loji 的个人资料www.gmcities.com/board照片日志列表更多 工具 帮助

日志


2月20日

ภูมิแห่งฤทธิ์ มีมูล16 ประการที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ จากหนังสือพระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / คุณ ไชย ณ พล

ภูมิแห่งฤทธิ์ มีมูล16 ประการที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ จากหนังสือพระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / คุณ ไชย ณ พล

1.จิตไม่ฟุบลง ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน

2.จิตไม่ฟูขึ้น ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะอุจธัจจะ

3.จิตไม่ยินดี ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะราคะ

4.จิตไม่มุ่งร้าย ย่อมไม่หวั่นไหว เพราะพยาบาท

5.จิตอันความคิดเห็นไม่อาศัย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความคิดเห็น

6.จิตไม่พัวพัน ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ ฉันทะราคะ

7.จิตหลุดพ้น ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกามราคะ

8.จิตไม่เกาะเกี่ยว ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกิเลส

9.จิตปราสจากเครื่องครอบงำ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะถูกกิเลสครอบงำ

10.เอกัคคตาจิต ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกิเลสต่างๆ

11.จิตที่กำหนดด้วยศัทธา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเป็นผู้ไม่ศรัทธา

12.จิตที่กำหนดด้วยวิริยะ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน

13.จิตที่กำหนดด้วยสติ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท

14.จิตที่กำหนดด้วยสมาธิ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ อุจธัจจะ

15.จิตที่กำหนดด้วยปัญญา ย่อมมไหวั่นไหวเพราะอวิชชา

16.จิตที่ถึงความสว่างไสว ย่อมมไหวั่นไหวเพราะความมืดอวิชชา

12月25日

ธาตุกายสิทธิ์

ธาตุกายสิทธิ์
ธาตุกายสิทธิ์ ที่มีอยู่ในพื้นผิวโลกทุกชนิดย่อมที่จะมีเทวดา เทพ-พรหมที่มีฤทธิ์มีอำนาจเป็นผู้ดูแลรักษาอยู่ ถ้าได้นำไปใช้เพื่อความถูกต้องก็จะมีฤทธิ์มีอำนาจในการช่วยเหลือเกลื้อกูล คุ้มครอง แคล้วคลาด ป้องกัน ต่อผู้ที่มีจิตศรัทธา เคารพบูชาให้เดินอยู่ในเส้นทางของศีลธรรม ผู้ที่เป็นเจ้าของในการครอบครองธาตุกายสิทธิ์จะต้องมีศีลมีสัจ อยู่ประจำจิตใจของตน ธาตุกายสิทธิ์จึงบังเกิดผลสิทธิอำนาจนั้นๆได้สุดแท้แต่ ธาตุกายสิทธิ์ในแต่ละชนิดจะมีฤทธิ์อำนาจไปในแนวทางใด เพราะธาตุกายสิทธิ์นั้นมีอยู่มากมายหลายชนิด เช่น อริยธาตุ วัชระธาตุ เพชรนิจ จินดา เหล็กไหล ไพรดำ ปรอท ว่านยา แร่ธาตุ ฯลฯ
ซึ่งธาตุกายสิทธิ์ในแต่ละชนิดจะมีฤทธิ์อำนาจที่ไม่เหมือนกัน บางชนิดก็เมตตา บางชนิดก็แคล้วคลาด บางชนิดก็คงกระพัน บางชนิดก็ใช้ในการรักษาโรค บางชนิดก็เด่นในทางมีโชค ลาภ ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับเหล่าเทพเทวาว่าจะมีบารมีประจุอยู่ในธาตุวัตถุชนิดนั้น เน้นหนักไปในแนวทางใด เพราะจิตวิญญาณที่ได้เคยอธิฐานจิตแผ่ญาณของตนเอาไว้กลายเป็นอนุภาคไฟฟ้าซึ่งมีอยู่ในทุกๆมวลธาตุ จนกลายเป็นฤทธิ์อำนาจที่มีอยู่เหนือความถี่ของภพชาติปัจจุบัน ซึ่งทุกคนกำลังใฝ่ฝันหาอยากจะได้มาครอบครองแสดงตนเป็นเจ้าของ..
ผู้ปฎิบัติส่วนใหญ่ที่ผ่านการศึกษาเรียนรู้ในธาตุกายสิทธิ์มาเป็นอย่างดี จะเกิดความสนใจเสาะแสวงหาอยากจะได้มาเพื่อเอาไว้บูชา เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง จะได้อาศัยองค์ความรู้ของจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลรักษาธาตุกายสิทธิ์มาเป็นบูรพาจารย์ กลายเป็นคุรุทางวิญญาณมาชี้แนะแนวทางการฝึกฝนปฏิบัติขัดเกลาอบรมจิตให้ จะได้เดินไปถูกแนวทางของมรรคา จึงทำให้ธาตุกายสิทธิ์แทบจะทุกชนิด เป็นที่ต้องตาต้องใจในหมู่ของนักปฏิบัติ เพื่อจะนำไปใช้ในการโทรจิต ติดต่อ สัมผัสสอบถามในสิ่งเกินองค์ความรู้ของมนุษย์ เช่น โลกทิพย์ เมืองบาดาล เมืองลับแล เมืองบังบด ว่าเป็นอย่างไร สามารถทำให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ขึ้นในชีวิตและทรัพย์สินโดยที่เราไม่คาดฝัน สามารถที่จะเกิดขึ้นมาได้ด้วยฤทธิ์อำนาจและฌานสมาบัติของเทพ - เทวาที่ดูแลและรักษาวัตถุธาตุนั้นๆ ให้เป็นธรรมชาติแห่งความสมดุล ในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของธรรมชาติให้เป็นไปตามปรมัตถสัจจะ
จึงทำให้ธาตุกายสิทธิ์ในยุคปัจจุบันนี้ กลายเป็นที่ยอมรับของผู้ที่มีญาณสมาธิ ว่าประจุไฟฟ้า พลังงาน หรือฤทธิ์อำนาจที่แทรกซึมอยู่ในวัตถุธาตุ สามารถที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
ส่วนวัตถุธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจหลงเหลืออยู่ในตัวเองสูง ยังไม่ค่อยผุดขึ้นมาให้มนุษย์พบหากันได้ง่ายๆเพราะเหล่าเทพ-เทวาที่ดูแลรักษาจะทำการคัดสรรกลั่นกรอง รอจังหวะ รอโอกาส รอจุดติของผู้มีฤทธิ์ ซึ่งเคยเป็นเจ้าของครอบครองวัตถุธาตุอันศักดิ์สิทธิ์เหล่ามานับจากอดีตยังไม่เปิดบารมีให้ ถ้าบุคคลนั้นไม่ใช่
“สายณะธรรม” ซึ่งเคยสร้างกรรมร่วมเวรมาแต่ภพภูมิก่อน
การเปิดตัวของธาตุกายสิทธิ์
เมื่อกาลนั้นๆ มาถึงธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้นก็จะผุดขึ้นมา
1. โดยการบวงสรวง อัญเชิญจากผู้รู้ ซึ่งในอดีตเคยผ่านการศึกษาเรียนรู้วัตถุธาตุอันทรงฤทธิ์เหล่านั้น จนเข้าใจดีแล้ว เพราะเคยเป็น สายณะธรรม ร่วมกรรม ร่วมเวรกับจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ภายในวัตถุธาตุนั้นมาก่อน
2. จะต้องเป็นเจ้าของ และเคยครอบครองธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้นมาตั้งแต่อดีต
3. เทพ-เทวาที่ดูแลรักษา เกิดความเบื่อหน่ายในการดูแลรักษาวัตถุธาตุ และกาลเวลาที่จะต้องไปจุดติเกิดในภพภูมิใหม่จึงต้องออกแสวงหา(นิมิตฝัน) ผู้ที่มีบุญบารมีมารับวัตถุนี้ไปครอบครอง
4. ก่อนที่จะละธาตุขันธ์ไปจากวัตถุธาตุอันทรงฤทธิ์ได้ แผ่บุญบารมีของตนไว้ในวัตถุธาตุ เพื่อให้ผู้ที่มารับช่วงสามารถนำบารมี เหล่านั้นไปอธิษฐานจิต ใช้ตามแนวทางถูกต้อง มิเช่นนั้นจะกลายเป็นดาบ 2 คม
5. เทพ-เทวา อดรนทนต่อไม่ไหว เพราะเห็นความทุกข์ความยากของสรรพสัตว์มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จึงนิรมิต ดลบันดาลให้ธาตุกายสิทธิ์ผุดขึ้นมาตามสถานที่ต่างๆ
ฤทธิ์อำนาจของพืชวัตถุ
ดอกตะไคร้ กว่าจะพบเห็นดอกตะไคร้ขึ้นตามกอต่างๆได้ก็ต้องใช้ระยะเวลา 50 ปี ขึ้นไปจึงจะออกดอกขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง เขาถือกันว่าดอกตะไคร้เป็นของอาถรรพณ์ของเทพ-เทวาชั้นสูง จัดเป็นดอกไม้สักสิทธิ์ของสรวงสวรรค์ มีฤทธิ์อำนาจเด่นทางด้าน เมตตา มหานิยม โชคลาภ และ ป้องกันไฟได้เป็นอย่างดี สามารถเข้าเครื่องยาแก้โรคมะเร็งพบหาได้ยาก จึงมักนำมาบด เป็นมวลสารในการสร้างวัตถุอันเป็นมงคล
ว่านนางพญาท้าวเอว เป็นสมุนไพรยืนต้น ซึ่งมีกิ่งก้านสาขาเหมือนกับคนยืนเท้าเอว ใช้ป้องกันสัตว์ที่มีเขี้ยวงา นำมาพกพาติดตัว ป้องกันโรคปวดเมื่อยต่างๆได้เป้นอย่างดี
พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าในอดีตนั่งบำเพ็ญฌานสมาธิ และได้อธิษฐานจิตให้ผลของต้นไม้ชนิดนี้มีพระรูปของ พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ปรากฏขึ้นสืบเนื่องจากอดีตไม่มีวัตถุมงคลพระเครื่อง สำหรับพกพาติดตัว เมื่อพบเจอผลไม้ที่มีรูปพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ จึงเกิดศรัทธา เลื่อมใสจึงนำพกพาติดตัว
ในยุคปัจจุบันใช้ในการอธิษฐานจิต เสมือนกับพระธาตุชนิดหนึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังเดินอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา
http://saigum.com/element.asp
 

กระจกส่องใจ

กระจกส่องใจ
กระจก...ไม่เลือกที่จะสะท้อนภาพทุกชนิด ฉันใด
จิตใจ.....จงเอาเยี่ยงอย่างกระจก
กระจก...รับรู้แต่ไม่ยึดถือครอบครอง
ดังนั้น....จึงไม่มีภาพใดๆหลงเหลือติดอยู่ในกระจก
สายฝน...ในกระจก หาได้เปียกในกระจกไม่
เปลวไฟ...ในกระจก ก็หาได้เผาลนกระจกเช่นกัน
ทั้งนี้.......เพราะในกระจกไม่ได้ให้อำนาจแก่สายฝนและเปลวไฟ
ดังนั้น......จงทำจิตใจของท่านให้เป็นดุจการรับรู้ของกระจก เพราะถ้าหากจิตของท่านหลงยึดถือ หรือตกเป็นทาสของกิเลสเมื่อใด ความทุกข์ ความเศร้าหมองใจย่อมตามมาเมื่อนั้น


นายเศกวิชช์ สัตยารักษ์
ที่ระลึกในงาน กษิณาลัย ครูภิญโญ โยนกระโทก
---------------------------------------
พูดถึงกระจกทำให้นึกถึงกลอนของ "ผลบุญ"

อันกระจก นั้นไว้ส่อง มองดูหน้า
ลักขณา ว่าเฉิดโฉม หรือน่าขัน
ส่องแล้วสวย ส่องแล้วหล่อ จึงยึดกัน
แข่งประขัน ปรุงแต่งกาย งมงายใจ

ใช้กระจก ส่องแต่กาย เสียดายยิ่ง
ประโยชน์จริง ต้องส่องใจ ให้สุกใส
ส่องความดี บุญและบาป ก้นบึ่งใจ
เห็นแล้วไซ้ร ปรับปรุงตน คือคนดี

หากส่องใจ ส่องไปเถิด ประเสริฐค่า
เกิดปัญญา พ้นยึดรูปและแสงสี
แม้ตัวดำ แต่ใจบุญ คือเทพี
เพราะความดี นั้นสูงค่า กว่ารูปกาย
(ผลบุญ 9 ตค .40)

ด้วยความปรารถนาดี
พอล เลอมัง
12月12日

เพชรน้ำพี้ธาตุกายสิทธิ์

เพชรน้ำพี้ธาตุกายสิทธิ์

ไหลน้ำพี้ (เพชรน้ำพี้) “ไหลน้ำพี้” คือวัตถุอาถรรพ์ ซึ่งสถิตอยู่ภายในถ้ำบนภูเขาสูงในป่าลึก ซึ่งจะผสมปะปนอยู่ในเนื้อแร่สีดำสนิท หรือสีขาวขุ่น และเชื่อกันว่า “ไหลน้ำพี้” สามารถลบล้างอาถรรพ์ อันเกิดจากคุณไสย์ มนต์ดำ ลมเพลมพัด และมีอำนาจป้องกันภูตผีปีศาจ จิตวิญญาณ ผีร้ายหรือเดรัจฉานวิชาได้ อีกทั้งมีคุณวิเศษด้าน แคล้วคลาด คงกระชันชาตรี เป็นเยี่ยม

การอัญเชิญก้อนแร่ไหลน้ำพี้
ในการที่จะอัญเชิญ ก้อนแร่ไหลน้ำพี้ลงมาจากถ้ำได้นั้น จะต้องทำการบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเจ้าป่าเขา ที่สถิตอยู่บนถ้ำนั้นด้วยทุกครั้งไป มิฉะนั้นจะไม่สามารถนำก้อนแร่ไหลน้ำพี้ลงมาได้ หากมีผู้พยายามขึ้นไปนำก้อนไหลน้ำพี้ ลงมาทำการหลอมไหลเอง ระหว่างที่ทำการหลอมไหลก็จะบังเกิดอาเพศ สะเก็ดไหลแตกกระจายใส่ผู้ที่หลอม จนเป็นแผลปวดแสบปวดร้อนทรมาน หรือมิฉะนั้นแล้วไหลก็จะแตกร้าว ไม่อาจเป็นรูปเป็นร่างได้เลย

การหลอมก้อนแร่ไหลน้ำพี้

การที่จะหลอมไหลน้ำพี้ได้นั้น จะต้องหลอมละลายด้วยความร้อนสูง จนกระทั่งหยดลงและแข็งตัวเป็นก้อนกลม มีลักษณะคล้ายแก้ว “ไหลน้ำพี้” จะมีสีสันต่างกันอาทิ สีขาว สีเขียว สีเขียวเข้ม จนกระทั่งสีดำสนิท ในการที่จะสามารถแยกไหลออกมา จากเนื้อแร่ได้นั้น จะต้องมีการบูชาครูบาอาจารย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียก่อน จึงจะสามารถหลอมไหลได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่อาจได้ไหลที่สมบูรณ์ได้เลย จะต้องมีอันต้องแตกหักหรือร้าวทุกครั้งไป

เนื่องจาก “ไหลน้ำพี้” เป็นวัตถุอาถรรพ์ที่หาได้ยากยิ่ง จึงไม่มีไว้ขายทั่วไปเนื่องจากเป็นของหายาก และมีแห่งเดียวในโลก ซึ่งปัจจุบันมีเพียงช่างตีเหล็กน้ำพี้ท้องถิ่น ที่สืบทอดแต่โบราณเพียงน้อยราย ที่สามารถกระทำพิธีหลอมไหลได้

ประสบการณ์จากนักรบ
มีทหารที่ไปประจำการที่ภาคใต้มากมาย ที่ได้รับไหลนี้ไปปกป้องคุ้มครองภัย ต่างก็แคล้วคลาดปลอดภัย จากศาสตราวุธต่างๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่น่าเสียดายที่บางนายไม่รู้ค่า มองว่าเป็นของปลอมที่ทำขึ้น เป็นแก้วหรือพลาสติก จนกระทั่งใช้ค้อนทุบ จนแตกละเอียด ไม่นานนักระหว่างที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ทหารนายดังกล่าวก็เหยียบถูกกับระเบิด ร่างแหลกละเอียดเสียชีวิตไปในที่สุด ร่างกายมีสภาพ ไม่ต่างจากไหลที่ถูกเขาทุบจนละเอียดเลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่มีความศรัทธา และบูชาไปไม่ว่าจะเป็นร้านค้า หรือทำกิจการร้านอาหาร เมื่อนำไหลไปบูชาแล้วต่างก็พบว่า ลูกค้าไหลมาเทมามากขึ้นผิดหูผิดตาทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นแทบจะไม่มีลูกค้าเข้าร้านด้วยซ้ำไป ยังมีเรื่องอีกมากมายหลายเรื่อง ที่ไม่สามารถนำมาลงให้ได้หมด สำหรับผู้ที่บูชาไปขอเพียงมีจิตศรัทธาอำนาจของ “ไหลน้ำพี้” เพราะหาไม่แล้ว จะเป็นการน่าเสียดายต่อผู้ครอบครอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว “ไหลน้ำพี้” จะศักดิ์สิทธ์หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจ ของผู้ที่ครอบครองมากที่สุดนั่นเอง

ไม่ต้องสวดบูชาด้วยพระคาถาบทใด เนื่องจากไหลน้ำพี้มีความศักดิ์ในตัวอยู่แล้ว*** เพียงตั้งจิตอธิฐานภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือในด้านต่างๆ ให้บังเกิดความสำเร็จตามประสงค์

เหล็กน้ำพี้

เหล็กน้ำพี้ เป็นแร่ที่มีตำนาน เล่าขานกันมานานหลายร้อยปี มีแหล่งอยู่ที่ตำบลน้ำพี้ อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ เพียงที่เดียว และเชื่อกันว่าเป็นโลหะอาถรรพ์ ศักด์สิทธิ์และมีความเหนียวแน่น ที่พบกันมาไม่ต่ำกว่า 400-500 ปีมาแล้ว จากตำราพิชัยสงคราม ได้กล่าวไว้ว่าเหล็กน้ำพี้ เป็นสุดยอดแห่งโลหะมหัศจรรย์ มีอาถรรพ์เร้นลับ และมีสิ่งศักด์สิทธิ์สถิตอยู่ทุกๆ อณู และยังกล่าวถึงอานุภาพของเหล็กน้ำพี้ ว่ามีอาถรรพ์ลบล้างอาถรรพ์ทั้งปวง ได้นานับประการ แม้ว่าศัตรูที่มีวิชาอาคม มีความคงกระพัน ดาบหอกง้าวใดๆ ไม่สามารถระคายผิว แต่หากถูกศาสตราวุธที่ทำจากเหล็กน้ำพี้แล้ว อาถรรพ์เหล่านั้นก็จะถูกลบล้างให้สิ้นไป คมดาบจะกินเลือดของศัตรูให้ไหลริน นอกจากนี้เหล็กน้ำพี้ยังมีอำนาจ ป้องกันภูตผีปีศาจ จิตวิญญาณ และคุณไสย ลมเพลมพัดกระยำย่ำยี ผีร้ายหรือมายาดำ เรียกเดรัจฉานวิชา อีกทั้งยังมีคุณช่วยในการป้องกัน ให้รอดพ้นจากอุบัติภัย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งภัยพิบัติต่างๆ ได้อีกทางหนึ่งด้วย

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และทางวรรณคดีเท่าที่สืบค้นพบ ปรากฏแสดงให้เห็นว่า บรรบุรุษไทยได้มีการนำแร่เหล็กน้ำพี้มาถลุง และผลิตเป็นอาวุธนานาชนิด และใช้ต่อสู้กับอริราชศัตรูจนชนะ รักษาเอกราชมาจนถึงทุกวันนี้ ดังเช่น

- พระแสงของ้าว ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้กระทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชา และต่อมาหลวงสรศักดิ์ ได้ทำมาปราบศัตรู - มีดดาบล้างอาถรรพ์ ของสมเด็จพระนายรายณ์มหาราช ซึ่งตีด้วยเหล็กน้ำพี้ และต่อมาขุนหลวงสรศักดิ์ ได้ทำมาปราบศัตรู

- ดาบฟ้าฟื้น ของขุนแผน ขุนศึกของพระพันวษา หรือพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งตีขึ้นมาจากเหล็กน้ำพี้ หลังจากปราบศัตรูราบคาบแล้ว ได้ถวายแด่พระพันวษา ซึ่งปัจจุบันนี้เก็บรักษาอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

- ดาบของพระยาพิชัยดาบหัก ขุนศึกผู้กล้าของชาวเมืองอุตรดิตถ์ ได้ใช้ดาบที่ตีจากเหล็กน้ำพี้ชื่อ นันทกาวุธ และคาดว่าเมื่อท่านรับราชการ กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแล้ว ก็คงถวายแด่พระองค์ด้วย

- พระแสงศาสตราวุธ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งหลวงจรุงราษฎร์เจริญ นายอำเภอตรอนในสมัยนั้น (2469-2471) ได้นำเหล็กน้ำพี้มอบให้พระยาวิเศษฤาไชย ข้าหลวงประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ นำพระแสงดาบทูลเกล้าฯ ถวาย และอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้


เกิดมาหาแก้ว

เกิดมาหาแก้ว

คุณยายอุบาสิกา ปุก มุ้ยประเสริฐ อายุ 100 ปี ได้บวชชี
ทำวิชชาธรรมกายขั้นสูงควบคู่กับหลวงพ่อตลอดมา
และเคยเป็นครู เป็นหัวหน้าสอนวิชาคุมวิชชาธรรมกาย
เบื้องสูงในสถานที่ทำวิชชา (โรงงาน) ของวัดปากน้ำ
ในสมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ คุณยายปุกปฏิบัติธรรมเจริญวิชชา
ชั้นสูง มีสติมั่นคงสงบหนักแน่น มีญาณละเอียดอ่อน เข้าถึง
วิชชาธรรมกายที่แก่กล้าขั้นสูง ขั้นละเอียดยิ่งในขั้นฝ่ายบุญ
ภาคปราบอันหาศิษย์อื่น ๆ ทัดเทียมได้ยากท่านหนึ่งทีเดียว
คุณยายปุก เคยบอกเล่าเรื่องจักรพรรดิ, กายสิทธิ์ แก่เหล่า
ศิษย์ใกล้ชิดว่า............

ในปี พ.ศ. 2482 วัดปากน้ำนั้นเคยมีป่าช้าในวัด
ปากน้ำตรงบริเวณตึกคณะเนกขัมม์ในปัจจุบัน ซึ่งในสมัย
นั้น........ วันดีคืนดีก็มีดวงสว่าง ๆ ลอยขึ้นมาจาก
พื้นดิน บรรดาศิษย์หลวงพ่อ มีแม่ชีต่างก็คอยแอบจ้อง
เพื่อจะจับดวงแก้วที่ลอยขึ้นมานั้นให้ได้ แต่ก็ไม่
สำเร็จ เพราะมีพวกเทวดามาคอยขัดขวาง แต่หลวงพ่อ
ท่านประสงค์ที่จะเอาแก้วจักรพรรดิ (บรมจักร) ดวงนี้ขึ้น
มาเพื่อนำมาช่วยทำวิชชา ช่วยเหลือวัดปากน้ำต่อไป
ในการเลี้ยงพระสงฆ์ สามเณร แม่ชี ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อส่ง
เสริมการปฏิบัติธรรมให้เจริญรุ่งเรือง วัฒนาถาวรต่อไป

หลวงพ่อท่านจึงสั่งให้แม่ชีต่าง ๆ ที่มีวิชชาสูง นั่งเข้าที่
ทำวิชาเพื่ออัญเชิญแก้วบรมจักรขึ้นมา โดยเอาเข่งครอบพื้น
ดินตรงบริเวณที่บรมจักรอยู่ และเอาผ้าขาวคลุมเข่งไว้
คณะแม่ชีผู้ได้วิชชาธรรมกายก็นั่งสมาธิเข้าที่ทำวิชชา นั่งล้อม
รอบเข่งนั้น ทำวิชชาเพื่ออัญเชิญบรมจักรที่มีฤทธิ์มีอานุภาพให้
แทรกแผ่นดินขึ้นมา แต่ในครั้งนั้นคุณยายบอกว่า .....ของหยาบ
ไม่ขึ้นมา แต่บรมจักรได้แผ่รัศมีขึ้นมาจนจับผ้าขาวออก
แสงสว่างจ้าทีเดียว ตามสำนวนภาษาคนเก่า ๆ พูดว่า

“แสงสว่างจ้าจนแสงเขียวเชียว”
คือแสงสว่างจ้าเย็นตาเย็นใจมากนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อของหยาบไม่ขึ้นมา ขึ้นมาแต่ของละเอียด
คณะศิษย์จึงขุด เมื่อขุดพบแล้วก็เอาผ้าขาวหุ้มห่อบรมจักร
นั้น แล้วพระภิกษุรูปหนึ่งก็อุ้มออกจากหลุมนำมาไว้ที่วิหาร
ขาว หลวงพ่อวัดปากน้ำบอกว่าต้องทำวิชชา 3 เดือนจึง
จะเปิดผ้าขาวได้ และเอาดอกมะลิบูชาไว้

แต่ในระหว่างกลางพรรษา มีวันหนึ่งฝนตกหนักชนิดเรียก
ว่าเหมือนฟ้ารั่วตกแทบแผ่นดินจะถล่มทะลาย ตามสำนวนคน
เก่า ๆ พูด ฟ้าก็คำราม คำรน สะเทือน เลื่อนลั่น ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งฝนทั้งฟ้า เหมือนดังจะถล่มทลายที
เดียว เมื่อเหตุการณ์สงบดีแล้วปรากฏว่า แก้วบรมจักรก้อนนั้น
ได้อันตรธานหายไปทั้ง ๆ ที่ห่อผ้าขาวไว้ ผ้าก็ยังห่ออยู่โดย
ไม่มีรอยแก้วแต่ประการใด

เมื่อหลวงพ่อท่านทราบและตรวจละเอียดดู พบว่า
ประเทศชาติจะต้องเข้าสู่ภาวะสงครามโลก ฝ่ายมารทำผังวิบัติ
สู่แผ่นดินสุวัณณภูมิ และทำวิชชาให้ศาสนาพุทธเรียวลง ๆ
จนหมดไปจากแผ่นดินสุวัณณภูมิ แก้วบรมจักรอยู่บนแผ่นดิน
ไม่ได้ มารจะมาระเบิดให้แตก แก้วบรมจักรจึงแทรกแผ่นดิน
หนีไป หลวงพ่อบอกว่า


" ไม่ต้องตาม ให้ทำวิชชาธรรมกายขั้นสูงกันไป
ถึงเวลาแล้วแก้วบรมจักรจะกลับมาเอง"


นอกจากนี้ยังมีอุบาสิกา โยมอุปถัมภ์วัดอุปัฏฐากหลวงพ่อวัด
ปากน้ำเล่าว่า วันหนึ่งท่านทีธุระเดินผ่านบริเวณใกล้ ๆ วิหาร
ขาว (หอวิปัสสนาปัจจุบันนี้) ขณะนั้นมีฝนตกจนน้ำนอง
อุบาสิกาท่านนี้เห็นดวงแก้วกลมใสขนาดใหญ่ กลิ้งเล่นน้ำฝน
อยู่ แกจึงวิ่งตะครุบ แต่ไม่ทัน แก้วดวงนั้นกลิ้งเลื่อนหายไป
บริเวณใต้วิหารขาว (หอวิปัสสนาวัดปากน้ำในปัจจุบันนี้)

หลวงพ่อได้เอ่ยจากปากของหลวงพ่อเองว่า ...
ตำแหน่งนี้ต่อไปจะเป็นศูนย์จักรพรรดิ ศูนย์จักรพรรดินี่แหละ
ต่อไปจะทำให้วัดปากน้ำอุดมสมบูรณ์ เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
เรื่อย ๆ

สงครามโลกครั้งที่ 2 ( พ.ศ.2482 - พ.ศ. 2488 )

