้มีใจประเสริฐ อันพรหม (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) คุ้มครอง ให้ดำรงชีพอยู่ สิ้นกาลนาน แล้วขอให้อาหาร อันเป็นทิพย์ (อาหารของเทวดา อันปราศจากการฆ่า และซากศพ) จงปรากฏแก่ท่านเถิด" กล่าวจบคำชื่นชมในความดีของพญาครุฑแล้ว พระดาบสก็ขึ้นจากน้ำ มานุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ แล้วเรียกให้พญานาค และพญาครุฑ ติดตามไปที่อาศรม จากนั้น ก็แสดงคุณ ของการเจริญเมตตาให้ฟัง ทำให้สัตว์ทั้งสอง เลิกเป็นศัตรูกัน หันมาช่วยเหลือ สามัคคีกัน นับตั้งแต่บัดนั้นมา สัตว์ทั้งสอง จึงสมัครสมาน เบิกบานกัน อยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก พระศาสดาทรงนำชาดกนี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า "พญานาคและพญาครุฑในครั้งนั้น ได้มาเป็นมหาอำมาตย์ ทั้งสองนี้ ส่วนพระดาบส ได้มาเป็น เราตถาคตเอง" ณวมพุทธ พุธ ๑๕ ก.ค.๒๕๔๑ (พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๑๕๗, อรรถกถาแปลเล่ม ๕๗ หน้า ๒๒) -------------------------------------------------------------------------------- พระพุทธองค์ตรัส ธรรมอันเป็นที่ระงับความอาฆาต ๕ ประการนี้คือ เมื่อความอาฆาตบังเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงระงับด้วย..... ๑.พึงเจริญเมตตา (คิดช่วยเหลือ) ในบุคคลนั้น ๒.พึงเจริญกรุณา (ลงมือช่วยเหลือ) ในบุคคลนั้น ๓.พึงเจริญอุเบกขา (วางใจเที่ยงธรรมเป็นกลาง) ในบุคคลนั้น ๔.พึงถึงการไม่นึก ไม่ใฝ่ใจในบุคคลนั้น ๕.พึงนึกถึงความเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตนให้มั่นว่า แม้บุคคลนั้นก็เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน ต้องเป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีการเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จะกระทำกรรมใด ดีหรือชั่วก็ตาม ก็จะต้องเป็นทายาทของกรรมนั้นๆ (พระไตรปิฎกเล่ม ๒๒ "อาฆาตวินยสูตรที่ ๑" ข้อ๑๖๑) (ดอกหญ้า อันดับ ที่ ๙๘ หน้า ๒๑ อุรคชาดก เมตตายุติสงคราม) http://www.asoke.info/09Communicatio...98/D98_21.html

นาคกับครฑ2

ทั้งครุฑทั้งนาคเกี่ยวพันกับพระนารายณ์ ครุฑเป็นพาหนะพระองค์ ขณะนาคเป็นพระแท่นให้บรรทมในน้ำ...(นารายณ์บรรทมสินธุ์ นารายณ์บรรทมบนนาค) สัตว์กายสิทธิ์คู่นี้เป็นพี่น้องกัน พ่อเดียวแต่ต่างแม่ พ่อคือมหาฤาษีกัสยปะเทพบิดร มีนางวินตาแม่ของครุฑเป็นภรรยาหลวง ส่วนนางกัทรุแม่ของนาค เป็นเมียรอง เมียทั้งสองไม่ถูกกัน และความผิดใจก็ลามไปให้ลูกเป็นอริกันด้วย เหตุมาจากนางทั้งสองพนันกันว่า ม้าอุจชัยศวรที่วิ่งไปมาอยู่บนสวรรค์มีหางเป็นสีอะไร ใครทายผิดแพ้ ต้องเป็นข้ารับใช้ฝ่ายชนะตลอดไป นางวินตาตอบว่าสีขาว นางกัทรุตอบว่าสีดำ สีขาวคือคำตอบที่ถูกต้องนะคร้าบ แต่ก่อนเฉลย นางกัทรุเจ้าเล่ห์กลัวแพ้เขา จึงให้ลูกๆ ซึ่งเป็น งูและนาครวม ๑,๐๐๐ ตัว เลื้อยแทรกเข้าไปในพู่หางม้า เข้าไปยั้วเยี้ยจนหางม้าเห็นเป็นสีดำมืดไป นางวินตาจึงกลายเป็นผู้แพ้ต้องก้มหน้าเป็นข้ารับใช้นางกัทรุ ขณะนั้นไข่ใบที่ ๒ ที่นางวินตาคลอดออกมาก่อนหน้า แตกออกเป็นครุฑ ครึ่งชายครึ่งนก สมบูรณ์แข็งแรง เจริญเติบโตรวดเร็ว สามารถบินข้ามมหาสมุทรได้ในเวลาอันสั้น เมื่อออกจากไข่แล้วก็บินไปตามหาแม่ซึ่งไปเป็นสาวใช้อยู่จนพบ นางวินตาเล่าเรื่องที่ถูกโกงให้ลูกใหม่ฟัง แล้วก็ห้ามไว้ไม่ให้ลูกซึ่งกำลังโกรธไปทำอะไรฝ่ายนางกัทรุ เพราะต้องการรักษาสัตย์ ทั้งแม่ทั้งลูกจึงต้องเป็นข้าช่วงใช้ของแม่ลูกอีกคู่ จะไถ่ตัวออกไปได้ก็ต้องเอาน้ำอำมฤตของพระอินทร์มาแลก พระอินทร์สั่งเพิ่มกำลังรักษาหม้อน้ำอำมฤตตรงกลางกงจักร มีงู ๒ ตัวหมุนกงจักรมีไฟล้อมรอบ พญาครุฑจึงไปอมน้ำในมหาสมุทรมาพ่นดับไฟ และจับงูกิน แต่ยังไม่ทันนำน้ำอำมฤตกลัไป พระอินทร์ก็เข้าขัดขวาง เกิดการต่อสู้กันขึ้น พระอินทร์สู้ไม่ได้ ร้อนถึงพระนารายณ์ต้องลงมาช่วย แต่ทั้งพระนารายณ์และพญาครุฑไม่มีใครแพ้ใครชนะ จึงหยุดรบทำสัญญาเป็นไมตรีต่อกัน พญาครุฑสัญญาจะเป็นพาหนะของนารายณ์ตลอดไป ฝ่ายพระนารายณ์ก็จะให้พญาครุฑเป็นอมตะ จากนั้นจึงได้นำน้ำอำมฤตไปไถ่ตัวมารดา ไถ่ไม่ไถ่เปล่า จับนาคลูกแม่ขี้โกงกินซะ แต่เนื่องจากทั้งพญานาคและพญาครุฑต่างก็เป็นผู้รับใช้พระนารายณ์ด้วยกัน พระองค์จึงขอร้องพญาครุฑว่าอย่าทำอันตรายพญานาคเมื่ออยู่ต่อหน้าพระองค์ http://www.lokwannakadi.com/neo/nitan.php?ID=53

นาคกับพญาครุฑ

นาคกับพญาครุฑ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตผู้พูดมุสาแล้วถูกแผ่นดินสูบ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อค้าชาวเมืองพาราณสีประมาณ ๕๐๐ คน แล่นสำเภาไปในมหาสมุทรเพื่อไปค้าขายเมือง อื่น ในวันที่ ๗ สำเภาถูกพายุกระหน่ำล่มกลางทะเล ผู้คนล้มตาย เป็นเหยื่อของปลาหมดหลงเหลือเพียงชายคนหนึ่งถูกลมพัดกระหน่ำไปขึ้นที่ฝั่งท่าน้ำกทัมพิยะ เสิ้อผ้าไม่มี เปลือยกายล่อนจ้อน เดินเที่ยวขอทานอยู่ พวกชาวบ้านพบเห็นเขาก็พากันยกย่องเขาว่าเป็นผู้มักน้อยสันโดษ เป็นนักบวช จึงพากันสักการะบูชาเขาเป็นการใหญ่ นับตั้งแต่วันนั้นมาเขาเองก็ไม่ปรารถนาจะนุ่งห่มเสื้อผ้าได้ลาภสักการะจำนวนมาก ถูกคนเรียกหาว่า กทัมพิยอเจลกะ (ชีเปลือยทัมพิยะ) ในสมัยนั้น มีพญานาคตนหนึ่งชื่อบัณฑรกนาคราช และพญาครุฑตนหนึ่งจะพากันมาปรึกษาชีเปลือยนั้นอยู่เป็นประจำอยู่มาวันหนึ่งพญาครุฑมาหาชีเปลือยแล้วขอร้องว่า "ท่านขอรับพวกญาติของผมจำนวนมาก ตายเพราะจับพวกนาคโดยไม่ทราบสาเหตุ ขอความกรุณาจากท่านช่วยถามพญานาคให้ผมด้วยเถิด" ชีเปลือยนั้นรับคำจะถามให้ เมื่อพญานาคมาหาจึงถามความนั้นพญานาคตอบว่า "ท่านขอรับเรื่องนี้เป็นความลับของพวกกระผม ถ้าผมบอกท่านเท่ากับผมนำความตายมาสู่ตนเอง และพวกญาติ จึงไม่ขอตอบได้ไหม" ชีเปลือย "พญานาค เราจะไม่บอกใครหรอก ถามเพราะอยากจะทราบเท่านั้นเองละ จงบอกเถิด" พญานาคตอบว่า "ผมบอกไม่ได้หรอกครับท่าน" ไหว้ชีเปลือยแล้วก็กลับไป ชีเปลือยถามเช่นนั้นอยู่ ๒ วัน พญานาคก็ไม่ยอมบอกเช่นเดิม ในวันที่ ๓ พญานาคพอถูกชีเปลือยถามอีกจึงกำชับชีเปลือยอย่าได้บอกใคร แล้วก็เล่าให้ฟังว่า "ท่านขอรับเพราะพวกกระผมกลืนกินก้อนหินทุกวันทำให้ตัวหนักนอนอยู่ เมื่อพวกครุฑมาจับที่หัวลากไป จึงถ่วงพวกครุฑจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก พวกครุฑมันโง่จึงจับที่หัว ถ้ามันจับหางของพวกเราหินก็จะไหลออกจากปากสามารถนำพวกเราไปได้ ความลับก็มีอยู่เท่านี้แหละท่าน" แล้วก็ลากลับไป อีกวันต่อมา เมื่อพญาครุฑมาหาเปลือยผู้ทุศีลก็เล่าเรื่องนั้นให้ฟัง พญาครุฑจึงปรี่เข้าไปจับขนดหางพญานาคโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าไป พญานาคเมื่อทราบความลับถูกเปิดเผลแล้ว จึงคร่ำครวญว่า "ภัยเกิดจากตัวเองแท้ๆ ที่พูดพล่อยไม่ปิดบัง บอกความลับแก่ใคร จึงได้บอกออกไปน่าเจ็บใจจริง ๆ " พญาครุฑพูดว่า "ท่านนาคราช ท่านบอกความลับแก่ชีเปลือยแล้ว จะมาคร่ำครวญอยู่ทำไม สัตว์ที่จะไม่ตายไม่มีในโลกขึ้นชื่อว่าความลับไม่ควรบอกใครๆ ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา พี่น้องแม้กระทั่งภรรยาและบุตรธิดา" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า "บัณฑิตไม่พึงเปิดเผยความลับ พึงรักษาความลับนั้นไว้เหมือนรักษาขุมทรัพย์ เพราะว่าความลับบุคคลรู้อยู่ไม่เปิดเผยได้เป็นการดีบัณฑิตไม่ควรบอกความลับแก่สตรี ศัตรู คนที่ใช้อามิสล่อ และคนผู้ล้วงความลับ" พญานาคได้ฟังธรรมของพญาครุฑแล้วอ้อนวอนขอชีวิตว่า "ท่านพยาครุฑ ข้าพเจ้าขอชีวิตจากท่าน ขอท่านจงตั้งตนดุจเป็นมารดาของข้าพเจ้าเถิด" พญาครุฑตอบว่า "เอาเถอะ เราจะปล่อยท่านไป แต่ว่า บุตรมี ๓ จำพวก คือ ศิษย์ บุตรบุญธรรม และบุตรตัวเอง ท่านยินดีจะเป็นบุตรประเภทไหนของเราละ" ว่าแล้วก็ปล่อยพญานาคไป สัตว์ทั้ง ๒ ก็อยู่กันอย่างสามัคคีกันเช่นเดิม ต่อมาวันหนึ่งสัตว์ทั้ง ๒ ได้ชวนกันไปหาชีเปลือยอีก พญาครุฑทราบว่าพญานาคจักหมายชีวิตชีเปลือย จึงไม่เข้าไปหาปล่อยให้แต่พญานาคผู้เดียวเข้าไปหาชีเปลือยนั้น พญานาคได้กล่าวติเตียนและสาบแช่งชีเปลือยว่า "ท่านเป็นคนเลวทรามประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้าย ไม่รักษาคำสัตย์ ขอให้หัวของท่านจงแตกเป็น ๗ เสี่ยง" กล่าวจบก็พากันกลับไปที่อยู่ของตนส่วนชีเปลื่อยพอสัตว์ทั้ง ๒ จากไปเท่านั้น หัวก็แตกออกเป็น ๗ เสี่ยงสิ้นชีวิตแล้วไปเกิดในนรก นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ความลับไม่ควรเปิดเผยให้ใครที่ไหนทราบดังคำมีว่า ความลับไม่ให้ถึงสาม ความงามไม่ให้ถึงสี่ ความมิดความหมี่ไม่ให้ถึงห้าถึงหก http://www.dhammathai.org/chadoknt/chadoknt33.php

คาถาพญาครุฑ

คาถาพญาครุฑ อะหังครุฑโธ อาคะ โตอัสสะมิ นาคะราเช อัปเปหิ อุทธังนาโค เหฏโฐ ครุฑโธ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณังอิติ หรืออีกบท โอม วิรุณ ปักสา กะรันกะตา พิธีปูชา อาคัทฉายะ อาคัทฉาหิ เอหิมามา นะโม พุทธายะ วิธีการสักการะบูชา มนต์บูชาพญาครุฑ ธูป 9 ดอก นะโม 3 จบ โอม นะ โม วิ โล โค วิ ลู คะ รี นะ ตี อู รู นะ มัต เตร ฮี เร คา รัม มา ตู คาถาบูชาพญาครุฑ นะโม 3 จบ คะรุปิจะ กิติมันตัง มะอะอุ โอมพญาครุฑ รุจ รุจแล้วรวย นะได้เงิน นะได้ทอง นะได้ทรัพย์ นะได้บุญบารมี นะมั่นคง นะล้างอาถรรพ์ นะเจริญ นะรุ่งเรือง นะรุ่งโรจน์ นะเมตตา อธิฐามิ http://www.bloggang.com/viewblog.php...oup=11&gblog=7