หลวงพ่อทราบว่า บัดนี้มารได้ส่งสายปกครองลงมา
เกิด เป็นผู้นำประเทศชาติต่าง ๆ อีกทั้งเทพเจ้าสงครามก็ลง
มาจุติแล้ว เห็นทีสงครามแห่งการล้างเผ่าพันธุ์เชื้อชาติต้องเกิด
ขึ้นแน่ ผู้คนจะล้มหายตายจาก การเข่นฆ่าด้วยอาวุธสงครามที่
ร้ายแรง แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ แผ่นดินสุวัณณภูมินี้จะเดือด
ร้อนทุกหย่อมหญ้า พุทธจักร อาณาจักร จะถูกมารเข้ายึด
ครองและทำลายจนไม่เหลือเศษ

และในปี พ.ศ. 2477ต้นธาตุต้นธรรม ได้ขอให้
หลวงพ่อทำวิชชารบกับมาร แยกพระ แยกมาร ให้ออกจากกัน
เก็บภัยสงคราม มารเอาบ้านเมืองมาล่อ เอาความเจ็บความ
ตายมาให้ ต้องปราบมารเหล่านี้ลงเสียได้ มนุษย์ถึงจะอยู่สุข
การรบกับภาคมารนี้ต้องทำอย่างจริงจัง และต่อเนื่องตลอด
เวลา 24 ชั่วโมง อย่างน้อยเป็นเวลา 25 ปี จึงจะชนะหมด
ขอหลวงพ่อท่านจงรับหน้าที่เหล่านี้เถิด เพื่อประโยชน์สุข
แห่งประเทศชาติและประโยชน์อย่างยิ่งแก่พระนิพพาน
ในการดำรงรักษาและสืบอายุศาสนจักร อาณาจักร พุทธจักร
มรรคผล นิพพาน ในฝ่ายสัมมาทิฐิแต่ส่วนเดียว

หลวงพ่อท่านเฝ้าตรึกตรองว่าเมื่อรับแล้วจะกระทำ
ได้หรือไม่ ขณะเดียวกันก็เผยแพร่วิชชาธรรมกายไปอย่างกว้าง
ขวาง มีผู้คนเข้ามาปฎิบัติมากขึ้น ๆ สายธาตุธรรมที่มีหน้าที่ก็
เริ่มเข้ามาอยู่ในสายการปกครองของหลวงพ่อ โดยเฉพาะ
ธาตุธรรมที่ต้องมาทำวิชชารบ เพียงฝึกฝนก็ปฏิบัติได้เป็น
อัศจรรย์ หลวงพ่อท่านคิดว่า

เมื่อจะรับงานต้นธาตุ คำว่าถอยหลัง ไม่เคยใช้

ท่านเฝ้าเคี่ยวกรำหน่วยทำวิชชานี้อย่างเคร่งครัด ชนิดไม่ให้
ไปไหนเลย หรือปฏิบัติอย่างอื่นอย่างใด นอกจากการปฏิบัติ
วิชชาธรรมกายขั้นสูงแต่อย่างเดียว ใช้เวลาทั้งหมด 8 ปี

เมื่อพร้อมที่จะทำงาน พระเดชพระคุณท่านจึงตั้งโรง
งานทำวิชชาขึ้นที่วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ใช้คำว่า"โรงงาน"
เพราะต้องผลัดกัน ทำวิชชาเป็นกะ กะละ 3 ชัวโมง ส่งงาน
ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการหยุดพัก จนกระทั่ง
สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในปี พ.ศ. 2488

การคำนวณวิชชา 28/11/2485

หลวงพ่อให้ประกอบวิชชา คำนวณว่า วิชชาที่ผ่าน
มาแล้วเท่าไร ยังเหลืออยู่อีกเท่าไรที่จะผลิต่อไปในอนาคต
เมื่อคำนวณรู้ส่งกายมนุษย์ถึงสุดละเอียด คำนวณแยกเป็น
ธาตุส่วนหนึ่ง ธรรมส่วนหนึ่ง แยกพิสดารจนสุดละเอียดที่จะ
คำนวณถึง แล้วเดินเหตุว่าง ดับ ลับ หาย สูญ สิ้นเชื้อ
ไม่เหลือเศษ ปราสาท รส ชาด ไอ แก๊ส แก๊สกรด
รวมเป็น 13 ฐาน ในเหตุ 13 นี้ ก็เดินหล่อเลี้ยง เป็นอยู่
ปราสาท รส ชาด ไอ แก๊ส แก๊สกรด รวมเป็น 8 ฐาน
ใน 8 ฐานนี้ ก็แยกเป็นธาตุส่วนหนึ่ง ธรรมส่วนหนึ่ง
ระหว่างส่วนหนึ่ง ๆ ต้องด้วยกาล เป็น 8 X 3 = 24
และใน 13 ฐาน ก็แยกเป็นธาตุส่วนหนึ่ง ธรรมส่วนหนึ่ง

ต้องด้วยกาล คือ 13 X 3 = 39

ใน 39 และ 24 ก็ให้พิสดารไปทุกศูนย์ทุกส่วนทุกอายตนะ
แยกธาตุสะอาด ฟอกธาตุสะอาด จนถึงหัวแก๊สเซฟทะเล
เหตุทะเล

เมื่อเปิดผังประเทศชาติ พบผังวิบัติด้วยภัยจาก
ฟ้าคือ อาวุธลูกเหล็กปรมาณู ให้ทำวิชชาซ่อนธาตุซ่อน
ธรรม คือ ซ่อนประเทศชาติ โดยการคำนวณธาตุน้ำไว้ข้าง
บน ให้ข้าศึก เห็นเป็นทะเล แล้วรองลงมาก็เป็น
ไฟ ลม วิญญาณ อากาศ นี้เป็นชั้นที่ 2 ซ่อนอีกชั้น
เอาอากาศไว้ข้างบน รองลงไปเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม
วิญญาณ ซ่อนอย่างนี้ ประเทศของเรายกตรึงไว้สุดละเอียด
ของเซฟพระนิพพาน ใครจะมาทำลายล้างผลาญต่าง ๆ
มิได้ ให้ข้าศึกมองเห็นทะเลไปหมด วิชชานี้ทำเป็นพื้นไว้
เสมอ.............



เมื่อเกิดเหตุการณ์สงครามโลกเช่นนี้ หลวงพ่อท่าน
จึงประจักษ์ชัดถึงความสำคัญของภาคผู้เลี้ยง ผู้รักษา ที่มา
ช่วยเหลืองานวิชชาธรรมกาย ซึ่งในสมัยแรก ๆ หลวงพ่อ
ท่านได้เก็บเอาก้อนหินกรวด หินแม่น้ำ มาจำนวนมาก ใส่
ในกระด้ง ๆ ไว้ในหอไตร ที่อยู่กลางน้ำข้างสถานที่ทำวิชชา
ธรรมกาย ด้านทิศเหนือโบสถ์ ให้บูชาด้วยดอกมะลิ หิน
กรวด หินแม่น้ำเหล่านี้เป็นตัวเรือนให้องค์กายสิทธิ์หรือ
จักรพรรดิอยู่อาศัย หินเหล่านี้ทำวิชชากลั่นจนใสเป็นแก้ว
ทำให้มีเดชานุภาพมาก มีกำลังฤทธิ์แรงช่วยในการเดินวิชชา
ธรรมกายได้เร็วมีพลัง มีอานุภาพ

และในการเจริญวิชชาสะสางธาตุธรรม (วิชชารบ)
(วิชชาปราบมาร) เป็นวิชชาสูงสุดยอดของวิชชาธรรมกาย
นั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยภาคผู้เลี้ยง ผู้รักษา
ช่วยเป็นกำลังสำคัญ เพราะกายมนุษย์นั้นต้องมีการกิน,
การถ่าย,การพักผ่อนหลับนอน , เจ็บไข้ได้ป่วย , บาดเจ็บ
จากการทำวิชชา และพูดง่าย ๆว่ายังมีโอกาสเผลอได้
ส่วนจักรพรรดิในดวงแก้วนั้น ไม่มีการกิน การถ่าย ฯลฯ
แบบมนุษย์ ดังนั้น ผู้เป็นวิปัสนาจารย์ หรือพระโยคาวจร
ผู้ทำวิชชา จะสามารถถ่ายทอดวิชชาปราบมารให้จักรพรรดิ์
ในดวงแก้ว ทำวิชชาแทนกายมนุษย์ได้ดี

ถ้าระเบิดลงจะเลิกวิชชาธรรมกาย

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประตูระบายน้ำอ่างทอง
ประตูน้ำบางยาง ประตูน้ำบางนกแขวก คลองภาษีเจริญ
ล้วนแต่ถูกระเบิดลงหมดทุกแห่ง ระยะนั้นทหารกรมแผนที่
อพยพหลบภัยลูกระเบิดมาอยู่ที่ตึกขาววัดปากน้ำ หลวงพ่อ
วัดปากน้ำท่านพูดว่า........

"ถ้าวัดปากน้ำและประตูระบายน้ำภาษีเจริญ
ถูกระเบิดลง ท่านจะเลิกวิชชาธรรมกายทันที"

ปรากฏว่าเครื่องบินมาทิ้งระเบิดประตูน้ำภาษีเจริญ
เหมือนกัน แต่แคล้วคลาดพลาดไปลงที่ใกล้เคียง หลังจาก
นั้นหลวงพ่อท่านได้เข้มงวดกวดขันการปฏิบัติกิจภาวนา
วิชชาธรรมกายมากยิ่งขึ้น

แต่ครั้งหลวงพ่อท่านมีชีวิตอยู่ ท่านได้จัดเวรการเจริญ
วิชชาธรรมกายขั้นสูงในโรงงานทำวิชชา รวม 6 กะ ทำ
วิชชากะละ 3 ชั่วโมง ติดต่อกันมา 30 กว่าปี หลวงพ่อ
ท่าน คำนวณวิชชาให้ทุกกะ ศิษย์ของหลวงพ่อท่านส่วน
ใหญ่เป็นอุบาสิกา แบ่งกลุ่มออกมาได้ 6 ทีม โดยหลวง
พ่อรับเป็นภาระให้ทุกอย่าง ไม่ว่าที่อยู่อาศัย อาหารการกิน
เจ็บไข้ได้ป่วย การเงินการทอง รวมทั้งเป็นอาจารย์อำนวย
การสอนความรู้วิชชาธรรมกายขั้นสูง ติดขัดตรงไหน
หลวงพ่อสอนได้หมด

ในครั้งที่กรมแผนที่ทหาร ซึ่งมีคุณหลวงสำรวจสำเร็จกิจ
เป็นหัวหน้า มาพักที่วัดปากน้ำนั้นคุณหลวงได้บันทึกไว้
ว่า ..............

มีอยู่คืนหนึ่ง คุณหลวงเห็นแสงสว่างลอยมา ทางทิศ
ตะวันออกเฉียงใต้ ในตอนแรกคิดว่าเป็นแสงจากเครื่องบินที่
จะมาทิ้งระเบิด แต่ไม่ได้ยินเสียงหวอ ดังนั้นพอรุ่งขึ้นได้นำ
เรื่องนี้มากราบเรียนหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านก็เดิน
เข้าไปในกุฏิ ไปหยิบแก้วกายสิทธิ์ดวงใสสะอาดดวง
หนึ่งมาให้ดู ท่านบอกว่านี่แหละที่คุณหลวงเห็นลอย
มาเมื่อคืน เขามาช่วยท่านทำวิชชา

ภายหลังจากการเสร็จสิ้นภาระกิจการเก็บสงครามโลก

ครั้งที่ 2 และบ้านเมืองเข้าสู่ความปรกติ สงบสุข หลวงพ่อ
ท่านจึงดำริออกธุดงค์ เพื่อจะหาดวงแก้วมาเป็นตัวเรือนให้
เหล่าจักรพรรดิที่มาช่วยทำวิชชา

ในปี พ.ศ. 2490 พระเดชพระคุณท่านธุดงค์ไป
เพื่อหาแก้ว ซึ่งมีแหล่งมากในจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือ

หลวงพ่อท่านธุดงค์เพื่อหาแก้วดังนี้

1.แก้วใส เพื่อเป็นตัวเรือนให้จักรพรรดิที่ให้ความอุดม
สมบูรณ์พูนสุข (ภายหลังได้มาจากทางวังสระประทุม 3
ดวง ปัจจุบันบรรจุอยู่ในรูปปั้นหลวงพ่อองค์ยืน ข้างหีบ
ทองหลวงพ่อ ชั้นสอง หอหลวงพ่อ)

2.แก้วชมพู เพื่อเป็นตัวเรือนให้จักรพรรดิตรีภพฝ่ายปราบ
ซึ่งเป็นจักรพรรดิที่สามารถไปตามกายสิทธิ์จากภพทิพย์
พรหม อรูปพรหม ไม่ว่าจะอยู่ในมนุษย์โลกหรือไม่ก็ตาม

3.แก้วสีชา เพื่อเป็นตัวเรือนให้จักรพรรดิต้นปราบใหญ่
(วิชชารบ)

4.แก้วโตน เพื่อเป็นตัวเรือนให้กายสิทธิ์พระปัจเจกพุทธเจ้า
ที่มาช่วยงาน

5.แก้วก้อ แก้วมณีสีแดงเดชไกรกลบ เพื่อเป็นตัวเรือนให้
จักรพรรดิ สุริยะประภาวิเศษคุณ และ จันทรประภา

ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อตรวจทราบต่อไปว่า บ้านเมือง
ประเทศต่าง ๆ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ จะเปลี่ยน
แปลงการปกครองเป็นระบบคอมมิวนิสต์ (ประมาณ 1 ใน 3
ของโลกทีเดียว) และภัยจักคุกคามเข้ามาถึงประเทศไทย
อย่างแน่นอน

พระเดชพระคุณท่านจึงพยายามคำนวณข้ามยุคทมิฬ
เหล่านี้ออกให้หมด อีกทั้งภายภาคหน้าก็จะมีสงครามโลก
ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นมหันตภัยกว่า สงครามโลกครั้งที่ 1
และ 2 จำเป็นต้องเก็บภัยสงคราม ภัยพิบัติ ให้หมดไป
จากแผ่นดิน แต่ด้วยกำลังหน่วยทำวิชชามีน้อยไม่ถึงร้อยคน
ต้องใช้ภาคละเอียด คือ ภาคผู้เลี้ยง ผู้รักษา มาช่วยทำ
วิชชา

และประการสำคัญคือ การคำนวณข้ามยุคทมิฬ เข้า
ยุคถิ่นกาขาว ไปสู่ยุคชาวศิวิไลซ์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
ใช้แก้วมณีซึ่งเป็นภาคผู้เลี้ยง ผู้รักษา แห่งยุคชาวศิวิไลซ์
ที่แท้จริง

ดวงแก้วมณีนี้มีพบในดินแดนขุนเขาทางภาคตะวัน
ออกเฉียงใต้ ของอินเดีย คือชมภูทวีป นั่นเอง

ในครั้งพุทธกาลกรุงราชคฤห์มีภูเขาล้อมรอบ 5 ลูก
คือ

1.เขาวิปุลคีรี 2.เขาเวภาระ 3.เขาตะโปวัน
4.เขารัตนคีรี 5.เขาเสลาคีรี คือ เขาคิชกูฏ

ณ เขาวิปุลคีรีมีดวงแก้ววิเศษ 3 ดวง คือ

1.แก้วมณีโชติ เป็นดวงแก้วกลมขนาดใหญ่ มีบริวารถึง
3,000 ดวง เป็นดวงแก้วคู่บารมีของพระเจ้าจักรพรรดิ
สามารถเปล่งแสงสว่างไสวในยามค่ำคืนทำให้สว่างดุจ
กลางวัน เพราะในดวงแก้วมีองค์จักรพรรดิกายสิทธิ์มี
ฤทธิ์มาก ดลบันดาลให้มีขึ้น

2.แก้วไพฑูรย์ มี บริวาร 2,000 ดวง

3.แก้วมรกต เป็นแก้วคู่บารมีของพระเจ้าธรรมามิกราช
มีบริวาร 1,000 ดวง

และ ณ เขารัตนคีรี มีดวงแก้วซึ่งเป็นแม่กายสิทธิ์ ซึ่ง
สามารถใช้ตามรัตนชาติต่าง ๆ ซึ่งมีจักรพรรดิ กายสิทธิ์
ให้ปรากฏขึ้นในแผ่นดิน

นี้คือเหตุแห่งการไปธุดงค์หาแก้วที่จังหวัดภาคเหนือ
- อินเดีย - ธิเบต


ระเบิดปรมาณู



แผนที่อาณานิคมชาวต่างชาติที่เข้าครองประเทศในสุวัณณภูมิ
(สงครามโลกครั้งที่ 1 พ.ศ. 2457 - พ.ศ. 2461
สงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2482 - พ.ศ. 2488

หลวงพ่อสด จนฺทสโร วัดปากน้ำ(ภาษีเจริญ)
เกิดวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม ปีวอก พ.ศ 2427
บวช พ.ศ. 2449
เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ พ.ศ. 2459
สำเร็จธรรม ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 พ.ศ. 2460

ต้นธาตุต้นธรรมให้ทำวิชชาปราบมาร พ.ศ. 2477
ต้องทำวิชชาติดต่อกันอย่างน้อย 25 ปี ใช้เวลา 8 ปี เพื่อ
ฝึกฝนทีมทำวิชชาธรรมกายขั้นสูง
ตั้งโรงงานทำวิชชา 24 ชั่วโมง พ.ศ. 2485
ควบคุมดูแลการทำวิชชาอยู่ 17 ปี จึงมรณภาพ
การทำวิชชาไม่ครบกำหนดที่ต้นธาตุต้นธรรมให้มา 25 ปี
ขาดไป 8 ปี ไม่สามารถคำนวณข้ามเข้าสู่ยุคถิ่นกาขาว -
ชาวศิวิไลซ์ได้ แต่เก็บภัยสงครามโลกครั้งที่ 3 และภัย
คอมมิวนิสต์ในประเทศไทยได้สำเร็จ

อายุ 61 ปี จบสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2488
อายุ 63 ปี ธุดงค์สู่ต้นน้ำ พ.ศ. 2490
อายุ 66 ปี สร้างพระของขวัญรุ่น 1 พ.ศ. 2493
ปลงอายุว่า อีก 5 ปีข้างหน้าจะมรณภาพ พ.ศ. 2498
เริ่มอาพาธ พ.ศ. 2499
มรณภาพ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2502 สิริอายุ 75 ปี

ความลับและความสำคัญยิ่งของดวงแก้ว

ความลับและความสำคัญยิ่งของดวงแก้ว
กายสิทธิ์-จักรพรรดิ

ดวงแก้วกลมใสบริสุทธิ์ที่เจียระไนจากหินแก้วบริสุทธิ์ที่มี
ขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางเกิน ๓ นิ้วขึ้นไปนั้นมีคุณค่าต่อการ
ทำวิชชาธรรมกายขั้นสูงอย่างสำคัญยิ่ง เพราะดวงแก้วขนาด
ใหญ่เกิน ๓ นิ้วนี้ จึงจะมีกำลังฤทธิ์แรง ช่วยในการเดินวิชชา
ธรรมกายได้เร็วมีพลังขึ้น และดวงแก้วใสขนาดใหญ่ ที่ใส
บริสุทธิ์นี้เมื่อนำมาเดินวิชชาธรรมกายขั้นสูงแล้วจะมีอานุภาพ
ยิ่งนัก

๑. เช่นช่วยในการเชื่อมสายสมบัติบันดาลให้เกิดสมบัติต่าง ๆ
ใช้ในการคำนวณผังอุดมสมบูรณ์พูนสุข เช่นในสมัยหลวงพ่อ
วัดปากน้ำ ในสมัยนั้นมีพระ เณร แม่ชี ศิษย์วัดรวมนับเป็นพัน
ชีวิต หลวงพ่อต้องรับภาระเลี้ยงดูตั้งโรงครัวเลี้ยง ซึ่งท่านก็
ได้อาศัยดวงแก้วกลมใสขนาดใหญ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
๓ นิ้ว ๓ ดวง มาเจริญวิชชา ช่วยเชื่อมสายสมบัติ จนวัด
ปากน้ำ เจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์จนปัจจุบันนี้

๒. ในการเจริญวิชชาสะสางธาตุธรรม (วิชชารบ)
(วิชชาปราบมาร)
เป็นวิชชาสูงสุดยอดของวิชชาธรรมกายนั้น จำเป็นอย่างยิ่ง
ต้องอาศัยดวงแก้วขนาดใหญ่ช่วยเป็นกำลังสำคัญ เพราะกาย
มนุษย์นั้นต้องมีการกิน,การถ่าย,การพักผ่อนหลับนอน
พูดง่าย ๆว่ายังมีโอกาสเผลอได้ ส่วนจักรพรรดิในดวงแก้วนั้น
ไม่มีการกิน การถ่าย แบบมนุษย์ ดังนั้น ผู้เป็นวิปัสนาจารย์ หรือ
พระโยคาวจรผู้ทำวิชชา จึงสามารถถ่ายทอด วิชชาปราบมาร
ให้จักรพรรดิ์ในดวงแก้ว ทำวิชชาแทนกายมนุษย์ได้ดี
เป็นคุณประโยชน์ต่อการทำวิชชาขั้นสูงสุดในวิชชาธรรมกาย

และในยุคหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ท่านสั่งให้บรรดาศิษย์ผู้เชี่ยว
ชาญในการทำวิชชาธรรมกาย ให้นำดวงแก้วกายสิทธิ์จักรพรรดิ
นำมาถือไว้ในมือ ขณะทำวิชชา หลวงพ่อวัดปากน้ำบอกว่าจะ
ช่วยให้การทำวิชชาเร็วและแรงขึ้น และนอกจากนี้ดวงแก้วหิน
ใส ขนาดใหญ่ถ้าหากได้นำมาเจริญวิชชาธรรมกายอย่าง
ชำนาญแล้ว องค์จักรพรรดิ์ในดวงแก้วหรือองค์กายสิทธิ์
ในดวงแก้ว สามารถจดจำวิชชาที่กายมนุษย์ได้ทั้งหมด
อีกด้วย

คุณค่าและความสำคัญของดวงแก้วหินใสในวิชชาธรรมกาย
นั้นมีอีกมาก และไม่อาจนำมาเปิดเผยชี้แจงให้ทุกท่านทราบได้
ในขณะนี้ นอกจากว่าท่านได้ลงมือปฏิบัติธรรมบรรลุธรรมกาย
และท่านได้ศึกษาทำวิชชา ตามแนววิชชาที่หลวงพ่อวัดปาก
น้ำแนะนำไว้ ท่านจะทราบและรู้ซึ้ง ในคุณค่าของดวงแก้วหิน
ใส ว่ามีความสำคัญยิ่งเพียงใด โดยเฉพาะในการทำวิชชา
ปราบมาร และการทำวิชชาเข้าไปยึดสิทธิอำนาจในธาตุธรรม
เป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งต้องอาศัยหินใสบริสุทธิ์ช่วยขณะทำ
วิชชา คือวิชาปราบมารซึ่งมารเกรงกลัวเป็นที่สุด เพราะถ้ากาย
มนุษย์ธาตุธรรมสายขาวใส ได้บรรลุธรรมกายและทำวิชชาขั้น
สูงสะสางธาตุธรรม วิชชารบ(ปราบมาร) โดยถือดวงแก้วหิน
ขาวใสบริสุทธิ์ขนาดเกินผลส้มเข้าไว้ในมือ แล้วเจริญวิชชา
ธรรมกาย จะเกิดประสิทธิภาพฤทธิ์เดชในส่วนหยาบส่วน
ละเอียด ส่งผลให้วิชชาธรรมกายฝ่ายพระหรือฝ่ายบุญภาค
ปราบมีอานุภาพมากเฉียบขาด ทำวิชชาประกอบกันจะเกิด
พลานุภาพ ฤทธิ์ ,สิทธิ์,อำนาจ,เฉียบขาด สามารถขจัด
อวิชชา,ปราบมารได้ผลดีสุดจะประมาณ และบรรดาจักรพรรดิ์
ฝ่ายปราบบนพระนิพพานก็ซ้อนกายลงมาช่วยทำวิชชา
ในดวงแก้วหินขาวใสนั้นด้วย จึงเกิดผลดีต่อการเจริญวิชชา
ธรรมกายเบื้องสูงสุดจะประมาณทีเดียว ฝ่ายมารจะระเบิดวิชชา
ฝ่ายเราไม่แตก

บรรพบุรุษของไทยได้รู้จักแก้วกายสิทธิ์มานานแล้ว
ตั้งแต่โบราณกาล

มีบุคคลท่านหนึ่งเป็นบุคคลเก่าแก่สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ได้ปฏิบัติธรรมจนได้ธรรมะคือคุณแฉล้ม อุศุภรัตน์ ท่านก็ได้
แก้วกายสิทธิ์รูปร่างคล้ายไข่นกเป็นแก้วสีน้ำผึ้ง สวยงามมาก
ปาฏิหาริย์มาปรากฏที่บูชาเอง

และมีอุบาสิกา คหปตานีที่อุปถัมภ์อุปัฏฐากหลวงพ่อวัด
ปากน้ำมาแต่ต้น จนหลวงพ่อมรณภาพไปและอุบาสิกาท่านผู้นี้
ก็ได้ปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกายมากับหลวงพ่ออย่างเชี่ยวชาญ
ท่านได้รู้ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับกายสิทธิ์
ท่านเล่าให้ฟังว่า...........