ตำนานแห่งพญาครุฑ / เมตตายุติสงคราม

ตำนานแห่งพญาครุฑ / เมตตายุติสงคราม พญาครุฑทองเหลือง สมบัติส่วนตัวของผมเองนำมาให้ชมครับ ตำนานแห่งพญา ครุฑ (Garuda) จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ครุฑ ตราประจำชาติอินโดนีเซียครุฑ หรือ พญาครุฑ (Garuda) เป็นสัตว์กึ่งเทพ ในตำนานปรัมปราของอินเดีย ปรากฏในวรรณคดีสำคัญหลายเรื่อง เช่น มหากาพย์มหาภารตะ เล่าว่า ครุฑเป็นพี่น้องกับพญานาค และทะเลาะเป็นศัตรูกัน นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ปุราณะ ที่ชื่อว่า ครุฑปุราณะ เป็นเรื่องเล่าของพญาครุฑ ตามคติไทยโบราณ เชื่อว่าครุฑเป็นพญาแห่งนกที่เป็นพาหนะของพระนารายณ์เชื่อว่าปกติอยู่ที่วิมานฉิมพลี มีรูปเป็นครึ่งคนครึ่งนกอินทรี ที่ได้รับพรให้เป็นอมตะ ไม่มีอาวุธใดทำลายลงได้ แม้กระทั่งสายฟ้าของพระอินทร์ ก็ได้แต่เพียงทำให้ขนของครุฑหลุดร่วงลงมาเพียงเส้นหนึ่งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ครุฑจึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า "สุบรรณ" ซึ่งหมายถึง "ขนวิเศษ" ครุฑเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ มีอานุภาพและพละกำลังมหาศาล แข็งแรง สามารถบินได้รวดเร็ว ทั้งยังมีสติปัญญาเฉียบแหลม เฉลียวฉลาด อ่อนน้อม ถ่อมตน และมีสัมมาคารวะ น่าสรรเสริญ ด้วยฤทธานุภาพของพญาครุฑนี้เอง จึงได้มีการสร้างรูป ครุฑพ่าห์ (หรือ พระครุฑพ่าห์) หมายถึง ครุฑซึ่งเป็นพาหนะ เป็นรูปครุฑกางปีก และใช้เป็นสัญลักษณ์หมายถึงพระราชบัลลังก์ และตราประจำแผ่นดินของไทย สืบต่อกันมาแต่สมัยอยุธยา ซึ่งพบโดยทั่วไป โดยเฉพาะตราประทับบนหัวจดหมายราชการ เรียกว่า ตราครุฑ ด้วยความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์คือ สมมุติเทพ เป็นพระนารายณ์อวตาร ผู้ทรงมีครุฑเป็นพระราชพาหนะนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ พระราชพาหนะของพระมหากษัตริย์จึงประดับธงมหาราช ซึ่งเป็นธงรูปครุฑ ขณะเดียวกัน ยังมีเรือพระราชพิธีหลายลำ ที่สลักโขนเรือเป็นรูปครุฑ เช่น เรือครุฑเหิรเห็จ ครุฑเตร็จไตรจักร และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ประเทศอินโดนีเซียเป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่ใช้ครุฑ (Garuda) เป็นเป็นตราประจำแผ่นดิน โดยครุฑของอินโดนีเซียนั้นเป็นนกทั้งตัว สายการบินประจำชาติอินโดนีเซียก็ใช้ครุฑเป็นสัญลักษณ์ คือสายการบิน Garuda Airlines ครุฑพอจะแบ่งได้ 5 ประเภทคือ ตัวเป็นคนอย่างธรรมดาทั่ว ๆ ไป แต่มีปีก ตัวเป็นคน หัวเป็นนก ตัวเป็นคน หัวและขาเป็นนก ตัวเป็นนก หัวเป็นคน รูปร่างเหมือนนกทั้งตัว บารมีแห่งพญาครุฑ สู่ความเจริญรุ่งเรืองแห่งชีวิต ตำนานพญาครุฑ ในตำนานเมืองฟ้าป่าหิมพานต์นั้นมีเรื่องราวของสัตว์ที่มีอิทธิฤทธิ์มากมายหลายชนิดเช่น ราชสีห์ คชสีห์ อันมีลำตัวเป็นสิงห์แต่มีศีรษะเป็นช้าง กินรี กินนรและสัตว์แปลก ๆ อีกมากมาย ในบรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้นมีสองอย่างที่นับว่าเป็นเทพเดรัจฉานมีฤทธิ์มากคือ หนึ่งเป็นพญานาคราชจ้าวแห่งบาดาล และอีกหนึ่งคือพญาครุฑจ้าวแห่งเวหา นาคและครุฑต่างเป็นสัตว์ที่คู่กันตามตำนาน มีเรื่องราวเล่ากันว่าสัตว์กายสิทธิ์ทั้งสองนี้มีบิดาเดี่ยวกันคือมหาฤาษีกัสยปะเทพบิดรแต่คนละแม่โดยพญาครุฑนั้นมีมารดาเป็นภรรยาหลวง ส่วนนาคนั้นมีแม่เป็นภรรยาคนรอง นางทั้งสองนี้ไม่ถูกกันมีเรื่องกันตลอดจนในที่สุดความผิดใจกันนี้ลามไปถึงลูกของตนด้วย จึงเป็นเหตุให้นาคและครุฑม่ถูกกันในเวลาต่อมา พญานาคนั้นมีวิมานอันเป็นทิพย์อยู่ในบาดาล ส่วนครุฑก็มีวิมานทิพย์อยู่ที่เชิงเขาไกรลาส กล่าวว่าองค์พญาครุฑนั้นมีนามว่าท้าวเวนไตย เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ท้าวสุบรรณ มีกายเป็นรัศมีสีทองมีเดชอำนาจมากที่สุดในหมู่ครุฑทั้งหลายอาศัยเกาะอยู่ตามต้นงิ้ว อาศัยผลงิ้วและน้ำดอกไม้จากต้นงิ้วเป็นอาหารทิพย์ ลูกพญาครุฑจะโตขึ้นนับเวลาอายุเป็นข้างขึ้นข้างแรมตามจันทรคติ เติบโตด้วยบุญกุศลที่เคยทำมา หากลูกครุฑตนใดที่มีบุญญาธิการมามาก อำนาจบุญจะบันดาลให้เกิดผลงิ้วทิพย์และน้ำหวานจากดอกไม้มาบำเรอลูกครุฑตนนั้น ๆ และลูกครุฑตนดังกล่าวจะจำเริญวัยได้อย่างรวดเร็ว ครุฑเป็นสัตว์กึ่งโอปปาติกะ หรือกึ่งพวกกายทิพย์คล้ายชาวลับแลและพวกพญานาคอยู่อีกมิติหนึ่งจากโลกของเรา ผู้ที่จะสามารถพบเห็นครุฑได้ต้องเคยมีบุญร่วมกับพวกเขามาจึงสามารถรับรู้ถึงกันและกันได้ เหมือนกับผู้ที่สามารถติดต่อกับพญานาคได้ก็เช่นกันล้วนต้องเป็นผู้ที่มีวาสนาต่อกันมาตั้งแต่อดีตทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องสาธารณะที่จะรู้กันได้ทั่วไปเช่นเรื่องสามัญ เรื่องของครุฑเป็นเรื่องราวที่มีความอัศจรรย์โลดโผนยิ่งกว่าเรื่องราวของพญานาคเสียด้วยซ้ำไป แต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้กันเพราะไม่ได้ศึกษาและอาจไม่ค่อยสนใจเท่าใดนัก ความเป็นจริงแล้วเรื่องครุฑเป็นเรื่องที่น่าศึกษามาก เพราะทางฮินดูเขานับถือครุฑว่าเป็นเทพเจ้าสำคัญพระองค์หนึ่ง แม้ในทางไทยเราเอง ทางไสยศาสตร์ก็ให้ความนับถือเกี่ยวกับครุฑนี้มาก ดูอย่างตราแผ่นดินเองก็มีรูปลักษณะเป็นครุฑ จึงน่าสนใจว่า “ครุฑ” นั้นคงมีอานุภาพบางอย่างและน่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในอีกมิติหนึ่งเช่นเดียวกันกับพญานาค ถ้าท่านเชื่อว่าพญานาคมีจริง พญาครุฑก็ย่อมมีจริงเช่นกัน พลังอำนาจที่เทียบเท่า พระผู้เป็นเจ้า อำนาจของพญาครุฑนั้นท่านว่าลึกลับมากนัก ในตำนานของฮินดูกล่าวว่าตั้งแต่แรกเกิดมานั้นพญาครุฑก็มีรัศมีกายที่สว่างไสวเป็นที่อัศจรรย์ ส่อให้รู้ว่าเป็นผู้ที่มีบุญญาธิการ มีอานุภาพเป็นอเนกอนันต์ มีฤทธิ์วิชาผาดโผนพิสดารทั้งนี้มีเรื่องกล่าวไว้อีกว่าครั้งหนึ่งพญาครุฑเคยลองฤทธิ์กับองค์พระนารายณ์มหาเทพหนึ่งในสามของทางศาสนาพราหมณ์ การรบกันนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั้งสามโลกธาตุ พญาครุฑสามารถต่อสู้ด้วยความสามารถ รบกันไปเท่าใดก็หาแพ้ชนะกันไม่ จนในที่สุดพระนารายณ์และพญาครุฑจึงตกลงกันว่าขอให้เสมอกันในการรบระหว่างเราและท่าน พระนารายณ์อนุญาตให้พญาครุฑสามารถอยู่เหนือเศียรตนได้ และพญาครุฑก็นอบน้อมโดยการยินยอมให้พระนารายณ์สามารถนำตนเป็นพาหนะไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้เช่นกัน จึงถือกันในหมู่ครูบาอาจารย์กันต่โบราณว่า “พญาครุฑ” เป็นเทพเดรัจฉานที่มีอานุภาพอิทธิฤทธิ์เทียบเท่าพระผู้เป็นเจ้าอย่างพระนารายณ์ อานุภาพของครุฑจึงเป็นที่อัศจรรย์ของทั่วโลกธาตุ นอกจากนี้ยังมีประวัติอีกว่ารพระอินทร์เองก็เคยลองฤทธิ์กับพญาครุฑใช้วัชระฟาดพญาครุฑ แต่องค์พญาครุฑเป็นกายสิทธิ์หาได้เป็นอันตรายแต่อย่างใดไม่ พระอินทร์พยายามอยู่หลายทางก็ไม่สามารถทำอันตรายแก่องค์ครุฑได้ จนพระอินทร์มีความเคารพในอานุภาพของพญาครุฑว่ามีฤทธิ์เดชเทียบเท่าพระผู้เป็นเจ้าจริงในที่สุดพญาครุฑจึงได้สลัดขนตนเองออกมาหนึ่งเส้นให้แก่พระอินทร์เพื่อเป็นเกียรติแก่พระอินทร์ด้วยเช่นกัน จะเห็นได้ว่าตามตำนานที่กล่าวมา “พญาครุฑ” เป็นเทพเดรัจฉานที่มีฤทธิ์ที่ไม่ธรรมดา ๆ เลยมีอานภาพมาก ด้วยเหตุนี้ครูบาอาจารย์ที่รู้จักศาสตร์ของครุฑเป็นอย่างดีจึงนำเอาสัญลักษณ์เกี่ยวกับครุฑ รูปครุฑต่าง ๆ มาทำสมาธิบูชาเพื่อให้เกิดอิทธิพลังงานอันลี้ลับ ทั้งนี้เพื่อการปกป้องคุ้มครองบ้าง เพื่อความเจริญรุ่งเรืองบ้าง ดังที่เราจะได้เล่าให้ท่านทราบต่อไป สัญลักษณ์ครุฑ สัญลักษณ์แห่งแผ่นดิน โดยสรุปจากตำนานแล้วครุฑคือสัตว์หิมพานต์อย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่สัตว์สามัญธรรมดา เพราะพยาครุฑเป็นสัตว์กึ่งเทพ เรียกว่า “เทพเดรัจฉาน” ซึ่งมีอำนาจเทียบเท่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นพาหนะของพระนารายณ์อย่างหนึ่งในเมืองไทยเรานับถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ เป็นองค์นารายณ์อวตารจึงมีการใช้ธงรูปครุฑ และมีครุฑเป็นสัญลักษณ์ประจำแผ่นดิน สามารถพบเห็นรูปครุฑได้จากเอกสารต่าง ๆ ของทางราชการ และนับว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นเอกสารศักดิ์สิทธิ์ หากราชการผู้ที่ทำหน้าที่ผู้ใดมีความสุจริตจงรักภักดีต่อแผ่นดิน องค์พระมหากษัตริย์ และหน้าที่ของตน องค์พญาครุฑก็จะส่งพลังปกป้องให้มีความสุข ความเจริญในหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีเกร็ดความเชื่อว่าหากที่ใดมีอาถรรพ์แรงท่านให้นำเอาตราครุฑไปติดจะทำให้อาถรรพ์นั้นเสื่อมสลายไปในที่สุด ตราครุฑล้างอาถรรพ์ได้จึงเป็นที่เชื่อถือกันมาตลอดและได้รับความเคารพบูชาว่าเป็นของสูง เสมือนหนึ่งตัวแทนแห่งองค์พระประมุข ผู้ใดมีสัญลักษณ์ครุฑ รูปครุฑบูชาไว้ย่อมได้อานิสงส์มาก อาทิ มีความเจริญแก่ตัวเองและครอบครัวเป็นต้น ดังนี้แล้วครุฑจึงเป็นของสูงที่เราควรรู้ควรบูชาอย่างหนึ่ง คนโบราณมีความเชื่อสืบกันมาว่า “ครุฑ” นั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง มหาอำนาจ อย่างเด็กผู้ใดที่เกิดมาแล้วมีลักษณะปากคล้ายพญาครุฑท่านว่าคนผู้นั้นจะเป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิด ภายภาคหน้าจะได้เป็นใหญ่เป็นโต สมเด็จเจ้าแตงโม พระสังฆราชพระองค์หนึ่งท่านก็มีลักษณะปากดังครุฑปรากฏว่าเป็นผู้มีปัญญาดี และได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชในที่สุด เรื่องครุฑนี้คนโบราณจึงเชื่อถือกันมาก แม้เครื่องรางที่เกี่ยวกับครุฑก็เป็นเครื่องรางที่มีความหมายมีอานุภาพโดดเด่นหลายประการดงจะได้กล่าวต่อไป พญาครุฑเครื่องหมายแห่งสิทธิอำนาจและความเป็นมงคล ครุฑนั้นเป็นเครื่องหมายของทางราชการอยู่แล้ว เอกสารทางราชการฉบับใด ๆ ก็ล้วนต้องมีเครื่องหมายพญาครุฑประทับอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าเป็นเครื่องสำคัญเป็นตราแผ่นดิน เป็นตราของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ เชื่อว่าหากข้าราชการผู้ใดให้ความเคารพนับถือในองค์พญาครุฑ และซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตนเอง ข้าราชการผู้นั้นจะมีความสุขความเจริญทั้งชีวิตและหน้าที่การงานสืบไป คุณไสย์อันตรายใด ๆ ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้เพราะเครื่องหมายของพญาครุฑนี่สำคัญมากผู้ที่รู้เขาจะไม่ข้ามไม่เหยียบย่ำ ไม่นำไว้ที่ปลายเท้าเลยเพราะเป็นของสูง ของศักดิ์สิทธิ์ หากเคารพนับถือให้ดีอำนาจพญาครุฑที่มีอยู่ในเอกสารราชการจะคุ้มครองผู้นั้นไม่ให้มีวันอับจน แต่คนสมัยนี้ไม่ใคร่เชื่อถือกันเท่าใดนัก เรื่องพญาครุฑจึงดูล้าสมัยไปเสีย ไม่เหมือนในสมัยก่อนที่ไหนว่ากันว่าผีแรง ผีเฮี้ยน เอาตราพญาครุฑไปติดไว้ความอาถรรพ์ของสถานที่นั้น ๆ ก็จะหายไปในทันที อำนาจพญาครุฑ สิทธิอำนาจพญาครุฑสัตว์กายสิทธิ์ที่ไม่มีผู้ใดสามารถฆ่าให้ตายได้มีอายุยืนเสมือนว่าเป็นอมตะนั้น นับเป็นเรื่องลี้ลับที่ผู้รู้พยายามค้นคว้า และเสาะหาที่มาแห่งพลังอำนาจดังกล่าว จนเกิดการสร้างเครื่องรางต่าง ๆ ขึ้น อำนาจพญาครุฑสามารถจำแนกได้ถึง ๘ ประการ โดยนับเอาอำนาจหลัก ๆ ได้ดังนี้คือ ๑. เป็นมหาอำนาจอันยิ่งใหญ่ เป็นสิทธิอำนาจอันเฉียบขาด ๒. สามารถลบล้างอาถรรพ์และคุณไสย์ทั้งปวง ภูติผีปิศาจกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ ๓. เป็นสื่อนำความเจริญรุ่งเรือง ยศถาบรรดาศักดิ์มาสู่ชีวิตหน้าที่การงาน ๔. ปกป้องคุ้มครอง ป้องกันภัยเป็นคงกระพัน ๕. เป็นเมตตามหานิยม ๖. นำความร่มเย็นเป็นสุขมาให้ ๗. ทำมาค้าขายดีเป็นสื่อนำโชคลาภนานาประการ ๘. สัตว์ร้าย เขี้ยวงาสารพัด งูเงี้ยวเขี้ยวขอ อสรพิษไม่กล้ากล้ำกรายเข้าใกล้ เพราะเกรงตบะบารมีขององค์พญาครุฑเป็นที่สุด อำนาจพญาครุฑยังมีมากกว่านี้อีกมาก แล้วแต่ท่านใดจะรู้จักใช้ ในตำราทางไสยเวทพุทธาคมมีทั้งการใช้ยันต์ครุฑให้ผลดีในทางคงกระพันชาตรี มีนะพญาครุฑใช้ลงตบเข้าหน้าผากเป็นคงกระพันชาตรีกันเขี้ยวงาอสรพิษได้ ทั้งนะพญาครุฑนี้เมื่อประสิทธิ์ลงไปยังตัวคนผู้ใดแล้วยังสามารถทรหดอดทน เดินไกลไม่เหนื่อย เป็นวิชาตัวเบาชั้นยอด และเป็นเมตตามหานิยมชั้นสูงอีกด้วย ยังมีคาถาพญาครุฑซึ่งเมื่อกล่าวพระคาถานี้งูพิษรวมไปจนถึงตะขาบแมงป่องและสัตว์ร้ายต่าง ๆ ทั้งหลายจะหลบหนีไปสิ้นโดยพระคาถาพญาครุฑท่านว่าดังนี้ “โอมพญาครุฑจะเห็นผล หลีกไปให้พ้น พญาหนจะเดินทาง เคาะงอ เคาะงอ” ก่อนว่าพระคาถานี้ให้นมัสการพระรัตนตรัยเสียก่อนด้วยนะโม ๓ จบและท่องพระคาถานี้ก่อนออกเดินทางตั้งสติส่งจิตไปถึงพญาครุฑจะปลอดภัยทุกประการ สักการะให้ถูกวิธี การบูชาพญาครุฑประกอบกับพยาปักษาชาติอันมีฤทธิ์ทั้งหลายนั้น ท่านให้สักการะคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จากนั้นให้ตั้งจิตระลึกถึงพญาครุฑท่าน ด้วยการทำสมาธิภาวนาเป็นสื่อถึงองค์พญาครุฑว่า “ครุฑโธ” จนจิตสงบหรือระลึกชื่อ พญาวายุภักษ์ หรือ ท่องคำว่า “การะวิโก” อันเป็นคาถาหัวใจพญาการเวกก็ว่าได้ จากนั้นเมื่อเห็นว่าจิตสงบลงบังเกิดเสียงนกร้องระงม จากบริเวณที่มีนกอยู่ใกล้ ๆ จนบางครั้งอาจมีนกมาบินเวียนวนอยู่เป็นทักษิณาวัตรอย่างน่าอัศจรรย์ หรือมีฝูงนกมาทานอาหารที่เราเซ่นไหว้ อาการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเป็นศุภมงคลอย่างประเสริฐแล้ว สื่อให้เห็นว่าจิตเราพิธีกรรมเราที่ตั้งถึงองค์พญาครุฑและเหล่าพญาปักษาชาติทั้งหลายอันมีฤทธิ์นั้นท่านรับรู้แล้ว และท่านทั้งหลายจะช่วยเหลือเราอย่างสุดวามสามารถโดยตลอด พญานกกับสมถกรรมฐาน พญานกอย่างพญาครุฑ พญาวายุภักษ์ พญาครุฑ หรือเอกสารที่มีสัญลักษณ์ของพญาครุฑอยู่เพียงเท่านี้ก็เท่ากับว่าท่านมีความเคารพเป็นการบูชาพญาครุฑอย่างหนึ่งไปในตัวและที่สำคัญคือการเคารพต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นการปฏิบัติบูชาต่อพญาครุฑโดยตรงเชื่อแน่ว่าองค์พญาครุฑที่อยู่ในเครื่องหมายราชการ ย่อมปกปักรักษาท่านอย่างแน่นอน และหากท่านหวังผลอย่างยิ่งในการบูชาก็ลองทำกรรมฐานในข้ออาณาปานสติดูเถิดเชื่อแน่ว่าท่านย่อมสามารถส่งจิตถึงองค์พญาครุฑและเหล่าบรรดาเหล่าปักษาชาติทั้งปวงได้แน่นอนครับ

กายเคลื่อนไหวใจหยุดนิ่ง

กายเคลื่อนไหวใจหยุดนิ่ง...กายหยุดนิ่งใจหยุดนิ่ง...ใช้ปัญญาพิจารณาจนจิตเห็นเป็นความจริงว่า ร่างกายนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน คน สัตว์ แม้จะนานเพียงชั่วช้างยกหูขึ้นมากระดิก ก็ยังดีเสียกว่าผู้ที่มีอายุยืนนานถึง 100 ปี ... แต่ไม่มีปัญญาเห็นความเป็นจริง...ทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกอิริยาบถ ... คิดและใคร่ครวญถึงความเป็นจริง 4 ประการ...1.นึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก / 2.สังขารของเราไม่เที่ยงแท้ ในที่สุดมันก็เป็นเช่นนั้นเอง...ไม่มีอะไรเหลือไว้เลย... / 3.จิตปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นในอุปทานขันธ์ 5 .../ 4.ท้ายที่สุดแล้ว ดินก็กลับสู่ความเป้นดิน น้ำก็กลับสู่ความเป้นน้ำ ลมก็กลับสุ่ความเป็นลม ไฟก็กลับสู่ความเป็นไฟ...แม้จะบำเพ็ญบารมีมาไม่เคยขาด ไม่ด่างพร้อยนานถึง 100 ปี ก็ยังได้บุญกุศลน้อยกว่าผู้ที่ทำสมาธิเพียงให้จิตสงบนานเพียง ไก่กระพือปีกช้างกระดิกหู...อักษรธรรมเพียง 1 อักษรเท่ากับสร้างพระพุทธรูป 1 องค์...อักษรมาร 1 อักษรเท่ากับสร้างมารขึ้นมา 1 ตน...ขึ้นมาในใจ...

แก้วโป่งข่ามกับพิธีกรรม

แก้วโป่งข่ามกับพิธีกรรม การล้างแก้ว เชื่อกันว่าการล้างแก้วเป็นการชำระล้างสิ่งไม่ดีที่แก้วได้ซึมซับเอาไปจากตัวเรา โดยการนำแก้วไปล้างกับน้ำที่ไหล ซึ่งอาจจะเป็นลำธาร, ก๊อกน้ำ หรือน้ำที่รินออกจากแก้วก็ได้ (ล้างได้บ่อยเท่าที่มีโอกาส) การขึ้นพานบูชาแก้ว จะกระทำกันในวันพระ โดยเฉพาะวันพระขึ้น 15 ค่ำ (วันเพ็ญ) โดยการนำเอาน้ำสะอาด 1 แก้ว, ดอกไม้หรือเครื่องหอม (น้ำอบ, แป้งหอม ฯลฯ) ใส่พาน และกำหนดจิตด้วย คาถาบูชาแก้ว (หากเป็น "แก้วเข้าแก้ว" ขอแนะนำให้หาหมากหนึ่งคำใส่พานด้วย) แก้วอาบแสงจันทร์ การนำแก้วอาบแสงจันทร์ (วันเพ็ญ) เชื่อกันว่า แก้วจะดูดซับพลังจากแสงจันทร์ ซึ่งจะมีผลทำให้แก้วมีพลังอานุภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการทำให้แก้วนั้นบริสุทธิ์อีกด้วย (เป็นที่ทราบกันดีว่า ในทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าดวงจันทร์มีพลังที่ส่งผลกระทบถึงโลก อันเป็นสาเหตุของน้ำขึ้น น้ำลง และอื่น ๆ) การเข้าร่วมพิธีกรรม การนำแก้วเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ของพระภิกษุสงฆ์ เนื่องจากแก้วจะได้ซึมซับพลังจากการแผ่เมตตาจิตของพระภิกษุ

ติดต่อโหน่งหรือพ่อมดโลจิ

ติดต่อโหน่งหรือพ่อมดโลจิ โทร. 054-276485 /084-0427843 /0899565491 rukava.s@chaiyo.com / rukava6_6@hotmail.com www.gmcities.com ดำรงค์ รัตนวงค์ 143 หมู่ 1 ต.เมืองปาน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง 52240 - จัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ - รับเงินทางไปรษณีย์ออนไลน์ ที่ไปรษณีย์เมืองปาน - และโอนเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ ฯ สาขา เมืองปาน - เลขที่บัญชี 605-0-10816-3

วิชาเดินธาตุหรือธาตุกรรมฐาน

วิชาเดินธาตุหรือธาตุกรรมฐาน เริ่มตั้งแต่...การบูชาพระ คำนมัสการพระรัตนตรัย คำนมัสการพระพุทธเจ้า คำขอขมาพระรัตนตรัย คำพรรณาพระบรมธาตุ บทไตรสรณคมน์ อาราธนา ศีล 5 คำนมัสการพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ บทบูชาบิดามารดาและครูบาอาจารย์ บทชุมนุมเทวดา ธรรมจักรกัปวัตนสูตร ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก ชินบัญชร พาหุงมหากา บารมี 30 ทัศ อุณหิสวิชัยคาถา แผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ จากนั้นจึงนั่งหันหน้าไปทางทิศใต้เพื่อรับพลังปราณจักรวาลที่ไหลจากทิศใต้มาสู่ทิศเหนือ ด้วยการนั่งพนมมือเพื่อรวมพลังปราณทั้ง 6 สายที่นิ้วมือเพื่อเพิ่มพลังปราณให้กับตนเอง พร้อมกับการท่องมนต์ตราแห่งวิชาเดินธาตุ ซึ่งมีทั้งวิชาเดินธาตุแบบขั้นต้น แบบขั้นกลางและแบบขั้นสูง ซึ่งมีความยากง่ายแตกต่างกันไป...เมื่อฝึกวิชาเดินธาตุแล้ว จะออกจากวิชาเดินธาตุเพื่อผ่อนคลายพลัง เพราะวิชาเดินธาตุนั้นเป็นวิชาที่มีพลังมหาศาล เมื่อฝึกไปได้ถึงระดับหนึ่งแล้วจะรู้สึกว่า ใจจะเย็นเหมือนมีน้ำทิพย์ชโลมใจแต่กายจะร้อนดั่งไฟเผากาย ดังนั้นจึงต้องมีการนั่งสมาธิแบบธรรมดาทั่วไป คือ ท่องพุทโธ หรือ ยุบหนอพองหนอ เพื่อผ่อนคลายพลังอันมหาศาลในการและใจของผู้ฝึก จากนั้นจึงท่องบทอัญเชิญเทวดากลับ ที่ต้องอัญเชิญเทวดากลับทีหลังนั้น เพราะเมื่อฝึกวิชานั้นๆ ก็จะได้มีเทพเทวดาต่างๆมาช่วยปกปักษ์รักษาและช่วยส่งเสริมการฝึกวิชา นั่นเอง วิชาเดินธาตุแบบฉุกเฉิน ใช้ในยามคับขัน เมื่อนึกอะไรไม่ออกให้ให้ นะโมพุทธายะ จิเจรูนิ วิขาเดินธาตุขั้นต้นนั้นจะใช้ หัวใจของธาตุทั้ง ๔ ไฟ ดิน ลม น้ำ บังเกิดสรรพสิ่งในจักรวาล ธาตุทั้ง4 ไฟ ดิน ลม น้ำ ตามหลักแล้วธาตุที่อยู่ตรงข้ามกันจะเกื้อหนุนกัน เช่น ดินกับน้ำ ไฟกับลม นะ โม พุท ธา ยะ นี้เปรียบเสมือนธาตุใหญ่ เป็นรากเหง้าของธาตุทั้ง4 นะ คือ พระกุกกุสันโธ คือ ธาตุน้ำ หล่อเลี้ยงร่างกายและดวงจิต กำลังธาตุ 12 โม คือ พระโกนาคม คือ ธาตุดิน ให้กำลังวังชา กำลังธาตุ 21 พุท คือ พระกัสสป คือ ธาตุไฟ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย กำลัง ธาตุ 6 ธา คือ พระสมณโคดม คือ ธาตุลม หล่อเลี้ยงชีวิต ดูดพลังปราณมาหล่อเลี้ยงดวงจิต กำลังธาตุ 7 ยะ คือ พระศรีอริยเมตตรัย คือ อากาศธาตุ เป็นที่ตั้งของวิญญาณ กำลังธาตุ 10 เมื่อรวมกำลังธาตุ นะโมพุทธายะ จะได้ 56 คือกำลังพุทธคุณ ส่งผลให้เกิดกำลังธรรมคุณ 38 และกำลังสังฆคุณ 14 รวมกำลัง พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณได้ 108 เชื่อว่าหากกระทำการใดเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เช่น ปลุกเสกลงเลขยันต์ให้ครบ 108 ครั้งจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากได้ผลตามใจปรารถนา เมื่อถอดจากพระเจ้า 5 พระองค์ นะโมพุทธายะ จึงบังเกิดเป็นธาตุทั้ง 4 คือ นะ(ธาตุน้ำ) มะ (ธาตุดิน) พะ(ธาตุไฟ) ธะ (ธาตุลม) นะ มะ พะ ธะ ธาตุทั้ง4นี้ เป็นธาตุหล่อเลี้ยงร่างกาย สังขารที่ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นตัวธาตุ ที่ถอดจากแม่ธาตุใหญ่ คือ นะ โม พุท ธา ยะ ถอดลงไปอีกบังเกิด ธาตุพระกรณี(ธาตุพี่เลี้ยง)คือ จะ(ธาตุน้ำ) ภะ(ธาตุดิน) กะ(ธาตุไฟ) สะ(ธาตุลม) จะ ภะ กะ สะ คือธาตุพี่เลี้ยง นะ มะ พะ ธะ ที่ท่านจัดเป็นกองธาตุทั้ง4กอง คือเมื่อจะตั้งธาตุทั้ง4กองนี้ ต้องมีธาตุพระพุทธเจ้าคือธาตุพระกรณีตั้ง กำกับลงไปด้วย คือ จะ ภะ กะ สะ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงคุมธาตุลงไปอีกทีหนึ่ง เมื่อตั้งธาตุได้บริบูรณ์แล้ว จากนั้นก็มีการหนุนธาตุ การหนุนธาตุนั้นท่านให้หนุนด้วยแก้ว4ดวง คือ นะ มะ อะ อุ นะ คือแก้วมณีโชติ (ธาตุน้ำ) มะ คือแก้วไพฑูรย์ (ธาตุดิน) อะ คือแก้ววิเชียร (ธาตุไฟ) อุ คือแก้วปัทมราช (ธาตุลม) เมื่อรวมพระเจ้า 5 พระองค์ ธาตุทั้ง 4 ธาตุพระกรณีและดวงแก้วทั้ง 4 เข้าด้วยกันจึงจะสมบูรณ์ครบถ้วน ทำให้เกิดเป็นอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ตามหลักวิชาแปรโลกธาตุ คือการปลุกเสกของกายสิทธิ์ให้มีอิทธิฤทธิ์เทียบเท่ากับเหล็กไหลชั้น 1 คือมีสีเปลี่ยนไปจากเดิมจนกลายเป็นสีเขียวปีกแมลงทับ หรือยืดหดกินน้ำผึ้งได้เองเมื่อใช้คาถากำกับหรือใช้อำนาจกำลังของตบะฌานประจุลงไป ณ ธาตุนั้น ๆ หลักการใช้ธาตุอย่างกว้าง ๆ คือ ธาตุน้ำเด่นทางเสน่ห์และเมตตา ธาตุดินเด่นทางอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ คงกระพันชาตรี ธาตุไฟใช้ทำลายสิ่งชั่วร้ายและหลอมรวมวัตถุ ธาตุลมใช้ทางล่องหนหายตัว สะกด เมื่อได้ในพื้นฐานแล้วยังต้องรู้จัก การเดินธาตุ หนุนธาตุ อัดธาตุ ซ้อนธาตุ แยกธาตุ สลับธาตุ ย้อนธาตุและพลิกแพลงธาตุต่าง ๆ ซึ่งยังแบ่งแยกออกตามระดับความยากง่ายอีกด้วย คล้ายกับการเรียนหนังสือ เริ่มจากชั้นประถม มัธยม ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เพราะถ้าขั้นประถมก็อาจใช้พระคาถาว่า นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ วิชาเดินธาตุขั้นกลาง ปฐวีธาตุ หรือ ธาตุดิน ให้ว่าดังนี้ มะ กะ ทะ นะ พะ กะ สะ จะ มิ ตะ ติ อุ อะ มะ นะ จิ ตะ ติ จะ พะ กะ สะ มุ ตะ ติ มะ นะ อะ อุ อาโปธาตุ หัรือ ธาตุน้ำ นะ มะ ทะ จะภะ กะ สะ ริ ตะ ติ นะ อะ อิ อุ ริ ตะ ติ สะ มะ นิ ทุ ริ ตะ ตะ วิ กะ วิ ตะ ติ วาโยธาตุ หรือ ธาตุลม พะ ทะ นะ มะ พะ สะ จะ พะ ริ ตะ ติ ทะ พะ มะ นะ มิ ตะ ติ อุ อะ มะ นะ วิ ตะ ติ พะ สะ กะ สะ เตโชธาตุ หรือ ธาตุไฟ ทะ นะ มะ พะ สะ จะ พะ วะ มิ ตะ ติ พะ จะ สะ กะ มุ ตะ ติ นะ มะ อะ อุ จุ ตะ ติ กะ ระ มะ กะ นอกจากคาถาธาตุตัวเต็มนี้แล้ว สามารถถอดเอาไปใช้เฉพาะเรื่อง ทำให้ร่างกายให้โตว่า มะ นะ อุ อะ นะ มะ อะ อุ ทำให้มีข้าวของเครื่องใช้มากว่า อะ อุ มะ นะ นะ มะ อุ อุ ทำให้วิ่งเดินเร็วว่า อุ อะ มะ นะ นะ มะ อะ อุ ทำให้หายตัวไม่มีใครเห็น อะ อุ นะ มะ มะ นะ อะ อุ ทำให้ฝนตก นะ มะ อะ อุ มะ นะ อุ อะ หัวใจดิน คือ ปะถะวิยัง หัวใจน้ำ คือ อาปานุติ หัวใจลม คือ วายุละภะ หัวใจไฟ คือ เตชะสะติ และขั้นสูงสุดคือ วิชาเดินธาตุทั้ง 7 อันประกอบด้วย ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ จิตธาตุ อันเป็นวิชาอันเล้นลับและซับซ้อนซ่อนเงื่อน ซึ่งเมื่อเดินถึงวิชา 7 ธาตุนี้แล้วจึงจะครอบคลุมทั้ง กสิน ฌาณ มโนมยิทธิ อภิญญา 6 และคือครบวิชชา 8 ประการ แถมด้วยพลังลมปราณและพลังจักรวาลอันเป็นเลิศเพื่อเสริมพลังให้กับร่างกายอีกด้วย --------------------------------------------- ทำไมต้องพอกกายทิพย์ เพราะตกใจขณะจิตสงบในสมาธิ เรียกว่ากายทิพย์สะเทือน ภาวะตกใจแล้วลุกขึ้นวิ่งหนีจากที่นั่ง เรียกว่า กายทิพย์สะเทือน ถึงขั้นกายทิพย์แตกกระจาย อาจเสียสติได้ ตกใจในขณะทำสมาธิ.......เกิดเพราะ เห็นวิญญาณหรือสิ่งน่ากลัว ต้องมีสติคุมอารมณ์ไม่ให้ตกใจกลัว และไม่ลุกขึ้นจากที่นั่งเป็นอันขาด ต้องวางใจให้นิ่ง ๆ ระลึกถึงครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วอุทิศส่วนบุญกุลศลให้ วิญญาณนั้นก็จะหาย ตกใจเพราะเหตุอื่น ทำให้สะดุ้งตกใจ เช่น เสียงดัง ๆ ให้ค่อย ๆ ลืมตาดูช้า ๆ นั่งปรับจิตใจให้สงบดีขึ้นแล้ว จึงจะลุกจากที่นั่งได ้ วิธีปรับจิตให้สงบ เพื่อรักษากายทิพย์สะเทือน ในขณะที่นั่งสมาธิอยู่นั้น เมื่อตกใจ หัวใจจะเต้นแรงผิดปกติ อาจจะมีอาการปวดเสียวเป็นระยะ ๆ หน้าซีด มือที่วางซ้อนอยู่ด้วยกัน อาจจะถูกสลัดออกจากกัน ให้วางซ้อนให้เหมือนเดิม หลับตาลง ถอนหายใจลึก ๆ ช้า ๆ ๕ ครั้ง เริ่มต้น ตั้งจิตใจ ส่งไปที่กึ่งกลางระหว่างคิ้ว หายใจเข้าภาวนาว่า "พุท" หายใจออกว่า "โธ" (คำอื่นก็ได้) ทำอยู่ ๑๕ นาที หัวใจที่เต้นแรงผิดปกตินั้นจะกลับเข้าสู่ภาวะเดิมได้ เมื่อหายกลัวแล้วจึงจะออกจากสมาธิได้ วิธีรักษากายทิพย์ที่ถูกสะเทือนถึงขั้นแตกกระจาย หาครูบาอาจารย์ หรือพี่เลี้ยงใจเย็น ๆ มาช่วยควบคุมให้ผู้นั้นนั่งสมาธิใหม่ ด้วยการมองพระพุทธรูป ให้จำ รูปนั้นแม้หลับตาก็ให้จำภาพนั้นให้ชัดเจน ถ้าภาพหายไปให้ลืมตาดู จนหลับตาก็จำภาพพระพุทธรูปได้ นับว่า เริ่มมีสติรู้สึกตัว ควบคุมตัวเองได้ ต่อด้วยการพอกกายทิพย์ให้สมบูรณ์ ด้วยการส่งความรู้สึกนึกคิดทั้งมวล เพ่งส่งไป ที่พระพุทธรูป เมื่อฝึกทำมาก ๆ ครั้งเข้า ภาพพระพุทธรูปจะค่อย ๆ ชัดขึ้นจนเห็นชัดทุกสัดส่วน เหมือนลืมตา จนพระพุทธรูปนั้นมีความสว่างไสว จนเป็นวงรอบองค์พระเหมือนดวงแก้ว จนมีความปิติสุข เกิดขึ้น แสดงว่า "ท่านหายแล้ว" การพอกกายทิพย์นี้ เป็นการดึงเก็บรวบรวมเอา มวลสาร ของอะตอมในโมเลกุลซึ่งเป็นส่วนส่วนละเอียดที่สุด ของส่วนประกอบดวงจิต ที่เหมือนดวงแก้วที่แตกกระจากออกไปนั้น มารวมตัวสมานกันอีกครั้ง เมื่อเพ่งมองพระพุทธรูปจนเป็นนิมิต นั้นทำให้จิตรวมเป็นหนึ่งก็จะเกิดอำนาจดึงดูด เหมือนแม่เหล็ก ยิ่งส่งความนึกคิดเข้าไปในองค์พระพุทธรูปมากเท่าใดแล้ว เหมือนเสริมพลังให้กับแม่เหล็ก อำนาจแม่เหล็ก ที่ศูนย์กลาง คือพระพุทธรูป จะยิ่งเพิ่มพลังดึงดูดมากขึ้น จึงเกิดกำลังทวีคูณดึงดูด เก็บรวบรวมชิ้นส่วนอัน ละเอียดของดวงจิต (ดวงแก้ว) ที่แตกซ่านกระจายนั้นรวมตัวเข้าเป็นวงกลม(ดวงแก้ว) ที่สมบูรณ์ ใหม่ ๆ ดวงแก้วจะไม่ค่อยสว่างและไม่ค่อยกลมด้วย สุดท้ายอำนาจดึงดูดสูงขึ้น ๆ เศษส่วนต่าง ๆ ของดวงแก้วก็ จะติดแน่น สมานจนไม่มีรอยตำหนิ (เรียบเรียงจากหนังสือแนวคำสอนสมเด็จโต สมาธิ ทางสงบ ถอดจิต โดยแสง อรุณกุศล ) การปลุกเสกวัตถุมงคลด้วยวิชาเดินธาตุ วัตถุมลคลประจำตัวเรา เช่น พระเครื่อง ตะกรุด ผ้ายันต์ต่างๆเหล่านี้ เมื่อกระทำการอาราธนาเสร็จแล้ว ก็ควรจะปลุกสกวิชาแม่ธาตุเพื่อเพิ่มพลังจิตในด้านนั้นๆยิ่งขึ้น การปลุกเสกนั้นมี 2 ประเภทคือ 1.ปลุกเสกโดย เกจิอาจารย์ในการลงพลังจิตแก่วัตถุมลคล 2.การปลุกเสกโดยเจ้าของวัตถุมงคล อาราธนาก่อนจะติดตัวไปป้องกันภัยอันตราย คือ ปลุกให้ท่านตื่นก่อนที่จะ คล้องคอนั่นเอง วัตถุมงคลที่มีฤทธิ์ในทาง เสน่ห์ เมื่ออารธนาเสร็จแล้ว ก่อนจะติดตัวให้เพิ่มพลังแม่ธาตุเข้าไปด้วย ขึ้นต้นว่า นะ โม พุท ธา ยะ นะ มะ พะ ธะ นะ มะ อะ อุ นะ จะ นะ จะ เพิ่มเสน่ห์ในตัวให้คนรักใคร่ เจรจาการงาน จะได้ผลเพราะมีเมตตา วัตถุมงคลที่มีฤทธิ์ในทาง ทำให้ภูตผีเกรงกลัวและสะเดาะเคราะห์ เมื่ออารธนาเสร็จแล้ว ก่อนจะติดตัวให้เพิ่มพลังแม่ธาตุเข้าไปด้วย ขึ้นต้นว่า นะ โม พุท ธา ยะ นะ มะ พะ ธะ นะ มะ อะ อุ มะ ภะ มะ ภะ นำติดตัวไป ทำให้ภูติผีไม่กล้ารบกวน แม้จะทำการสิ่งใดจะได้ผล วัตถุมงคลที่มีฤทธิ์ในทาง อยู่ยงคงกระพันชาตรี เมื่ออารธนาเสร็จแล้ว ก่อนจะติดตัวให้เพิ่มพลังแม่ธาตุเข้าไปด้วย ขึ้นต้นว่า นะ โม พุท ธา ยะ นะ มะ พะ ธะ นะ มะ อะ อุ พะ กะ พะ กะ ป้องกันอันตรายที่จะมาแผ้วพาน หากเกิดต่อสู้กันกับโจรผุ้ร้าย ทำให้แคล้วคลาด ไม่ไม่ตกยางไม่ออก วัตถุมงคลที่มีฤทธิ์ในทาง การกำบัง สะกดจิต หรือ นะจังงัง เมื่ออารธนาเสร็จแล้ว ก่อนจะติดตัวให้เพิ่มพลังแม่ธาตุเข้าไปด้วย ขึ้นต้นว่า นะ โม พุท ธา ยะ นะ มะ พะ ธะ นะ มะ อะ อุ ธะ สะ ธะ สะ ทำให้ศัตรูไม่กล้าเข้าใกล้ ไม่กล้าทำร้าย เหมือนถูก นะจังงัง โลกเราและร่างกายเราก็ อาศัยธาตุทั้ง 4 นี้ หากบรรจุแม่ธาตุทั้ง 4 นี้ไปด้วย จะเกิดพลังในด้านต่างๆสมความปราถณา ข้อสำคัญอยุ่ที่ตัวเรา ต้องเป้นคนดี มีความประพฤติดี มีสัจจะวาจา ไม่มุ่งร้ายหมายชีวิตผู้อื่น ไม่มีความโลภ ไม่ใช้วิชาไปในทางมิชอบ ไม่ด่าบิดามารดาของผู้อื่นและของตนเอง... ------------------------------------------------------------------ การท่องไปในแดนต่างๆด้วยวิชาจากคัมภีร์มรกต ของโธส แห่งแอตแลนติส ลา อูม อี ลู กาน ท่องหลังจากสวดมนต์และทำสมาธิเสร็จ ท่องสักครึ่งชั่วโมงแล้วภาวนาในใจว่าอยากไปที่ไหแล้วกลับมาท่องอีกครั้งจนเข้าสู่ภวังค์หรือไม่ก็หลับไปเลย จะสามารถไปไหนก็ได้...โดยเฉพาะคนที่ฝึกวิชาเดินธาตุจะมีพลังจิตสูงสามารถไปไหนก็ได้ไม่จำกัด ระดับความก้าวหน้าในการฝึกวิชาเดินธาตุ...ท่านที่ฝึกสามารถทดสอบได้ด้วยตนเองครับตามนี้ 1.แรกๆจะอึกอัด 2.จะรู้สึกว่ามีพลังเต็มเปี่ยม 3.ร่างกายจะร้อนจนถอดเสื้อเวลาฝึก 4.ร่างกายจะร้อนจนถอดเสื้อเวลาฝึกและจิตใจจะเย็นและสงบนิ่ง 5.จิตไม่แส่ส่ายและสามารถทนความร้อนและความเย็นได้ในทุกสถานการณ์ ร้อนก็ไม่เป็นไร เย็นก็ไม่เป็นไร 6.พลังจะโครจรทั่วร่างเหมือนไฟฟ้าช๊อต...เพราะพลังแห่ง ดิน น้ำ ลม ไฟ ในกายผู้ฝึกเกิดความสมดุลกัน..เป็นการรักษาโรคต่างๆในกายของผู้ฝึกได้ดีทีเดียวครับ... 7.พลังหยินน้ำจะโคจรอยู่ทั่วร่างทำให้รู้สึกเย็น...แต่พลังหยางอัคคีจะโคจรมาที่ฝ่ามือทั้ง 2 ข้างทำให้เป็นพลังลมปราณร้อนที่สามารถรักษาโรคต่างๆได้ครับ...พลังความแข็งแกร่งของธาตุดินทำให้สามารถนั่งฝึกพลังได้ยาวนานไม่ปวดเมื่อย...พลังแห่งธาตุลมทำให้หายใจได้ช้าลงจนแทบจะไม่รู้ลมหายใจเข้าออกและจิตจะสงบนิ่ง...เข้าสู่สภาวะจันทร์ในบ่อ... 8.ค่อยมาบอกอีกทีครับ อิอิอิ...