สมัยนั้นมีศิษย์หลวงพ่อท่านหนึ่งชื่อพระสิงห์ทอง
ได้ปฏิบัติวิชชาธรรมกาย สามารถนั่งเจริญวิชชา
ธรรมกาย เข้านิโรธได้วันละหลายชั่วโมง ปรากฏว่าท่านเห็น
ในเหตุด้วยญาณทัศนะของธรรมกายว่า ทุกวันขณะท่านนั่งเข้า
สมาธิก็มีแก้วกายสิทธิ์ลอยวนรอบตัว จนพอถึงวันที่ ๗ จึง
ตกลงมาใกล้ตัวท่าน มีลักษณะขาวใสเหมือนน้ำค้าง มี
ลักษณะรี ป้องสั้นคล้ายไข่เต่าน้ำจืด ขาวใสมาก ท่านจึงเก็บ
รักษา และต่อมาจึงได้ให้โยมอุปัฏฐาก ข้างวัดปากน้ำไป
ปัจจุบันก็ยังมีหลักฐานอยู่

ยังมี ท่านแม่ชีอาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น
ท่านเชี่ยวชาญการปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกาย นั่งสมาธิเข้าที่
จนมีพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมาโปรดหลายครั้ง และมีแก้ว
กายสิทธิ์เสด็จมาอยู่ด้วย มีลักษณะยาวรีคล้ายไข่เต่ามีสีคล้าย
หยกเขียวอ่อนจาง ๆ ซึ่งต่อมาท่านแม่ชีทองสุขได้มอบให้
แม่ชีเธียร ธีระสวัสดิ์ ไว้ติดตัวช่วยเหลือ เป็นกำลังในการ
ปฏิบัติวิชชาธรรมกายและการเผยแพร่วิชชาธรรมกาย
บางท่านอาจสงสัย แต่ถ้าท่านปฏิบัติธรรมเข้าถึงธรรมกาย
ท่านจะรู้จะเข้าใจ แจ่มแจ้ง ทั้งรู้และเห็นด้วยตนเอง

มิใช่แต่เฉพาะที่วัดปากน้ำเท่านั้นที่พบแก้วกายสิทธิ์ แม้ใน
อดีตสมัยหลวงพ่อทวด ซึ่งเป็นพระปฏิบัติสมัย
อยุธยา ตามประวัติกล่าวว่า ในสมัยที่หลวงพ่อทวดเกิดใหม่ ๆ
นั้นได้มีงูคาบดวงแก้วกายสิทธิ์มาให้ นับเป็นเรื่อง
แปลกหรืออาจกล่าวว่า แก้วกายสิทธิ์เป็นของคู่บุญบารมีมา
อุปการะ ช่วยเหลือคุ้มครองแก่ผู้มีบุญบารมีทางธรรมปฏิบัติ
โดยเฉพาะก็คงกล่าวไม่ผิด



ดวงแก้วกายสิทธิ์ - จักรพรรดิ คู่บารมีหลวงปู่ทวด เดิม
มีลักษณะกลมแบบมะนาว ต่อมาถูกคนบ้าลักขโมยไปและเอา
หินทุบจนแหว่งไป ลักษณะคล้ายไข่นกกระทา ดวงแก้วนี้มี
ลักษณะเป็นหินแท้ธรรมชาติ คือ ในเนื้อแก้วจะมีลายหิน,รอย
หิน มีคราบสีเหลืองแก่ปะปนอยู่ในหินแก้วบ่งบอกอายุความเก่า
แก่ของหิน

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานยืนยันจากประวัติพระธุดงค์ที่ท่าน
จาริกไปในป่าเขาปฏิบัติธรรม มีบางท่านปักกลดในป่าบริเวณ
ตีนเขา พอตกดึกก็แลเห็นมีแสงสว่างพุ่งขึ้นบนยอดเขา พอรุ่ง
เช้าจึงขึ้นไปดูพบมีหินแก้วกายสิทธิ์สีต่าง ๆ ต่อมาท่านก็ใช้ลูก
ศิษย์ไปนำแก้วกายสิทธิ์เหล่านั้นมาบรรจุไว้ที่ถ้ำกระบอก
สระบุรี ทีมีชื่อเสียงในการรักษาผู้ติดยาเสพติดจนได้รางวัล
แมกไซไซ

มีสามเณรองค์หนึ่งปฏิบัติกรรมฐานจาริกธุดงค์ปักกลดที่ป่า
เขาในจังหวัดแพร่ มีคืนหนึ่งขณะเข้าที่เจริญภาวนาเสร็จแล้ว
ท่านลืมตาออกจากสมาธิ ท่านได้เห็นมีแสงนวลสว่างออกมา
จากพื้นดินเขานั้น ท่านจึงเข้าไปดู พบว่ามีดวงแก้วกายสิทธิ์
ขาวใสภายในมีสีเขียวคล้ายตะไคร่น้ำอยู่ในนั้นด้วย

และมีพระนักปฏิบัติธรรมสายอีสาน ชื่อพระอาจารย์
พุฒ รตนญาโน แห่งวัดป่าเขาสวนกวาง จังหวัด
ขอนแก่น ท่านได้ตอบสัมภาษณ์แก่นักข่าว วารสารฉบับหนึ่ง
ที่มาถามท่านขณะท่านมา ณ วัดบวรนิเวศน์วิหาร กรุงเทพฯ
ถึงเรื่องแก้วกายสิทธิ์ที่พระอาจารย์พุฒ เดินธุดงค์กรรมฐานไป
ที่ภูเขาลูกหนึ่ง คืนหนึ่งขณะที่ท่านกำลังทำความเพียรเดิน
จงกรมไปมาตรงบริเวณที่พัก ท่านสังเกตเห็นแสงสว่างเรืองสุก
ใส ลอยวนไปวนมาเหนือศีรษะ ท่านเลยเงยหน้าขึ้นไปมอง
ลูกแก้วนี้ลอยวนไปวนมาเหมือนมีชีวิต ครั้งแรกที่ท่านเห็นก็อด
คิดไปต่าง ๆ นานาไม่ได้ เพราะคิดว่าสิ่งนั้นคือของวิเศษชนิด
หนึ่ง แต่ในที่สุดท่านก็สำรวมใจ ไม่สนใจภายนอกมุ่งเดินจง
กลมปฏิบัตความเพียรต่อ จนได้เวลาก็เข้าในกลดนั่งสมาธิ
ภาวนาจนรุ่งเช้า และท่านยังคงปักกลดที่นั่นเพราะสงบดีเหมาะ
แก่การภาวนามาก

วันที่สองตอนกลางคืน ท่านก็ปฏิบัติสวดมนต์ แล้วมานั่ง
สมาธิภาวนา พอตกดึกท่านก็เดินจงกรม ประมาณ 3 ทุ่มเศษ
ๆ ลูกแก้วก็ลอยปรากฏให้เห็นอีก คราวนี้ลอยต่ำกว่าทุกคราว
คือเรี่ย ๆ ศีรษะพอดี ท่านพระอาจารย์พุฒก็ไม่ได้ให้ความ
สนใจมากนัก จะลอยวนเวียนอย่างไรก็ช่าง ท่านเดินจงกลม
รักษาสติอย่างเดียว คืนต่อ ๆ มาก็ปรากฏเช่นนี้ทุกคืน
และจนคืนหนึ่งดวงแก้วลอยต่ำลงมากแล้วยังวนเวียนช้า ๆ
รอบ ๆ ตัวท่านอีกด้วย แสงสีเรือง ๆ นั้นทำให้ท่านหยุด
พิจารณาแล้วยื่นมือไปหยิบดวงแก้ววิเศษนั้น ท่านบอกว่ามัน
ง่ายดายมาก พอท่านจับดวงแก้วไว้แสงเรือง ๆ สว่าง ๆนั้น
ก็ค่อย ๆมืดดับไปจนหมด เหลือแต่สภาพเป็นดวงแก้ว
(สีขุ่นขาวนวลไม่ถึงกับใสแจ๋วนัก) ท่านจึงพิจารณาทราบว่า
เจ้าของหมายถึง ผู้รักษาแก้วนั้นหรือแก้วกายสิทธิ์นั้นคงจะให้
ท่าน ท่านจึงเก็บไว้ ต่อมาท่านได้ถวายพระอาจารย์แนนซึ่ง
เป็นพระธุดงค์อีกองค์หนึ่งไป

(นี่เป็นเรื่องจริงทุกประการ ท่านสามารถเรียนถามได้จาก
พระอาจารย์พุฒ วัดเขาสวนกวางได้ทุกเวลา)



เรื่องเกี่ยวกับแก้วเสด็จ คือ ตั้งแต่สมัยโบราณ คนเฒ่า
คนแก่ จะเล่าให้ฟังว่าตามป่าเขายามดึกสงัด
วันเพ็ญ 15 ค่ำ มักมีแก้วสุกใสสว่างดวงกลมลอยขึ้น จาก
ภูเขาลูกนี้ไปลงเขาลูกนั้น พอใกล้สว่างก็ลอยกลับลงมาที่เขา
ลูกเดิม แก้วบางดวงก็เล็ก,ใหญ่มีรัศมีสีแสงอ่อนไม่เท่ากัน
บางดวงมีบริวารแวดล้อมระยิบระยับไปหมด เรื่องทำนองนี้
มีผู้พบเห็นมาแต่โบราณจนแม้ในยุคปัจจุบัน ทำให้เป็นที่
สนใจสงสัยของบรรพบุรุษ ซึ่งสมัยนั้นคงสงสัยในใจกันมา
นาน และสมัยโบราณปกครองด้วยระบบเจ้าขุนมูลนาย
ดังนั้นเมื่อเจ้าเมืองที่เมืองป่า เขาได้พบเห็นปรากฏการณ์นี้
ด้วยความสงสัยมานาน ที่เห็นดวงสว่างลอยขึ้นจากยอดเขา
หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของภูเขา แล้วลอยไปยังเขาอีกลูกหนึ่ง
พอใกล้สว่างก็ลอยกลับที่เดิม เป็นเช่นนี้นานเข้า ด้วยความ
สงสัยอยากรู้ และอาศัยมีอำนาจสั่งการให้ไพร่ฟ้าหรือบริวาร
ทดลองขุดดูตรงบริเณที่แสงลอยหายตกวูบไป

เมื่อขุดดูก็ได้พบแท่งแก้วผลึกบ้าง ก้อนแก้วผลึกบ้าง
เป็นหินขาวใสบริสุทธิ์บ้าง ขาวขุ่น ๆ ใส ๆ บ้าง จึงนำมาทำ
เป็นเครื่องประดับยอดเจดีย์ เช่นทำเจียระไนเป็นรูปดอกบัว
รูปดวงแก้วกลม ไว้บนฉัตรทองคำยอดพระธาตุ เจดีย์ต่าง ๆ
เช่น เจดีย์หริภุญชัย ลำพูน,พระธาตุดอยสุเทพ,พระธาตุ
ต่าง ๆ ทั่วภาคเหนือ,พระธาตุนครศรีธรรมราช ก็มีดวงแก้ว
กลมใสจำนวนมากประดับบนฉัตรรอบยอดเจดีย์

และวันดีคืนดี ก็จะมีปาฏิหารย์เป็นดวงแสงสว่างลอย
จากยอดเจดีย์นั้นไปหาเจดีย์นี้ เชื่อกันว่าแก้วเสด็จไปมาหา
สู่กับแก้วด้วยกันในถิ่นอื่น ๆ หรือไปเยี่ยมกัน

และนอกจากนี้คนยุคโบราณยังนำหินแก้วกายสิทธิ์
เหล่านี้มาเจียระไน ทำเป็นพระพุทธรูปบรรจุไว้ในเจดีย์ที่
เชียงแสน,เชียงใหม่,อ.ฮอด,เชียงราย,ลำพูน,ลำปาง,น่าน
แพร่,อุตรดิตถ์,พิษณุโลก,อยุธยา ฯลฯ แสดงว่ามีผู้รู้จักแก้ว
กายสิทธิ์มาแต่โบราณกาลนับพัน ๆ ปีแล้ว

จากหลักฐานที่ขุดค้นพบจากกรุเจดีย์ต่าง ๆ ในภาคเหนือนั้น
ก็ล้วนพบดวงแก้วกายสิทธิ์บ้าง พระหินแก้วกายสิทธิ์บ้าง
และกายสิทธิ์รูปต่าง ๆ ดังปรากฏหลักฐานใน
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดทั่ว
ประเทศ ซึ่งจะพบว่าตามกรุเจดีย์วัดร้างที่ขุดพบนี้
มีพระแก้วกายสิทธิ์,ช้างแก้ว,กวางแก้ว,ผอบแก้วใส่พระ
บรมสารีริกธาตุและมีดวงแก้วกลมอีกด้วย เช่น ที่พบจาก
เมืองฮอดเชียงใหม่ เชียงแสน เชียงของ เชียงคำ และ
อำเภอเถิน ลำปาง แสดงว่าบรรพบุรุษของไทย
ได้รู้จักแก้วกายสิทธิ์มานานแล้วตั้งแต่โบราณกาล

ความลับเกี่ยวกับเรื่องขุมแก้วกายสิทธิ์ในเมืองเหนือ

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพระพุทธ
แก้ว อันถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง เพราะแก้วย่อมถือเป็นของ
มีค่าหาได้ยาก โดยเฉเพาะแก้วหินจากธรรมชาติ พระแก้วที่เกิด
ขึ้นในเมืองเหนือที่ถือเป็นพระปฏิมากรองค์สำคัญ เช่น พระ
พุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตน
ศาสดารามในปัจจุบัน ก็พบครั้งแรกในกรุกลางเมืองเชียงราย
เมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๙

พระแก้วอีกองค์หนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ที่วัดพระธาตุลำปาง
หลวง มีหน้าตัก ๖ นิ้ว พบในลำปางตามตำนานกล่าวว่าพบ
เป็นลูกแก้วอยู่ในผลแตงโม (มะเต้า) แล้วนำมาเจียระไนเป็น
พระพุทธรูป

พระแก้วอีกองค์หนึ่ง มีความสำคัญคู่ตำนานคือ พระแก้วหริ
ภุญชัย กล่าวว่าเป็น พระแก้วของพระนางจามเทวีแต่สมัยหริ
ภุญชัย ขณะนี้อยู่ที่วัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่ ทราบกันดีในชื่อ
พระเสตังคมณี

นอกจากนี้ยังมีประดิษฐกรรมจากแก้ว ที่พบกันในกรุร้างวัด
ต่าง ๆ ในเขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่ามีทั้งพระ
พุทธรูปแก้วกายสิทธิ์ใส ๆ ช้างแก้ว กวางแก้ว ดวงแก้วกลมใส
ผอบแก้วใสบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในเขตเมืองเก่า เชียง
แสน เชียงขอม เชียงคำ และเขตกรุร้างต่าง ๆ ในจังหวัดภาค
เหนือ และในกรุวัดร้างของอำเภอเถินก็พบหลักฐานที่
ประดิษฐกรรมเจียระไนจากหินแก้วกายสิทธิ์ ในรูปต่าง ๆ
เจริญอยู่ในสมัยลานนาไทยมานานแล้ว ทางสุโขทัยและพระ
นครศรีอยุธยา การขุดค้นต่าง ๆ ของคณะโบราณคดี
มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็พบแก้วใสด้วยวิธีเจียระไนแบบพื้น
เมืองโบราณ ลึกลงไปในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้พบหลัก
ฐานว่าคนในสมัยดึกดำบรรพ์ได้นำลูกแก้วปัดสีต่าง ๆ มาประดับ
คุ้มครองตัวเอง เราจะหาดูได้จากพิพิธภัณฑ์อู่ทองสิ่งที่น่า
สนใจยิ่งคือ ลูกแก้วลูกปัดที่มีสีขาวใสสะดุดตาเรียกว่า
“แก้วน้ำค้าง” ซึ่งจัดอยู่ในประเภทหินแก้วกายสิทธิ์ หินผลึก หิน
เขียวหนุมาน หินแก้วโป่งข่ามนั่นเอง

นอกจากหินแก้วกายสิทธิ์สีขาวแล้ว อาจมีสีม่วง ชมพู น้ำ
ชา สีฟ้า และมีแร่ธาตุต่าง ๆ เข้าปะปนมีคล้ายตะไคร่น้ำ ทราย
หรือเป็นเส้นสีดำ สีทอง สีนาค สีเงิน ซึ่งล้วนเป็นหินแก้ว
กายสิทธิ์เกิดเองตามธรรมชาติ มีอายุนับล้าน ๆ ปี หินแก้วชนิด
ขาวใสบริสุทธิ์เป็นของหายากและมีค่าสูงพอ ๆ กับสีม่วงใสซึ่
นิยมกันมาก และมีราคาแพงแต่ทว่าลักษณะหินแก้วใสเหล่านี้
เกิดเองมีขนาดใหญ่ ๆ ที่ใสบริสุทธิ์จริง ๆ หายากมาก ส่วนมาก
มักขุ่นครึ่งใสครึ่ง ถึงใสหมดก็มีขนาดเล็ก และหายากมีค่าสูง
ส่วนบางก้อนถึงใสสนิทก็อาจมีลายหินม่านหินตามธรรมชาติ
เกิดอยู่ภายในปะปนอยู่ทุกก้อน ทุกดวง มากบ้าง น้อยบ้าง
ต้องเข้าใจตามความเป็นจริงของธรรมชาติ

ในต่างประเทศ เช่น จีน
เรียกแก้วกายสิทธ์นี้ว่า “หินแก้วจุยเจีย” หรือที่
แปลกันว่าแก้วหยกน้ำค้าง หรือ น้ำกลายเป็นหินแข็งใส
ทำนองนี้ แก้วจุยเจียมักมีคุณภาพความใสสะอาดเป็นเลิศ และ
มีขนาดใหญ่ สามารถนำมาเจียระไนเป็นลูกแก้วกลมใสขาดเท่า
ลูกพุทรา เท่ามะนาว

ตัวอย่างในตำนานจีนประวัติ 8 เซียน กล่าวถึง
"หลีเล่ากุน" มีดวงแก้ววิเศษเท่าผลส้ม เปล่งแสงออกมาเป็น
ฉัพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการ และเมื่ออธิษฐานขอดูภาพ
เหตุการณ์ต่าง ๆ จากดวงแก้ว จะเห็นตามเป็นจริง นอกจากนี้
ในศาสนาพุทธมหายานในจีน พระพุทธรูปตรีกาย (ซำเป้า)
พระพุทธรูปองค์กลาง(พระศากยมุนี) พระหัตถ์ถือดวงแก้วเป็น
สัญลักษณ์

ส่วนทางยุโรป อเมริกาเรียกว่าร็อคคริสตัล “คริสตัล”
เรียกสั้น ๆ ว่า คว้อทซ์นั่นเอง ประชาชนชาวจีน
ชาวญี่ปุ่น นิยมนำเอาหินจุยเจียมาทำเป็นดวงแก้วกลมเล็กบ้าง
ใหญ่บ้าง เพื่อนำมาเป็นนิมิต ปฏิบัติธรรม ซึ่งมีอานุภาพต่อ
ทางจิตสูงมาก เช่นถือกันว่ามีพลังวิเศษอยู่ในดวงแก้วนั้น

ในทวีปอเมริกานิยมเอาหินแก้วใสบริสุทธิ์ ร็อคคริสตัล
จุยเจียนี้ทำเป็นคริสตัลบอลล์ หรือดวงแก้ว ใช้เพ่งให้จิตเป็น
สมาธิ เพื่อให้รู้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่นยีนส์ ดิกสัน
ชาวอเมริกาที่โด่งดังในอเมริกา

สำหรับในประเทศไทยนิยมยกย่องหินแก้วผลึกขาวใส
(จุยเจีย) เป็นรัตนะ (แก้วอันประณีต ประเสริฐ) เป็น
ของบริสุทธิ์จึงนิยมมาเจียระไน เป็นพระพุทธรูป,ผอบ,
เจดีย์แก้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า,
พระธาตุของพระอรหันต์ และนิยมทำเป็นดวงแก้วกลม
ประดับบูชาไว้บนยอดเจดีย์ต่าง ๆ



เช่น พระธาตุดอยสุเทพ,พระธาตุหริภุญชัย , พระตาลดอยป่า
ตาล ทั่วภาคเหนือ และพระธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ก็มีดวง
แก้วหินขาวใสจุยเจียประดับ บนยอดฉัตรเจดีย์หุ้มด้วยสาแหรก
ทองคำจำนวนหลายสิบดวง

แก้วกายสิทธิ์ แก้วจักรพรรดิ์

แก้วกายสิทธิ์ แก้วจักรพรรดิ์

ทรัพย์ ๒ อย่าง

หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยอธิบายว่า............
ทรัพย์อันหมายถึงเครื่องปลื้มใจในโลกนี้แบ่งออกเป็น
๒ อย่างคือ สวิญญาณกทรัพย์ และ อวิญญาณกทรัพย์

สวิญญาณกทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่มีวิญญาณ หรือทรัพย์เป็น

อวิญญาณกทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่ไม่มีวิญญาณ
หรือทรัพย์ตาย

หลวงพ่อท่านให้อัตถาธิบายว่า สวิญญาณกทรัพย์
คือทรัพย์เป็นนั้น เป็นทรัพย์ที่สำคัญยอดยิ่ง คนที่ไม่เข้าใจ
จะหลงหาสะสมแต่อวิญญาณกทรัพย์ คือทรัพย์ตาย ทรัพย์
เป็นไม่หา ถ้าคนมีปัญญาจะไม่หาทรัพย์ตาย ทรัพย์เป็น
ที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเอง ถ้าเราทำตัวของเราให้ดี มีวิชา
ความรู้ความสามารถจะเป็นที่พึงประสงค์ของคนทุกคน
ใครเห็นก็อยากได้ไปอยู่ด้วย อยากจะได้เป็นพรรค
เป็นพวกด้วย ถ้าเป็นหญิงก็ต้องมีวิชาความรู้ของหญิง มี
ความสามารถรักษาตัวดี หญิงบางคนมีรูปสวยไม่มีใครเทียม
ทันจนเป็นที่เลื่องลือ ขนาดพระเจ้าแผ่นดินยังต้องให้เสนา
อำมาตย์ไปรับมาอภิเษกเป็นมเหสี เรียกว่า สวิญญาณก
ทรัพย์เกิดขึ้นในตัวเอง

คนที่เขาจะรับผู้ใดไปร่วมสกุล ร่วมวงศ์วานเขาจึงต้องดูให้
รอบคอบ พิจารณาให้ละเอียดเพราะกลัวจะไปเจอคนชั่วเข้า
คนที่มีลักษณะชั่วจึงไม่เป็นที่พึงปรารถนาของผู้ใด เพราะ
กลัวจะไปทำให้ลูกหลานที่เกิดมาสืบลักษณะชั่วอีก เขาจะ
แสวงหาที่สวยกันทั้งนั้น ยิ่งสวยงามจนไม่ทีที่ติยิ่งเป็นที่
นิยมชมชอบ ได้ชื่อว่าเป็นสวิญญาณกทรัพย์แท้ ๆ

ส่วน อวิญญาณกทรัพย์ คือทรัพย์ตาย เป็นเครื่องใช้สอย
ของสวิญญาณกทรัพย์ คือมนุษย์นั่นเอง ทรัพย์ที่
มนุษย์ใช้สอยไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เรือกสวนไร่นา
ตึกรามบ้านช่อง ล้วนเป็นอวิญญาณกทรัพย์ทั้งสิ้น ส่วนพวก
สิ่งที่มีชีวิตต่าง ๆ ที่เป็นบริวารของมนุษย์ เช่น วัว ควาย
ช้าง ม้า เป็ด ไก่ สุกร ข้าทาสบริวาร เหล่านี้ล้วนเป็น
สวิญญาณกทรัพย์ แต่เป็นสวิญญาณกทรัพย์จริง ๆ ก็คือตัว
ของตัวเอง

การที่จะเป็นสวิญญาณกทรัพย์ชั้นดีหรือชั้นเลวนั้น ขึ้นอยู่กับ
การทำตัวเราเอง ถ้ารู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
รู้จักสร้างตัวสร้างหลักฐาน รู้จักปรับปรุงแก้ไขตัวเอง ไม่ปล่อย
ชีวิตไปตามยถากรรม เรียกว่ารู้จักสร้างสวิญญาณกทรัพย์
ทรัพย์ที่ดีเกิดขึ้นในตัวเอง ถ้าทำตัวไม่เป็นเรื่องเป็นราว เกียจ
คร้านเหลวไหล จัดเป็นสมบัติเลว คือเป็นสวิญญาณกทรัพย์
อย่างเลว

ในสากลโลกนี้ เขาต้องการแต่สิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็น
สวิญญาณกทรัพย์หรือ อวิญญาณกทรัพย์ ทุกคนเขาต้อง
การแต่สิ่งดีเยี่ยม ทรัพย์ในโลกนี้ต้องคัดชนิดเนื้อเยี่ยม
ตั้งแต่เนื้อเงิน เนื้อทอง เนื้อเพชร เนื้อแก้ว ต้องคัดกัน
อย่างละเอียด ถึงแก้วสารพัดนึก แก้วกายสิทธิ์

สิ่งที่จัดเป็นสวิญญาณกทรัพย์รัตนะ ๗ ประการมี ช้างแก้ว
ม้าแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว นางแก้ว จักรแก้ว
แก้วมณี อันเป็นสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ

พระเจ้าจักรพรรดิมี ๓ ประเภทคือ

-บรมจักร (จักรพรรดิอย่างสูง)
-มหาจักร (จักรพรรดิอย่างกลาง)
-จุลจักร (จักรพรรดิอย่างต่ำ)

สมบัติเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นในโลกแล้วช่วยทำให้โลกเป็นสุข
จัดเป็นสวิญญาณกทรัพย์แท้จริง

ตามปกตินั้นเมื่อโลกได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน ไม่มี
ความสงบสุข พระพุทธเจ้าจะอุบัติมาเป็นที่พึ่งของมนุษย์
โลก ถ้ายุคนั้นไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง จะมีพระปัจเจก
พุทธเจ้าแทน หากยุคนั้นว่างทั้งพระพุทธเจ้า และพระ
ปัจเจกพุทธเจ้า พระเจ้าจักรพรรดิจะมาเกิดพร้อมรัตนะ ๗
ประการ เพื่อเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ บรรเทาความทุกข์ยาก
เดือดร้อน ปราบปรามพวกมิจฉาทิฐิให้เบาบางลง ทำให้
มวลมนุษย์ได้รับความสงบสุขขึ้น

สวิญญาณกทรัพย์ ๗ ประการนี้ลึกซึ้งยิ่งนัก ดูเหมือน
เป็นของตาย แต่ความจริงแล้วเป็นของเป็น เหาะเหิร
เดินอากาศไปได้มาได้ ในโลกมนุษย์นี้และโลกอื่น ๆ ล้วน
แล้วแต่มีสวิญญาณกทรัพย์เหล่านี้ ไว้ใช้สอยทั้งนั้น จัดเป็น
รัตนะอันประณีตในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราช
ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานนรดี และปรนิมมิตวสวัตตี
ทุกชั้นล้วนมีแก้วมณีทั้งสวิญญาณทรัพย์ และ อสวิญญาณ
กทรัพย์ทั้งสิ้น

แก้วมณีที่เป็นอวิญญาณกทรัพย์ คือ ทรัพย์ตาย ได้แก่
เครื่องประดับตกแต่งวิมานแท่นที่นั่งที่นอน ล้วนแต่สวยสด
งดงาม ประณีต เป็นของมีค่าที่เป็นสวิญญาณกทรัพย์ หรือ
ทรัพย์เป็นได้แก่รัตนะ ๗ ประการ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ทำให้มีแต่ความสุขกายสุขใจ ไม่มีความทุกข์

นอกจากสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นแล้ว ในชั้นพรหมทั้ง ๑๑ ชั้น คือ
พรหมปาริสัชชาภูมิ พรหมปุโรหิตาภูมิ มหาพรหมมาภูมิ
ปริตตภาภูมิ อัปปมานาภูมิ อาภัสราภูมิ ปริตตสุภาภูมิ
อัปปมานะสุภาภูมิ สุภกิณหาภูมิ เวหัปผลาภูมิ
อสัญญีสัตตาภูมิ ก็ใช้รัตนะ ๗ ประการนี้เช่นกัน

แต่รัตนะ ๗ ประการนี้ทั้งที่เป็น สวิญญาณกรัตนะ และ
อวิญญาณกรัตนะ ก็หาเลิศประเสริฐไปกว่าพระพุทธเจ้าไม่
พุทธรัตนะเป็นรัตนะสูงสุด

การที่เราได้ธรรมกายคือการเข้าถึง พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ
สังฆรัตนะ เรียกว่าตัวพระรัตนตรัย หรือแก้ววิเศษสุด ๓
ประการนั่นเอง รัตนะแปลว่าแก้ว ในที่นี้หมายถึงเอาแก้ว
อย่างประเสริฐ เช่นแก้วมณีโชติ ถึงนับถือกันว่าเป็นแก้วมี
คุณวิเศษสูงสุด ใครมีไว้ย่อมชื่นชมโสมนัส อิ่มอกอิ่มใจยิ่ง
กว่าทรัพย์สินอย่างอื่นทั้งหมดในโลก แก้วรัตนะตรัยนี้เหมือน
กัน ผู้ใดเข้าถึงก็ย่อมอิ่มใจชื่นใจเช่นเดียวกัน ดังมีพระบาลี
รับรองมาในรัตนะสูตรดังนี้

ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา สัคเคสุ วายัง ระตะนัง
ปะณีตัง นะโน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ อิทัมปิ พุทเธ
ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัติถิ โหตุฯ

รัตนะอันใดมีค่าอันเป็นเครื่องปลื้มใจในโลกนี้ หรือโลกอื่นก็ดี
แก้วล้ำค่าอันใดที่ละเอียดอ่อนในสวรรค์ก็ดี
สิ่งเหล่านี้จะประณีตเสมอด้วยพุทธรัตนะนั้นไม่มีเลย
นี้แลเป็นความกายสิทธิ์ของดวงแก้วในพระพุทธเจ้า
ด้วยเดชะวาจานี้ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดขึ้น


พุทธรัตนะนี้มีสัณฐานเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูมขาว
ใส เป็นแก้วมีรัศมีขาวใสประดุจเพชรน้ำดีไม่มีที่ติ

ดวงธรรมที่มีลักษณะกลมใสบริสุทธิ์ ใสสว่างดุจแก้วมณีโชติ
ที่ศูนย์กลางกายพุทธรัตนะนั้นคือธรรมรัตนะ

พุทธรัตนะนั้นคือธรรมกาย
ธรรมรัตนะคือดวงธรรม

ส่วนธรรมกายละเอียดที่อยู่กลางดวงธรรมนั้นคือสังฆรัตนะ
เป็นแก้วใสสว่าง แก้วทั้งสามองค์รวมเรียกว่า พระรัตนตรัย

แก้ววิเศษ ๓ ประการนี้ใครได้เข้าถึงเป็นเจ้าของจะมี
แต่ความสุขใจ อันใดเปรียบไม่ได้เลย เป็นของวิเศษสุดใน
โลก เป็นสุดยอดของมนุษย์ทุกคนที่พยายามหาหนทาง
เข้าถึงพระรัตนตรัยนี้

กายสิทธิ์คืออะไร

กายสิทธิ์คืออะไร
กายสิทธ์ คืออะไร?
มีความสำคัญต่อการเจริญวิชชาธรรมกายอย่างไร?