หัวใจคาถา

หัวใจคาถา หัวใจพระธรรม ๗ คัมภีร์ คือ สังวิชาปุกะยะปะ หัวใจพระสูตร คือ ทีมะสังอังขุ หัวใจพระวินัย คือ อาปามะจุปะ หัวใจสัตตะโพชฌงค์ คือ สะธะวิปิปะสะอุ หัวใจพระรัตนตรัย คือ อิสะวาสุ หัวใจพาหุง คือ พามานาอุกะสะนะทุ หัวใจพระพุทธเจ้า คือ อิกะวิติ หัวใจปฏิสังขาโย คือ จิปิเสคิ หัวใจพระไตรปิฎก คือ สะระณะมะ หัวใจยอดศีล คือ พุทธะสังมิ หัวใจธรรมบท ( เปรต ) คือ ทุสะนะโส หัวใจปถมัง คือ ทุสะมะนิ หัวใจอิธะเจ คือ อิทะคะมะ หัวใจตรีนิสิงเห คือ สะชะฏะตรี หัวใจสนธิ คือ งะญะนะมะ หัวใจแม่พระธรณี คือ เมกะมุอุ หัวใจยะโตหัง คือ นะหิโสตัง หัวใจพระกุกกุสันโธ คือ นะมะกะยะ หัวใจพระโกนาคมน์ คือ นะมะกะตะ หัวใจพระกัสสป คือ กะระมะถะ หัวใจสังคะหะ คือ จิเจรุนิ หัวใจนอโม คือ นะอุเออะ หัวใจไฟ คือ เตชะสะติ หัวใจลม คือ วายุละภะ หัวใจบารมี คือ ผะเวสัจเจเอชิมะ หัวใจน้ำ คือ อาปานุติ หัวใจดิน คือ ปะถะวิยัง หัวใจวิรูปักเข คือ เมตะสะระภูมู หัวใจพระปริตร คือ สะยะสะปะยะอะจะ หัวใจพระนิพาน คือ สิวังพุทธัง หัวใจยานี คือ ยะนิรัตนัง หัวใจกรณีเมตตสูตร คือ เอตังสะติง หัวใจวิปัสสนา คือ วิระสะติ หัวใจมงคลสูตร คือ เอตะมังคะลัง หัวใจอายันตุโภนโต คือ อานิชะนิ หัวใจมหาสมัย คือ กาละกัญธามหาภิสะมา หัวใจเสฎฐัน คือ เสพุเสวะเสตะอะเส หัวใจปาฏิโมกข์ คือ เมอะมะอุ หัวใจเพชรสี่ด้าน คือ อะสิสัตติปะภัสมิง หัวใจศีลสิบ คือ ปาสุอุชา หัวใจอริยสัจ ๔ คือ ทุสะนิมะ หัวใจธรรมจักร์ คือ ติติอุนิ หัวใจนิพพานจักรี คือ อิสะระมะสาพุเทวา หัวใจทศชาติ คือ เตชะสุเนมะภูจะนาวิเว หัวใจธาตุทั้ง ๔ คือ นะมะพะทะ หัวใจธาตุพระกรณีย์ คือ จะภะกะสะ หัวใจพระกรณีย์ คือ จะอะภะคะ หัวใจปลายศีล คือ อิสะปะมิ หัวใจกินนุสัตรมาโน คือ กะนะนะมา หัวใจพระยายักษ์ คือ ภะยะนะยะ หวัใจภาณยักษ์ คือ กะยะพะตัง หัวใจอาวุธพระพุทธเจ้า คือ ปะสิสะ หัวใจนะโม คือ นะวะอัสสะ หัวใจกะขะ คือ กะยะนะอัง หัวใจศีลพระ คือ พุทธสังอิ หัวใจโลกทั้ง ๑๐ คือ โลกะวิทู หัวใจยันต์ คือ ยันตังสันตัง หัวใจขุนแผน คือ สุนะโมโล หัวใจแค้ลวคลาด คือ อะหังติโก หัวใจเกราะเพชร คือ ภูตากังเก หัวใจจังงัง คือ กะระสะติ หัวใจอิทธิฤทธิ คือ อะหังนุกา หัวใจกาสัง คือ กาละถานุ หัวใจพระภูมิ คือ กุมมิภุมมิ หัวใจนิพพานสูตร คือ อะนิโสสะ หัวใจแก้วสามประการ คือ มะติยาโน หัวใจพระฉิมพลี คือ นะชาลีติ หัวใจสัคเค คือ นะสะมิเห หัวใจพระญาณรังษี คือ สะกะจะพาหุ หัวใจสัมพุทเธ คือ สะทะปะโต หัวใจคงคาเดือด คือ กะขะชะนะ หัวใจพระเวสสันดร คือ สะระนะตะ หัวใจพระวิฑูร คือ นะมะสังอิ หัวใจพระมโหสถ คือ ปาสิอุอะ หัวใจพระเตมีย์ คือ กะระเตจะ หัวใจพนฃระภูริฑัต คือ มะสะนิวา หัวใจพระสุวรรณสาม คือ อะวะสะทะ หัวใจพระมหาชนก คือ ปะพะยะหะ หัวใจวิปัสสิ คือ สะขิสะปิ หัวใจพระมาลัย คือ พะลัยยะ หัวใจพระยาร้อยเอ็ด คือ อิสิวิระ หังใจพระยาหมี คือ สะปิระ หัวใจทิพย์มนต์ คือ กะจะยะสะ หัวใจงู คือ อะหิสัปโป หัวใจเณร คือ สะสิสะอุอะวะสะหัง หัวใจฆะเตสิก คือ ปะสิจะมิ หัวใจพระยานาค คือ อะงะสะ หัวใจพระยาม้า คือ สุกเขยโย หัวใจพระยามัจจุราช คือ กาละมัจจุ หัวใจพระยามาร คือ นุภาวโต หัวใจสัตว์ คือ อันตะภาโวพะ หัวใจท้าวเวสสุวรรณ คือ เวสสะพุสะ หัวใจพาลี คือ หันตะนุภา หัวใจองคต คือ พะหะวารา หัวใจมดง่าม คือ กะสิตานะ หัวใจไก่เถื่อน คือ ติวิกุกู หัวใจเต่าเรือน คือ นาสังสิโม หัวใจการเวก คือ การะวิโก หัวใจราชสีห์ คือ สีหะทานัง หัวใจพระเจ้า ๔ พระองค์ คือ นะกะอะปิ หัวใจปลาไหลเผือก คือ อะยาเวยยะ หัวใจ กอ.ขอ. คือ มอลอข้อโข หัวใจอุณลุม คือ อุปะสัมปะ หัวใจโจร คือ กันหะเนหะ หัวใจปลวก คือ วะโมทุทันตานัง หัวใจหนุมาน คือ ยะตะมะอะ, หรือ หะนุมานะ หัวใจมนุษย์ คือ มะนุญญัง หัวใจหญิง คือ จิตตังภคินิเม หัวใจชาย คือ จิตตังปุริโส หัวใจทรหด คือ นะหิโลกัง หัวใจมหาอุจ(เขียนแบบเดิม) คือ อุทธังอัทโธ หัวใจลิงลม คือ ยุวาพะวา, วิงวังกังหะ, หรือ จิขะจุติ หัวใจ พระปรมัตถ์ จิเจรุนิ จิ คือ จิตตัง เจ คือ เจตสิกัง รุ คือ รูปัง นิ คือ นิพพานัง ใช้ได้มากมายครอบคุม ทั้งคงและเมตตากันผีปีศาจก็ได้ ใช้ได้ครอบคลุมทุกด้าน

คาถาบูชาแก้วโป่งข่าม

คาถาบูชาแก้วโป่งข่าม ข่ามคง, แคล้วคลาด (แก้วทุกชนิด) นะมะพะทะ นิมิพิทิ นุมุพุทุ แก้วทุกชนิด นะอุกะอะ นะมะมะอะ มะอุมะนะ อะนะอะมะ อะอุอุมะ อุนะอุอะ (เจริญด้วยทรัพย์สมบิติ ปราศจากโรคภัย) พิรุณแสนห่า(หรือแก้วชนิดอื่น) พุทโธโมเธยยัง มุตโตโมเจยยัง ติณโณตาเรยยัง ปะสะหังปะตัง หมอกมุงเมือง(หรือแก้วชนิดอื่น) เทวะรานะมานะ (ภาวนาให้เกิดความร่มเย็น) แก้วทราย(หรือแก้วชนิดอื่น) สะมามิมิทธิมามิ (เจริญด้วยสมบัติ ร่ำรวยเงินทอง) แก้วโป่งข่ามกับพิธีกรรม การล้างแก้ว เชื่อกันว่าการล้างแก้วเป็นการชำระล้างสิ่งไม่ดีที่แก้วได้ซึมซับเอาไปจากตัวเรา โดยการนำแก้วไปล้างกับน้ำที่ไหล ซึ่งอาจจะเป็นลำธาร, ก๊อกน้ำ หรือน้ำที่รินออกจากแก้วก็ได้ (ล้างได้บ่อยเท่าที่มีโอกาส) การขึ้นพานบูชาแก้ว จะกระทำกันในวันพระ โดยเฉพาะวันพระขึ้น 15 ค่ำ (วันเพ็ญ) โดยการนำเอาน้ำสะอาด 1 แก้ว, ดอกไม้หรือเครื่องหอม (น้ำอบ, แป้งหอม ฯลฯ) ใส่พาน และกำหนดจิตด้วย คาถาบูชาแก้ว (หากเป็น "แก้วเข้าแก้ว" ขอแนะนำให้หาหมากหนึ่งคำใส่พานด้วย) แก้วอาบแสงจันทร์ การนำแก้วอาบแสงจันทร์ (วันเพ็ญ) เชื่อกันว่า แก้วจะดูดซับพลังจากแสงจันทร์ ซึ่งจะมีผลทำให้แก้วมีพลังอานุภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการทำให้แก้วนั้นบริสุทธิ์อีกด้วย (เป็นที่ทราบกันดีว่า ในทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าดวงจันทร์มีพลังที่ส่งผลกระทบถึงโลก อันเป็นสาเหตุของน้ำขึ้น น้ำลง และอื่น ๆ) การเข้าร่วมพิธีกรรม การนำแก้วเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ของพระภิกษุสงฆ์ เนื่องจากแก้วจะได้ซึมซับพลังจากการแผ่เมตตาจิตของพระภิกษุ แก้วนางขวัญ (จอมขวัญ) แก้วนางขวัญ หรือแก้วจอมขวัญ เป็นแก้วอีกชนิดหนึ่งที่หาได้ยากมาก มีสีพื้นเป็นสีม่วงอ่อน ๆ จนถึงสีม่วงเข้ม (ซึ่งหาได้ยากมาก) สีม่วงนี้จะคล้ายสีม่วงดอกตะแบก หรือม่วงไวโอเล็ต หลายคนเข้าใจว่าจะเหมือนกับอเมทิส (Amethyst) ของประเทศทางตะวันตก แต่แก้วนางขวัญเมื่อทดสอบแล้ว จะมีเนื้อแข็งกว่ามาก คุณวิเศษของแก้วนางขวัญนี้ ดีไปในทางด้านจิต และการนั่งสมาธิ อีกทั้งยังทำให้ผู้ที่ครอบครองมีความเจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียง เป็นยอดในด้านเมตตามหานิยม ส่งเสริมความรักและวาสนา ในสมัยโบราณ แก้วชนิดนี้ถือได้ว่าสูงค่ามาก ดั่งที่ว่า "มีค่าแสนคำ" เนื่องจากเป็นแก้วที่กษัตริย์โบราณถวายเป็นสักการะแก่พระบรมสารีริกธาตุในคราวบรรจุพระธาตุเจดีย์ต่าง ๆ อานุภาพของแก้วนางขวัญจะทำให้ผู้ที่ครอบครองมีเสน่ห์ต่อคนรอบข้าง และยังเชื่อถือกันว่าจะทำให้แคล้วคลาดจากอาถรรพ์เสน่ห์มายาทั้งปวง เพราะจิต (ขวัญ) ของคนผู้นั้นจะถูกคุ้มครองโดยอานุภาพของแก้ว ไม่ให้โดนอำนาจมนต์มายาใดใดสะกดเอาไว้ได้