กายสิทธิ์ในวิชชาธรรมกาย เรียกว่า ภาคผู้เลี้ยงมนุษย์
ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงมนุษย์ มีหน้าที่เลี้ยงดูพิทักษ์รักษาพวกกาย
มนุษย์ พวกกายสิทธิ์มีรูปร่างคล้ายพระ พุทธรูปทรงเครื่อง
มีดวงแก้วเป็นเรือนอาศัย กล่าวโดยย่อ มี ๓ ขั้น คือ

๑. จุลจักร พร้อมทั้งบริวารมีหนาที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์
ที่มีบารมีอย่างต่ำ
๒. มหาจักร พร้อมทั้งบริวารมีหน้าที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์
ที่มีบารมีชั้นกลาง
๓. บรมจักร พร้อมทั้งบริวารมีหน้าที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์
ที่มีบารมีชั้น สูง

มนุษย์คนหนึ่ง ๆ มีจักรพรรดิทั้ง ๓ พร้อมบริวารชุดหนึ่ง ๆ
เป็นผู้เลี้ยง และอาจผลัดเปลี่ยนกันรักษาไปตามคราว ๆ เป็น
ต้นว่า...
คราวใดจุลจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาก็มีทรัพย์สมบัติ
และความสุขน้อย
คราวใดมหาจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาก็มีทรัพย์สมบัติ
และความสุขมัชฌิมา
คราวใดบรมจักรกับบริวารเลี้ยงรักษา ก็มีสมบัติ
และความสุขบริบูรณ์ทุกประการ

ไม่เลี้ยงรักษาแต่เฉพาะกายมนุษย์เท่านั้น สิ่งไม่มีวิญญาณก็
สมบูรณ์เหมือนกัน ถึงแม้สมัยยุคของโลกก็เลี้ยงทั่วไปเป็น
สาธารณะเหมือนกัน

ถ้ายุคใดสมัยใด จุลจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาโลกก็มีความสุข
น้อย สมบัติและอาชีพต่าง ๆ ก็อัตคัดกันดารไม่สมบูรณ์

ถ้ายุคใดสมัยใด มหาจักร กับบริวารเลี้ยงรักษา โลกก็มี
ความสุข เป็นมัชฌิมาทรัพย์สมบัติและเครื่องกินเครื่องใช้
ก็พอปานกลาง ไม่ฟุ่มเฟือยนัก และ ไม่กันดารนัก พอ
ปานกลาง

ถ้ายุคสมัยใด บรมจักรกับบริวารเลี้ยงรักษา โลกก็บริบูรณ์
ไปด้วยความ สุขทุกประการ ทรัพย์สมบัติ วิญญาณกทรัพย์
และอวิญญาณกทรัพย์ก็หาได้ง่าย มั่งคั่งสมบูรณ์ไปตาม ๆ
กัน ไม่เบียดเบียนกัน

จักรทั้ง ๓ กับบริวารที่กล่าวมานี้ เฉพาะกายมนุษย์
ส่วนกายอื่น ๆ ก็มีจักรทั้ง ๓ กับบริวารเลี้ยงรักษามีประจำ
สำหรับทุกกายไปตลอดจนกายสุดหยาบ สุดละเอียดเท่ากัน
เหมือนกัน ถ้าเลี้ยงกายไหน รูปพรรณสัณฐาน ร่างกายก็
เหมือนกายนั้น เช่นจักรเลี้ยงกายมนุษย์และกายทิพย์
เลี้ยงกายปฐมวิญญาณหยาบ เลี้ยง กายปฐมวิญญาณ
ละเอียด เลี้ยงกายธรรมเป็นต้นก็มีรูปพรรณสัณฐานเหมือน
กับกายนั้น ๆ แต่ทว่าดีกว่า ใสกว่ากายนั้น ๆ ส่วนรูปร่าง
เหมือนกับกายที่เลี้ยงนั้น ตลอดจนกายสุดหยาบสุดละเอียด

จักรทั้ง ๓ นั้น เหตุใดจึงเรียกนามว่า จักร คือ กายสิทธิ์มีตัวอยู่
ในดวงแก้ว ดวงแก้วนั้นเป็นบ้านเรือนสำหรับอยู่อาศัยของเขา
เหมือนมนุษย์อาศัยอยู่บ้านเรือน

ภายในดวงแก้วนั้นมีรัตนะเจ็ด คือ แก้ว ๗ ประการ ดังต่อไปนี้

จักรแก้ว ๑
ช้างแก้ว ๑
ม้าแก้ว ๑
ดวงแก้วมณี ๑
นางแก้ว ๑
คฤหบดี (ขุนคลัง) แก้ว ๑
ขุนพลแก้ว ๑

ในแก้ว ๗ ประการนี้ จักรแก้วเป็นใหญ่ เป็นประธานในแก้ว ๗
ประการ ทั้งหลายเหล่านั้น ในแก้ว ๗ ประการ เป็นตัวอำนาจ
มีสิทธิให้สำเร็จ อำนาจและเกิดการน้อยใหญ่ ดุจดังมหา
อำมาตย์ผู้ใหญ่ เป็นผู้สำเร็จราชการทั้งปวง เพราะเหตุนี้
แหละ จักรทั้ง ๓ นั้นจึงได้นามว่า “จักร”

ความแตกต่างกันของจักรทั้ง ๓ นั้นคือ

จุลจักร เป็นดวงแก้วกลมใส สะอาด บริสุทธิ์
ประณีต มีฤทธิ์อำนาจและบริวารน้อยกว่าแก้วมหาจักร

มหาจักร เป็นดวงแก้วกลมใส สะอาดบริสุทธิ์
ประณีตกว่าจุลจักร มีฤทธิ์อำนาจบริวารมากกว่าจุลจักร

บรมจักร เป็นดวงแก้วกลมใส ขาวสะอาด
บริสุทธิ์ประณีตกว่าแก้วมหาจักร มีฤทธิ์อำนาจและบริวาร
มากกว่าจุลจักรและมหาจักร

กายหนึ่ง ๆ ก็มีจุลจักร มหาจักร บรมจักร พร้อมทั้งบริวาร
เป็นผู้เลี้ยง มีประจำไปเช่นนี้ทุกกาย กายละพวก ๆ จนสุด
หยาบสุดละเอียด ผู้เลี้ยงก็มีไปจนสุดหยาบสุดละเอียดของ
กายผู้เลี้ยงเหมือนกัน

ขนาดของจักรทั้ง ๓ กับแก้วบริวาร คือ

๑) แก้วจุลจักร และบริวาร ขนาดตั้งแต่เล็กเท่าแววตาดำ
ขึ้นไป จนถึงโตเท่าผลมะตูม หรือผลมะขวิด

๒) แก้วมหาจักร และบริวาร ขนาดผลตาลขึ้นไปจนถึงผล
มะพร้าวแห้ง

๓) แก้วบรมจักร และบริวาร ขนาดตั้งแต่เท่าบาตรขึ้นไปจน
ถึงโตเท่าตะแกรงหรือเท่ากระด้ง

พวกผู้เลี้ยงหรือที่เรียกว่า พวกกายสิทธิ์นี้ ก็มีธาตุตายธรรม
ตาย เป็นต้นว่า ภพเป็นที่อยู่เหมือนกับพวกมนุษย์เช่นเดียวกัน

ธาตุเป็น ธรรมเป็น ก็มีเหมือนกายมนุษย์ คือ มีกาย ใจ จิต
วิญญาณ รวมเป็น ๔ อันเป็นที่ตั้งของเห็นจำคิดรู้ มีธาตุคือ
ธาตุเห็น ธาตุจำ ธาตุคิด ธาตุรู้ รวมเป็น ๔ และมีดวงคือ ดวง
เห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ อีก ๔ รวมเป็น ธาตุ ๑๒
ธรรม ๑๒ (ที่กล่าวมานี้ ปรากฏอยู่ใน หนังสือวิชชามรรค
ผลพิสดาร เล่ม ๒ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำซึ่งเป็นตำรา
วิชชาธรรมกายขั้นสูง)

และยังมีกล่าวถึงเรื่อง แก้วกายสิทธิ์ ในหนังสือมรรคผล
พิสดาร วิชชาธรรมกายชั้นสูง เล่ม ๑ ของหลวงพ่อมงคล
เทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) หน้า ๕๖ ลำดับที่ ๓๓ ดังนี้.....

นิพพานปรุงแต่งขึ้นด้วยธาตุธรรม แก้วกายสิทธิ์ใสสว่างไป
ด้วย แก้วกายสิทธิ์ พื้นและอากาศเบื้องบน และข้างขวา
ซ้าย ภายในนิพพานนั้นสำเร็จไปด้วยแก้วกายสิทธิ์ทั้งนั้น
นิพพานมีลักษณะสัณฐานกลมดังลูกกระสุน (หรือดวงแก้ว)
รอบนอกก้อนกลมนั้นเป็นอากาศว่างสะอาดและละเอียด
บริสุทธิ์ ก้อนกลมนั้น ลอยอยู่กับอากาศมีอากาศที่ละเอียด
สะอาดรองรับอยู่ ภายในก้อนกลมนั้นเป็นเมืองนิพพาน
เป็นที่เสด็จอยู่ของพระพุทธเจ้า และพระอรหันตขีณาสพ
ทั้งหลาย มากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ พื้น
ว่าง และอากาศเป็นพื้นเบื้องบนและอากาศที่เป็นพื้นข้าง
ขวา ข้างซ้าย ภายในก้อนกลมนั้นสำเร็จไปด้วยแก้วกายสิทธิ์
ทั้งนั้น มีพระพุทธเจ้านั่งเป็นแถวเรียงกันไปสุดหู สุดตาจะนับ
จะประมาณมิได้ มีขนาดองศาเท่า ๆ กัน เกตุดอกบัวตูม
เป็นแก้วขาวใส หน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เท่ากันที่
เป็นพระพุทธเจ้า เนื้อแก้วก็ใสสะอาด เนื้อแก้วละเอียดก็มี
น้ำดี เป็นเพชรชั้นที่หนึ่ง มีแก้วอ่อนกว่ากันเป็นชั้น ๆ ที่เป็น
พระสาวกและพระสาวิกา เนื้อแก้วก็ใสละเอียดลงมากกว่า
พระพุทธเจ้า เป็นเพชรน้ำที่รอง ๆ กันลงมา และมีแก่อ่อนกว่า
กันเป็นชั้น ๆ ตามบารมีแก่อ่อนกว่ากัน หรือตามธาตุอ่อนธาตุ
แก่กว่ากัน

ดูภพ ๓ คือ อรูปพรหมนั้นเป็นรูปอยู่ภายในดวงแก้ว
หน้าตักกว่า ๑ คืบ สูง ๑ ศอก นั่งอยู่ภายในดวงแก้วกลม ๆ หุ้ม
ห่ออยู่ ตั้งเป็นแถวเป็นแนว เรียงรายไปสุดหูสุดตาเต็มไปหมด
ภพทั้ง ๓ คือ อรูปพรหม รูปพรหม กามภพ มีอรูปพรหมเป็นสุด
เบื้องบน มีอเวจีนรกเป็นที่สุดเบื้องล่างของภพทั้ง ๓
อรูปพรหมนั้นตั้งลอยอยู่บนอากาศปรุงแต่งขึ้นด้วยธาตุธรรม
เป็นแก้วกายสิทธิ์เหมือนกันแต่หยาบกว่าชั้นนิพพานลงมาตาม
ชั้น พื้นเบื้องล่าง และอากาศเบื้องบน เบื้องขวา เบื้องซ้าย
ของอรูปพรหมนั้น สำเร็จด้วยแก้วกายสิทธิ์ แต่หยาบกว่าชั้น
นิพพานมาก อรูปพรหมอีก ๓ ชั้น ต่ำลงมากเช่นเดียวกัน แต่
หยาบลงมาเป็นชั้น ๆ ทุกทีตลอดลงมาถึงชั้นรูปพรหม ๑๖ ชั้น
ไปจนถึงสวรรค์ ๖ ชั้น และชั้นมนุษย์ ฯลฯ

(จากหนังสือมรรค ผลพิสดาร เล่ม ๑ หน้า ๖๒
ของหลวงพ่อวัดปากน้ำกล่าวไว้อีกว่า.......)

ส่วนของกายสิทธิ์นั้นเหมือนเปลือกหุ้มอยู่ชั้นนอกของศูนย์สิ่ง
นั้น ๆ คือ ในศูนย์ของศูนย์ภพของศูนย์นิพพาน ในศูนย์ของ
ภพ ๓ ในศูนย์ของโลกันต์ ในศูนย์ของกายนั้นนี่ดูส่วนของ
กายสิทธิ์ แต่คงมีคู่กันไปทุกอย่าง ส่วนนอกเป็นของมนุษย์
ส่วนในซ้อนอยู่ข้างในเป็นของกายสิทธิ์ เช่นภพนอกเป็นภพ
ของมนุษย์ ภพที่ซ้อนอยู่ชั้นในเป็นภพของกายสิทธิ์
มีเปลือกส่วนหนึ่ง มีเนื้อส่วนหนึ่งหุ้มซ้อนกันอยู่มีคู่กันไปเช่นนี้
ทุกสิ่งทุกอย่างคู่กันตลอดไปจนสุดหยาบสุดละเอียดเหมือน
ของกายมนุษย์มีสิ่งไร ไปมากเท่าใดของกายสิทธิ์ซึ่งเรียกว่า
ผู้เลี้ยงมนุษย์ ก็มีไปเท่าจำนวนของมนุษย์คู่กันไปเท่านั้น
เหมือนกัน

เพราะกายสิทธิ์เลี้ยงรักษา, ที่กายสิทธิ์นั้นคือได้แก่ จักรแก้ว
๓ จำพวก

๑) จุลจักร มีฤทธิ์และมีอำนาจเดชาศักดานุภาพอย่างต่ำ
มีแก้วกายสิทธ์เป็นบริวารอเนกอนันตัง เป็นคนรับใช้
สอยของแก้วมหาจักรและบรมจักร ซึ่งมีอำนาจเหนือขึ้นไป
มีหน้าที่ดูแล เลี้ยง และรักษามนุษย์ให้สมบัติเกิด และให้ความ
สุขความเจริญแก่หมู่มนุษย์ ป้องกันสรรพสัตว์อันตรายต่าง ๆ
บันดาลให้อาหารเครื่องบริโภค และเครื่องอุปโภค เครื่องใช้
สอยต่าง ๆ ให้บังเกิดขึ้น เป็นความสุขแก่หมู่มนุษย์ และคอย
พิทักษ์ป้องกันรักษา และทรัพย์สมบัติของของหมู่มนุษย์ไม่
ให้เป็นอันตราย

๒) มหาจักร มีฤทธิ์อำนาจมีเดชานุภาพมากกว่า สูงกว่าจุล
จักร มีแก้วกายสิทธิ์ชั้นนี้เป็นบริวารอเนก อนันตัง
อปริมาณัง เหลือที่จะนับจะประมาณได้ มีอำนาจเหนือจุลจักร
แต่เป็นผู้รับใช้สอยของแก้วบรมจักร และมีอำนาจใช้สอยแก้ว
จุลจักร พร้อมทั้งบริวารของแก้วจุลจักร เป็นผู้มีหน้าที่เลี้ยง
และรักษาดูแล ให้สมบัติและความสุขความเจริญพร้อม
อาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค และเครื่องใช้สอย เครื่อง
อุปกรณ์ต่าง ๆ นานาแก่มนุษย์ ป้องกันภัยอันตราย โรคภัยไข้
เจ็บต่าง ๆ นานา ไม่ให้เบียดเบียนแก่หมู่มนุษย์ คอยพิทักษ์
รักษาแก่หมู่มนุษย์ และทรัพย์สมบัติของหมู่มนุษย์ไม่ให้เป็น
อันตรายเช่นเดียวกันกับแก้วจุลจักร แต่ว่าทำหน้าที่ประณีต
กว่า ละเอียดกว่า สูงกว่า ดียิ่งขึ้นไปกว่า ประเสริฐกว่าแก้ว
จุลจักร

๓) บรมจักร มีพระบรมเดชาศักดานุภาพและมีฤทธิ์มีอำนาจ
ใหญ่ยิ่งสูงสุดกว่า จุลจักรและมหาจักร มีแก้วกายสิทธิ์ชั้น
บรมจักรนี้เป็นบริวารอเนกอนันตัง ปริมาณังเหลือที่จะนับจะ
ประมาณได้ มีอำนาจเหนือ และเป็นผู้บังคับบัญชาใช้สอยจุล
จักร,มหาจักรพร้อมทั้งบริวารจุลจักร มหาจักรด้วย เป็นผู้มีหน้า
ทีเลี้ยงและรักษาดูแล ให้สมบัติและความสุขความเจริญ พร้อม
ด้วยอาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค เครื่องใช้สอย เครื่อง
อุปกรณ์ความสุขต่าง ๆ นานา ไม่ให้เบียดเบียนหมู่มนุษย์ คอย
พิทักษ์รักษาดูแลหมู่มนุษย์ และทรัพย์สมบัติของมนุษย์ไม่ให้
เป็นอันตราย คอยให้ความสุข ป้องกันความทุกข์ต่าง ๆ ของ
มนุษย์เช่นเดียวกันกับแก้วจุลจักรและมหาจักร แต่ทว่าทำหน้าที่
ประณีตกว่า อุดมกว่า สูงสุดกว่าละเอียดกว่าเลิศประเสริฐกว่า
ยิ่งใหญ่กว่าแก้วจุลจักรและแก้วมหาจักรทั้ง ๒ ประการนั้น

จักรทั้ง ๓ ประการนี้เป็นผู้มีหน้าที่เลี้ยงและคอยรักษา
มนุษย์เฉพาะภพหนึ่ง ๆ ถ้ามนุษย์ก็จักรทั้ง ๓ นี้เลี้ยงดูด้วย
สมบัติมนุษย์ ถ้ากายทิพย์ กายปฐมวิญญาณหยาบ-ละเอียดก็
มีจักรกายละ ๓ จักรรักษา เลี้ยงด้วยสมบัติละเอียดอันเป็นส่วน
สมบัติทิพย์ สรุปความว่า กายสุดหยาบสุดละเอียดของกาย
ทุก ๆ กาย มีจักรรักษาอยู่กายละ ๓ จักรเหมือนกันหมด

แก้ว ๓ ประการนี้เป็นผู้เลี้ยงรักษาด้วยสมบัติหยาบละเอียดตาม
ขั้นของกายทั่วไปทุกกายไม่เว้นเลย เรียกว่าสมบัติมนุษย์และ
สมบัติทิพย์ ก็คือแก้ว ๓ ประการนี้เองเป็นผู้ให้สมบัติ ส่วนสม
บัตินิพพานนั้นก็มี แก้วกายสิทธิ์อย่างละเอียดเป็นผู้แต่งสมบัติ
ในนิพานอีกเหมือนกันคือ

๑) แก้วจุลพุทธจักร
๒) แก้วมหาพุทธจักร
๓) แก้วบรมพุทธจักร

จักร ๓ ประการนี้ เป็นผู้แต่งสมบัติอันประณีตในส่วนนิพพาน
ให้พระพุทธเจ้าและพระอรหันตขีณาสพทั้งหลายเป็นบรมสุขอยู่
ด้วยทิพยโอชารสาหารอันประณีต สุขุมซึมซาบเอิบอาบปนอยู่
ในไส้ และเป็นบรมสุขอันสุขุมประณีตอยู่ด้วยคุณสมบัติใน
นิพพาน ซึมซาบเอิบอาบปนเป็น อยู่ในพระองค์ละเอียดสุขุม
ยิ่งนัก เป็นบรมสุข แสนสุขชั่วนิรันดร ไม่มีกาล ไม่มีระหว่าง
เพราะพุทธจักร แก้วทั้ง ๓ ประการนั้นเป็นผู้แต่งสมบัติ
ในนิพพานให้เป็นบรมแสนสุข

จักรทั้ง ๑๕ ประการเหล่านี้ คือ

๑) จุลจักร สำหรับกาย ๔ กาย คือ มนุษย์ ทิพย์
ปฐมวิญญาณหยาบ ปฐมวิญญาณละเอียด

๒) มหาจักร สำหรับกาย ๔ กายคือ มนุษย์ ทิพย์
ปฐมวิญญาณหยาบ วิญญาณละเอียด

๓) บรมจักร สำหรับ ๔กายคือ มนุษย์ ทิพย์
ปฐมวิญญาณหยาบ ปฐมวิญญาณละเอียด

รวมเป็น ๑๒ จักรด้วยกันกับอีก ๓ พุทธจักร คือ

๑) จุลพุทธจักร สำหรับพระนิพพาน
๒) มหาพุทธจักร สำหรับพระนิพพาน
๓) บรมพุทธจักร สำหรับพระนิพพาน

รวมเป็น ๑๕ จักร ภพหนึ่งก็มีจักร ๑๕ ประการนี้
..........................
และในหนังสือ มรรคผลพิสดาร เล่มที่ ๑ หน้า๕๓ ได้กล่าวไว้
ในลำดับที่ ๓๑ ว่า

สมบัติ ๓ ประการ คือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ
นิพพานสมบัติ

สมบัติ ๓ ประการนี้เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากได้ยิ่งนัก
เพราะอำนวยความสุขให้สมใจหวังทุกอย่าง ฉะนั้น มนุษย์เรา
ทำบุญกุศลต่าง ๆ จึงได้ตั้งปณิธานความปรารถนากันนักว่า
ขอให้ได้สมบัติ ๓ ประการนี้คือ

สมบัติมนุษย์
สมบัติสวรรค์
สมบัตินิพพาน

สมบัติมนุษย์คืออะไร ? ก็คือ
๑. แก้วจุลจักร ๒. แก้วมหาจักร ๓. แก้วบรมจักร

สมบัติสวรรค์คืออะไร ? ก็คือ
๑. แก้วจุลทิพย์จักร ๒. แก้วมหาทิพย์จักร
๓. แก้วบรมทิพย์จักร

สมบัตินิพพานคืออะไร ?
ก็คือ ๑. แก้วจุลพุทธจักร ๒. แก้วมหาพุทธจักร
๓. แก้วบรมพุทธจักร

สมบัติทั้ง ๓ ประการนี้แหละ เป็นยอดสมบัติทั้งปวง

ในหนังสือ คู่มือสมภาร ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัด
ปากน้ำ สั่งให้เรียบเรียงขึ้นเป็นคู่มือแก่ผู้ปฏิบัติธรรม วิชชา
ธรรมกาย ได้กล่าวไว้ในลำดับที่ ๑๔ ว่า...........

“ดูกายสิทธิ์ในดวงแก้ว”

ให้เอาดวงแก้วที่ถืออยู่ในมือนั้น เข้าไปไว้ในสุดละเอียด
(ศูนย์กลางกาย) หยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงแก้ว ขยายให้ดวงแก้ว
นั้นโตขึ้น ก็จะแลเห็นกายที่อยู่ในดวงแก้วนั้นได้ถนัด เมื่อต้อง
การจะรู้ด้วยเรื่องอะไร ก็ถามได้จากกายที่อยู่ในนั้นได้ กายนี้
เองที่เรียกว่า “กายสิทธิ์”

กายสิทธิ์มีคุณค่าหรือความสำคัญต่อวิชชาธรรมกายอย่างไร

คำตอบ มีคุณค่ามีคุณประโยชน์มหาศาล อเนกอนันตัง
นับแต่เริ่มปฏิบัติธรรมโดยใช้ดวงแก้วกายสิทธิ์กลมใสมาเป็น
นิมิต เจริญภาวนาจนได้บรรลุธรรมถึงธรรมกายและเมื่อถึง
ธรรมกายแล้ว ก็ต้องเจริญวิชชาธรรมกายขั้นสูง ๆ และใช้
กายสิทธิ์ร่วมทำวิชชาขั้นสูง

ดังจะขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ ....

(จากหนังสือมรรคผลพิสดาร เล่ม ๒ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ภาษีเจริญ)

“สิทธิและอำนาจ”

สิทธิและอำนาจทั้งสองอย่างนี้ต่างกัน สิทธิหมายถึงได้สิทธิ
ในสิ่งนั้น ๆ บริบูรณ์เต็มที่ เช่นได้สิทธิเป็นกษัตริย์ ได้สิทธิเป็น
จักรพรรดิ ได้สิทธิเป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นผู้มีสิทธิในเรือก
สวนไร่นาของตน มีสิทธิปกครองสิทธิ์ขาดแต่ไรอำนาจของ
ตนก็มีสิทธิไปแค่นั้น

วิธีแสวงหาสิทธิทางโลก

ต้องใช้วิธีต่าง ๆ นา ๆ ตลอดจนถึงเบียดเบียนรบราฆ่าฟันกัน
เป็นพวก ๆ ใช้ศัสตราวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เข้าประหัตประหาร
กัน เพื่อแย่งสิทธิกันนั่นเอง เพราะชาติใดพวกใดได้สิทธิขยาย
เขตออกไปมากแค่ไร อำนาจการปกครองขยายส่วนไปแค่นั้น
ตามสิทธิ

ส่วนการแสวงหาสิทธิในทางธรรมนั้น

ไม่ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ประหัตประหารกันเช่นนั้น ใช้สมาธิจิต
หรือจิตตานุภาพที่หยุดนิ่งจนละเอียดไม่มีที่สิ้นสุดที่เรียก
ว่า “อนัตตญาโน” นับเป็นเครื่องหาสิทธิของเขามา คือ เอา
กายทั้งหมดทุกกายตลอดวงศ์สายขาว, วงศ์สายกลาง, วงศ์
สายดำ ทั้งเถาชุดชั้นตอนภาคพืด มาซ้อนสับทับทวี
เข้าในกายมนุษย์ กลั่นให้ใสสะอาดดี แล้วเอาจุลจักรกับพวก
บริวารพร้อมด้วยสมบัติรัตนะ ๗ ประการ และมหาจักรกับพวก
บริวารพร้อมด้วยสมบัติรัตนะ ๗ ประการ ของทุก ๆ กาย
ตลอดวงศ์สายขาว สายกลาง ทั้งกายเถาชุดชั้นตอนภาคพืด
ลงมาซ้อนในรัตนะ ๗ ประการ นั้นทั้ง ๗ อย่าง หรือเฉพาะ
อย่างเดียวก็ได้ คือเมื่อเอารัตนะอย่างหนึ่ง อีก ๖ อย่างก็รวม
ในจักรแก้วหมดนั้นทุกอย่าง หรือจะไม่รวมเฉพาะอย่างให้คง
อยู่เป็นสัตตรัตนะอยู่ครบทั้ง ๗ก็ได้ สุดแท้แต่จะต้องการ
แล้วกลั่นให้ใสสะอาดทั้ง ๗

แล้วเอามือขวาของกายมนุษย์ถือจักร
มือซ้ายถือดวงแก้ว

ส่วนรัตนะอีก ๕ อย่างนั้น เอาเข้าในกายมนุษย์ กลั่นให้กาย
ใสเป็นแก้ว นี้เป็นการยืนพื้นไว้มูลเดิม แล้วพิสดารรัตนะ ๗
ออกไปตามแต่ต้องการจะใช้

เมื่อกายมนุษย์นี้ มือขวาถือจักรแก้ว มือซ้ายถือดวงแก้วมณี
โชติ และแก้วอีก ๕ นั้น กลั่นเข้าในกายมนุษย์จนใสสะอาด
บริสุทธิ์ดีแล้ว จึงเดินเครื่องเข้าไปในหัวใจเครื่องของสิทธิ
ร้อยไส้ หัวใจ เครื่องสิทธิเข้าไป เป็นลำดับ ๆ ไม่ถอยหลัง
กลับ ละเอียดเข้าไป แก่เข้าไปทุกที เข้าไป ในหัวใจเครื่อง
ของทะเลสิทธิ ของเหตุทะเล ในเหตุทะเลสิทธิ ละเอียดหนัก
เข้าไปไม่ถอยหลังกลับ แก่เข้าไปเท่าไร ละเอียดเข้าไปเท่าไร
ร้อยไส้เครื่องสิทธิเข้าไปได้เท่าไร ก็ชื่อว่าได้ธาตุธรรมเป็น
สิทธิเท่านั้น ๆ และได้อำนาจปกครองบังคับธาตุธรรมได้
แค่นั้น ๆ เหมือนพระมหากษัตริย์รบได้อาณาเขตออกไป
เท่าไรก็ได้อำนาจปกครองเท่านั้น ๆ ทำไปเช่นนี้เป็นลำดับ ๆ
จนกว่าจะยึดสิทธิในธาตุธรรมได้ทั้งหมด

ถ้ายึดสิทธิธาตุธรรมได้ทั้งหมดแล้ว ก็เอาแก้วบรมพุทธจักร
สูงสุดมาใช้ได้ เมื่อใช้บรมพุทธจักรสูงสุดมาใช้ได้ เมื่อใช้
บรมพุทธจักรสูงสุดได้แล้ว ก็มีอำนาจบังคับให้เกิดบุญ
ศักดิ์สิทธิ์ และบังคับบาปศักดิ์สิทธิ์ได้สมใจนึก

เพราะฉะนั้น วิชชา (วิชชาการสะสางธาตุธรรม) นี้

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ
ภาษีเจริญ) อุตส่าห์พยายามยิ่งนักทุกคืนวันเป็นเวลา ๑๑ ปี
เศษ เพื่อจะยึดสิทธิมาสร้างความสุขให้แก่สัตว์โลกทั่วไป
ตลอดทั้งแสนโกฏิจักรวาลอนันตจักรวาล ทั้งสิ้นโดยไม่ถอย
หลังกลับ

พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพ ทั้ง
หลาย สร้างบารมีองค์ละมาก ๆ นับด้วยอสงไขยก็เพื่อจะยึด
สิทธินี้เอง เพราะสิทธิเป็นตัวสำเร็จ สิทธิทางโลกยึดได้ด้วย
กำลัง ศัสตราวุธ

ส่วนสิทธิทางธรรมยึดได้ด้วยบารมีเท่านั้น
นอกจากบารมีแล้วยึดไม่ได้

บารมีนั้นมี ๓๐ ประการคือ

ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี
ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และ
อุเบกขาบารมี รวมเป็น ๑๐

เมื่อบารมีแก่กล้าขึ้นเต็มส่วน ก็จะกลั่นตัวเองเป็นอุปบารมี
อีก ๑๐ และเมื่ออุปบารมีแก่กล้าขึ้นเต็มส่วนก็จะกลั่นตัวเอง
เป็นปรมัตถบารมีอีก ๑๐ รวมเป็น ๓๐ ประการ

รัศมีนั้นก็มาจากบารมี ๓๐ นั่นเอง แต่กลั่นเป็นแสงสว่าง
รุ่งโรจน์โชติช่วงขึ้นเป็นรัศมีสว่าง

กำลัง คือ ความแรง และความแก่กล้าของบารมี ๓๐ นั้น
แรงกล้าขึ้น

ฤทธิ์ คือ สำเร็จผลของบารมี ๓๐ นั้น คือตัวยึดสิทธินั่นเอง

ทั้งบารมี, รัศมี, กำลัง, ฤทธิ์, เหล่านี้ พระพุทธเจ้า
พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพเจ้าทั้งหลาย ตลอด
จนถึงพระอริยสาวก และปุถุชนทั้งสิ้น ได้ก่อสร้างบำเพ็ญมา
นับชาติไม่ถ้วน เป้าหมายแห่งจุดประสงค์นี้ ก็เพื่อจะเป็น
กำลังให้มากจนกว่าจะพอการยึดสิทธิได้สำเร็จผลนั่นเอง
เหมือนชาวโลกตระเตรียมกำลังพลรบบ้าง อาหารบ้าง
ศัสตราวุธบ้าง เพื่อรบเอาดินแดนเป็นสิทธิของพวกตนจน
สำเร็จผลนั้นเอง ฯลฯ

ปี่เซี๊ยะสัตว์มงคลมีอานุภาพในการดูดทรัพย์และขจัดสิ่งชั่วร้ายและทำอย่างอื่นได้อีกไหม?