เพชรน้ำพี้ธาตุกายสิทธิ์

เพชรน้ำพี้ธาตุกายสิทธิ์ ไหลน้ำพี้ (เพชรน้ำพี้) “ไหลน้ำพี้” คือวัตถุอาถรรพ์ ซึ่งสถิตอยู่ภายในถ้ำบนภูเขาสูงในป่าลึก ซึ่งจะผสมปะปนอยู่ในเนื้อแร่สีดำสนิท หรือสีขาวขุ่น และเชื่อกันว่า “ไหลน้ำพี้” สามารถลบล้างอาถรรพ์ อันเกิดจากคุณไสย์ มนต์ดำ ลมเพลมพัด และมีอำนาจป้องกันภูตผีปีศาจ จิตวิญญาณ ผีร้ายหรือเดรัจฉานวิชาได้ อีกทั้งมีคุณวิเศษด้าน แคล้วคลาด คงกระชันชาตรี เป็นเยี่ยม การอัญเชิญก้อนแร่ไหลน้ำพี้ ในการที่จะอัญเชิญ ก้อนแร่ไหลน้ำพี้ลงมาจากถ้ำได้นั้น จะต้องทำการบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเจ้าป่าเขา ที่สถิตอยู่บนถ้ำนั้นด้วยทุกครั้งไป มิฉะนั้นจะไม่สามารถนำก้อนแร่ไหลน้ำพี้ลงมาได้ หากมีผู้พยายามขึ้นไปนำก้อนไหลน้ำพี้ ลงมาทำการหลอมไหลเอง ระหว่างที่ทำการหลอมไหลก็จะบังเกิดอาเพศ สะเก็ดไหลแตกกระจายใส่ผู้ที่หลอม จนเป็นแผลปวดแสบปวดร้อนทรมาน หรือมิฉะนั้นแล้วไหลก็จะแตกร้าว ไม่อาจเป็นรูปเป็นร่างได้เลย การหลอมก้อนแร่ไหลน้ำพี้ การที่จะหลอมไหลน้ำพี้ได้นั้น จะต้องหลอมละลายด้วยความร้อนสูง จนกระทั่งหยดลงและแข็งตัวเป็นก้อนกลม มีลักษณะคล้ายแก้ว “ไหลน้ำพี้” จะมีสีสันต่างกันอาทิ สีขาว สีเขียว สีเขียวเข้ม จนกระทั่งสีดำสนิท ในการที่จะสามารถแยกไหลออกมา จากเนื้อแร่ได้นั้น จะต้องมีการบูชาครูบาอาจารย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียก่อน จึงจะสามารถหลอมไหลได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่อาจได้ไหลที่สมบูรณ์ได้เลย จะต้องมีอันต้องแตกหักหรือร้าวทุกครั้งไป เนื่องจาก “ไหลน้ำพี้” เป็นวัตถุอาถรรพ์ที่หาได้ยากยิ่ง จึงไม่มีไว้ขายทั่วไปเนื่องจากเป็นของหายาก และมีแห่งเดียวในโลก ซึ่งปัจจุบันมีเพียงช่างตีเหล็กน้ำพี้ท้องถิ่น ที่สืบทอดแต่โบราณเพียงน้อยราย ที่สามารถกระทำพิธีหลอมไหลได้ ประสบการณ์จากนักรบ มีทหารที่ไปประจำการที่ภาคใต้มากมาย ที่ได้รับไหลนี้ไปปกป้องคุ้มครองภัย ต่างก็แคล้วคลาดปลอดภัย จากศาสตราวุธต่างๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่น่าเสียดายที่บางนายไม่รู้ค่า มองว่าเป็นของปลอมที่ทำขึ้น เป็นแก้วหรือพลาสติก จนกระทั่งใช้ค้อนทุบ จนแตกละเอียด ไม่นานนักระหว่างที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ทหารนายดังกล่าวก็เหยียบถูกกับระเบิด ร่างแหลกละเอียดเสียชีวิตไปในที่สุด ร่างกายมีสภาพ ไม่ต่างจากไหลที่ถูกเขาทุบจนละเอียดเลยทีเดียว สำหรับผู้ที่มีความศรัทธา และบูชาไปไม่ว่าจะเป็นร้านค้า หรือทำกิจการร้านอาหาร เมื่อนำไหลไปบูชาแล้วต่างก็พบว่า ลูกค้าไหลมาเทมามากขึ้นผิดหูผิดตาทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นแทบจะไม่มีลูกค้าเข้าร้านด้วยซ้ำไป ยังมีเรื่องอีกมากมายหลายเรื่อง ที่ไม่สามารถนำมาลงให้ได้หมด สำหรับผู้ที่บูชาไปขอเพียงมีจิตศรัทธาอำนาจของ “ไหลน้ำพี้” เพราะหาไม่แล้ว จะเป็นการน่าเสียดายต่อผู้ครอบครอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว “ไหลน้ำพี้” จะศักดิ์สิทธ์หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจ ของผู้ที่ครอบครองมากที่สุดนั่นเอง ไม่ต้องสวดบูชาด้วยพระคาถาบทใด เนื่องจากไหลน้ำพี้มีความศักดิ์ในตัวอยู่แล้ว*** เพียงตั้งจิตอธิฐานภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือในด้านต่างๆ ให้บังเกิดความสำเร็จตามประสงค์ เหล็กน้ำพี้ เหล็กน้ำพี้ เป็นแร่ที่มีตำนาน เล่าขานกันมานานหลายร้อยปี มีแหล่งอยู่ที่ตำบลน้ำพี้ อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ เพียงที่เดียว และเชื่อกันว่าเป็นโลหะอาถรรพ์ ศักด์สิทธิ์และมีความเหนียวแน่น ที่พบกันมาไม่ต่ำกว่า 400-500 ปีมาแล้ว จากตำราพิชัยสงคราม ได้กล่าวไว้ว่าเหล็กน้ำพี้ เป็นสุดยอดแห่งโลหะมหัศจรรย์ มีอาถรรพ์เร้นลับ และมีสิ่งศักด์สิทธิ์สถิตอยู่ทุกๆ อณู และยังกล่าวถึงอานุภาพของเหล็กน้ำพี้ ว่ามีอาถรรพ์ลบล้างอาถรรพ์ทั้งปวง ได้นานับประการ แม้ว่าศัตรูที่มีวิชาอาคม มีความคงกระพัน ดาบหอกง้าวใดๆ ไม่สามารถระคายผิว แต่หากถูกศาสตราวุธที่ทำจากเหล็กน้ำพี้แล้ว อาถรรพ์เหล่านั้นก็จะถูกลบล้างให้สิ้นไป คมดาบจะกินเลือดของศัตรูให้ไหลริน นอกจากนี้เหล็กน้ำพี้ยังมีอำนาจ ป้องกันภูตผีปีศาจ จิตวิญญาณ และคุณไสย ลมเพลมพัดกระยำย่ำยี ผีร้ายหรือมายาดำ เรียกเดรัจฉานวิชา อีกทั้งยังมีคุณช่วยในการป้องกัน ให้รอดพ้นจากอุบัติภัย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งภัยพิบัติต่างๆ ได้อีกทางหนึ่งด้วย เหล็กน้ำพี้ เป็นแร่เหล็กคุณภาพดีที่เรียกว่าเหล็กกล้าคาร์บอนที่มีโครงสร้างระดับโมเลกุลที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน หลากหลาย ทำให้เมื่อนำมาเผาและตีทำมีดจะได้มีดที่แข็งแกร่งทนทานกว่าที่ทำจากแร่เหล็กทั่วๆไป อาจเรียกว่าเป็นเหล็กกล้าคาร์บอนก็ได้ ตัวอย่างที่เห็นอื่นๆเช่นแร็กเก็ตเทนนิสหรือแร็กเก็ตแบดมินตันที่โฆษณาว่าผสมกราไฟต์(คาร์บอนนั่นเอง)แกร่งทนทานและเบา คุณสมบัติและอานุภาพของเหล็กน้ำพี้ เหล็กน้ำพี้ เป็นเหล็กน้ำพี้ที่ได้มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของบรรพบุรุษ เป็นเหล็กแกร่งมีความเหนียวและเกิดสนิมยาก จากตำราพิชัยสงครามได้กล่าวไว้ว่า เหล็กน้ำพี้ เป็นโลหะมหัศจรรย์อานุภาพ มีพลังในตัว มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยุ่ทุก ๆ อณูสามารถป้องกันคุณไสยและสิ่งเลวร้ายที่มองไม่เห็นด้วยตาดำใด้ ปัจจุบันแร่เหล็กน้ำพี้ ถือว่าเป็นวัตถุมงคลอันเป็นศิริมงคล แก่ผู้ที่มีไว้ครอบครองเป็นอย่างยิ่ง จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และทางวรรณคดีเท่าที่สืบค้นพบ ปรากฏแสดงให้เห็นว่า บรรบุรุษไทยได้มีการนำแร่เหล็กน้ำพี้มาถลุง และผลิตเป็นอาวุธนานาชนิด และใช้ต่อสู้กับอริราชศัตรูจนชนะ รักษาเอกราชมาจนถึงทุกวันนี้ ดังเช่น - พระแสงของ้าว ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้กระทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชา และต่อมาหลวงสรศักดิ์ ได้ทำมาปราบศัตรู - มีดดาบล้างอาถรรพ์ ของสมเด็จพระนายรายณ์มหาราช ซึ่งตีด้วยเหล็กน้ำพี้ และต่อมาขุนหลวงสรศักดิ์ ได้ทำมาปราบศัตรู - ดาบฟ้าฟื้น ของขุนแผน ขุนศึกของพระพันวษา หรือพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งตีขึ้นมาจากเหล็กน้ำพี้ หลังจากปราบศัตรูราบคาบแล้ว ได้ถวายแด่พระพันวษา ซึ่งปัจจุบันนี้เก็บรักษาอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ - ดาบของพระยาพิชัยดาบหัก ขุนศึกผู้กล้าของชาวเมืองอุตรดิตถ์ ได้ใช้ดาบที่ตีจากเหล็กน้ำพี้ชื่อ นันทกาวุธ และคาดว่าเมื่อท่านรับราชการ กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแล้ว ก็คงถวายแด่พระองค์ด้วย - พระแสงศาสตราวุธ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งหลวงจรุงราษฎร์เจริญ นายอำเภอตรอนในสมัยนั้น (2469-2471) ได้นำเหล็กน้ำพี้มอบให้พระยาวิเศษฤาไชย ข้าหลวงประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ นำพระแสงดาบทูลเกล้าฯ ถวาย และอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้ ติดต่อโหน่งหรือพ่อมดโลจิ โทร. 054-276485 /084-0427843 /0899565491 rukava.s@chaiyo.com / rukava6_6@hotmail.com www.gmcities.com ดำรงค์ รัตนวงค์ 143 หมู่ 1 ต.เมืองปาน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง 52240 - จัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ - รับเงินทางไปรษณีย์ออนไลน์ ที่ไปรษณีย์เมืองปาน - และโอนเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ ฯ สาขา เมืองปาน - เลขที่บัญชี 605-0-10816-3

เปิดขุมแก้วกายสิทธิ์แห่งล้านนาไทย / แก้วกายสิทธิ์อันทรงคุณค่าแห่งสยามประเทศ/ ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับแก้วโป่งข่ามกายสิทธิ์

เปิดขุมแก้วกายสิทธิ์แห่งล้านนาไทย / แก้วกายสิทธิ์อันทรงคุณค่าแห่งสยามประเทศ/ ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับแก้วโป่งข่ามกายสิทธิ์ -------------------------------------------------------------------------------- ลักษณะความเชื่อ เกี่ยวกับอย่างไหนใช้ทางใด ความเชื่อถือและนิยมเกี่ยวกับแก้วโป่งข่ามนั้นมีผุ้นิยมเชื่อถือตามประสบการณ์และความเชื่อดั้งเดิมดังนี้ 1.การอยู่ยงคงกระพัน - แก้วสีฟ้า หรือฟ้าหมอก - แก้วปวกเขียวและปวกสีต่างๆ - แก้วขนเหล็ก แก้วไหมทอง ไหมเงิน ไหมนาก - แก้วขาว - แก้วเข้าเป๊ก หรือแก้วพวกที่สหชาติกับแร่ธาตุอื่นๆเช่น เป๊กหน้าทั่ง - แก้วขนเหล็กน้ำตัน 2.การมีอำนาจชนะฝ่ายตรงข้าม - แก้วเส้นต่างๆ - แก้วฝนแสนห่า 3.การมีเมตตามหานิยม - แก้วสีฟ้าแร - แก้วเนื้อลำใย - แก้วปวกเขียว ปวกสีต่างๆ - แก้วกาบ - แก้วตูลต่างๆ หรือแก้ววิทูรย์ - รวมทั้งแก้วหินทรายและแก้วหินสีต่างๆ 4.การมีฤทธิ์ คลาดแคล้ว และความสำเร็จ - แก้วปวกเขียว ซึ่งมีเรื่องราวและประวัติมากที่สุด 5.การมีโชคและเป็นแม่แก้วต่างๆ - แก้วเข้าแก้วจากหน่อแม่และหน่อโตน โตน คือ โทน - แก้วเข้าเป๊ก *** แม่แก้ว หมายถึง แก้วที่ชอบมีบริวารพ่วงตามมา เช่น เมื่อมีแก้ว 1 แล้ว มักจะได้ของดีตามติดกันมาอีก ผู้มีคาถาอาคมปลุกเสก ทดลองโดยเอาแก้ว 1 อธิษฐาน แก้วที่มีลักษณะเป็นแม่เหนือกว่า จะหันหัวเข้าไปหาแก้ว 2 ที่เป็นลูก 6.การมีโชคและลาภลอย - แก้วแร - แก้วเนื้อลำใย 7.การมียศ - แก้วกาบ - แก้วสุริยประภา หรือ แก้ววิตูลหนามเ^_^้ยง สีแดงเพลิง 8.ความชุ่มเย็นกันไฟ - แก้วน้ำหาย - แก้วเข้าแก้ว - แก้วใสขาวต่างๆ - แก้วเข้าหลักรูปต่างๆ 9.ความอยุ่เย็นเป็นสุข - แก้วปวกต่างๆ - แก้วกาบต่างๆ - แก้ววิตูลสีน้ำตันต่างๆ 10.ความผจญภัย - แก้วขนเหล็กน้ำใสและน้ำตันต่างๆ - แก้วเข้าเป๊ก 11.ความมีชื่อเสียง อำนาจวาสนา ดีในการเดินทางและแสดงโชคลาง - แก้วสีฟ้า - แก้วหมอกมุงมอง - แก้วปวก 3 สี *** แก้วสีฟ้าและปวกสี เมื่อจะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง สีซีดลงมักมีข่าวหรืออยู่ในระยะกังวล แก้วหมอกมุงเมือง เวลามีวาวมักโชคดีในการเดินทาง 12.ร่ำรวยมั่นคง - แก้วสามกษัตริย์ - แก้วเข้าแก้ว - แก้วประภาชื่นชม - แก้วเข้าหลักเงิน หลักคำ - แก้วกินบ่อเสี้ยง - แก้วทรายคำ - หมัดคำ 13.ยศตำแหน่ง - แก้วพรหมสามหน้า - แก้วกาบ - แก้วสุริยประภา - แก้วสลัก - แก้วปวกต่างๆที่มีปรากฏการณ์เติบโตได้ ---------------------------------- อาจจะมีแก้วชนิดอื่นๆที่มีคุณต่างออกไป โดยผู้ใช้ต้องอาศัยประสพการณ์และการสังเกตดูการต้องโฉลกในการใช้ เพราะการใช้แก้วนั้น เราจะทราบทันทีกับเหตุการณ์ที่ได้แก้วนั้นมาในระยะที่เริ่มใช้ ตำรวจชอบแก้วปวกเขียว พ่อค้าชอบปวกเขียว ข้าราชการชอบปวกสีและสีฟ้า ทหารชอบขนเหล็กน้ำตันและขนเหล็กน้ำใส หนุ่มสาวชอบวิตูลสีต่างๆ พ่อค้าอาจไม่ชอบแก้วขนเหล็กเท่าตำรวจทหารที่เคยมีประสพการณ์เกี่ยวกับโชคชัยในการต่อสู้ แต่มิใช่โชคชัยในการค้าขาย ---------------------------------- มนุษย์เรามีความเชื่อถือในเรื่องพลังของแก้ว แต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แก้วนิลสีน้ำตาลในพิพิธภัณฑ์ปารีส เคยถือว่าเป็นแก้วอัญมณี เครื่องโชคลางแห่งสก๊อตแลนด์ มีการสืบทอดแก้วที่ถือเป็นโชคลาง ระหว่างพระเจ้าชาร์ล เลอมัง จนถึงพระเจ้านโผเลียน จนถึงพระเจ้าหลุยส์นโปเลียนที่ 3 ---------------------------------- แก้วโป่งข่ามยังมีคุณในแก้วต่างชนิด จากประสบการณ์ต่างๆตามลักษณะความเชื่อถือที่ ต่างออกไป ------------------- ปาฏิหารริย์จากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น 1.มนุย์หลาวแก้วขนเหล็ก งานชุมนุมลูกเสือครั้งที่ 6 ที่ชลบุรี เมื่อ 2512 อาจารย์ชุมพร ฤทธิ์มณี ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ร.ร บุญญาวาทย์วิทยาลัย นั่งรถสีล้อเครื่องกับครูโรงเรียน อัสสัมชัญลำปาง และครูโรงเรียน อำเภอเถิน เกิดอุบัติเหตุรถใหญ่ปาดหน้า แรงกระแทกรถ ทำให้อาจารยืชุมพร พุ่งหลาวออกนอกรถลงไปกลางท้องร่อง ทิ้งร่องรอยเจ็บปวดไว้กับคนที่ติดอยู่ในรถ แต่มนุษย์หลาวของเรามีแก้วขนเหล็กแบบเส้นตั้ง มีพรายหมอกน้ำสีเทากลับเป็นฝ่ายรอดดั่งปาฏิหาริย์ จาก " ไทยลานนา " ฉบับ1304 ( 15 กย 2513 ) คอลัมน์ ราหุมุข -------------------------- 2.การทดลองระเบิด 7 ลูก ไม่แตก ที่โป่งข่ามหลวง ลุงก๋วน เชื้อจิ๋ว ผู้ใหญ่บ้านเก่า บ้านนาไร่เผยถึงลูกระเบิด 7 ลูก ที่ทหารเอาไปจุดที่บ่อแก้วโป่งข่าม ไม่เคยแตกสักลูก แต่เคยทดลองมาก่อนหน้าอีก 3 ลูก พร้อมด้วยป่าไม้อำเภอ ก็ไม่แตกเช่นกัน นายอำเภอเถินเผยว่า มีการทดลองระเบิดจริง แต่แรงระเบิดฟู่ขึ้นบนอากาศ มิน่าเล่า แก้วโป่งข่ามศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ บ.ก. ประภัศร์ โอชเจริญ ของหนังสือพิมพ์ ชาวเหนือ เคยนั่งทับบุหรี่จนไฟใหม้เบาะรถและกางเกงโดยตนเองก็ไม่รู้สึกร้อน มีแหวนโป่งข่าม 1 วง / เรื่องจุดระเบิดื้บ่อแก้วโป่งข่ามน่าจะจริง เข้าโฉลกยอดแก้วกันไฟ จาก " ชาวเหนือ " ฉบับ 61 ปีที่ 15 ( 5 ตค 2513 ) คอลัมน์ ประตูตาล ----------------- แก้วมังคละจุฬามณี ลักษณะแก้วมังคละจุฬามณีในตำนาน อันจัดเป็นแก้วมีค่าคณานับในหมวดแก้วมรกต คือแก้วที่เข้าวรรณะเขียว มีลักษณะพิจารราได้ดังนี้ - แก้ววรรณะดั่งน้ำผึ้งในแก้วนั้นมีรูปสี่เหลี่ยม หมายถึงแก้วนั้นมีสีมรกต แต่เป็นแก้วที่ใสเหลือง โดยมองเห็นรูปสี่เหลี่ยม-ในแก้ว รูปสี่เหลี่ยมในที่นี้ ปรากฏอยุ่ในแก้วโป่งข่ามชนิดแก้วเข้าแร่เป๊ก ( เป๊กคือ แร่ตระ^_^ล ไพไรท์ หรือ เพชรหน้าทั่ง ) - มีรูปพระเจ้า รูปเจดีย์ ลักษณะของสลักลายหิน และแก้วเข้าแก้วทรงเจดีย์ และทรงพระพุทธรูป อาจเป็นแก้วเข้าแก้วผลึก และแก้วเข้าแก้วสีวาวทอง - มีรูปไม้ศรีมหาโพธิ์ คือแก้วปวกเขียว ชนิดปวกปุยทรงต้นไม้ - มีรูปนกยุง นกเขียน หงส์ ช้าง ราชสีห์ เกวียน อยู่ข้างใน รูปดั่งสัตว์ต่างๆมีได้ในสลักลายหินและก้อนแร่ลักษณะต่างๆสิ่งที่อยุ่ข้างในแก้ว ย่อมมีอยุ่ในแก้วโป่งข่ามได้ คำว่าวรรณะเหลืองในที่นี้ หากแก้วนั้นบริบูรณ์ด้วยลักษณะในดังกล่าว สีทองสุกปลั่งและสีเหลือง บุษรา ปวกไรเหลือง ไรแก้ว ย่อมให้วาวสีเหลืองแก่แก้วได้ ------------------------------------------------------------------- หมวดแก้วมรกต 1.มังคละจุฬามณี วรรณะดั่งน้ำผึ้ง ในแก้วมีรูปสี่เหลี่ยม รูปพระพุทธเจ้า รูปเจดีย์ รูปต้นโพธิ์ รูปนกยูง รูปนกเขียน รูปหงส์ รูปช้าง รูปราชสีห์ รูปรถ รูปเกวียน อยู่ข้างใน / มีค่าเหลือคณา 2.มหาธุรกัณฐี วรรณะดั่งดอกหวายแห้ง แก้วน้ำผึ้งมีธนู คือ กำปุ้ง 6 ขา / ค่าแสนคำ 3.มรกตยอดเต้า วรรณะดั่งยอเต้า / ค่าแสนคำ 4.มรกตผิวไผ่ วรรณะดั่งผิวไผ่ / ค่าแสนคำ 5.มรกตบ่อน้ำตาล วรรณะเขียวดั่งใบหอม มีกำปุ้งงำกลางไหลไปมา / ค่าแสนคำ 6.เขียนยังไม่เสร็จ --------------------- แสดงค่าสูงสุดของแก้วแต่ละหมวด แต่โบราณเทียบได้ดังนี้ 1.มหาสักรชาติรัศมีใน ค่าเหลือคณา ไพร่มิควรทรง 2.มังคละจุลฬามณี ค่าเหลือคณา 3.สุวรรณมณีคำ มีองค์ดั่งแมงเหนี่ยงงำรัง ( แก้วเข้าแก้วโตน แร่โตน หรือเป๊กโตน ) ค่าเหลือคณา 4.แก้วก๊อวิเศษ มีสร้อยหรือสังวาลย์ใน ค่าเหลือคณา 5.มหานิลปทัมราค ค่าเหลือคณา 6.วิเทรย์เทศไข่ฟ้า ค่าเหลือคณา 7.แก้วประภา วรรณะดั่งมันสมองจรเข้ ค่าแสนคำ 8.แก้วเผือกพรหมสามหน้า ค่าห้าพันคำ ----------------------- สกุลแก้วโป่งข่าม 1.แก้วสามกษัตริย์ ( มีเป๊ก 1 สกุล ) รัศมีใน ค่าสูงสุด 2.แก้วสลักช่อหรือปวกคำเข้าเป๊กแมงเหนี่ยง เรียกว่า ก้วสุวรรณมณีคำ ค่าสูงสุด 3.แก้วเข้าเง่า แก้วเข้าปวก ไรแก้ว ค่ารองลงมา 4.แก้วสอดสี ( ปวก 3 สี 7 สี 5 สี 9 สี ) ค่ารองลงมา 5.แก้วสีฟ้าแพรแรใน ค่ารองลงมา 6.แก้วสีฟ้าควัน หมอกแพร ค่ารองลงมา 7.แก้วสีฟ้าแพรแรนอก ค่ารองลงมา 8.แก้วสีฟ้าเส้นลายฝนแสนห่า ค่ารองลงมา 9.แก้วสีฟ้าเส้นลายเปลวปล่องฟ้า ค่ารองลงมา 10.แก้วฟ้าหมอกและแก้วเนื้อลำใย ค่ารองลงมา 11.แก้วขนเหล็กฝนแสนห่า ค่ารองลงมา 12.แก้วขนเหล็กเส้นพุ่มขนบ้ง ค่ารองลงมา 13.แก้วขนเหล็กขนทะลาย ค่ารองลงมา 14.แก้วเหลือบสีประภาพรหมสามหน้า ค่ารองลงมา 15.แก้วแรมุกดาเหลือบสี ค่ารองลงมา 16.แก้วประกาย ( แก้วรุ้งเพชร ) ค่ารองลงมา 17.แก้วน้ำตันพรหมสามหน้า ค่ารองลงมา 18.แก้วอื่นๆ ค่ารองลงมา . . 19.แก้วน้ำหาย ค่ารองลงมา 20.แก้วน้ำขุ่น น้ำตัน สีเดียวชนิดต่างๆ ราคาถูกสุด เทียบราคาแล้ว แก้วสามกษัตริย์ขนาด 10 กะรัดเท่ากับเพชรหรือมรกต แก้วโป่งข่ามอาจแพงกว่าเพราะเพชรและมรกตขนาด 10 กะรัด มีเงินพอหาซื้อได้ / ---------------------------------------------------- หมวดแก้ววิตูล 1.วิตูลเทศไข่ฟ้า วรรณะดั่งประภาชื่นชม มีเงาป้านกลาง ดั่งเมฆขึ้นกลางอากาศ มีลักษณะดั่งไข่นกจันทร์ มีผิวจุ่มไว้ด้วยเหมย ( ชุ่มด้วยน้ำค้าง ) จับอยู่ / ค่าเหลือคณา 2.วิตูลน้ำผึ้ง วรรณะดั่งน้ำผึ้ง / ค่าแสนคำ 3.วิตูลประกาย มีแสงดั่งดาวประกาย / ค่าแสนคำ 4.วิตูลปทัมกาน วรรณะดั่งน้ำผึ้งไหมแสดแดงแสดเหลืองผ่านในดั่งน้ำไหล / ค่าแสนคำ 5.วิตูลน้ำตาล วรรณะดั่งน้ำตาล / ค่าสี่พันคำ 6.วิตูลเทศฟองสมุทร มีน้ำไหลในดั่งแมงเหนี่ยงงำรัง / ค่าพันคำ 7.วิตูลดอกธารบุษ วรรณะดั่งดอกธารบุษ / ค่าพันคำ 8.วิตูลปุมเป้งปา วรรณะดั่งดอกปุมเป้งปา / ค่าพันคำ 9.วิตูลดอกพุทธ วรรณะดั่งดอกพุทธรักษา / ค่าห้าพันเงิน 10.วิตูลขนทะลาย วรรณะขาวเหลือง ขนซอนกันเยื้อไปมา / ค่าห้าพันเงิน 11.วิตูลฝนแสนห่า วรรณะดั่งดอกคำ มีขนซอนขึ้น / ค่าสี่พันเงิน 12. พิมพ์ยังไม่เสร้จจ้า.......... คาถาบูชาแก้วโป่งข่าม ข่ามคง, แคล้วคลาด (แก้วทุกชนิด) นะมะพะทะ นิมิพิทิ นุมุพุทุ แก้วทุกชนิด นะอุกะอะ นะมะมะอะ มะอุมะนะ อะนะอะมะ อะอุอุมะ อุนะอุอะ (เจริญด้วยทรัพย์สมบิติ ปราศจากโรคภัย) พิรุณแสนห่า(หรือแก้วชนิดอื่น) พุทโธโมเธยยัง มุตโตโมเจยยัง ติณโณตาเรยยัง ปะสะหังปะตัง หมอกมุงเมือง(หรือแก้วชนิดอื่น) เทวะรานะมานะ (ภาวนาให้เกิดความร่มเย็น) แก้วทราย(หรือแก้วชนิดอื่น) สะมามิมิทธิมามิ (เจริญด้วยสมบัติ ร่ำรวยเงินทอง) แก้วโป่งข่ามกับพิธีกรรม การล้างแก้ว เชื่อกันว่าการล้างแก้วเป็นการชำระล้างสิ่งไม่ดีที่แก้วได้ซึมซับเอาไปจากตัวเรา โดยการนำแก้วไปล้างกับน้ำที่ไหล ซึ่งอาจจะเป็นลำธาร, ก๊อกน้ำ หรือน้ำที่รินออกจากแก้วก็ได้ (ล้างได้บ่อยเท่าที่มีโอกาส) การขึ้นพานบูชาแก้ว จะกระทำกันในวันพระ โดยเฉพาะวันพระขึ้น 15 ค่ำ (วันเพ็ญ) โดยการนำเอาน้ำสะอาด 1 แก้ว, ดอกไม้หรือเครื่องหอม (น้ำอบ, แป้งหอม ฯลฯ) ใส่พาน และกำหนดจิตด้วย คาถาบูชาแก้ว (หากเป็น "แก้วเข้าแก้ว" ขอแนะนำให้หาหมากหนึ่งคำใส่พานด้วย) แก้วอาบแสงจันทร์ การนำแก้วอาบแสงจันทร์ (วันเพ็ญ) เชื่อกันว่า แก้วจะดูดซับพลังจากแสงจันทร์ ซึ่งจะมีผลทำให้แก้วมีพลังอานุภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการทำให้แก้วนั้นบริสุทธิ์อีกด้วย (เป็นที่ทราบกันดีว่า ในทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าดวงจันทร์มีพลังที่ส่งผลกระทบถึงโลก อันเป็นสาเหตุของน้ำขึ้น น้ำลง และอื่น ๆ) การเข้าร่วมพิธีกรรม การนำแก้วเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ของพระภิกษุสงฆ์ เนื่องจากแก้วจะได้ซึมซับพลังจากการแผ่เมตตาจิตของพระภิกษุ แก้วนางขวัญ (จอมขวัญ) แก้วนางขวัญ หรือแก้วจอมขวัญ เป็นแก้วอีกชนิดหนึ่งที่หาได้ยากมาก มีสีพื้นเป็นสีม่วงอ่อน ๆ จนถึงสีม่วงเข้ม (ซึ่งหาได้ยากมาก) สีม่วงนี้จะคล้ายสีม่วงดอกตะแบก หรือม่วงไวโอเล็ต หลายคนเข้าใจว่าจะเหมือนกับอเมทิส (Amethyst) ของประเทศทางตะวันตก แต่แก้วนางขวัญเมื่อทดสอบแล้ว จะมีเนื้อแข็งกว่ามาก คุณวิเศษของแก้วนางขวัญนี้ ดีไปในทางด้านจิต และการนั่งสมาธิ อีกทั้งยังทำให้ผู้ที่ครอบครองมีความเจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียง เป็นยอดในด้านเมตตามหานิยม ส่งเสริมความรักและวาสนา ในสมัยโบราณ แก้วชนิดนี้ถือได้ว่าสูงค่ามาก ดั่งที่ว่า "มีค่าแสนคำ" เนื่องจากเป็นแก้วที่กษัตริย์โบราณถวายเป็นสักการะแก่พระบรมสารีริกธาตุในคราวบรรจุพระธาตุเจดีย์ต่าง ๆ อานุภาพของแก้วนางขวัญจะทำให้ผู้ที่ครอบครองมีเสน่ห์ต่อคนรอบข้าง และยังเชื่อถือกันว่าจะทำให้แคล้วคลาดจากอาถรรพ์เสน่ห์มายาทั้งปวง เพราะจิต (ขวัญ) ของคนผู้นั้นจะถูกคุ้มครองโดยอานุภาพของแก้ว ไม่ให้โดนอำนาจมนต์มายาใดใดสะกดเอาไว้ได้ ติดต่อโหน่งหรือพ่อมดโลจิ โทร. 054-276485 /084-0427843 /0899565491 rukava.s@chaiyo.com / rukava6_6@hotmail.com www.gmcities.com ดำรงค์ รัตนวงค์ 143 หมู่ 1 ต.เมืองปาน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง 52240 - จัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ - รับเงินทางไปรษณีย์ออนไลน์ ที่ไปรษณีย์เมืองปาน - และโอนเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ ฯ สาขา เมืองปาน - เลขที่บัญชี 605-0-10816-3
7月27日

ธาตุกายสิทธิ์ชนิดต่างๆ

มีทุกชนิดเลย ครับ

เรียงตามชื่อเลยครับ อิอิอิ ^_^
ก้อนแร่เหล็กน้ำพี้                                                ราคา ก้อนละ 150 บาท
กำไลทองสัมฤทธิ์สมัยเชียงแสน                                ราคา  10000 บาท
กำไลหยกเลือด                                                  ราคา 500 บาท
กุบพระอินทร์                                                     ราคา  5000 บาท
แก้งโป่งข่าม                                                      ราคา  250 - 2500 บาท
แก้วแก้วจักรพรรดิ์ ( แก้วจุลจักร )                              ราคา 2500 บาท
แก้วขนเหล็ก                                                      ราคา 750 - 2500 บาท
แก้วเข้าแก้ว                                                       ราคา 2500 - 6000 บาท
แก้วเข้าแก้วโตน                                                   ราคา 2500 -8000 บาท
แก้วจักรพรรดิ์แก้ววิเศษแห่งโลกธาตุ ( แก้วมหาจักร )          ราคา 4000 บาท
แก้วจักรพรรดิ์ในแก้วที่ใส่น้ำ       
แก้วปวกเขียว                                                      ราคา 750 - 2500 - 3000 บาท
แก้วโป่งข่ามกายสิทธิ์                                              ราคา 250 -  750 บาท
แก้วโป่งข่ามน้ำตัน                                                  ราคา 750  บาท
แก้วโป่งข่ามน้ำใส                                                  ราคา 2500 บาท
แก้วพระธาตุสีน้ำเงิน                                                ของส่วนตัว ไม่ขายครับ
แก้วมหาจักร                                                        ราคา 4000 บาท
แก้วสองกษัตริย์                                                     ราคา 750 บาท
แก้วสามกษัตริย์                                                     ราคา 2500 - 3000 บาท
แก้วสารพัดนึก                                                       เขาให้มา  ไม่ขายครับ
แก้วสีเนื้อลำใย                                                       ราคา 3000 - 8000 บาท
แก้วไหมทอง                                                         ราคา 2000 - 5000 บาท
แก้วอุลกมณี                                                          ราคา 350 - 500 บาท
โกฐใส่พระธาตุและธาตุกายสิทธิ์ต่างๆทำมาจากหยกขาวจากเวีบดนาม
ข่าเป็นหิน                                                             ราคา 500  บาท
ข้าวตอกพระร่วง                                                       ราคา 150 บาท
ขี้ผึ้งเปิดจักษุ                                                          เขาให้มา ไม่ขายครับ
ขุนแผนหลังกุมาร                                                     ปล่อยไปแล้ว
เขากระจง                                                              ราคา 500 บาท
เขี้ยวเสือไฟ                                                            ของส่วนตัวครับ ไม่ขาย
คตขนุนเป็นหิน                                                         ของส่วนตัว ไม่ขายครับ
คตขิง                                                                   ราคา 500 บาท
คตไข่                                                                   ของส่วนตัว ไม่ขายครับ
คตมะขาม                                                              เขาให้มา  ไม่ขายครับผม
คตรังหมาร่า                                                            ราคา 1500 บาท
คตลูกเกาลัด                                                           ให้เขาไปแล้ว
คตหอยพระธาตุ                                                        ราคา 500 บาท
คตเห็ดห้า                                                               ราคา 500 บาท
คตเหล็กไหล                                                           ของโชว์  ไม่ขายครับ
เครื่องประดับจากโป่งข่ามหลักหมื่น                                   มีทุกราคา ครับผม
โคตรเหล็กไหล 7 สี                                                    ตอนนี้ ยังไม่มี...ถ้ามีแล้วจะบอกกล่าวอีกทีครับ
โคตรเหล็กไหลรูปหยดน้ำสีเทาดำ                                     ราคา 500 บาท เหลืออยู่ 3  
โคตรเหล็กไหลและโคตรเหล็กไหล 7 สี                              ตอนนี้ ยังไม่มี...ถ้ามีแล้วจะบอกกล่าวอีกทีครับ