ปี่เซี๊ยะสัตว์มงคลมีอานุภาพในการดูดทรัพย์และขจัดสิ่งชั่วร้ายและทำอย่างอื่นได้อีกไหม?

ปี่เซี๊ยะ เป็นสำเนียงจีนกลาง ชื่ออื่นๆ ที่รู้จักอาทิ พีซิว, เทียนลู่
ปี่ หมายถึงการขจัด การปิดกลบ , เซี๊ยะ หมายถึงคุณไสย์ อาถรรพณ์ มนต์ดำต่างๆ ปี่เซี๊ยะมีความหมายหลักในการขจัดสิ่งชั่วร้าย คนจีนเชื่อว่าพลังของสัตว์มงคล สามารถบันดาลให้เกิดอำนาจความยิ่งใหญ่ หรือสามารถปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง รวมถึงการขจัดปีศาจ สิ่งชั่วร้ายต่างๆ หนุนเนื่องให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองในการค้า หน้าที่การงาน บังเกิดชื่อเสียง เกียรติยศ มั่งมีโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง ดังนั้น ชาวจีนโบราณก็เลยเขียนรูปปี่เซี๊ยะไว้ตามประตูเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย

ปัจจุบัน การกำจัดสิ่งชั่วร้ายเป็นเรื่องรอง แต่หลักอยู่ที่คุณลักษณะพิเศษคือ อ้าปากกว้าง ไม่มีรูทวาร และเชื่อกันว่า สัตว์มงคลชนิดนี้มาอานุภาพในการดูดทรัพย์

เบญจธาตุของปี่เซี๊ยะ - ปี่เซี๊ยะเป็นสัตว์มงคลลูกผสม 5 ชนิดคือ มังกร (หลง) - ธาตุไม้ , พญาราชสีห์หรือสิงโต (ซีจื่อ) - ธาตุทอง , อินทรี (อิง) - ธาตุไฟ, กวาง (ลู่) - ธาตุน้ำแมว (มาว) - ธาตุดิน

ลักษณะโดดเด่น 8 ประการ - 1. อ้าปากดูดทรัพย์
2. ขาก้าวหน้า 3. หางยาวกวักโชคลาภ 4. ลิ้นยาวตวัดเงินทอง 5. ยกหัวข่มคู่แข่ง 6. อกพึ่งพาย น่าเกรงขาม 7. เท้าตะปบเงิน 8. ไม่มีรูทวาร เงินทองไม่รั่วไหล

อานุภาพพิเศษ - สัมผัสกลิ่นของโชคลาภได้รวดเร็ว ชัดเจนและแม่นยำ
เฉียนหลง ตั้งนาม “เทียนลู่” - เฉียนหลงฮ่องเต้ เมื่อครั้นยังเป็นรัชทายาท เรียก “องค์ชายสี่” มีนักพรตท่านหนึ่งนำปี่เซี๊ยะมามอบให้พร้อมกำชับให้หมั่นดูแลและทนุถนอม ปี่เซี๊ยะจะคุ้มภัยและส่งพลังขึ้นสู่ราชบัลลังก์ เมื่อองค์ชายสี่ขึ้นครองราชย์นาม เฉียนหลงฮ่องเต้ได้พระราชทานนามปี่เซี๊ยะว่า เทียนลู่ (หมายถึงบารมี ยศแห่งสวรรค์) ปี่เซ๊ยะตัวนี้ ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของไต้หวัน

เลือกอย่างไร 1. ต้องสร้างจากวัสดุธรรมชาติ เช่น หยก หินจากธรรมชาติปราศจากรอยร้าวหรือแตกบิ่น

2. สมบูรณ์และถูกต้องตามลักษณะ คือ หัวมังกร เท้าสิงโต ลำตัวกวาง ปีกนก หางแมว อกใหญ่ พึ่งผาย ก้นใหญ่ อ้าปากกว้างแลบลิ้น ไม่มีรูทวาร

3. เลือกขนาดให้เหมาะสมกับสถานที่ตั้ง

4. เชื่อความเป็นมงคล หาซื้อได้ตามร้านทั่วไป

5. ผ่านพิธีปลุกเสก ผ่านพิธีกรรมถูกต้อง (ดูจากล้อมกรอบ)

คาถาบูชา อุ อา กะ สะ หรือ อุ อา กะ สะ ปี่เซี๊ยะ อานุภาโว เมตตาจิต ประสิทธิเม
ควรปฏิบัติ - จุดธูป เทียนบอกกล่าวพระ - เทพเจ้า - เจ้าที่เจ้าทางในบ้านว่า ขอนำปี่เซี๊ยะเข้ามาในบ้านเพื่อนำโชคลาภ เงินทองมาให้กับเรา

- แสดงความรักเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงคู่กาย เช่น อาบน้ำ ,ลูบตามลำตัว อก หลังจรดหาง บอกประมาณว่า เราเป็นเจ้าของให้ช่วยหาทรัพย์สินเงินทองมาให้ด้วย

- ห้ามยุ่งเกี่ยวใดๆกับปากและลิ้นเป็นอันขาด

ของบูชา 1.ขนมจันอับ ชาวจีนเรียกว่า โหงวเส็กทึ้งแต่เหลียง แปลว่า ขนม 5 สี (แทนเบญจธาตุ)

2. ผลไม้มงคล อาทิ ส้ม ชาวจีนเรียกว่า กา หรือ ไต้กิก หมายถึง เป็นมงคลยิ่ง โชคดี,
องุ่น ชาวจีนเรียกว่า ผู่ท้อ หมายถึง งอกงาม เจริญ, สัปปะรด ชาวจีนเรียกว่า อั่งไล้ หมายถึง มีโชคมาหา, กล้วย ชาวจีนเรียกว่า เฮียงเจีย หมายถึง มีลูกหลานสืบสกุล
ลูกท้อ ชาวจีนเรียกว่า ท้อ หมายถึง ผลไม้สวรรค์ อายุยืน, ทับทิม ชาวจีนเรียกว่า เสียะลิ้ว หมายถึง ผลไม้สวรรค์ มีความอุดมสมบูรณ์

คุณสมบัติเศรษฐี
อุ อา กะ สะ คือคาถาหัวใจมหาเศรษฐี
อุ หมายถึง อุฏฐานสัมปทา หมายถึงความขยันหมั่นเพียรในการประกอบสัมมาอาชีพ
อา หมายถึง อารักขสัมปทา หมายถึงการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบธรรม
กะ หมายถึง กัลยาณมิตตา หมายถึงการคบหาสมาคมกับคนดีมีคุณธรรมและน้ำใจ
สะ หมายถึง สมชีวิตา หมายถึงการใช้จ่ายอย่างประหยัดพอเพียงไม่ฟุ่มเฟือย
หมายเหตุ - ท่องได้และทำได้รวยแน่นอน


************
บูชาอย่างไรจะเฮง...
“เจ้าของควรเอาใจใส่เสมือนหนึ่งปี่เซี๊ยะมีชีวิตจริงๆ ที่สำคัญควรสัมผัสเป็นประจำโดยเชื่อกันว่าสัมผัสที่ท้องจะสมบูรณ์พูนสุข สัมผัสที่หลังจะทำให้มีโชคลาภ และควรถวายน้ำสะอาดทุกวันจะดีมาก นอกจากนี้แล้วการอาบน้ำให้ก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติเพราะปี่เซี๊ยะกับน้ำเป็นสิ่งที่ขาดกันไม่ได้เลยค่ะ”

เมโทรไลฟ์บอกได้คำเดียวว่าเรื่องอย่างนี้เฮงไม่เฮง...พิสูจน์เองแล้วกัน
-----------------
คนมี “ปี่เซี๊ยะ” ควรปฏิบัติ
ไม่ว่าปี่เซี๊ยะที่คุณครอบครองอยู่ จะผ่านพิธีหรือไม่ผ่านพิธี ให้ปฏิบัติประจำดังนี้

1. ให้นำปี่เซี๊ยะใส่พานไปวางไว้ที่หิ้งบูชา(หน้าพระพุทธรูป)เพื่อเป็นการรับพลังฉัพพรรณรังสี จากพระพุทธรูป อย่างน้อย 1 คืน (หรือทุกวันพระ)

2. จุดธูป 5 ดอก เพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูอาจารย์

3. สวดพระคาถาชินบัญชร หรือสวดพระคาถาบทใดบทหนึ่งให้ได้สัก 3 จบ(เป็นอย่างน้อย)

4. นั่งสมาธิอธิษฐานจิตอย่างน้อย 5 นาที

5. กรวดน้ำแผ่เมตตา ส่วนบุญให้แก่เจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตว์ทั้งหลาย

6. ปฏิบัติได้มาก ปี่เซี๊ยะจะยิ่งมีพลังมากขึ้น

***********

เบญจธาตุกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ธาตุน้ำ หลวงพ่อทวด, เจ้าแม่กวนอิม, พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี
ปีเซี๊ยะ - สีดำ , น้ำเงิน , สีเทา หรือโลหะ เพราะธาตุทองส่งเสริมธาตุน้ำ
ธาตุไม้ หลวงพ่อโสธรฯ, หลวงพ่อวัดไร่ขิง, เจ้าพ่อเสือ
ปี่เซี๊ยะ - เขียว , เนื้อหยก (ห้ามบูชาปีเซี๊ยะที่ทำจากโลหะ)
ธาตุไฟ พระแก้วมรกต, หลวงพ่อมงคลบพิตร, เสด็จพ่อ ร.5, กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย)
ปี่เซี๊ยะ - แดง, ชมพู หรือโลหะ เพราะธาตุไฟหลอมธาตุทองได้
ธาตุดิน สมเด็จพุฒาจารย์โต (พรหมรังสี) หรือใช้การทำสมาธิ
ปี่เซี๊ยะ - สีน้ำตาล, สีน้ำผึ้ง, หินตาเสือ หรือแร่ธาตุตามธรรมชาติทุกชนิดที่มาจากใต้ดิน
ธาตุทอง พระพุทธชินราช, พระสังกัจจายน์
ปี่เซี๊ยะ - สีทอง สีเงิน หรือทำจากโลหะ เช่นทองคำ เงิน ทองเหลือง

*************
ราคา ตัวละ 200 บาท / ถ้าซื้อ 5 ตัวตัวก็ 700 บาท /

นิยามของแร่ธาตุ

นิยามของแร่ธาตุ

แร่ (Mineral) คือ ธาตุแท้และสารประกอบทางเคมีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ที่เฉพาะตัว เช่น สี ความวาว ความแข็ง หรือความเป็นแม่เหล็ก พวกสารประกอบมักประกอบด้วยธาตุออกซิเจน กำมะถัน หรือซิลิคอน พบมากกว่า 2,000 ชนิด ทั้งในดิน หิน น้ำ และในอากาศ โดยพบ 4 ลักษณะคือ
สารประกอบอนินทรีย์ที่เป็นของแข็ง แร่ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเช่นนี้
2) สารประกอบอนินทรีย์ที่เป็นของเหลว มี 3 ชนิด คือ ปรอท โบรมีน และน้ำ
สารประกอบอินทรีย์ที่เกิดจากการแปรสภาพของสิ่งมีชีวิต ได้แก่ ปิโตรเลียม และลิกไนต์
ธาตุแท้ ได้แก่ ทองคำ ทองคำขาว และเงิน

ประเภทของแร่ธาตุ

แร่สามารถจำแนกตามองค์ประกอบทางเคมีออกเป็น 10 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ธาตุธรรมชาติ ซัลไฟด์ ซัลโฟซอลท์ ออกไซด์และไฮดรอกไซด์ เฮไลด์ คาร์บอเนต ซัลเฟต ทังสเตน ฟอสเฟต และ ซิลิเกต
นอกจากนี้ยังสามารถจำแนกออกได้อีกหลายระบบ ระบบที่มักจะใช้ในการจำแนกอย่างหนึ่ง คือ จำแนกโดยยึดหลักการใช้ประโยชน์และพิจารณาสมบัติทางด้านฟิสิกส์ ทำให้สามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่มแร่โลหะ (Metalliferous mineral) แร่อโลหะ (Non - metalliferous mineral) และ แร่พลังงาน (Energy mineral) แร่ธาตุแต่ละกลุ่มจะมีลักษณะและชนิดของแร่ดังนี้

แร่โลหะ
เป็นแร่ที่มีความสำคัญและมีค่ามาก มีคุณสมบัติคือ มีความเหนียว แข็ง รีดหรือตีออกเป็นแผ่นและหลอมตัวได้ มีความทึบแสง เป็นตัวนำความร้อนและไฟฟ้าได้ดี เคาะมีเสียงดังกังวาน เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม แมงกานีส แมกนีเซียม โครเมียม ติตาเนียม ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี นิกเกิล ทองคำ เงิน แพลตตินัม วุลแฟรม ดีบุก เป็นต้น ในที่นี้ขออธิบายแร่โลหะบางชนิด ได้แก่
1) แร่เหล็ก เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมหลอมจึงถูกนำมาใช้มากที่สุด สามารถผลิตและแปรรูปเป็นผลผลิตต่างๆ ได้มากมายตั้งแต่ยานพาหะ เครื่องจักร เครื่องใช้สอยต่างๆ แร่เหล็กมักจะเกิดอยู่กับดิน หินทั่วไปซึ่งจะสังเกตได้ง่ายจากสีสนิมเหล็กหรือสีน้ำตาลปนแดง หรือเหลืองปนแดง แร่เหล็กที่สำคัญอยู่ในรูปของเหล็กออกไซด์ ได้แก่ แมกเนไทต์ เฮมาไทต์และไพไรต์ (เหล็กผสมกำมะถัน) แหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ที่ประเทศสวีเดน นอร์เวย์ รูเมเนียและเขตเทือกเขาอูราล ประเทศ สหภาพโซเวียตรัสเซีย แร่เหล็กเฮมาไทต์พบกระจายอยู่ในประเทศสเปน เยอรมันนี สหรัฐอเมริกา บราซิลและคิวบา ในประเทศไทยพบที่เขาทับควาย จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
2) แมงกานีส เป็นโลหะสำหรับผสมเหล็กทำเหล็กกล้า ใช้ในอุตสาหกรรมทำแบตเตอรี่ อุตสาหกรรมถลุงอะลูมิเนียมและแมกนีเซียม และในอุตสาหกรรมเคมีหลายชนิด เช่น ทำถ่านไฟฉาย ทำสีย้อมผ้า เครื่องเวชภัณฑ์ ทำน้ำมันชักเงา ทำปุ๋ย ผสมทำน้ำยาเครื่องเคลือบดินเผา ตลอดจนนำไปใช้ในการถลุงเหล็ก พบมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ในประเทศไทยพบที่เกาะคราม เกาะล้าน จังหวัดชลบุรีเป็นแห่งแรก และพบที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี
3) แร่วุลแฟรม รูปร่างเป็นแผ่นหรือเกล็ด มีสีออกน้ำตาล สีผงสีน้ำตาลปนดำ พบตามสายแร่ที่ตัดผ่านในหินแกรนิตหรือหินชั้น มักพบร่วมกับแร่ดีบุก ในประเทศไทยพบที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เป็นต้น แร่วุลแฟรมประกอบด้วยเหล็ก แมงกานีส ทังสเตน (Fe , Mn , WO4) เมื่อนำมาถลุงเอาแร่ทังสเตนมาใช้ประโยชน์ คือ โลหะทังสเตน ใช้ในอุตสาหกรรมทำเหล็กกล้า เลื่อย ใบมีด ทำไส้หลอดไฟฟ้า ใช้ในอุตสาหกรรมทำแก้ว เครื่องเคลือบดินเผา
4) แร่ทองแดง ที่พบตามธรรมชาติมีมากมายหลายชนิด ชนิดที่พบกันมากคือ แร่มาลาไคต์และแร่อณูไรต์ ผิวของแร่มักทำปฏิกิริยากับออกซิเจนทำให้พบหลายสี เช่น สีแดงแบบทองแดงและสีเขียว สีผงดำอมเขียว สีน้ำเงินหรือสีคราม พบในหลายประเทศ เช่น สเปน อิตาลี สหภาพโซเวียตรัสเซีย สหรัฐอเมริกา และคองโก ในประเทศไทยพบที่จังหวัดนครราชสีมา เพชรบูรณ์ ฉะเชิงเทรา อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน ตาก แร่ทองแดงจัดเป็นแร่ที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ใช้ทำสายไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้า วิทยุ โทรทัศน์ ใช้ในงานโทรเลข โทรศัพท์ ใช้ในการผลิตอุปกรณ์ เครื่องใช้และเครื่องจักรทั่วไป
5) แร่ตะกั่ว พบมากในรูปของสารตะกั่วและกำมะถัน (PbS) ที่มีชื่อว่า แร่กาลีน่า มักพบอยู่ร่วมกับแร่สังกะสี แร่เหล็ก แร่พลวง และแร่ฟลูออไรด์ แร่ตะกั่วนำมาใช้ทำแบตเตอรี่ ทำตะกั่วแผ่น ตะกั่วบัดกรี ตัวพิมพ์สำหรับพิมพ์หนังสือ ทำกระสุนปืน ใช้เป็นตัวป้องกันกัมมันตรังสีรั่วไหลออกจากโรงงานการผลิตอุปกรณ์หรือโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ พบมากในประเทศสหรัฐอเมริกา สวีเดน พม่า ออสเตรเลีย และไทย ในประเทศไทยพบที่จังหวัดกาญจนบุรี แพร่ ยะลา
6) ดีบุก แหล่งที่พบดีบุกจะพบในลักษณะที่เป็นสายแร่ในหินแกรนิต บางส่วนของแร่เปลี่ยนตำแหน่งจากที่พบในหินไปสะสมทับถมกันเป็นลานแร่ เนื่องจากสายแร่เดิมถูกกัดกร่อนให้พังทลาย แร่ดีบุกจึงมักถูกน้ำพัดมาทับถมกันเป็นลานแร่ในบริเวณภูมิประเทศตามลำน้ำหรือก้นทะเล ในประเทศไทยจึงมักพบเป็นลานแร่อยู่กับเศษหิน ดิน ทราย ดีบุกที่พบส่วนมากจึงเป็นสารประกอบของดีบุกออกไซด์ (SnO2) ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ เนื้อแน่น ทึบแสง มีความวาว สีน้ำตาลถึงดำหรือสีอื่นๆ ปกติพบเป็นเม็ดเกาะกันแน่นและพบแร่อื่นปนอยู่ในสายแร่ เช่น วุลแฟรมหรือเหล็ก เป็นแร่ที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทยมากสุด ประโยชน์ของแร่ดีบุก คือ
เคลือบโลหะ เช่น เคลือบเหล็ก สำหรับทำภาชนะบรรจุอาหารกระป๋อง ภาชนะที่นำมาชุบด้วยดีบุกจะทนทานต่อการกัดกร่อนของกรดหรือสารละลายอื่น ไม่เป็นสนิม มีสีขาวเป็นเงางาม ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย
ทำโลหะบัดกรี ดีบุกจะเกาะผิวหน้าของโลหะดีกว่าบัดกรีด้วยตะกั่ว เมื่อนำดีบุกผสมกับตะกั่วเป็นโลหะบัดกรีจะมีราคาถูกลงและมีคุณภาพดีพอสมควร เช่น นำไปบัดกรีกระป๋องบรรจุอาหาร อุตสาหกรรมไฟฟ้า การประกอบวิทยุ/ เครื่องคำนวณเรดาร์
โลหะผสม การนำดีบุกผสมกับตะกั่ว บิสมัท แคดเมียมและอินเดียม จะได้โลหะผสมที่มีจุดหลอมเหลมต่ำมาก ใช้ในงานหลายอย่าง เช่น ใช้เป็นแบบหล่อและทำท่อโค้ง (ดีบุกผสมตะกั่วและพลวงหล่อตัวพิมพ์) ใช้ดีบุกผสมกับทองแดงเพื่อทำเป็นทองสัมฤทธิ์
สารประกอบที่มีดีบุกผสม 25 - 50 % ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก ยาฆ่าเห็ด รา ยาฆ่าแมลง ยารักษาเนื้อไม้และสีทาบ้าน
แหล่งสำคัญของดีบุกที่สำคัญของโลกอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และโบลิเวีย ในประเทศไทยส่วนมากพบทางภาคใต้ในจังหวัดชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี สงขลา ยะลา ปัตตานี และพบในภาคอื่นๆบ้าง เช่น ตาก เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน อุบลราชธานี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี
7) แร่โลหะอื่นๆ ได้แก่ ทองคำ ทองคำขาว เงิน ฯลฯ ในประเทศไทยมีผู้พบทองคำตามที่ต่างๆ หลายแห่งกระจัดกระจายกันไปทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยสมัยโบราณเรียกแผ่นดินไทยในภูมิภาคนี้ว่า “ สุวรรณภูมิ ” ทองคำที่พบส่วนใหญ่อยู่ในลานแร่และบางแห่งรวมอยู่กับดีบุก ความบริสุทธิ์ของทองคำคิดเป็นกะรัต ทองคำบริสุทธิ์มีค่าเท่ากับ 24 กะรัต แต่ถ้าเป็นทองคำ 18 กะรัต แสดงว่าโลหะนั้นมีทองคำอยู่ 18 ส่วน และที่เหลืออีก 6 ส่วนเป็นโลหะอื่นๆ เช่น นิกเกิล ทองแดง เงินและแร่ธาตุอื่นๆ ซึ่งทำให้เพิ่มความแข็งมากขึ้น ทองคำเป็นโลหะที่มีค่าหลายอย่าง เช่น
ใช้ทำเป็นเครื่องตกแต่งอาคาร สถานที่ เครื่องใช้ที่ถือว่าเป็นของสูง
ใช้ทำศิลปวัตถุ เทวรูปหรือรูปเคารพทางการศาสนา
ใช้ผสมกับโลหะอื่น ใช้ในทางทันตแพทย์ เครื่องวิทยาศาสตร์ และวงจรไฟฟ้า
ใช้ในการเป็นทุนสำรองเงินตราในการออกธนบัตร (ประกันค่าของธนบัตร) ของทุกประเทศ
ใช้ทำเครื่องประดับร่างกายเพื่อความสง่าและความสวยงามที่มีผู้นิยมทั่วโลก
โลหะทองคำพบมากที่ประเทศสหภาพแอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและไทย ในประเทศไทยเคยพบและมีการทำเหมืองแร่ที่จังหวัดปราจีนบุรี เชียงราย ลพบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นราธิวาส
ส่วนแร่โลหะที่มีค่าพวกทองคำขาว จะนำมาใช้ทำเครื่องมือในห้องปฏิบัติการเคมี อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องประดับ เครื่องผ่าตัดและทันตกรรม พบมากที่ประเทศสหภาพแอฟริกาใต้ คองโก สหภาพโซเวียต ออสเตรเลียและไทย สำหรับแร่เงินมักพบอยู่กับแร่ทองแดงหรือตะกั่ว เช่น แหล่งแร่ตะกั่วจังหวัดกาญจนบุรี คุณค่าทางเศรษฐกิจของเงิน คือ ใช้ทำภาชนะต่างๆ ทำเครื่องประดับเงิน ตลอดจนในด้านอุตสาหกรรมเป็นตัวนำไฟฟ้า พบมากที่ประเทศเยอรมัน เปรู สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและไทย

แร่อโลหะ
เป็นแร่ที่มีลักษณะเปราะ แตก หรือหักง่าย โปร่งแสง ยอมให้แสงหรือรังสีผ่านได้ ไม่เป็นตัวนำความร้อนหรือไฟฟ้า เมื่อเคาะไม่มีเสียงดังกังวาน แร่อโลหะเป็นกลุ่มธาตุที่มีความสำคัญในการทำอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น อุตสาหกรรมทำปุ๋ย การก่อสร้าง เคมี เครื่องปั้นดินเผา และทำสีเป็นต้น มีหลายชนิด เช่น หิน ทราย ยิปซัม แบไรต์ ดินขาว เพชรพลอย เกลือ กำมะถัน ปูน เฟลสปาร์ ซิลิกา แคลเซียม ไนโตรเจน ฟอฟฟอรัส โปแตสเซียม ฯลฯ ในที่นี้จะขออธิบายเพียงบางชนิดเท่านั้น ดังนี้
เกลือหรือแร่หินเกลือ (Halite) เกิดจากการตกตะกอนสะสมจากน้ำทะเลเกิดในบริเวณที่ลุ่มน้ำเค็มหรือที่ติดต่อกับทะเล หรือที่ที่เคยเป็นทะเลมาก่อนดังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกลือธรรมชาติมีโซเดียมร้อยละ 39.3 และธาตุคลอรีนร้อยละ 60.7 แต่อาจมีแร่อื่นเจือปนอยู่บ้าง คือ แคลเซียมซัลเฟต แคลเซียมคาร์บอเนต และแมกนีเซียมคลอไรด์ สำหรับเกลือหินพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย อาทิ ชัยภูมิ นครราชสีมา สกลนคร มหาสารคาม อุบลราชธานี อุดรธานี ในต่างประเทศพบมากที่สุดในออสเตรเลีย เยอรมัน โปแลนด์ สเปน สหภาพโซเวียต เกลือนอกจากจะใช้ในชีวิตประจำวันแล้วยังใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น เป็นวัตถุดิบในการผลิตเคมีภัณฑ์และกรดต่างๆ อุตสาหกรรมผลิตโซดาแอช ฟอกและย้อมหนัง ทำปุ๋ย ทำสบู่ ถลุงแร่ เก็บรักษาและช่วยรักษาความเย็น
ยิปซัม (Gypsum) เป็นแร่ที่ส่วนมากมีสีขาว เทา และอาจมีสีน้ำตาลแดงและเหลืองปนอยู่บ้าง ค่อนข้างเปราะ มีประกายเหมือนไหม มีการสะสมตัวเป็นชั้นๆ เหมือนหินเกลือ ประโยชน์ของแร่นี้คือ ใช้ทำปูนซีเมนต์ ปูนพลาสเตอร์ ทำแป้งนวล ชอล์ก กระดาษ ปั้นรูปหรืออุดฟัน กระเบื้อง และปุ๋ย ในประเทศไทยพบที่จังหวัดพิจิตร ลำปาง นครสวรรค์ เลย อุตรดิตถ์ นครราชสีมา กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชและกระบี่
ดินขาวหรือเกาลิน (Kaolin) ลักษณะคล้ายดินเหนียวมีสีขาวเกิดจากการแปรสภาพเนื่องมาจากการผุสลายของหินแกรนิตที่ถูกน้ำพัดพาไปทับถมตามแหล่งน้ำ จึงรวมตัวเป็นแหล่งดินขาวเป็นจำนวนมาก ดินขาวสามารถนำมาใช้ทำเครื่องปั้นดินเผาทุกชนิด ทำอิฐ กระเบื้องเคลือบ อุตสาหกรรมทำกระดาษ ยางและสี ในประเทศไทยพบที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง อุตรดิตถ์ ระยอง ชลบุรี ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ยะลา ฯลฯ
เพชร เป็นอัญมณีที่มีค่าสูงสุดมีน้ำงามมากกว่าบรรดารัตนชาติใดๆ เป็นธาตุที่มีความแข็งเหนือความแข็งของธาตุอื่นๆ เพชรเป็นธาตุคาร์บอนที่บริสุทธิ์ชนิดหนึ่งที่หายากจึงมีราคาแพง มี 4 ประเภท คือ
Diamond Proper คือ เพชรประดับเป็นเพชรชั้นดี
Bort เป็นเพชรที่มีการสะท้อนแสงต่ำ ส่วนมากมีสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน สีไม่ใส ใช้ประโยชน์ในการอุตสาหกรรม เพชรประดับที่เป็นมลทินก็จัดอยู่ในประเภทนี้
Ballas คือ เพชรทรงกลมเม็ดเล็ก แข็ง และเหนียวที่สุด ใช้ประโยชน์ในการอุตสาหกรรมเท่านั้น
Carbonado เป็นเพชรที่มีสีดำหรือเทา ไม่โปร่งแสง มีความเหนียว แข็งหรือเนื้อแน่นมาก บางแห่งเรียกว่า “ เพชรดำ ” ใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรม เหมืองเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ Kimberley ในอัฟริกาใต้ เราสามารถนำเพชรมาใช้ประโยชน์ได้ 2 ประการคือ ใช้เป็นเครื่องประดับ (เพชรประดับ) และใช้ทางอุตสาหกรรม (เพชร อุตสาหกรรม) เช่น ใช้ติดหัวสว่านเจาะพื้นดิน - หิน ใช้ทำใบเลื่อยสำหรับตัดหิน ตัดพลอย ใช้ตัดกระจก ฯลฯ
เฟลสปาร์ (Feldspar) เป็นแร่ประกอบหินปะปนอยู่ในหินอัคนีหลายชนิด มีลักษณะสีขาวขุ่น โดยมีส่วนประกอบทางเคมีที่สำคัญ คือ อะลูมิเนียม โปแตสเซียม ซิลิก้า โซเดียมและแคลเซียม สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบ เช่น สุขภัณฑ์ เครื่องเคลือบดินเผา กระเบื้องเคลือบ ฯลฯ ประเทศไทยพบที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ราชบุรี สระบุรี ฯลฯ

แร่พลังงาน
เป็นแร่ธรรมชาติที่นำมาทำเป็นเชื้อเพลิงเพื่อก่อให้เกิดพลังงาน ได้แก่ ถ่านหิน (Coal) น้ำมันดิบ (Petroleum) ก๊าซธรรมชาติ (Nature gas) และแร่นิวเคลียร์ (Nuclear)
ถ่านหิน เป็นแร่เชื้อเพลิงที่มีสถานะเป็นของแข็ง มีความเปราะมีสีต่างๆ เช่น สีดำ น้ำตาล น้ำตาลแกมดำ และน้ำตาลเข้ม เกิดจากการทับถมและแปรสภาพจากพืช มี 4 ชนิด คือ
พีท เป็นถ่านหินขั้นเริ่มแรก เนื้อยังไม่แข็ง มีความพรุน มีคาร์บอนอยู่ประมาณ 60 % ใช้เป็นเชื้อเพลิงไม่ดีนัก
ลิกไนต์ หรือถ่านหินสีน้ำตาลไม่ค่อยแข็ง เปราะ แตกหักง่าย มีเปอร์เซนต์ความชื้น ก๊าซและเขม่าควันมาก หากไม่รวมพีทซึ่งมักจะนำมาใช้ประโยชน์ไม่ค่อยได้แล้ว ลิกไนต์จะเป็นถ่านหินที่มีอายุน้อยที่สุดและมีคุณภาพต่ำสุด มีคาร์บอนน้อย คือประมาณ 65 - 70 % จึงให้ความร้อนน้อยกว่าถ่านหินชนิดอื่นๆ เมื่อเผามีควันและเถ้า ปัจจุบันนำมาใช้มากในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า ใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนถ่านไม้ในการบ่มใบยาสูบ โรงงานกลั่นน้ำมัน พบที่จังหวัดลำปาง สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ ลำพูน การนำถ่านหินลิกไนต์มาใช้จะก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมได้ เช่น ในอากาศจะมีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพิ่มขึ้น
บิทูมินัส เป็นถ่านหินที่มีสีน้ำตาลแกมดำ มีคาร์บอนอยู่ประมาณ 80 % มีคุณภาพปานกลางอยู่ระหว่างลิกไนต์และแอนทราไซต์ให้ความร้อนสูงแต่มีเขม่าควันมาก กลิ่นแรง เปลวไฟสีเหลือง เป็นถ่านหินที่ใช้กันมากในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น โรงงานอุตสาหกรรมถลุงเหล็กและเหล็กกล้า
แอนทราไซท์ เป็นถ่านหินที่มีคุณภาพดีมาก มีสีดำ มีความแววเป็นมัน มีคาร์บอนร้อยละ 85 - 93 % ให้ความร้อนสูงสุดแต่ติดไฟยากกว่าชนิดอื่นๆ เกิดการลุกไหม้ช้าๆและนานกว่าชนิดอื่น มีควันน้อย กลิ่นน้อย เปลวไฟสีอ่อน จึงนิยมนำมาใช้ในเตาผิงเพื่อให้ความร้อนและความอบอุ่นในบ้านเรือนของเขตอากาศหนาว
น้ำมันดิบ เป็นแร่เชื้อเพลิงที่มีสถานะเป็นของเหลว มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นสารประกอบของไฮโดรเจนและคาร์บอน จึงถูกเรียกว่าเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่พบบ่อยที่สุดที่มีสี น้ำตาลแกมเขียว แต่อาจพบสีอื่นบ้าง เช่น สีเหลืองเข้ม น้ำตาลเกือบดำ เมื่อนำน้ำมันดิบมากลั่นแยกจะได้ น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่น สำหรับเครื่องยนต์ประเภทต่างๆ ให้พลังงาน ความร้อนและแสงสว่าง ส่วนที่เหลือจากการกลั่นน้ำมันและก๊าซหุงต้มแล้วนำไปใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมิคัลนำมาใช้ประดิษฐ์ของใช้สำเร็จรูปอื่นๆ อีกประมาณ 300 ชนิด เช่น สารพวกพลาสติก ไนลอน เส้นใยสังเคราะห์ ปุ๋ย ยารักษาโรค สี ผงซักฟอก เป็นต้น กากที่เหลือตกค้างซึ่งเป็นส่วนที่หนักที่สุด ได้แก่ ยางมะตอย ซึ่งนิยมนำมาทำผิวถนนลาดยาง น้ำมันดิบเกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ในสมัยอดีต มีหินปูน ดินเหนียว ทรายและอื่นๆ ตกตะกอนทับถมมาเป็นชั้นๆ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านของแรงกดดันและอุณหภูมิในชั้นหิน ทำให้เกิดการแปรสภาพทางเคมีและฟิสิกส์กลายเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นน้ำมันดิบแทรกตัวอยู่ในเนื้อของหินดินดาน หินทรายและหินปูนที่มีเนื้อพรุน แหล่งที่พบมาก คือ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่และในอ่าวไทย
ก๊าซธรรมชาติ เกิดเช่นเดียวกับน้ำมันและถ่านหินเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่อยู่ในสถานะของก๊าซ ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยก๊าซมีเทน ก๊าซนี้นอกจากจะได้จากแหล่งธรรมชาติแล้วยังได้จากการกลั่นน้ำมัน และอาจกลั่นหรือสกัดจากขยะหรือโรงจำกัดของเสียต่างๆ แต่ได้ปริมาณน้อย สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานแทนน้ำมันดิบได้ การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหุงต้มประกอบอาหารหรือให้ความอบอุ่นหรืออื่นๆ ต้องใช้ความระมัดระวัง ถ้าเกิดการรั่วอาจติดไฟและระเบิดได้ง่าย การเจาะหาแหล่งน้ำมันในอ่าวไทยปรากฏพบก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก และสามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2524 ถึงปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติเมื่อถูกอัดด้วยความดันสูงและส่งผ่านท่อจากบ่อน้ำมัน หรือถูกทำให้เป็นของเหลวและเก็บเป็น LNG (Liguefied Petroleum Gas) จัดเป็นก๊าซธรรมชาติซึ่งได้จากการกลั่นแล้วบรรจุในภาชนะในสภาพที่เป็นของเหลวภายใต้ความดันสูงมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ โพรเพนและบิวเทน ซึ่งมีชื่อเรียกทางการค้าหลายชื่อ เช่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ก๊าซหุงต้ม ก๊าซเหลว เป็นต้น ใช้ในครัวเรือนและวงการอุตสาหกรรมมาก ปกติ LPG เป็นก๊าซที่ไม่มีกลิ่นฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยจึงเติมกลิ่นลงไปเพื่อเตือนให้ทราบในกรณีที่ก๊าซรั่ว สารที่เติมลงไป คือ Ethyl Mer Captan และ Thiophane sulphide เป็นต้น โดยเติม 680 กรัมต่อ 1,000 แกลลอนของ LPG
แร่นิวเคลียร์ หมายถึง แร่ที่มีการแตกตัวของนิวเคลียสของธาตุซึ่งไม่เสถียร เนื่องจากมีพลังงานส่วนเกินอยู่ภายในนิวเคลียสมากจึงต้องถ่ายเทพลังงานส่วนเกินนี้ออกมาเพื่อให้กลายเป็นอะตอมของธาตุที่เสถียร แร่นิวเคลียร์มี 2 ชนิด คือ แร่กัมมันตภาพรังสี เป็นแร่ที่มีสมบัติในการปล่อยรังสีออกจากตัวเองอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้เนื่องจากกัมมันตภาพรังสีที่ปล่อยออกมา เป็นคลื่นสั้น ได้แก่ ยูเรเนียม ทอเรียม ส่วนอีกชนิดหนึ่งเป็นแร่ที่ไม่ส่งกัมมันตภาพรังสีออกมา ใช้ประโยชน์ ในการควบคุมการแตกตัวของนิวเคลียสของแร่กัมมันตภาพรังสี ได้แก่ เมอริลและโคลัมเนียม
ยูเรเนียม เป็นแร่โลหะชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เพื่อให้เกิดพลังงานจึงแตกต่างจากแร่โลหะอื่นๆ ยูเรเนียมสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในกิจการพลังงานปรมาณู ทำระเบิดปรมาณู ใช้ในทางการแพทย์ อุตสาหกรรม ใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนถ่านหินและน้ำมัน ซึ่งจะให้ความร้อนมากกว่าถ่านหินและน้ำมัน ยูเรเนียมในธรรมชาติมีไอโซโทปอยู่ 2 ชนิด คือ ยูเรเนียม - 235 และยูเรเนียม - 238 โดยมีอัตราส่วนระหว่างยูเรเนียม - 238 ต่อยูเรเนียม - 235 เท่ากับ 138 : 1 แร่ยูเรเนียมมักจะพบปะปนอยู่กับธาตุอื่นๆเสมอและมักจะได้จากการทำเหมืองทอง ที่พบส่วนใหญ่จะมียูเรเนียมต่ำระหว่าง 0.1 - 0.5 % การนำยูเรเนียมไปใช้เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จึงจำเป็นต้องสกัดยูเรเนียมจากแร่ยูเรเนียมธรรมชาติ ในประเทศไทยพบแร่ยูเรเนียมในเหมืองแร่ดีบุกที่ตำบลนาม่วง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตำบลนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น นอกจากนั้นพบที่จังหวัดระนอง ประจวบคีรีขันธ์ พังงา ภูเก็ต ในต่างประเทศพบมากที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา สวีเดนและสเปน

ที่มา : สง่า ตั้งชวาล.แร่วิทยาสำหรับวิศวกร.2532.

การกำเนิดของแร่ธาตุ

แหล่งแร่ที่มีอยู่ในธรรมชาติ มีกำเนิดขึ้นมาในหลายลักษณะดังนี้
เกิดจากการเย็นตัวของแมกม่า เนื่องจากแมกม่าหรือหินหลอมละลายเคลื่อนที่ออกมาเย็นตัวอยู่ภายในหรือนอกผิวโลก ในช่วงที่หินหนืดกำลังแข็งตัวเม็ดแร่ที่ปะปนมากับหินหลอมละลายจะค่อยๆ ตกตะกอนอย่างช้าๆ เนื่องจากแร่ธาตุแต่ละชนิดมีน้ำหนักอะตอมที่ไม่เท่ากันจึงทำให้แร่ชนิดนั้นๆ ตกตะกอนรวมกันเป็นกระจุก ในบางครั้งในช่วงที่หินหนืดเริ่มเย็นตัวลง ความชื้นในหินหนืดจะถูกผลักดันให้ระเหยออกไป ทำให้แร่ธาตุที่ปะปนมากับมวลหินหนืดเริ่มตกผลึกขึ้นและแทรกซอนอยู่ในชั้นหินในรูปของสายแร่ที่มีรูปร่างแตกต่างกันออกๆ ไป เช่น สินแร่เพ็กมาไตต์ ประกอบด้วยแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด เช่น แร่เขี้ยวหนุมาน แร่ฟันม้า ไมก้า โคลัมเมี่ยม และแทนทาลัมแทรกตัวอยู่ในชั้นหิน
เกิดจากการละลายน้ำร้อนหรือแก๊สร้อน น้ำที่มีอุณหภูมิที่สูงกว่าอุณหภูมิปกติของน้ำจะสามารถละลายแร่ธาตุได้หลายชนิด แร่ธาตุที่ละลายได้จะปะปนมากับน้ำร้อนนั้น ด้วยความดันภายใต้เปลือกโลกทำให้น้ำร้อนที่มีแร่ธาตุละลายอยู่ไหลซึมแพร่กระจายออกมาตามรอยแตกหรือช่องว่างระหว่างหินหรือชั้นหิน หลังจากน้ำระเหยออกไปหมดแล้ว สินแร่เหล่านั้นจะแข็งตัวอยู่ในชั้นหินและกลายเป็น “สายแร่” หรือ “ทางแร่ ” ต่อไป เช่น สินแร่ทองแดง
เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำร้อน แรงดันภายใต้ผิวโลกสามารถผลักดันให้มวลของหินหนืดหรือน้ำที่ร้อนที่มีอยู่ในเปลือกโลกออกมานอกผิวโลก ก๊าซหรือแร่ธาตุที่ละลายอยู่เดิมจะออกมาด้วย เมื่อไอของน้ำร้อนระเหยออกไปจะเหลือส่วนของแร่ธาตุบางชนิดไว้ เช่น การเกิดแร่กำมะถันใกล้ปล่องภูเขาไฟ
เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีของแร่ที่มีอยู่เดิม แหล่งแร่ชนิดนี้อาจเกิดจากการเย็นตัวลงของแมกม่าหรือเกิดจากสารละลายน้ำร้อนก็ตามเมื่อเย็นตัวลงกลายเป็นแหล่งแร่ นานเข้าเมื่อน้ำฝนที่ตกลงมาซึ่งมีสภาพเป็นกรดอ่อนได้ไหลซึมลงไปใต้ดินเกิดกระบวนการ “ออกซิเดชั่น” หรือปฏิกิริยาการเติมออกซิเจนขึ้นในชั้นหินที่อยู่รอยต่อระหว่างระดับน้ำบาดาลและชั้นอากาศที่แทรกอยู่ในหินทำให้แร่เดิมเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดเป็นสินแร่ออกไซด์ขึ้น เช่น ออกไซด์ของสังกะสี ทองแดง เหล็ก เงิน และทองคำ ในบริเวณที่ใต้ผิวโลกมีการผุพังทางเคมีของชั้นหิน แร่ดั้งเดิมก็จะเลื่อนตัวลงสู่บริเวณชั้นล่างของมวลหิน ซึ่งแร่พวกนี้เป็นแร่ที่ไม่สามารถละลายน้ำได้ เช่น แร่เงิน ทองคำ ตะกั่วที่แทรกซอนกระจัดกระจายอยู่ในชั้นหิน แร่โมไนต์ผุพังมาจากแร่ที่มีเหล็กเป็นองค์ประกอบ

ที่มา : ราตรี ภารา.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.2543.

ความสำคัญของแร่

แร่ธาตุเป็นทรัพยากรที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีพในทุกยุคทุกสมัย ระยะแรกนำมาผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ในการตัด ขุด และเจาะ ต่อมาพัฒนามาใช้ประกอบการใช้งานใช้เป็นส่วนประกอบของสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อน ความอบอุ่น ใช้ผลิตเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ เช่น ยวดยานพาหนะที่ใช้ในการคมนาคมขนส่ง คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร อาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ ความต้องการใช้ทรัพยากรแร่ธาตุของมนุษย์จึงเพิ่มขึ้นทั้งชนิดและปริมาณ หากเกิดการขาดแคลนแร่ธาตุ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะเป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่ง เนื่องจากประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรแร่ธาตุย่อมเป็นประเทศที่ร่ำรวยในทางเศรษฐกิจ สามารถนำรายได้จากการขายโดยตรงหรือจากกการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ออกจำหน่ายมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศทางด้านอื่นๆ ได้อีกมากมาย ก่อให้เกิดการมีชีวิตที่ดีขึ้นของคนภายในประเทศ เราสามารถสรุปประโยชน์ของทรัพยากรแร่ได้ดังนี้
ให้พลังงานและเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ลิกไนต์ ช่วยในการให้ความร้อนในการหุงต้มในครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม ใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้า ใช้ในการขับเคลื่อนเครื่องจักรและยวดยานพาหนะต่างๆ
ใช้ประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับหรือวัตถุสำเร็จรูปซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต เช่น ทองแดงเป็นวัตถุที่มีความสำคัญในการผลิตอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด ใช้ผลิตอุปกรณ์โทรเลข โทรศัพท์ เงิน ใช้ผสมทำเหรียญกษาปณ์ เครื่องประดับ เครื่องใช้ ชุบโลหะ เงินที่อยู่ในรูปสารประกอบต่างๆ จะช่วยในด้านการแพทย์ การถ่ายรูป ทองคำ เงิน หรือแร่รัตนชาติอื่นๆ นำมาใช้เป็นเครื่องประดับที่แสดงถึงฐานะความเป็นอยู่
ใช้ประดิษฐ์เครื่องจักรกล เครื่องมือทุ่นแรงและยวดยานพาหนะ เช่น เหล็ก โมลิบดีนัม ซึ่งใช้ผสมเหล็กเพื่อทำเหล็กกล้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ ใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้า ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องขีปนาวุธ
ใช้ในการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อขุดสำรวจหาแร่ชนิดอื่นๆ เช่น แร่แบไรท์ (BaSO4) ใช้ผสมโคลนในการเจาะสำรวจโดยทำหน้าที่เป็นตัวหล่อลื่นและกันไม่ให้หัวเจาะร้อนจัด กันไม่ให้หลุมเจาะพัง เพชรใช้ติดหัวสว่านเจาะพื้นดิน - หิน ใช้ทำใบเลื่อยสำหรับตัดหินตัดพลอย
เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ทำให้เกษตรกรได้รับผลผลิตสูงขึ้น เช่น แร่ยิปซัมใช้ทำปุ๋ย แร่ฟอสเฟตซึ่งมีธาตุฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบสำคัญใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยเพื่อเพิ่มฟอสฟอรัสให้กับดิน
ช่วยให้ประชาชนมีอาชีพ การทำเหมืองแร่รูปแบบต่างๆ ก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก เป็นแร่ที่ขุดได้เมื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแต่ละประเภท ส่วนใหญ่จะใช้แรงงานคนในการผลิตทำให้คนมีรายได้มีอาชีพที่มั่นคงรวมไปถึงผู้ที่ประกอบกิจการค้าขายเครื่องมือเครื่องใช้ อุปกรณ์ต่างๆ ที่มีแร่เป็นองค์ประกอบ แม้กระทั่งการกระจายผลิตภัณฑ์สู่ตลาดหรือผู้บริโภคก่อให้เกิดการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก
ประเทศชาติมีรายได้จากการขายแร่ให้กับต่างประเทศ หรือการผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์เครื่องใช้ งานศิลปะส่งออกจำหน่าย การมีแร่ธาตุต่างๆ มากมายหลายชนิดย่อมทำให้เกิดความมั่นคงของประเทศชาติทางด้านเศรษฐกิจ และการนำเอาทรัพยากรแร่ธาตุไปใช้ในการเสริมสร้างกำลังอาวุธก็มีผลถึงความมั่นคงของประเทศเช่นกัน ประเทศที่เป็นมหาอำนาจของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียตรัสเซีย ต่างมีทรัพยากรแร่ธาตุเป็นจำนวนมากสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทหารได้มากจนเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก ส่วนญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการแปรรูปแร่ธาตุให้เป็นผลผลิตที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์จัดเป็นประเทศที่มั่นคงและร่ำรวยทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งของโลก

ที่มา : สง่า ตั้งชวาล.แร่วิทยาสำหรับวิศวกร.2532.

เหมืองแร่ในประเทศไทย

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการทำเหมืองแร่

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากตัวแร่ ในการขุดแร่เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทำให้มีการปนเปื้อนต่อแหล่งน้ำ เช่น แหล่งน้ำใต้ดิน โดยเฉพาะพวกโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ตะกั่ว สังกะสี แมงกานีส โครเมียม ซึ่งจะไปสะสมอยู่ในพืช สิ่งมีชีวิตต่างๆ เมื่อถึงระดับที่ก่ออันตรายก็จะส่งผลให้ถึงแก่ความตายได้ ในปัจจุบันปัญหาดังกล่าวยังปรากฏอยู่ดังกรณีการทำเหมืองแร่บริเวณทุ่งใหญ่นเรศวร อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีการทำเหมืองแร่ตะกั่ว 6 แห่ง ตั้งแต่ก่อนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ ดังนั้นเหมืองต่างๆ จึงสามารถดำเนินการได้ต่อไป รอบๆ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สิ่งที่ปรากฏในปัจจุบันก็คือ มีการปนเปื้อนของสารตะกั่วในลำธารคริตี้ ซึ่งเป็นลำธารสายหนึ่งที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ผลกระทบที่ตามมาก็คือ มีราษฎรที่อาศัยบริเวณลำธารดังกล่าวได้มีอาการของพิษสารตะกั่ว สัตว์เลี้ยง เช่น เป็ด และวัว ควาย เสียชีวิตเนื่องจากได้สัมผัสและกินน้ำในลำธารเข้าไป กรมควบคุมมลพิษได้เข้าทำการตรวจสอบพบบว่ามีปนเปื้อนของสารตะกั่วในปริมาณสูงเมื่อลำธารไหลผ่านเหมืองแร่ ซึ่งถึงแม้จะมีการจัดทำบ่อพักน้ำไว้ต่างหากแล้วก็ตามแต่ก็ยังสามารถซึมเข้าไปยังทางน้ำใต้ดินและไปรวมกับลำธารได้ ดังปรากฏว่าต้นไม้ต้นไม้ในแนวทางน้ำใต้ดินได้ตาย ผลการสำรวจพบว่ามีการสะสมของตะกั่วในพื้นที่หนาประมาณ 2 เซนติเมตรซึ่งมีอันตรายมากต่อสิ่งมีชีวิตเพราะสามารถวัดค่าสารตะกั่วได้สูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 180 เท่า กรมควบคุมมลพิษได้ประสานงานไปยังผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเพื่อหาทางฟื้นฟูลำธารดังกล่าว ก่อนที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรจะถูกถอนจากมรดกโลก เช่นเดียวกับอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตนของสหรัฐอเมริกาซึ่งประสบปัญหาคล้ายๆ กัน
ผลกระทบที่เกิดจากผลการดำเนินงาน ในการทำเหมืองแร่ทุกชนิดจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรดินที่จะต้องเกิดการพังทลายหรือทรัพยากรน้ำที่จะต้องเกิดการปนเปื้อนและก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างมาจากการทำเหมืองแร่ทั้งสิ้น
ทรัพยากรดิน การทำเหมืองแร่จำเป็นต้องมีการขุด ระเบิด หรือฉีดน้ำเพื่อแยกแร่ออกจากดินซึ่งก่อให้เกิดการพังทลายของหน้าดินและเมื่อถูกน้ำชะล้างก็จะทำให้แร่ธาตุในดินถูกชะล้างและไหลไปยังแหล่งน้ำส่งผลให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และสภาพพื้นที่ยังเป็นหลุม บ่อ ไม่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการปรับสภาพพื้นที่
ทรัพยากรน้ำและสัตว์น้ำ เนื่องจากตะกอนดินที่มากับการล้างและฉีดแร่ ดังกล่าวข้างต้นจะส่งผลต่อระบบนิเวศในน้ำ เนื่องจากน้ำจะขุ่นและไปบังแสงอาทิตย์ทำให้พืชน้ำและแพลงตอนไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตอื่นขาดอาหารที่ใช้ในการบริโภค นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการตื้นเขินของลำน้ำซึ่งจะส่งผลต่อการระบายน้ำเป็นปัญหาน้ำท่วมติดตามมา
ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในการเปิดหน้าดินหรือระเบิดหินเพื่อหาแร่จะต้องมีการถางป่าไม้เพื่อก่อให้เกิดความสะดวกในการดำเนินงาน ผลที่เกิดขึ้นก็คือป่าไม้จะถูกทำลายอย่างถาวรเนื่องจากขาดการปรับหน้าดินและปลูกป่าอย่างจริงจังส่งผลให้สัตว์ป่าขาดที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารด้วย นอกจากนี้ในการขนส่งแร่ยังมีการทำถนนผ่านเข้าไปยังเขตป่าสงวนซึ่งก่อให้เกิดการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ติดตามมาเนื่องจากขาดการดูแลอย่างจริงจัง
ทรัพยากรอากาศ การทำเหมืองแร่โดยเฉพาะเหมืองบนบกจะก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองสูงมาก โดยเฉพาะขั้นตอนในการย่อยและการลำเลียง เช่น กรณีของเหมืองหินที่ส่งผลให้เกิดฝุ่นละอองเป็นจำนวนมากและก่อให้เกิดอันตรายหากมีการสะสมและก่อให้เกิดวิสัยทัศน์ไม่ดีซึ่งเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุได้ ดังปรากฏในจังหวัดสระบุรี เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลโดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2538 ได้กำหนดให้โรงโม่ บดและย่อยหินเปลี่ยนเทคโนโลยีจากการระเบิดและย่อยหินไปเป็นเทคโนโลยีการทำเหมืองหิน ซึ่งผู้ทำเหมืองจะมีกฏระเบียบและต้องทำรายงานวิเคราะห์ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย และควบคุมฝุ่นละอองที่เกิดจากการกระบวนการผลิตด้วย

ที่มา : สง่า ตั้งชวาล.แร่วิทยาสำหรับวิศวกร.2532.