โคมไฟเนไฟต์                                                           ยังไม่ทราบราคา
งั่ง                                                                         มีหลายราคา...
งาช้างสลัด                                                               ราคา 500 บาท
เงินขวัญถุง                                                               โชว์เฉยๆ
จตุคามแร่เหล็กน้ำพี้                                                     ราคา 200  บาท  หมดแล้วกำลังสั่งอยู่
ช่างทำตัวเรือนแหวน
ซอยไซต์                                                                ยังไม่ทราบราคา
ดับเบิลเทอมิเนต                                                        ยังไม่ทราบราคา
ด้านหลังโคตรเหล็กไหล                                       
ตะกรุด 108                                                             โชว์
ตะกรุดดิน                                                                ให้เขาไปแล้ว
ตะกรุดพญาเสือโคร่ง                                                    ของส่วนตัว...ไม่ชายครับ
ตับหิน                                                                    ของส่วนตัว...ไม่ชายครับ
ตับเหล็กลอง                                                             ขายไปแล้ว
เทพเจ้าปี่เซี๊ยะ                                                            ราคา 200 บาท
ธาตุกายสิทธิ์ชุดละ 550 บาท                                           ราคา ชุดละ 550 บาท
ธาตุจ้าวน้ำเงิน                                                            โชว์                                                                 
นางกวักและเงินขวัญถุง                                                  ราคา 800 บาท
น้ำมันว่าน                                                                 โชว์
บาตรตัน                                                                   ราคา 500 - 1000 บาท
ประคำงาช้าง                                                               โชว์
ปลัดขิกอาคม                                                              ราคา 10000 บาท
ปี่เซี๊ยะคู่                                                                    ยังไม่ทราบราคา
เป๊กข่ายพันชั้น                                                              ขายไปแล้ว
เป๊กมะหลอด                                                                ของหวง...โชว์อย่างวเดียว
เป๊กหน้าทั่ง                                                                  ของหวง...โชว์อย่างวเดียว
ผงยาจินดามณี                                                               ราคา คู่ละ 1000 ( บาท มี 1 คู่ )
ผงฤาษี                                                                       หมดแล้ว
ผงสำหรับทำพระเครื่อง                                                      ให้เขาไปแล้ว  
ผงเหล็กไหล                                                                 หมดแล้ว
พระเจ้าห้าพระองค์                                                           ไม่ขายแต่แจกฟรี
พระธรรมธาตุสีเขียว                                                          ของคนอื่นฝากมาโชว์
พระธาตุพระปัจเจก ฯและพระอรหันต์                                        ถวายวัดไปแล้ว
พระธาตุสิวลี                                                                  ให้เขาไปแล้ว
พระธาตุหลวงปู่แหวน                                                         บูชาอยู่ที่บ้าน
ไข่มุกกวนอิม                                                                 ราคา  1500 บาท             
พระนางพญาโคตรเหล็กไหล                                                 ราคา  1500 บาท             
พระกลีบบัวปรอทกายสิทธิ์                                                   ของส่วนตัว...โชว์อย่างเดียวครับ
พระปางมารวิชัยวัดเจดีย์ซาวหลัง                                             ของแถมครับ
พระพิคเณศ                                                                    ราคา 800 บาท
พระพุทธชินราช                                                                
พระมหากัจจายน์                                                               ของส่วนตัวครับ...ให้ชมอย่างเดียว
พระรอดปรอทหลวงปู่หลวง                                                    ราคา 5000 บาท
พระศรีศากยมุนี                                                                 ราคา 250 บาท
พระสมเด็จ พระนางพญาแร่เหล็กน้ำพี้                                          ราคา 150 บาท
พระสมเด็จงิ้วดำ                                                                 ราคา 1500 บาท
พระสมเด็จดูดทรัพย์ผงเหล็กไหลของสมเด็จโตดูดติดเหล็กครับ             ของส่วนตัว...แต่ต้องการหาเงินทุน /ราคา 200000 บาท         
พระสมเด็จและหลวงปู่ทวดแก้วโป่งข่ามแกะ                                   ของแถมครับ
พระสมเด็จวัดปากน้ำรุ่น 4                                                       ราคา 2000 บาท
พระสังกัจจายน์เมฆพัตร                                                         ของส่วนตัว...โชว์เฉยๆครับ
พระสามเนื้อเมฆพัตร                                                            มีคนจองแล้วครับ 800 บาท
พระองค์นี้ฝังเขี้ยวบรรพบุรุษผมเมื่อ 70 ปีก่อน                                สมบัติส่วนตัว
พระอรหันตธาตุ                                                                  ให้เขาไปแล้ว
พ่อมดโลจิแห่งจีเอ็มซิตี้                                                         คนนี้หล่อครับ 555
เพชรน้ำพี้ธาตุกายสิทธิ์                                                          ราคา เม็ดละ 150 บาท แต่ถ้าเป็นชุดก็ 1 ชุดใหญ่ แค่ 550 บาทเอง ได้มากกว่านี้
เพชรพญานาค                                                                   ของเขาฝากมาโชว์
ไพไรต์                                                                           มีไว้โชว์
ไพไรต์และเป๊กหน้าทั่ง                                                          เปรียบเทียบกัน
ฟอสซิลปะการังโบราณ                                                          ราคา 1500 บาท 
มีดควาญช้างหลวงพ่อเดิม                                                       ของลุงผม ปล่อยไปแล้ว 30000 บาท
มีดหมองิ้วดำ                                                                     ราคา 2000 บาท
มีดหมอน้ำพี้ครูบาบุญชุ่ม                                                        ราคา 1500 บาท
มีดหมอหลวงปู่ฤทธิ์                                                              ราคา 1500 บาท
มีดหมอเหล็กน้ำพี้                                                                ราคา 900 บาท
ไม้งิ้วดำ                                                                           ของส่วนตัว
ยันต์แผ่นม้วนของทางเหนือ                                                     ของส่วนตัว
รวมกายสิทธิ์ต่างๆ                                                                รวมของดีๆครับ
รวมแก้วโป่งข่ามสวยมากมาย                                                    รวมแก้วดีๆมากมาย
แร่กองคำ                                                                         ยังไม่ทราบราคา
วัชรธาตุหรือหยดน้ำฟ้า                                                           ของพี่ชายที่ผมนับถือ  โชว์ให้ดูครับไม่มีขาย
วัวธนูตัวครู                                                                        ของส่วนตัวครับ
ว่าน                                                                                เพื่อนให้มา
สปิเนล                                                                            ราคา 1500 บาท
สะเก็ดดาวสีเขียว                                                                 ราคา 1500 - 2000 บาท
หลิงคู้                                                                              ให้เพื่อนไปแล้ว
หินแก้วจากจีน                                                                    อันนี้ 120 ดวง ราคา 1400 บาท
หินแก้วจากพม่า                                                                   อันนี้เอามาให้ดูเฉยๆ
หินแก้วที่ขุดมา                                                                    อันนี้เอามาให้ดูเฉยๆ
หินแก้วใส                                                                          มาจากเชียงใหม่
หินแก้วใสสีเหลืองอ่อน                                                           มาจากเชียงใหม่
หินคงกระพัน                                                                      ของส่วนตัวครับ
หินคาถาธิเบต                                                                     ของส่วนตัวครับ
หินธิเบต                                                                           มีคั้งแต่ 500 - 1500 บาท
หินเนไฟต์                                                                          ยังไม่ทราบราคา
เหล็กน้ำพี้                                                                          ราคา 150 - 500 บาท
เหล็กไหลต่างดาว                                                                  พี่ชายท่านหนึ่งให้มา...ไม่ขายครับ
เหล็กไหลตาน้ำ                                                                    พี่ชายท่านหนึ่งให้มา...ไม่ขายครับ
แหวนข้าวตอกพระร่วง                                                              ราคา 200 บาท
แหวนโคตรเหล็กไหลผุ้ชาย                                                        ราคา 1700 บาท
แหวนโคตรเหล็กไหลกลม                                                         ราคา 1500 บาท
แหวนโคตรเหล็กไหลรูปหยดน้ำ                                                    ราคา 1500 บาท
แหวนโตครเหล็กไหล ข้าวตอกพระร่วง เมฆพัตร โป่งข่าม                         ราคา 200  บาท
แหวนไหลน้ำพี้                                                                       ราคา 800 บาท
ไหลน้ำพี้                                                                             ราคา 150 บาท ถ้าเป็นชุด จะได้มากกว่า
อิ่น                                                                                    โชว์ให้ดู
อินออนเครื่องรางมีชีวิต                                                             เพื่อนให้มา
อุลกมณี                                                                              ของส่วนตัวครับ
อุลกมณีหยดน้ำฟ้า                                                                   ของส่วนตัวครับ

หัวข้อการพูดคุย สะเก็ดดาวสีเขียว

 

ข้อความ

สะเก็ดดาวสีเขียว
Moldavite
นายแห่งอัญญมณีทั้งปวงช่วยขจัดพลังอัญมณีให้โทษ และเสริมฤทธิ์อัญมณีมีคุณทั้งปวง Moldavite จะแตกต่างจาก Tektite ค่อนข้างจะมาก Moldavite จะมีสีเขียวปนเทาไสเหมือนแก้วมีอายุประมาณ 14.7 ล้านปี ซึ่งพบได้ที่เดียวใน
โลกคือแถบเชคโกสโลวาเกียติดกับเยอรมัน และมีปริมาณจำกัด หายากกว่าเพชรซะอีก ส่วน Tektite นั้น สามารถพบเห็นได้ทั่วโลกจะมีทั้งที่ เป็นลักษณะคล้ายนิลหรืออาจจะเป็นเหล็ก แถบภาคอิสาณบ้านเราและที่ผั่งลาวและจีนจะมีเยอะ มีอายุประมาณแค่ 7 แสนปี
Moldavite นั้นเมื่อนำมาเจียรไนแล้วจะสวยงามมาก ลักษณะคล้ายมรกตแต่สีออกเขียวแกมดำ ส่วน Tektite หรือที่เรียกว่า Indochinite นั้นก็สวย เช่นกัน สีดำสนิทเงางาม ตามที่อาจารย์แอ๊ด(ผู้ศึกษาเกี่ยวกับธาตุกายสิทธิ์)เขียนไว้ ท่านกล่าวว่า อุกามณีที่มีพลังแรงจะมีลักษณะเป็นแก้วไสสี เขียว ซึ่งก็คือ Moldavite นั่นเอง นักบินอวกาศนิยมคล้องเอาสะเก็ดดาวสีเขียวไว้ติดตัว เพราะเชื่อว่าพลังจากสะเก็ดดาวจะช่วยให้โทรจิตติดต่อ กับคนที่พื้นโลกได้
โดยประสบการณ์ส่วนตัวผมว่าพลังของ Moldavite จะแรงกว่ามาก แม้แต่คนทั่วไปก็สามารถสัมผัสพลังของ Moldavite ได้ เพียงแค่กำไว้ในมือ จะรู้สึกถึงพลังที่แผ่ออกมาได้ เป็นหินที่มีพลังแรงมาก แต่ขอแนะนำว่าถ้าไม่รู้จริง ๆ ไม่ควรนำมาใช้ เพราะหินนี้สามารถให้โทษมหันต์ได้เช่น กัน เช่นเดียวกับเหล็กไหล ส่วน Tektite นั้นสัมผัสพลังได้ค่อนข้างยาก ถ้าจะให้มีพลังแรงขึ้นควรนำไปประจุพลังพุทธคุณ(ปลุกเสก) จะ
สามารถเพิ่มอานุภาพได้อีกหลายเท่าเรื่องอานุภาพของ Moldavite และ Tektite นั้น เท่าที่คนโบราณท่านว่าไว้คือ มีอานุภาพด้านกันภัยธรรมชาติ กันอาถรรพ์และคุณไสย เมื่อนำมา บูชากับข้าวสารดำและงิ้วดำจะให้อานุภาพเป็นมหาอุด คงกระพันชาตรี ในตำราของไสยศาสตร์โบราณกล่าวว่าอุกามณีจะช่วยเพิ่มอานุภาพ ของวัตถุธาตุอื่น ๆ เป็นเท่าทวีคูณ
ส่วนอานุภาพของ Moldavite อีกอย่างก็คือ สำหรับผู้ที่ฝึกพลังปราณ พลังของ Moldavite จะช่วยเปิดจักรให้ตื่นเต็มที่ได้ดี โดยเฉพาะจักที่ 6(ตาที่ 3) อันนี้ผมเคยลองแล้ว น่าแปลกมากแค่นำ Moldavite วางไว้ที่บริเวณเหนือหว่างคิ้ว 1-2 ซม (ในท่านอน) แล้วกำหนดจิตไว้ที่จุดนั้น จะรู้สึกถึง พลังที่แผ่ออกมาได้อย่างรุนแรงมาก พลังจะออกมาในลักษณะ pulse เหมือนการเต้นของหัวใจแต่ความถี่จะมากกว่า อันนี้ขอเตือนว่าอย่าใช้เกิน ครั้งละ 5 นาที วันละไม่เกิน 3 ครั้ง เพราะอันตรายครับ จะทำให้มึนหัวปวดหัวรุนแรงได้ มีคนเคยเตือนผมว่าถึงตายได้ เพราะฉนั้นอย่าลองเอง เด็ดขาด
ส่วนอานุภาพอีกอย่างหนึ่งของ Moldavite ที่ผมทราบมาก็คือ ใช้เป็นสื่อถึงพลังของเบื้องบน ติดต่อกับพลังของเบื้องบนได้ ผู้ที่พกติดตัวไว้ถ้า จิตใจมั่นคงพอ จะทำให้เกิดสัมผัสพิเศษได้ และยังมีพลังปกป้องคุ้มครองอีกด้วย แต่คุณสมบัติด้านลบก็มีมากเหมือนกัน แนะนำว่าถ้าจะพกติด ตัวควรมีพระเครื่องที่มีพลังพุทธคุณเมตตาฯ ติดตัวด้วย Moldavite จัดอยู่ในกลุ่ม Tektite คือเป็นหินที่เกิดจากก้อนอุกาบาตขนาดใหญ่ที่ตกลงมาสู่โลกเมื่อปนะมาณ 14.7 ล้านปีที่แล้ว หลักฐานถึงที่ มาของ Moldavite คือหลุมอุกาบาต Ries ในประเทศเยอรมันซึ่งมีอายุ 14.7 ล้านปี เมื่อนำมาเทียบเคียงกับอายุของ Moldavite ซึ่งเท่ากัน และพบ ในบริเวณรอบ ๆ รัศมีของหลุมอุกาบาต Ries บวกกับหลักฐานทางกายภาพต่าง ๆ จึงมีทฤษฎีการเกิดของ Moldavite (ขออธิบายย่อ ๆ) ดังนี้คือ เมื่อ 14.7 ล้านปีที่แล้ว มีอุกาบาตขนาดใหญ่(ปัจจุบันยังสรุปไม่ได้ว่าอุกาบาตนี้มาจากกลุ่มดาวเคราะห์น้อย หรือว่าดาวดวงใด) ได้ตกลงมาสู่โลก ที่จุดปุจจุบันเรียกว่า หลุมอุกาบาต Ries ซึ่งอยู่ในเขตประเทศเยอรมัน ขณะที่ก้อนอุกาบาตได้เข้าสู่บรรยากาศโลก ได้เสียดสีกับชั้นบรรยากาศ
เกิดความร้อนมหาศาลขึ้น ความร้อนนี้ทำให้ส่วนประกอบของแร่ธาตุหลอมละลายกลายเป็นไอ เมื่อก้อนอุกาบาตวิ่งมาจนเกือบถึงพื้นโลก ความร้อนนั้นมหาศาลมากจนทำให้แร่ธาตุที่อยู่พื้นโลกบริเวณนั้นละลายกลายเป็นไอ และถูกดูดเข้าสู่บริเวณหัวของก้อนอุกาบาตซึ่งกลายเป็น สุญญากาศแรงดูดสูง ก่อนที่ก้อนอุกาบาตจะกระทบพื้น Moldavite ได้ก่อตัวขึ้นจากธาตุต่าง ๆ ที่ละลายกลายเป็นไอถูกดูดเข้ามารวมกันเนื่อง จากแรงดูดของสูญญากาศ และกระจายตัวไปรอบ ๆ รัศมีของการตกกระทบ จึงทำให้ผิวของ Moldavite มีลักษณะพิเศษและมีรูปร่างหลากหลาย มีผิวลักษณะ aerodynamic รูปร่างกลมบ้าง เหลี่ยมบ้าง ถ้าชิ้นใดมีฟองอากาศอยู่ภายใน ภายในนั้นจะเป็นสูญญากาศแรงดูดสูง
ลักษณะของ Moldavite จะโปร่งใสคล้ายแก้ว มีสีเขียวปนเทาหรือเขียวค่อนข้างจะเข้ม ต่างจากสะเก็ดดาวชนิดอื่นซึ่งส่วนมากจะมีสีดำ ชื่อ Moldavite นั้นมาจากชื่อของหมู่บ้าน Moldau ในประเทศเชคโกสโลวาเกีย ซึ่งพบหินชนิดนี้มาก ตั้งแต่อดีตได้นำหินชนิดนี้มาทำเครื่องประดับ เนื่องจากมีสีเขียวเมื่อเจียรไนแล้วสวยงามมาก จนบางคนเรียกหินชนิดนี้ว่า Bohemian Emerald ปัจจุบันมีการขุดขึ้นมามากจนไกล้จะหมดแล้ว และมีปริมาณจำกัด ทำให้หินชนิดนี้หายากยิ่งกว่าเพชรและมีราคาแพง ในอนาคตจะแพงยิ่งขึ้นไปอีก เพราะฉนั้นใครมีก็รักษาให้ดี
 