การอนุรักษ์แร่ธาตุ

หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรแร่ธาตุ
1. การดำเนินงานด้านวิชาการ เป็นการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการสำรวจ การขุด การแยกแร่และใช้งาน รวมตลอดจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) เช่น พวกเหล็ก อลูมิเนียม เป็นต้น การทำวัสดุสังเคราะห์ (Synthetic Materials) และวัสดุทดแทน (Substitute) ด้วย
2.การตรึงราคา เป็นแนวคิดทางด้านกลไกตลาดในการตรึงงระดับราคาให้เคลื่อนไหวในระดับที่กำหนดแต่ได้กำหนดราคาเดียวตายตัวแบบการควบคุมราคา ซึ่งหากแร่มีราคาดีก็จะมีการผลิตมาก แต่เมื่อราคาตกต่ำลงก็จะส่งผลให้หยุดการผลิตเนื่องจากไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต ซึ่งในการตรึงราคาดังกล่าวรัฐจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการดำเนินการ คือ ต้องมีกองแร่สะสม การผลิตต้องเป็นไปในอัตราปกติ และมีการควบคุมที่นำเข้าจากต่างประเทศ
3. การใช้แร่ธาตุอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้ทรัพยากรแร่ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุดโดยการปรับปรุงขั้นตอนการนำมาใช้ประโยชน์ เช่น การปรับปรุงสภาพเครื่องยนต์ให้เกิดการเผาไหม้ได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น การปรับปรุงคุณภาพการใช้ประโยชน์ของผลพลอยได้ เช่น จากการเผาจะเกิดพลังงานความร้อนซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำความร้อนได้ เป็นต้น
4. การนำแร่ใช้ประโยชน์แล้วกลับมาใช้อีก โดยการนำวัสดุที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำ (Reuse) เช่น การนำเอาขวดกาแฟที่หมดแล้วนำมาใส่น้ำตาลแทนที่จะทิ้งไปหรือการแปรรูปกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) เป็นการนำกลับมาแปรรูปหรือเปลี่ยนแปลงจากสภาพเดิมแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น การนำแก้วแตกมาหลอมเป็นแก้วหรือกระจกใหม่
5. การใช้สิ่งอื่นทดแทน เพื่อที่จะรักษาแร่ธาตุเดิมที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและมีการใช้ในปริมาณสูงให้คงอยู่ โดยใช้สิ่งอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงดันและสามารถทดแทนกันได้มาใช้แทน เช่น การใช้อลูมิเนียมและพลาสติกแทนการใช้เหล็ก การใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น
6. การยืดอายุการใช้งานแร่ธาตุให้ยาวนาน
7. การควบคุมราคา เป็นการกำหนดให้มีราคาเดียวคงตัวมิให้มีการขึ้นๆ ลงๆ ตามสภาวะของตลาด มักเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศกระทำเป็นครั้งคราว เช่น รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษในช่วงระหว่างสงครามควบคุมราคาเพื่อผลในการผลิตอาวุธ ซึ่งสามารถนำไปใช้เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น จุดประสงค์ของการควบคุมราคา คือ
ป้องกันการขาดแคลนแร่ธาตุที่นำมาใช้
สงวนเงินตราระหว่างประเทศเอาไว้ในกรณีแร่ธาตุชนิดนั้นต้องซื้อมาจากต่างประเทศ
ป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกระเทือนต่อระบบการผลิตและบริการอื่นๆ เช่น การควบคุมราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทย
ในการควบคุมและตรึงราคานั้นต้องมีวิธีดำเนินการที่เหมือนกัน คือ
ต้องมีกองแร่สะสมหรือกองแร่มูลภัณฑ์เพื่อเก็บแร่ไว้เมื่อล้นความต้องการของตลาดและปล่อยออกมาเมื่ออัตราปกติไม่พอกับความต้องการ
การผลิตแร่ต้องดำเนินไปตามปกติ
มีการควบคุมการนำเข้าของสินค้าแร่ธาตุซึ่งจะให้นำเข้าได้ต่อเมื่อแร่ภายในประเทศที่ไม่เพียงพอกับความต้องการซึ่งควรปฏิบัติโดยการตั้งอัตราภาษีศุลกากรให้สูงขึ้นและส่งเสริมการผลิตแร่ธาตุนั้นภายในประเทศ
8. การสำรวจแหล่งแร่ธาตุเพิ่มเติม โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อทดแทนแหล่งแร่เดิมที่หมดไป เช่น การใช้เครื่องตรวจสอบรังสี การใช้ระบบคลื่นเสียง เป็นต้น ซึ่งจะสามารถค้นพบแหล่งแร่เพิ่มเติมได้มากขึ้น

ที่มา : 1. กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม.ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม.
นิวัติ เรืองพานิช.การอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม.2528.
ราตรี ภารา.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.2538.
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.รายงานสถานการณ์คุณภาพ
สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2538-2539.


สถานการณ์ทรัพยากรแร่ธาตุ พ.ศ. 2543

สถิติทรัพยากรแร่

ปริมาณการผลิตแร่ที่สำคัญ จำแนกตามชนิดแร่ พ.ศ. 2540-2544
ปริมาณการใช้แร่ที่สำคัญ จำแนกตามชนิดแร่ พ.ศ. 2540-2544
จำนวนเหมือง และคนงาน จำแนกตามชนิดแร่ พ.ศ. 2539-2544
ปริมาณการผลิตแร่ที่สำคัญ จำแนกตามชนิดแร่ พ.ศ. 2541 -2545
ปริมาณการใช้แร่ที่สำคัญ จำแนกตามชนิดแร่ พ.ศ. 2541 -2545
แผนภูมิ ปริมาณการใช้แร่ที่สำคัญ จำแนกตามชนิดแร่ พ.ศ. 2541-2545
แผนภูมิ ปริมาณการผลิตแร่ที่สำคัญ จำแนกตามชนิดแร่ พ.ศ. 2541-2545

พญาเหยียว ผู้แสวงหาอิสรภาพ

พญาเหยียว ผู้แสวงหาอิสรภาพ

พญาเหยียว
ท่ามกลางหมอกเมฆขาวคลุมเขาเขียว
กางปีกโฉบเฉี่ยวเป็นเหยียวใหญ่
ท่ามกลางแสงตะวันอันอำไพ
มุ่งหาสิ่งใดในฟากฟ้า
มุ่งสู่สัจจะอิสระภาพ
ตราบจนสิ้นแผ่นหินผา
แม้อาจจผงาดฟื้นหมื่นชีวา
ก็มิอาจะพ้นห้วงนภาสักคราเดียว
ละหัวใจสามัญผันผยอง
ท่องเป็นจ้าวเวหาพญาเหยี่ยว
ท่วงท่าคล้ายอิสระปราดเปรียว
ท่วงทีเด็ดเดี่ยวแต่เดียวดาย
สักวันหนึ่งก็คงหวนคืนมา
กลับคืนสู่ธรรมดาดังที่หมาย
เมื่อทะยานจนสิ้นวาระกาย
กลับสู่ดินหินทรายกลายเป็นดาว

บทกวีของกวีท่านหนึ่ง แต่จำไมได้ว่าของท่านผู้ใด

11月24日

วิธีการสร้างบุญบารมี ที่สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ )ทรงพระนิพนธ์ไว้ ( เวอร์ชั่นพ่อมดโลจิสรุปใจความสำคัญ...ซึ่งเวอร์ชั่นเดิมนั้นมีเนื้อหาสาระที่ละเอียดกว่านี้...ซึ่งผมจะได้เขียนเพิ่มเติมทีหลังอีกทีครับ )

วิธีการสร้างบุญบารมี ที่สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ )ทรงพระนิพนธ์ไว้

วิธีการสร้างบุญบารมี ที่สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ )ทรงพระนิพนธ์ไว้ ( เวอร์ชั่นพ่อมดโลจิสรุปใจความสำคัญ...ซึ่งเวอร์ชั่นเดิมนั้นมีเนื้อหาสาระที่ละเอียดกว่านี้...ซึ่งผมจะได้เขียนเพิ่มเติมทีหลังอีกทีครับ )
สร้างอักขรธรรมหนึ่งอักษร เท่ากับสร้างพระพุทธรูปหนึ่งองค์( ศาสนวงศ์ ฉบับพระปัญญาสามี 2405 )

โอวาทสมเด็จพระพุทธาจารย์ ( โต พรหมรังสี )
ลูกเอ๋ย ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอ จึงขอยืมมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนล้นตัว เมื่อทำบุญได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมดไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะเอาอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้แล้วฟ้าดินจะช่วยเจ้าเอง จงจำไว้นะเมื่อยังไม่ถึงเวลา เทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้ ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างเลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า


วิธีการสร้างบุญบารมี ที่สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ )ทรงพระนิพนธ์ไว้
บุญ คือ เครื่องชำระสันดาน ความดี กุศล ความสุข ความประพฤติชอบทางกาย วาจาและใจ กุศลธรรม


บารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายอันสูงยิ่ง


วิธีสร้างบุญบารมีในพระพุทธศาสนามีอยู่ 3 ขั้นตอน คือการให้ทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา ซึ่งการให้ทานหรือการทำทานนั้นเป็นการสร้างบุญที่ได้บุญน้อยที่สุดไม่ว่าจะทำมามากอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญไปมากกว่าการถือศีลไปได้ การถือศีลแม้จะมากอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากเกินไปกว่าการเจริญภาวนาไปได้ ฉะนั้นการเจริญภาวนาจึงเป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุดได้มากที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าจะละทิ้งการให้ทานกับการรักษาศีลแล้วมานั่งเจริญภาวนาอย่างเดียวนั้นก็มิได้ จึงต้องกระทำไปพร้อมทาน ศีล ภาวนา


องค์ประกอบ 3 ข้อของการให้ทาน
1.วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์ คือ ต้องเป็นของที่ตนแสวงหามาได้ด้วยการประกอบอาชีพสุจริตไม่ใช่ได้มาเพราะการเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน เช่น ได้มาโดยทุจริต ลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ เป็นต้น


2. เจตนาในการให้ทานต้องบริสุทธิ์ คือ เจตนาในการให้ทานถ้าจะบริสุทธิ์จริงจะต้องสมบูรณ์พร้อมกัน 3 ระยะคือ
- ระยะก่อนที่จะให้ทาน ก่อนที่จะให้ทานก็มีจิตโสมนัสร่าเริง เบิกนดีที่จะให้ทาน เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขเพราะทรัพย์สิ่งของของตน
- ระยะที่กำลังลงมือให้ทาน ระยะที่กำลังลงมือทำทานอยู่นั้นเองก็ทำด้วยจิตโสมนัส ร่าเริง ยินดีและเบิกบานในทานที่ตนกำลังให้ผู้อื่น
- ระยะหลังจากที่ได้ให้ทานไปแล้ว ครั้นเมื่อได้ให้ทานไปแล้วเสร็จ หลังจากนั้นก็ดี นานมาก็ดี เมื่อหวนคิดถึงทานที่ตนได้กระทำไปแล้วครั้งใด ก็มีจิต
โสมนัสร่าเริง เบิกบานยินดีในทานนั้นๆ


3.เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์
คำว่าเนื้อนานบุญ ในที่นี้ได้แก่ บุคคลผู้รับการทำทานของผู้ทำทานนั่นเอง เนื้อนาบุญที่ประเสริฐคือผู้ที่บวชเพื่อมุ่งหนีสงสารวัฏ โดยมุ่งจะทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า แม้วัตถุทานจะบริสุทธิ์ดี เจตนาในการทำทานจะบริสุทธิ์ดี จะทำทานนั้นมีผลมากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อนาบุญเป็นลำดับต่อไป การทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน การทำทานแก่มนุษย์ผู้ไร้ศีล การทำทานแก่ผู้ที่มีศีลห้า การทำทานแก่ผู้ที่มีศีลแปด การถวายทานแก่สามเณรผู้มีศีลสิบ การถวายทานแก่พระสมติสงฆ์ การถวายทานแก่พระโสดาบัน การถวายทานแก่พระสกิทาคามี การถวายทานแก่พระอนาคามี การถวายทานแก่พระอรหันต์ การถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า การถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การถวายทานที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน การถวายวิหารทาน การให้ธรรมทานและการให้อภัยทาน


การให้อภัยทานคือาการไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่คิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู ซึ่งเป็นทานที่ให้บุญกุศลสูงมากที่สุดในฝ่ายทาน เพราะเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อ ละโทสะกิเลส และเป็นการเจริญเมตตาพรหมวิหารธรรม อันเป็นพรหมวิหารข้อหนึ่งในพรหมวิหาร 4..ผู้ทรงพรหมวิหาร 4 ได้ย่อมเป็นผู้ทรงฌาณ แต่ถึงแม้การให้อภัยทานจะชนะการให้ทั้งปวง ผลบุญนั้นก็ยังน้อยกว่า ฝ่ายศีล เพราะเป็นการบำเพ็ญบารมีคนละขั้นกัน


การรักษาศีล
ศีล นั้นแปลว่า ปกติ คือสิ่งหรือกติกาที่บุคคลจะต้องระวังรักษาตามเพศและฐานะ ศีลนั้นมีหลายระดับ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227และในบรรดาศีลชนิดเดียวกันยังแบ่งออกเป็นหลายระดับ ระดับธรรมดา ระดับกลาง ระดับสูง


การรักษาศีลเป็นความเพียรพยายามเพื่อระงับโทษทางกายและวาจา อันเป็นเพียงกิเลสหยาบมิให้กำเริบขึ้น และเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีที่สูงขึ้นกว่าการให้ทาน ทั้งในการถือศีลเองก็ยังได้บุญมากน้อยต่างกันไปตามลำดับดังนี้ การถือศีล 5 การถือศีล 8 การบวชเป็นสามเณรรักษาศีล 10 การอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา มีปาฏิโมกขสังวร 227 ข้อ


ในฝ่ายศีลแล้ว การได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้บุญบารมีมากที่สุด เพราะเป็นเนกขัมมบารมีในบารมี 10 ทัศ ซึ่งเป็นการออกจากกามเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติธรรมขั้นสูงๆ คือ การภาวนาเพื่อมรรค ผล นิพพานต่อๆไป แต่ศีลนี้แม้จะมาอานิสงส์มากเพียงไร ก็ยังเป็นแต่การบำเพ็ญบุญบารมีในขั้นกลางเท่านั้น เพราะเป็นเพียงระเบียบหรือกติกาที่จะรักษากายวาจาให้สงบ ไม่ให้ก่อให้เกิดทุกข์โทษขึ้นทางกายและวาจาเท่านั้น ส่วนทางจิตนั้นศีลยังไม่สามารถที่จะควบคุมหรือทำให้สะอาดบริสุทธิ์ได้
ดังนั้นการรักษาศีลจึงยังได้บุญน้อยกว่าการภาวนา เพราะการภาวนาเป็นการรักษาใจ รักษาจิต และซักฟอกจิตให้เบาบางลงหรือจนหมดกิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง อันเป็นเครื่องร้อยรัดให้บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ การภาวนาจึงเป็นการบำเพ็ญบารมีที่สูงที่สุด ประเสริฐที่สุด ได้บุญมากที่สุด เป็นกรรมอันยิ่งใหญ่ เรียกว่า มหัคคตกรรม อันเป็นมหัคคตกุศล


การภาวนา
การเจริญภาวนานั้น เป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา จัดว่าเป็นแก่นแท้และสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก การเจริญภาวนานั้นมี 2 อย่างคือ สมถภาวนา (การทำสมาธิ )วิปัสนาภาวนา (การเจริญปัญญา )


สมถภาวนา
สมถภาวนา ได้แก่การทำจิตให้เป็นสมาธิหรือเป็นฌาณ คือการทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปอารมณ์อื่นๆ วิธีภาวนานั้นมีมากมายหลายร้อยชนิด ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติแบบอย่างเอาไว้ 40 ประการเรียกกันว่า กรรมฐาน40ซึ่งผู้ใดจะเลือกใช้วิธีใดก็ได้ตามแต่สมัครใจ ทั้งนี้ย่อมสุดแล้วแต่อุปนิสัยและวาสนาบารมีที่ได้เคยสร้างสมอบรมมาแต่อดีตชาติเมื่อสร้างสมอบรมมาในกรรมฐานกองใด จิตก็มักจะน้อมชอบกรรมฐานกองนั้นมากกว่ากองอื่นๆและการเจริญภาวนาก็จะก้าวหน้าเร็วและง่ายยิ่งขึ้น แต่ไม่ว่าจะเลือกปฏิบัติวิธีใดก็ตามจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาศีลครบถ้วนบริบูรณ์ตามเพศของตนเสียก่อนจึงจะทำจิตให้เป็นฌาณได้ หากศีลยังไม่มั่นคงย่อมเจริญฌาณให้เกิดขึ้นได้โดยยาก เพราะศีลย่อมเป็นกำลังให้เกิดสมาธิขึ้น


การทำสมาธิเป็นการสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ ลงทุนน้อยที่สุดเพราะไม่ได้เสียเงินเสียทอง ไม่ได้เหนื่อยยากแบกหามแต่อย่างใด เพียงแต่คอยระวังสติ คุ้มครองจิตมิให้แส่ส่ายไปสู่อารมณ์อื่นๆโดยให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่างไรก็ดีการเจริญสมถภาวนาหรือสมาธินั้นแม้จะได้อานิสงส์มากมายมหาศาลอย่างไร ก็ยังมิใช่บุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา แต่เป็นการเจริญวิปัสสนาหรือการเจริญปัญญา จึงจะเป็นการสร้างบุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนาซึ่งถือเป็นแก่นแท้


วิปัสสนาภาวนา
วิปัสสนาภาวนา คือการที่จิตคิดใคร่ครวญหาเหตุและผลในสภาวธรรมทั้งหลาย และสิ่งที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้นมีเพียงอย่างเดียวคือ ขันธ์ 5 ซึ่งนิยมเรียกว่า รูป-นาม โดยรูปมี 1 ส่วน และนามมี 4ส่วนคือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง อุปทานขันธ์เพราะแท้ที่จริงแล้วเป็นแต่เพียงสังขารธรรมที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่ง แต่เพราะอวิชาหรือความไม่รู้เท่าสภาวธรรมจึงเกิดการยึดมั่นด้วยอำนาจอุปทานว่าเป็นตัวตนและของตน การเจริญวิปัสสนาก็เพื่อให้จิตพิจารณาจนรู้แจ้งเห็นจริงว่า สภาวธรรมทั้งหลายล้วนแต่มีอาการเป็นไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขังอนัตตา


อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปแล้วเกิดของใหม่ขึ้นมาแทนที่อยู่ตลอดเวลา) ทุกขัง (สภาพที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เมื่อเป็นเด็กแล้วจะเป็นเด็กเช่นนั้นต่อไปก็หาไม่ ก็ต้องเป็นหนุ่มสาวและเป็นคนแก่เฒ่าไปและตายลงในที่สุด)อนัตตา(ความไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สิ่งของ เป็นเพียงแค่ธาตุทั้ง 4 มาประชุมกันเพียงชั่วคราว เมื่อนานไปก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปแล้วแตกสลายกลับคืนสู่สภาพเดิม ส่วนที่เป็นดินก็กลับสู่ดิน ส่วนที่เป็นน้ำก็กลับสู่น้ำ ส่วนที่เป็นลมก็กลับสู่ลม ส่วนที่เป็นไฟก็กลับสู่ไฟ ไม่มีอะไรให้เรายึดเป็นที่พึ่งอันถาวรได้ )


ทั้งสมาธิและวิปัสสนาเป็นเหตุผลของกันและกันและอุปการะซึ่งกันและกัน จะมีวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้นโดยขาดกำลังสมาธิสนับสนุนมิได้เลย การเจริญวิปัสสนาจึงจำเป็นที่จะต้องพยายามทำสมาธิให้ได้เสียก่อน แต่ตราบใดที่ยังไปไม่ถึงฝั่งนิพพานก็ต้องเก็บเล็กผสมน้อย โดยทำทุกๆทางเพื่อความไม่ประมาท โดยทำทั้ง ทาน ศีล ภาวนา สุดแต่โอกาสจะอำนวยให้ จะถือว่าการเจริญวิปัสสนานั้นลงทุนน้อยที่สุดแต่ได้กำไรมากที่สุด ก็เลยทำวิปัสสนาอย่างเดียว โดยไม่ยอมลงทุนทำบุญให้ทานใดๆไว้เลย เมือ่เกิดมาชาติหน้าเพราะเหตุที่ยังไปไม่ถึงนิพพาน ก็เลยมีแต่ปัญญาอย่างเดียวไม่มีจะกินจะใช้ ก็จะเจริญวิปัสสนาให้ถึงฝั่งนิพพานไปไม่ได้เหมือนกัน


การเจริญสมถะและวิปัสนาอย่างง่ายๆในชีวิตประจำวัน นั่ง ยืน เดิน นอน ทำบ่อยๆทำให้มากๆจนจิตเป็นอารมณ์แนบแน่น คือ คิดใคร่ครวญถึงความเป็นจริง 4 ประการ
1.มีจิตใคร่ครวญถึง มรณัสสติกรรมฐาน คือการใคร่ครวญความตายเป็นอารมณ์ ความตายเป็นธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีสิ่งใดเอาชนะได้ ให้นึกถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มีการเจริญเติบโต มีการแก่เฒ่าและตายไปในที่สุด ผู้ที่คิดถึงความตายนั้น เป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต เพราะเมื่อนึกถึงความตายแล้วก็จะเร่งกระทำความดีและบุญกุศล


2.มีจิตใคร่ครวญถึงอสุภกรรมฐาน หรือสิ่งไม่สวยงามเช่น ซากศพ คือ มีจิตพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงว่า ร่างกายของคนและสัตว์อันเป็นที่นิยมรักใคร่เสน่หา ปละเป็นบ่อเกิดของตัณหาราคะ กามกิเลส ว่าเป็นของสวยงามเป็นที่เจริญตาและใจ แท้ที่จริงแล้ว เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นทุกขัง คือ ทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นไมได้ วันเวลาย่อมพรากความสวยสดงดงามให้ค่อยๆจากไปจนเข้าสู่วัยชราผิวหนังเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลาและในที่สุดก็ตาย น้ำเหลืองขึ้น ขึ้นอืด มีกลิ่นเหม็นเป็นที่น่ารังเกียจของหมู่ชนทั้งหลายและในที่สุดก็สูญสลายกลายเป็นปุ๋ย สังขารของเราก็เป็นเช่นนี้ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย


3..มีจิตใคร่ครวญถึงกายคตานุสติกรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่มีอานิสงส์มากเพราะสามารถทำให้ละ สักกายทิฐิ อันเป็นสังโยชน์ข้อต้นได้โดยง่ายและเป็นกรรมฐานที่พิจารณาร่างกายให้เห็นตามสภาพความเป็นจริง มักจะพิจารณาร่วมกับอสุภกรรมฐานและมรณัสสติกรรมฐาน ซึ่งพระอริยะเจ้าทุกๆพระองค์ที่จะบรรลุพระอรหัตผลได้ จะต้องผ่านการพิจารณากรรมฐานทั้งสามกองนี้เสมอ เพราะบรรดาสรรพกิเลสทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นความโลภ โกรธ หลง ต่างๆก็เกิดขึ้นที่กายนี้เพราะการยึดมั่นด้วยอำนาจอุปทานว่าเป็นตัวตนและของตน การพิจารณาก็คือ พิจารราใคร่ครวญให้เห็นตามสภาพความเป็นจริงที่ว่า อันร่างกายของคนและสัตว์ที่น่ารักใคร่สวยงามนั้น แท้ที่จริงก็เป็นของปฏิกูล สกปรกโสโครก ไม่สวย ไม่งาม ไม่น่ารักใคร่ทะนุถนอม เป็นแหล่งรวมของสกปรกต่างๆ มีสารพัดขี้ ขี้หู ขี้ตา ขี้มูก ขี้ไคล ขี้ฟัน สิ่งเหล่านี้เมื่อขับถ่ายออกมาจากร่างกายแล้วไม่มีใครอยากเป็นเจ้าของ


แม้แต่สังขารร่างกายของคนเราเมื่อได้แยกแยะพิจารณาไปแล้ว ก็เห็นความเป็นจริงที่ว่าเป็นที่ประชุมรวมกันของอวัยวะชิ้นต่างๆที่เป็นหู ตา จมูก ปาก ลิ้น เนื้อ ปอด ตับ ม้าม หัวใจ กระเพาะอาหาร ลำใส้ หนัง พังผืด เส้นเอ็น เส้นเลือด น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำตา น้ำปัสวะ ฯลฯ เรียกว่าอาการ 32 เมื่อแยกหรือควักออกมาดูทีละชิ้น จะไม่มีชิ้นใดที่เรียกกันว่าสวยงาม น่ารักน่าพิสวาสเลย กลับเป็นของที่น่ารังเกียจ ไม่สวยงาม ไม่น่าดู เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ถูกปกปิดห่อหุ้มด้วยหนังถ้าหากไม่มีหนังหุ้มแล้วก็ไม่เห็นว่าจะสวยงามตรงไหนดูๆไปก็อกสั่นขวัญแขวนถึงขั้นจับไข้ไปเลยก็มี


เมื่อได้รู้แจ้งเห็นจริงดังกล่าวมากๆเข้า ก็จะมีอำนาจในการทำลายกิเลสและเกิดการเบื่อหน่ายในร่างกายของตนเองและผู้อื่น จึงเป็นการง่ายที่ นิพพิทาญาณ จะเกิดขึ้นและเมื่อได้เกิดขึ้นแล้ว จนมีญาณทัสสนะเห็นแจ้งอาการพระไตรลักษณ์ ซึ่งจะนำไปสู่อารมณ์อันวางเฉยไม่ยินดียินร้ายในร่างกาย คลายกำหนัดในรูปนามขันธ์เรียกว่าจิตปล่อยวาง ซึ่งจะนำไปสู่การละสักกายะทิฐิ


4.มีจิตใครครวญถึงธาตุกรรมฐาน คือ นอกจากจะมีจิตใคร่ครวญถึงความเป็นจริงของร่างกายดังกล่าวมาแล้ว จึงควรพิจารณาแยกให้เห็นถึงความเป็นจริงว่า อันร่างกายของเราก็ดีของผู้อื่นก็ดี เป็นเพียงแค่ ธาตุ 4 อันประกอบด้วย ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มาประชุมรวมกัน และสิ่งเหล่านี้ก็ทนอยู่ในสภาพที่รวมกันเช่นนั้นไม่ได้ นานไปก็เก่าแก่แล้วแตกสลายตายไป ธาตุดินก็กลับสู่ความเป็นดิน ธาตุน้ำก็กลับสู่ความเป็นน้ำ ธาตุลมก็กลับสู่ความเป็นลม ธาตุไฟก็กลับสู่ความเป็นไฟตามเดิม แร่ธาตุต่างๆนั้นก็เนื่องมาจากพลังงานโปรตรอนและอิเล็กตรอนเท่านั้น หาใช่ตัวตนของเราไม่เมื่อตายไปแล้วก็ยังเอาติดตัวไปด้วยไม่ได้ ดังนั้นการสร้างสมบุญบารมีที่เป็นอริยะทรัพย์อันประเสริฐ ซึ่งจะติดตามตัวไปได้ในภพหน้าชาติหน้าย่อมจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

11月22日

ยุทธศาสตร์การเติบโต ในยุคแห่งความวุ่นวายสับสน

ยุทธศาสตร์การเติบโต ในยุคแห่งความวุ่นวายสับสน

ส รุ ป ย่ อ

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่สร้างธุรกิจขึ้นมาจนทำกำไรได้ก้อนโตเมื่อเร็วๆ นี้ แต่กลับเริ่มรู้สึกว่ากำลังเดินออกนอกทางที่จะทำกำไรเพิ่มขึ้นได้อีก คุณรู้สึกอึดอัดบ้าง ไหมที่ริเริ่มทำธุรกิจในยุคอินเทอร์เน็ตแต่กลับมัวกังวลกับการหาวิธีเข้าถึงเป้าหมาย และรู้สึกไขว้เขวกับธุรกิจหลัก คุณรู้สึกบ้างไหมว่าธุรกิจหลักของคุณมีการเติบโตของ กำไรอย่างไม่เต็มที่ แต่ก็ไม่รู้ว่าศักยภาพสูงสุดอยู่ที่ระดับใดกันแน่? หรือแวดวงธุรกิจ ที่คุณอยู่นั้นกำลังปรับเปลี่ยนทิศทางจนได้เวลาที่จะต้องระบุหรือกำหนดแนวทางธุรกิจ ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์?