6月19日

สะเก็ดดาวสีเขียว

Moldavite
นายแห่งอัญญมณีทั้งปวงช่วยขจัดพลังอัญมณีให้โทษ และเสริมฤทธิ์อัญมณีมีคุณทั้งปวง Moldavite จะแตกต่างจาก Tektite ค่อนข้างจะมาก Moldavite จะมีสีเขียวปนเทาไสเหมือนแก้วมีอายุประมาณ 14.7 ล้านปี ซึ่งพบได้ที่เดียวใน
โลกคือแถบเชคโกสโลวาเกียติดกับเยอรมัน และมีปริมาณจำกัด หายากกว่าเพชรซะอีก ส่วน Tektite นั้น สามารถพบเห็นได้ทั่วโลกจะมีทั้งที่ เป็นลักษณะคล้ายนิลหรืออาจจะเป็นเหล็ก แถบภาคอิสาณบ้านเราและที่ผั่งลาวและจีนจะมีเยอะ มีอายุประมาณแค่ 7 แสนปี
Moldavite นั้นเมื่อนำมาเจียรไนแล้วจะสวยงามมาก ลักษณะคล้ายมรกตแต่สีออกเขียวแกมดำ ส่วน Tektite หรือที่เรียกว่า Indochinite นั้นก็สวย เช่นกัน สีดำสนิทเงางาม ตามที่อาจารย์แอ๊ด(ผู้ศึกษาเกี่ยวกับธาตุกายสิทธิ์)เขียนไว้ ท่านกล่าวว่า อุกามณีที่มีพลังแรงจะมีลักษณะเป็นแก้วไสสี เขียว ซึ่งก็คือ Moldavite นั่นเอง นักบินอวกาศนิยมคล้องเอาสะเก็ดดาวสีเขียวไว้ติดตัว เพราะเชื่อว่าพลังจากสะเก็ดดาวจะช่วยให้โทรจิตติดต่อ กับคนที่พื้นโลกได้
โดยประสบการณ์ส่วนตัวผมว่าพลังของ Moldavite จะแรงกว่ามาก แม้แต่คนทั่วไปก็สามารถสัมผัสพลังของ Moldavite ได้ เพียงแค่กำไว้ในมือ จะรู้สึกถึงพลังที่แผ่ออกมาได้ เป็นหินที่มีพลังแรงมาก แต่ขอแนะนำว่าถ้าไม่รู้จริง ๆ ไม่ควรนำมาใช้ เพราะหินนี้สามารถให้โทษมหันต์ได้เช่น กัน เช่นเดียวกับเหล็กไหล ส่วน Tektite นั้นสัมผัสพลังได้ค่อนข้างยาก ถ้าจะให้มีพลังแรงขึ้นควรนำไปประจุพลังพุทธคุณ(ปลุกเสก) จะ
สามารถเพิ่มอานุภาพได้อีกหลายเท่าเรื่องอานุภาพของ Moldavite และ Tektite นั้น เท่าที่คนโบราณท่านว่าไว้คือ มีอานุภาพด้านกันภัยธรรมชาติ กันอาถรรพ์และคุณไสย เมื่อนำมา บูชากับข้าวสารดำและงิ้วดำจะให้อานุภาพเป็นมหาอุด คงกระพันชาตรี ในตำราของไสยศาสตร์โบราณกล่าวว่าอุกามณีจะช่วยเพิ่มอานุภาพ ของวัตถุธาตุอื่น ๆ เป็นเท่าทวีคูณ
ส่วนอานุภาพของ Moldavite อีกอย่างก็คือ สำหรับผู้ที่ฝึกพลังปราณ พลังของ Moldavite จะช่วยเปิดจักรให้ตื่นเต็มที่ได้ดี โดยเฉพาะจักที่ 6(ตาที่ 3) อันนี้ผมเคยลองแล้ว น่าแปลกมากแค่นำ Moldavite วางไว้ที่บริเวณเหนือหว่างคิ้ว 1-2 ซม (ในท่านอน) แล้วกำหนดจิตไว้ที่จุดนั้น จะรู้สึกถึง พลังที่แผ่ออกมาได้อย่างรุนแรงมาก พลังจะออกมาในลักษณะ pulse เหมือนการเต้นของหัวใจแต่ความถี่จะมากกว่า อันนี้ขอเตือนว่าอย่าใช้เกิน ครั้งละ 5 นาที วันละไม่เกิน 3 ครั้ง เพราะอันตรายครับ จะทำให้มึนหัวปวดหัวรุนแรงได้ มีคนเคยเตือนผมว่าถึงตายได้ เพราะฉนั้นอย่าลองเอง เด็ดขาด
ส่วนอานุภาพอีกอย่างหนึ่งของ Moldavite ที่ผมทราบมาก็คือ ใช้เป็นสื่อถึงพลังของเบื้องบน ติดต่อกับพลังของเบื้องบนได้ ผู้ที่พกติดตัวไว้ถ้า จิตใจมั่นคงพอ จะทำให้เกิดสัมผัสพิเศษได้ และยังมีพลังปกป้องคุ้มครองอีกด้วย แต่คุณสมบัติด้านลบก็มีมากเหมือนกัน แนะนำว่าถ้าจะพกติด ตัวควรมีพระเครื่องที่มีพลังพุทธคุณเมตตาฯ ติดตัวด้วย Moldavite จัดอยู่ในกลุ่ม Tektite คือเป็นหินที่เกิดจากก้อนอุกาบาตขนาดใหญ่ที่ตกลงมาสู่โลกเมื่อปนะมาณ 14.7 ล้านปีที่แล้ว หลักฐานถึงที่ มาของ Moldavite คือหลุมอุกาบาต Ries ในประเทศเยอรมันซึ่งมีอายุ 14.7 ล้านปี เมื่อนำมาเทียบเคียงกับอายุของ Moldavite ซึ่งเท่ากัน และพบ ในบริเวณรอบ ๆ รัศมีของหลุมอุกาบาต Ries บวกกับหลักฐานทางกายภาพต่าง ๆ จึงมีทฤษฎีการเกิดของ Moldavite (ขออธิบายย่อ ๆ) ดังนี้คือ เมื่อ 14.7 ล้านปีที่แล้ว มีอุกาบาตขนาดใหญ่(ปัจจุบันยังสรุปไม่ได้ว่าอุกาบาตนี้มาจากกลุ่มดาวเคราะห์น้อย หรือว่าดาวดวงใด) ได้ตกลงมาสู่โลก ที่จุดปุจจุบันเรียกว่า หลุมอุกาบาต Ries ซึ่งอยู่ในเขตประเทศเยอรมัน ขณะที่ก้อนอุกาบาตได้เข้าสู่บรรยากาศโลก ได้เสียดสีกับชั้นบรรยากาศ
เกิดความร้อนมหาศาลขึ้น ความร้อนนี้ทำให้ส่วนประกอบของแร่ธาตุหลอมละลายกลายเป็นไอ เมื่อก้อนอุกาบาตวิ่งมาจนเกือบถึงพื้นโลก ความร้อนนั้นมหาศาลมากจนทำให้แร่ธาตุที่อยู่พื้นโลกบริเวณนั้นละลายกลายเป็นไอ และถูกดูดเข้าสู่บริเวณหัวของก้อนอุกาบาตซึ่งกลายเป็น สุญญากาศแรงดูดสูง ก่อนที่ก้อนอุกาบาตจะกระทบพื้น Moldavite ได้ก่อตัวขึ้นจากธาตุต่าง ๆ ที่ละลายกลายเป็นไอถูกดูดเข้ามารวมกันเนื่อง จากแรงดูดของสูญญากาศ และกระจายตัวไปรอบ ๆ รัศมีของการตกกระทบ จึงทำให้ผิวของ Moldavite มีลักษณะพิเศษและมีรูปร่างหลากหลาย มีผิวลักษณะ aerodynamic รูปร่างกลมบ้าง เหลี่ยมบ้าง ถ้าชิ้นใดมีฟองอากาศอยู่ภายใน ภายในนั้นจะเป็นสูญญากาศแรงดูดสูง
ลักษณะของ Moldavite จะโปร่งใสคล้ายแก้ว มีสีเขียวปนเทาหรือเขียวค่อนข้างจะเข้ม ต่างจากสะเก็ดดาวชนิดอื่นซึ่งส่วนมากจะมีสีดำ ชื่อ Moldavite นั้นมาจากชื่อของหมู่บ้าน Moldau ในประเทศเชคโกสโลวาเกีย ซึ่งพบหินชนิดนี้มาก ตั้งแต่อดีตได้นำหินชนิดนี้มาทำเครื่องประดับ เนื่องจากมีสีเขียวเมื่อเจียรไนแล้วสวยงามมาก จนบางคนเรียกหินชนิดนี้ว่า Bohemian Emerald ปัจจุบันมีการขุดขึ้นมามากจนไกล้จะหมดแล้ว และมีปริมาณจำกัด ทำให้หินชนิดนี้หายากยิ่งกว่าเพชรและมีราคาแพง ในอนาคตจะแพงยิ่งขึ้นไปอีก เพราะฉนั้นใครมีก็รักษาให้ดี
 
5月30日

0-6-7-9 ตัวเลขแห่งสภาวะธรรมที่เป็นกฏแห่ง เอกภพ หาใช่เป็นอื่นไม่

0-6-7-9 ตัวเลขแห่งสภาวะธรรมที่เป็นกฏแห่ง เอกภพ หาใช่เป็นอื่นไม่

7 คือ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ อันศักดิ์สิทธิ์ เช่น คริสต์กล่าวถึงพระเจ้าสร้างโลกใน 7 วัน สวรรค์ 7 ชั้น ถูกเอ่ยหลายครั้ง วิหารทั้ง 7 บัลลังก์ทั้ง 7 ท่านเจอริโซ เดินรอบกำแพง 7 รอบ กำแพงก็ถล่ม เป็นวันเดียวกับที่ โจชัวร์เป่าเขาแกะได้ถูกต้อง ตรูกูลของ เดวิด ผ่านมา 7 ชั่วคนจึงให้กำเนิด จีซัส และยังเป็นหมายเลขของ ดาวเนปจูน ผุ้ครองเรือน ราศีมีน

นอกจากนี้แล้ว ศาสนาอื่นๆ ก็มีเลข 7 เช่นกัน

วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 7 ในศาสนาแห่งอียิปต์

เทพ 7 ตนของชาวแคลเดียล

เทวะทั้ง 7 ในศาสนา ฮินดู

ดอกบัว 7 ดอกที่รองรับพระพุทธบาทแห่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรงเข้านิโรธสมาบัติ 7 วัน

พระมารดาของพระพุทธเจ้า หลังประสุตรพระโอรส 7 วันก็ สวรรคคต

--------------------------------------------------------
ทุกๆศาสนา ในเลข 7 จะเป้นสัญลักษณ์แทน พระผู้เป็นเจ้าหรือพลังแห่งจิตตานุภาพ และที่น่าทึ่งคือ 7 เป้นหมายเลขเดียวที่ สามารถแบ่งแยกความเป้นนิรันดิ์ได้ เมื่อถึงรอบ 142857 ก็จะหมุนเวียนเริ่มที่ 1 ใหม่ และทุกชุดที่เพิ่มจะรวมแล้ว ได้ผลลัพธ์เป็น 9 ทุกครั้ง
-------------------------------------------------------

เลข 9 นี้จัดเป้นการคำนวนพื้นฐานและเป้นปัจจัยแห่งการดำรงชีวิตและความคิดของปวงมนุษย์ เลข 9 เป้นเลขแห่งดาวอังคารเทพเจ้าแห่งสงคราม เจ้าเรือนราศีเมษ เลข 9 มีเงื่อนงำแปลกกว่าเลข 7 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เลข 9 เป็นเลขทรงพลัง มีกระแสดึงดูดอย่างประหลาดล้ำ เป้นจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้านของสรรพสิ่ง ตลอดจนมวลชีวิตขอลมนุษย์บนพื้นโลกและการดำรงอยุ่ของสิ่งที่มีรูปทั้งหมด เลข 9 เป็นเลขแห่งพลัง ที่มีประจุไฟให้กับชีวิตทุกอย่างบนพื้นพิภพนี้ ในส่วนที่เป็น รูป หรือ กาย

ตัวเลข 9 นี้คุณไม่มีทางทำลายมันได้ ไม่ว่าคุณจะนำมันมาบวกหรือคูณกับตัวมันเองกี่ครั้ง จะได้ผลรวมเป้นเลขจำนวนเดียวคือ 9 อยุ่เสมอ 2 คูณ 9 เท่ากับ 18 / 1+8 เท่ากับ 9

เช่นเดียวกับชีวิตมนุษย์ที่อยุ่ภายใต้การคุ้มทครองของ 9 จะไม่ถูกทำลาย เพราะเลข 9 เป้นราชาแห่งเลขทั้งมวลและเป้นตัวเลขเดียวที่ให้พลังชีวิตแก่ตัวเลขทั้งมวล เพราะเมื่อบวก 9 เข้ากับเลขใด ตัวเลขนั้นจะไม่สูญหาย แต่จะเกิดขึ้นมาอีกครั้ง และเลข 9 ก็หมายถึง ผุ้ชาย ที่ห้าวหาญ นักรบ และเป้นผู้ให้กำเนิดชีวิต แต่.....กลับถูก 6 พิชิต
-----------------------------------------------------------

หมายเลข 6 หมายเลขแห่งเทพี วันัส ตัวแทนแห่งความรัก ความเห้นอกเห้นใจ ขี้สงสารหรือ ผู้หญิง เมื่อ เลข 6 ถูกนำมารวมกับเลข 9 ความขัดแย้งจะถูกทำลายไป ความรักเป็นผุ้ชนะ ความกล้าหาญและนักรบ6 บวก 9 จะได้ 15 เมื่อ 1+5 จะได้ 6 การเผชิญกันระหว่าง เทพอังคารและเทพีวีนัส 6 ชนะ 9

คือ ภายใต้กฏแห่งจักรวาลนี้ ความรักความอ่อนโยน ย่อมชนะความขัดแย้งหรือความแข้งกระด้างอยุ่เสมอ และ 6 กับ 9 ก็เป้น เลบของหยินและหย่าง อีกด้วย 6 คือ อีก้ดานของ 9 ไม่เชื่อลองกลับหัวดูสิ 9 คืออีกด้าน ของ 6


เมื่อ 6 กับ 9 อยุ่รวมกัน มันจะกลายเป้น สัญลักษณ์แห่งราศี กรกฏ หมายถึง ความเป้น บิดามารดา 6และ 9 ถูกคนโบราณเรียกว่า เลขแห่งมนต์ขลัง เมื่อ หยินหยาง รวมกัน มนต์ขลังพลันบังเกิด ชีวิตใหม่ก็อุบัติขึ้นมา

-------------------------------------

หมายเลข 0 หมายเลขแห่ง พลูโต ผู้ครองราศี พิจิก หมายเลข 0 จัด เป็นเลขอมตะไม่มีวันตาย ไม่มีวันสิ้นสุด ดุจเดียวกับงูกินหาง สะท้อนถึงพลังอำนาจฝ่ายบวกที่ถูกกลืนเข้าไปในพลังอำนาจของฝ่ายลบ ให้ผลเป็นพลังงานใหม่ ที่มิใช่ทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ แต่ทรงอานุภาพ เมือ นำเลข 0 เลขอมตะ ต่อท้ายเลข 1 เลขแห่งผุ้สร้าง จนได้ 1,000,000 และหารด้วย 7 เลขแห่งจิต คุณจะหารได้ 142857 ซึ่งถูกระบุว่าเป้น เลข ศักดิ์สิทธิ์


ทำไม 142857 จึงเป้นเลขศักดิ์สิทธิ์ เพราะเมื่อคุณ เอาเลขทุกตัว มาบวกกัน คุณจะได้ 27 และ 2+7 เท่ากับ 9 และ 9 คือหมายเลขแห่งพลังงานที่มีชีวิต หมายถึงชีวิตของสิ่งที่มี รูป ทุกชนิดในภิพภนี้


ทำไม ไบเบิล จึงระบุว่า 666 เป็นเลขแห่งมนุษย์และสัตว์ป่า ซึ่งก็ถูกต้อง เพราะ 666 บวกกันได้ 18 และ 1+8 เท่ากับ 9 ซึ่งเป้นเลขแห่งชีวิต บนพื้นพิภพนี้----------------------------------------------

0-9 คือ สภาวะธรรมนั่นเอง ส่วนหมายเลขที่เหลือถ้ามีเวลา จะมาบอกกล่าวกันต่อไปในอนาคต ทำไมถึงเรียกว่าสภาวะธรรม นั่นก็เพราะ 0 คือ พลังยิ่งใหญ่ แห่ง จักรวาล 7 คือพลังแห่งจิตตานุภาพ 9 คือพลัง แห่งมนุษย์ผุ้ชาย คือความ แข้งกระด้าง กล้าหาญ ผุ้นำ 6 คือ พลัง แห่งมนุษย์ผู้หญิง คือ ความรักความอ่อนโยน ความเมตตา ดังนั้น รหัสลับนี้ จึงมีความหมายว่า 666 หรือ 18 หรือ 9 นั้น คือ มนุษย์ที่ทำสงครามแก่งแย่งชิงดีกัน ด้วยอำนาจแห่งเทพเจ้าสงคราม นั่นเอง คือ ภัยร้ายแห่งโลกก้คือ เกิดจากน้ำมือ ของมนุษย์ที่ทำสงครามกันครับ ...ดังนั้น พลังแห่งความรัก แห่งหมายเลข 6 จึงต้องเกิดขึ้นจากชาวโลก จึงจะสยบพลังแห่งสงครามของหมายเลข 9 ได้ โดยมี 7 คอยเอื้ออำนวยพรชัยให้สำเร้จ และ กลับคืนสุ่ 0
-------------------------------------------------
ดังนั้นภัยที่แท้จริง ของมนุษย์ ก็คือ ความไม่รุ้จักพอ ความละโมบโลภมากของมนุษย์ เงิน ชื่อเสียง อำนาจ การครอบครอง ซึ่งเป้นชนวนไปสุ่สงครามทำลายล้างมวลมนุษย์ชาติในที่สุด ดังที่เกิดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ดังนั้น รหัสนี้ จึงหมายถึง ตัวต้นเหตุคือ มนุษย์ผุ้ละโมบโลภมากนั่นเอง หาได้ตีความหมายเป้นสิ่งอื่นไม่