หากคุณตอบคำถามข้างต้นว่า "ใช่" ไม่ว่าจะเพียงข้อเดียวหรือทั้งหมด คุณวาง ใจได้เลยว่ายังมีคนอีกมากที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกับคุณอยู่ ผลการศึกษาของบริษัท ที่ปรึกษาเบนแอนด์คอมปะนี (Bain and Company) ที่ศึกษาบริษัทผลิตสินค้า และบริการหลากหลายประเภท รวมทั้งกิจการทางด้านเทคโนโลยีกว่า 2,000 แห่ง เป็นเวลา กว่า 10 ปี พบว่า

- ธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถทำให้ลูกค้าและผู้ถือหุ้นเข้าใจถึงมูลค่าแท้จริงของกิจการ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะบริษัทเหล่านั้นไม่กล้าลองใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ๆ แต่มักเป็น เพราะพวกเขาแตกแขนงกิจการออกไปนอกทางของธุรกิจหลักมากเกินไป

- การแตกแขนงกิจการออกไปจากธุรกิจหลักอาจทำลายมูลค่ากิจการที่เคย ตั้งไว้ และจะเป็นการจำกัดโอกาสในการเติบโตต่อไปของธุรกิจ

ใน Profit from the Core ผู้เขียนคือ คริส ซูค ผู้ดูแลด้านแนวปฏิบัติด้านการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ของเบนแอนด์คอมปะนี และเจมส์ อัลเลน ระบุถึงปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่จำแนกความแตกต่างระหว่างยุทธศาสตร์การเติบโต ที่นำไปสู่ความสำเร็จ กับยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่ความล้มเหลว ดังนี้

1. คุณต้องมั่นใจว่าคุณกำลังใช้ศักยภาพของคุณอย่างเต็มที่ในการดำเนินธุรกิจ หลักหรือธุรกิจอื่น ๆ

2. เมื่อคุณได้ใช้ศักยภาพสูงสุดในการบริหารธุรกิจหลักแล้ว คุณต้องขยายตัว ไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอย่างแท้จริงกับธุรกิจหลัก

3. คุณต้องกำหนดแนวทางธุรกิจหลักของคุณเสียใหม่เพื่อรับมือกับสัญญาณที่ส่อเค้าว่า จะเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือความผันผวนในตลาด

ทั้งนี้ หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาโดยสรุปย่อดังต่อไปนี้

มุ่งหน้าเต็มที่สู่การเติบโต

เรื่องที่ผู้บริหารองค์กรให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือ จะทำให้กิจการเติบโตได้อย่างไร ไม่ว่าในยามที่เศรษฐกิจแข็งแกร่ง หรือในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งนี้ก็เพราะ

‘ โดยทั่วไปแล้วผู้ถือหุ้นจะยอมให้บริษัทมีมูลค่า ราว 26 เท่าของรายได้ของผู้ถือหุ้น จึงเท่ากับว่าบริษัทจะต้องมีอัตราการเติบโต 3-4 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

‘ นักลงทุนให้เวลาฝ่ายบริหารน้อยลงในการที่จะพิสูจน์ฝีมือและสร้างผลงาน นักลงทุนในยุคนี้ตัดสิน ใจซื้อหรือขายหุ้นเร็วกว่าเมื่อสองสามทศวรรษก่อนถึง 5 เท่า พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ให้บริษัทมีอัตราเติบโตและต้องเป็นการเติบโตทุกๆ ไตรมาส

‘ มีผลวิเคราะห์ว่าราว 90 % ของทีมบริหารมักล้มเหลว ในการทำให้บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความคาดหวังของนักลงทุนมีแต่ จะเพิ่มสูงขึ้น

‘ ฝ่ายบริหารจะพบปัญหาการหาตัวคนเก่งที่มีฝีมือ โดยมีปัญหาทั้งในการค้นหาตัวบุคคลดังกล่าวและ รักษาพวกเขาไว้กับองค์กร อย่างในแวดวงธุรกิจเทคโน โลยีข้อมูลนั้นจะต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 13 เดือนในการหาตัวคนมีฝีมือได้สักคน

‘ คนที่เป็นผู้ฝึกอบรมให้แก่บรรดาผู้บริหารระดับ สูงรวมทั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกิจการต่างๆ มีเวลาในการทำหน้าที่ดังกล่าวเพียงหนึ่งในสามของที่เคยมีเมื่อราวสิบปีก่อน

‘ กฎของเกมธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความผันผวนในแวดวงธุรกิจอุตสาหกรรมมีเพิ่มขึ้นทุกขณะ อันสืบเนื่องมาจากความต้องการความคิดใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโต

มีหลายบริษัทที่ยอมแพ้เมื่อสินค้าที่ผลิตขึ้นมาหรือแนวทางธุรกิจที่ดำเนินอยู่ไม่ทำให้กิจการมีอัตราการ เติบโตอย่างโดดเด่นอย่างที่ผู้ถือหุ้นคาดหวัง ผู้บริหาร อาจจะล้มเลิกความคิดที่จะเดินหน้า และละทิ้งธุรกิจหลักไปอย่างน่าเสียดาย โดยหวังว่าจะไปเอาดีทางอื่น การไม่ยอมแก้ปัญหาให้ตรงจุดจะยิ่งทำให้โอกาสที่จะสร้างการเติบโตและการทำกำไรยิ่งเป็นไปได้ยาก ความลับของการเติบโตอยู่ที่ธุรกิจหลักของคุณ

รากฐานของการสร้างการเติบโตและทำกำไรให้ กับกิจการได้อย่างยั่งยืน อยู่ที่การกำหนดแนวทางของธุรกิจหลัก ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ธุรกิจอาจกำหนดแนวทาง ของตนจากมุมมอง 2 ประการดังนี้

‘ มุมมองจากภายนอกเข้าหาภายใน หรือจากการมองโลกภายนอก ซึ่งมีขอบเขตธุรกิจตามธรรมชาติ โดยอิงอยู่กับระบบเศรษฐกิจการตลาดที่เป็นจริง

‘ มุมมองจากภายในออกสู่ภายนอก หรือจากการมองของคนที่อยู่ภายในองค์กร ซึ่งกำหนดขอบข่ายธุรกิจ โดยอาศัยส่วนที่เป็นแกนหลักของกิจการ

การระบุธุรกิจหลักเริ่มต้นด้วยการระบุถึงสิน ทรัพย์ต่างๆ ดังนี้

‘ ลูกค้าที่จะทำให้คุณมีกำไรมากที่สุด

‘ ขีดความสามารถในเชิงยุทธศาสตร์ที่แตกต่าง จากผู้อื่นอย่างเด่นชัด

‘ สินค้าที่โดดเด่นที่สุด

‘ ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ดีเยี่ยมที่สุด

‘ สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับสินทรัพย์ดังกล่าวข้างต้น (เช่น สิทธิบัตร ชื่อยี่ห้อ เป็นต้น)

การกำหนดธุรกิจหลักอาจเป็นเรื่องง่ายสำหรับบริษัทบางแห่ง แต่กลับยากเย็นที่สุดสำหรับบางบริษัท ไม่ว่าจะในกรณีใด ผู้บริหารจำเป็นต้องมีการกำหนดธุรกิจหลักให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง ในหนังสือเล่มนี้จะถือ ว่าธุรกิจหลักกำหนดขึ้นได้โดยระบุถึงชุดของสินค้า ขีดความสามารถ ลูกค้า ช่องทางการจัดจำหน่ายและสภาพ ทางภูมิศาสตร์ที่บอกให้รู้ได้ว่าบริษัทดำเนินธุรกิจอะไรหรือมุ่งหวังจะเป็นเช่นไร เพื่อที่จะหารายได้และกำไรเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

การจะไปสู่จุดนั้นผู้บริหารจะต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆ ดังนี้

1. การสร้างอำนาจและอิทธิพลทางการตลาดใน ธุรกิจหลัก หรือในธุรกิจที่เป็นส่วนย่อยลงมาของธุรกิจหลัก

2. การจะทำเช่นนั้นได้ จำต้องขยายไปสู่ธุรกิจที่ เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจโดยรอบโดยใช้หลักการขยายอย่างมีเหตุผล

3. มีการปรับย้ายหรือกำหนดธุรกิจหลักใหม่ เพื่อ รับมือกับความผันผวนทางธุรกิจ

การสร้างอำนาจและอิทธิพลทางการตลาดในธุรกิจหลัก

การจะทำให้กิจการมีการเติบโตของกำไรอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องยากเย็นที่สุด หากปราศจากธุรกิจที่เป็นแกนหลักที่แข็งแกร่งอย่างน้อยหนึ่งอย่าง แบบแผนการเติบโตที่จะอยู่ได้ยืนยาวที่สุดคือการมีธุรกิจหลักที่แข็ง แกร่งและเป็นผู้นำตลาดที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนซ้ำ และมีการปรับตัวเข้ากับสภาพการณ์ทางธุรกิจ อีกทั้งเสาะหาตลาดใหม่ทั้งในเชิงของภูมิศาสตร์ หรือช่องทาง การจัดจำหน่าย

ขั้นตอนในการแสวงหากำไรจากธุรกิจหลัก

การพัฒนา และหมั่นตรวจสอบยุทธศาสตร์การเติบโตของบริษัทที่อิงอยู่กับธุรกิจหลักที่โดดเด่น ทำได้โดยดำเนินการสามขั้นตอนดังนี้

1. กำหนดขอบเขตของธุรกิจและกำหนดธุรกิจหลักให้ชัดเจน

2. คัดสรรสิ่งที่โดดเด่นขึ้นมาเพื่อสร้างอำนาจและอิทธิพลทางการตลาด

3. หามูลค่าในเชิงศักยภาพอย่างเต็มรูปของธุรกิจที่เป็นแกนหลัก

ขั้นที่ 1 กำหนดขอบเขตของธุรกิจและกำหนดธุรกิจหลักให้ชัดเจน

การกำหนดขอบเขตของธุรกิจและส่วนที่เป็นแกน หลักเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญยิ่งของยุทธศาสตร์การเติบโต หากไม่มีการระบุสิ่งเหล่านี้ให้ชัดเจนเสียแต่ต้น จะทำให้ การวางตำแหน่งการแข่งขัน กับคู่แข่งเป็นเรื่องยุ่งยากไป ด้วย อีกทั้งอาจทำให้เกิดความยุ่งยากในการกำหนดความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของโอกาสในการเติบโต ตัวอย่างเช่น บริษัทมาร์เวล เอ็นเตอร์ไพรซ์ (Marvel Enter- prises) ซึ่งเป็นผู้สร้าง Spiderman และตัวการ์ตูนอื่นจะจัดว่าอยู่ในธุรกิจหนังสือการ์ตูน ธุรกิจภาพยนตร์การ์ตูน หรือธุรกิจของเล่นเด็กก็ได้ แต่คำตอบจะต้องมีนัยที่เกี่ยว โยงกับการบริหารส่วนที่เป็นทรัพย์สินหลักของบริษัทซึ่งก็คือ ตัวการ์ตูน (ดิสนีย์เป็นกิจการหนึ่งที่เลือกกำหนด ธุรกิจหลักของตนให้อยู่ที่ธุรกิจบันเทิง)

ทั้งนี้ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขตของธุรกิจให้ชัดเจนมีดังนี้

‘ การเสาะหาและการขาดการผนวกประสานกันของสายโซ่มูลค่ากิจการหลัก

‘ การที่ลูกค้ามีแนวโน้มแบ่งซอยเป็นกลุ่มเล็กลงเรื่อยๆ และคู่แข่งก็สามารถระบุตัวได้ชัดขึ้น

‘ การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในท่ามกลางรูปแบบทางธุรกิจที่หลากหลายไม่ซ้ำกัน

‘ โลกาภิวัตน์ทำให้ขอบเขตทางภูมิศาสตร์เลือน หายไป

‘ ยุทธศาสตร์ในการจัดการเชนซัปพลายที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้การแข่งขันในหมู่ซัปพลายเออร์เข้มข้น ขึ้นตามไปด้วย

การกำหนดนิยามของธุรกิจหลัก จึงเป็นทั้งเรื่อง ของการพิจารณาอย่างรอบคอบในเชิงธุรกิจโดยประยุกต์ ใช้สูตรการคิดคำนวณต่างๆ เข้าช่วย คุณจะต้องมีความ เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเกี่ยวกับลูกค้าและสินค้าหลักที่คาด ว่าจะทำกำไรให้กับกิจการในสัดส่วนที่สูง และจะต้องเข้าใจถึงตลาดในส่วนที่ซอยย่อยลงไปซึ่งเป็นส่วนที่แตก ออกมาจากธุรกิจหลักของคุณ ส่วนย่อยๆ ที่เรียกว่า segment เหล่านี้จะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญให้ถูกต้องด้วย

ตัวอย่างเช่น Gateway ซึ่งเป็นกิจการที่กำหนดธุรกิจหลักของตนว่าเป็นผู้จำหน่ายพีซีแก่ลูกค้ารายย่อย จึงไม่ไปข้องเกี่ยวกับพีซีที่จำหน่ายให้กับภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าส่วนที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักจะต้องมองข้ามไปหรือละเลยไปเสียหมด ทาง ที่ดีควรพิจารณาส่วนที่อาจเหลื่อมล้ำก้ำกึ่งกันอยู่ และอาจ มีธุรกิจส่วนที่ไม่ใช่แกนของกิจการในขณะนี้แต่มีศักยภาพ จะเป็นธุรกิจหลักได้ต่อไป ทั้งนี้มีเกณฑ์พิจารณาดังนี้

‘ คุณจะต้องการขยายแนวทางธุรกิจออกไปให้ครอบคลุมถึงเทคโนโลยีหรือตลาดที่เป็น segment ย่อย ใหม่บ้างหรือไม่

‘ ธุรกิจในส่วนที่มีความเหลื่อมล้ำและมีโอกาสจะพัฒนาเป็นแกนต่อไปนั้นมีศักยภาพในเชิงการแข่งขัน ที่จะมีผลต่อผลกำไรรวมของกิจการอย่างไร

‘ มีธุรกิจที่ก้ำกึ่งกับธุรกิจหลักของคุณที่คู่แข่งสามารถใช้โจมตีธุรกิจหลักของคุณหรือไม่

‘ มีขีดความสามารถหรือทักษะใดที่คุณต้องนำเข้ามาใช้ในบริษัทเพื่อรับมือกับความเคลื่อนไหวทางธุรกิจ ส่วนที่อยู่รอบๆ ธุรกิจหลักของคุณ

‘ มีโอกาสที่จะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและทำให้ ธุรกิจหลักยังคงมีเสถียรภาพหรือไม่

ขั้นที่ 2 คัดสรรสิ่งที่โดดเด่นขึ้นมาเพื่อสร้างอำนาจ และอิทธิพลทางการตลาด

คุณต้องระบุและหาวิธีการจำแนกความแตกต่าง ให้เกิดความโดดเด่นซึ่งจะทำให้ธุรกิจหลักคงมีอำนาจ และอิทธิพลเหนือลูกค้า คู่แข่ง และผลกำไรรวม มีวิธีการ 4 อย่างที่จะสร้างอำนาจและอิทธิพลให้กับธุรกิจหลัก

‘ ความภักดีของลูกค้า

การสร้างความภักดีของลูกค้าเป็นการสร้างพลัง การตลาดที่โดดเด่นและแข็งแกร่ง การทำสัญญาว่าจ้าง ประจำ เป็นกุญแจสำคัญอย่างหนึ่ง เมื่อได้สัญญาประเภท นี้เพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว อัตราการเติบโตของบริษัทจะเพิ่มราว 5-10%

‘ ความเป็นผู้นำช่องทางการจัดจำหน่าย

การเป็นผู้นำในช่องทางการตลาดหรือการจัดจำหน่ายเป็นปัจจัยสำคัญประการที่สอง ในการสร้างอำนาจและอิทธิพลทางการตลาด การขายสินค้าระบบออนไลน์เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าอินเทอร์เน็ตช่วยให้บริษัทหลายแห่ง มีศักยภาพในการสร้างอำนาจและอิทธิพลทางการตลาดโดยอาศัยช่องทางการขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็มีบริษัทอีกมากมายที่เข้าสู่ระบบออนไลน์เพื่อกิจกรรมทางธุรกิจอื่น เช่น เพื่อให้มีการไหล เวียนของสินค้าที่ลูกค้าต้องการ (เช่นกรณีของ Amazon) เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารมีการไหลเวียนออกไปผ่านทางอินเทอร์เน็ต (กรณีของ Yahoo) เพื่อให้มีการไหลเวียนของ เงินและหลักทรัพย์ (กรณีของ Intuit)

‘ การจำแนกความแตกต่างในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์

พลังของการจำแนกความแตกต่าง โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่าเป็นสิ่งที่ได้มายาก มีบริษัท น้อยกว่า 5% จากการสำรวจที่อาศัยวิธีการนี้ แต่บริษัทที่เลือกวิธีนี้ส่วนใหญ่สามารถเข้าสู่ตลาดใหม่ได้และเป็น ผู้นำที่สามารถทำกำไรได้ ตัวอย่างความสำเร็จที่เด่นชัด คือ กิจการโซนี่ (Sony) ที่มีอัตราการเติบโตมหาศาล (ยอดรายได้เพิ่มขึ้น 13.9% ต่อปี และกำไรรวมต่อปีเพิ่มขึ้น 48.9%) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการขนเอาสินค้าที่มีความริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็วกว่าคู่แข่ง

‘ การยึดกุมส่วนที่เป็นทุนไว้

วิธีการสุดท้ายคือการยึดกุมอำนาจและอิทธิพลทางการตลาดโดยการสร้างมูลค่าตลาดที่สูง ยึดครองส่วนแบ่งตลาดได้และทำผลกำไรรวมได้ดี ซึ่งอาจต้องใช้ การลงทุนมหาศาลหรือซื้อกิจการเพิ่มเข้ามา วิธีนี้เป็น การใช้ทุนที่ "เป็นรากฐาน" ในการสร้างอำนาจและอิทธิพลทางการตลาด

ตัวอย่างเช่น Critical Path และ Mail.com เป็นผู้ให้บริการข้อมูลและอีเมล โดยฝ่ายแรกมีมูลค่ากิจการ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนฝ่ายหลังมีมูลค่ากิจการ 730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หาก Critical Path เล็งเห็นประโยชน์จากความแตกต่างของมูลค่ากิจการทั้งสอง แล้วเลือกใช้วิธีซื้อกิจการฝ่ายหลังไว้ก็จะผลักดันให้กิจการมีมูลค่ารวมสูงขึ้นอีกมาก

ขั้นที่ 3 หามูลค่าในเชิงศักยภาพอย่างเต็มรูปของธุรกิจที่เป็นแกนหลัก

บริษัทหลายแห่งมีหรือเคยมีส่วนผสมที่เหมาะกับ การสร้างมูลค่ากิจการให้เติบโตอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้อาจคำนึงถึงแต่ศักยภาพของส่วนแกนที่ทำ กำไร จนส่งผลให้ตัดสินใจลงทุนน้อยเกินไป หรือกำหนด เป้าหมายการดำเนินงานต่ำกว่าที่ควร อันที่จริง บริษัทหลายแห่งมีแนวโน้มที่จะประเมินสภาพของธุรกิจหลักต่ำเกินไปดังนี้

‘ ผลตอบแทนจากการลงทุน คุณต้องการให้ธุรกิจของคุณมีกำไรเท่าไร จะตั้งกำไรไว้เท่าไร รวมทั้ง กำหนดผลตอบแทนจากการลงทุนให้กับฝ่ายบริหารเท่าไร ทั้งหมดนี้เป็นคำถามสำคัญที่ผู้บริหารต้องตอบให้ ได้ทุกๆ ปี แต่ส่วนใหญ่มักได้คำตอบที่ผิดเพราะเข้าใจผิดในเรื่องศักยภาพเต็มรูปของธุรกิจหลัก และศักยภาพในการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนในการวางตำแหน่ง ทางการตลาดของธุรกิจหลัก

‘ อัตราการลงทุนหมุนเวียนซ้ำ เป็นสิ่งที่คำนวณ หาได้จากผลรวมของค่าใช้จ่ายด้านทุน การวิจัยและพัฒนา และการโฆษณาที่เกี่ยวเนื่องกับการขายสินค้า ให้ เปรียบเทียบกับอัตราการลงทุนหมุนเวียนของกิจการที่เป็นคู่แข่งด้วย อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าววิเคราะห์และติดตามได้ยาก แต่จะเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญยิ่งเกี่ยวกับแนวโน้มการแข่งขัน และอนาคตทางธุรกิจ การวาง แผนยุทธศาสตร์โดยไม่มีการรวบรวมและตีความอัตราการลงทุนหมุนเวียนซ้ำ เปรียบเหมือนการทำนายสภาพอากาศโดยไม่ได้ดูทิศทางความเร็วลมและอุณหภูมิ

‘ การรวมกำไรจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ลองนึก ดูว่าธุรกิจหลักที่ทำกำไรให้นั้น ตั้งอยู่ส่วนแกนกลางของเครือข่ายอันซับซ้อนที่เชื่อมโยง ทั้งซัปพลายเออร์โดยตรง ซัปพลายเออร์ของซัปพลายเออร์ ลูกค้าโดยตรง ลูกค้าของลูกค้า สินค้าที่เป็นของแถม สินค้าทดแทน คู่แข่ง และอื่นๆ อย่างไรบ้าง ในหลายกรณีจะพบว่าปลายสุด ท้ายของเครือข่ายความเชื่อมโยงดังกล่าวก็คือกองกลาง ของส่วนเกินทางเศรษฐกิจและกำไรของธุรกิจหลักนั่น เอง นอกจากนั้น ส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากการที่บริษัทมีอำนาจ และอิทธิพลทางการตลาดในธุรกิจหลัก ก็จะมีผลต่อการที่บริษัท จะสามารถกำหนดหรือแบ่งปันกำไร และส่วนเกินจากกองกลางในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักด้วย ตัวอย่างเช่นไมโครซอฟท์ซึ่งมีอิทธิพลในส่วนของเบราเซอร์ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง กับธุรกิจซอฟต์แวร์ที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัท เป็นต้น

การขยายสู่ธุรกิจที่ใกล้เคียงกันอย่างมีเหตุผล

การขยายสู่ธุรกิจที่ใกล้เคียงกันอย่างมีเหตุผลหมายถึงการที่กิจการขยับขยายเข้าสู่ธุรกิจ ที่จะมีส่วนเสริมหรือสนับสนุนให้ธุรกิจหลักมีความแข็งแกร่งขึ้น

การมุ่งเน้นที่ธุรกิจหลักและการแสวงหาช่องทาง ธุรกิจใหม่ๆ (แม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก ก็ตาม) เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจเป็นการสูญเสียแรงกายแรงใจโดยใช่เหตุ และอาจเสี่ยงต่อการสร้างธุรกิจที่ในท้ายที่สุดก็ไม่มีคุณค่าใดๆ แต่ในขณะเดียวกันหากคุณลงหลักปักฐานอย่างถูกต้อง ก็จะเป็นการหนุนเสริมให้ธุรกิจหลักมีกำไรเพิ่มขึ้น และทำให้กิจการมีความคืบหน้าต่อไป

การจะตัดสินใจอย่างถูกต้องในเรื่องการขยายตัวทางธุรกิจ ไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักจึงต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญ 3 ประการคือ การระบุหรือกำหนดธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องเหมาะสม การเลือก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับธุรกิจหลัก และการหลีกเลี่ยงหลุมพรางที่จะเกิดขึ้นจากการขยายธุรกิจออก ไป ดังรายละเอียดต่อไปนี้

‘ การระบุหรือกำหนดธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องเหมาะสม

โดยทั่วไปแล้วธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักประกอบด้วย

‘ ธุรกิจที่เชื่อมโยงลูกค้ากับผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกัน การขยายตัวที่ถูกต้องควรเป็นการขยายเข้าสู่ตลาดสินค้า และกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ต่างก็มีส่วนเสริมซึ่งกันและกัน บริษัทเดอเบียส์เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ใช้ความโดดเด่นทาง การตลาดในการผลิตแหวนหมั้นเพชร ทำให้การมอบแหวนหมั้น กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในญี่ปุน การรณรงค์ดังกล่าวเริ่มเมื่อปี 1966 ซึ่งเป็นช่วงที่คู่หนุ่มสาวซึ่งนิยมใช้แหวนหมั้นเพชรในญี่ปุ่นมีสัดส่วนเพียง 6% แต่ปัจจุบันสัดส่วนตลาดนี้เพิ่มเป็นถึง 65%

‘ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องซึ่งใช้เงินจากกระเป๋าเดียวกัน จับทางให้ถูกว่า ส่วนใดในธุรกิจที่เป็นแกนหลักของคุณ ซึ่งเป็นที่ต้องตาต้องใจลูกค้าแล้วใช้จุดนั้นขยายธุรกิจใหม่ ต่อไป คุณมีโอกาสสร้างความภักดีต่อสินค้าได้มากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น วอลท์ ดิสนีย์เริ่มแตกแขนงสู่ธุรกิจ ที่ใกล้เคียงกับธุรกิจตั้งแต่ปี 1929 โดยวางตลาดสมุดฉีก สำหรับเขียนจดหมายลวดลายการ์ตูนมิคกี้เมาส์ ความ สำเร็จในครั้งนั้นทำให้มีการส่งเสริมการขายข้ามสายธุรกิจเชื่อมโยงระหว่าง ภาพยนตร์ของดิสนีย์กับตัวการ์ตูน ทั้งหลาย ซึ่งรวมทั้งนาฬิกามิคกี้เมาส์ รายการโทรทัศน์มิคกี้เมาส์คลับไปจนถึงดิสนีย์แลนด์ และวอลท์ดิสนีย์เวิลด์

‘ ธุรกิจที่ใกล้เคียงซึ่งเกิดขึ้นจากขีดความสามารถ ภายในองค์กร ธุรกิจกลุ่มนี้เกิดมาจากการมีความรู้ความ สามารถภายในองค์กรเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี กระบวนการดำเนินธุรกิจหรือ การบริหารมูลค่ากิจการ ตัวอย่างเช่น รอยเตอร์เป็นกิจการ สำนักข่าวที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งทางด้านเทคโนโลยี เมื่อแรกเริ่มกิจการในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ผู้ก่อตั้ง ใช้นกพิราบสื่อสารเป็นตัวส่งข่าวสารราคาหุ้นให้กับลูกค้า ที่อยู่ห่างไกล ทว่าเมื่อกิจการได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ใน ปี 1984 รอยเตอร์ก็เป็นกิจการที่นำเอาเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการส่งข่าวสารและข้อมูลทางการเงินมาใช้อย่าง ต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นระบบเคเบิล ระบบโทรศัพท์ จนกระทั่งล่าสุดคือใช้อินเทอร์เน็ต

การเลือกธุรกิจที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับธุรกิจหลัก

ทีมบริหารมีภารกิจที่จะต้องเร่งหาทางเลือกในการรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก แต่ก่อน ที่จะตัดสินใจลงทุนทรัพยากรอย่างทุ่มเท ควรถอยหลังมาสักก้าว แล้วตรวจสอบการพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ และความรู้ความสามารถในด้านธุรกิจโดยตอบคำถามเหล่านี้

1. ธุรกิจใหม่ที่เลือกนี้จะส่งเสริมให้ธุรกิจหลักแข็ง แกร่งขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะหากคุณมีธุรกิจหลักหลาย อย่างยิ่งต้องพิจารณาให้รอบคอบ?

2. ธุรกิจใหม่นี้จะเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าหลักของ คุณหรือไม่?

3. ธุรกิจใหม่นี้เป็นฉนวนคอยกั้นไม่ให้คู่แข่งที่มีความสามารถสูงเข้าโจมตีธุรกิจหลักของคุณได้หรือไม่?

4. ธุรกิจใหม่นี้กำหนดตำแหน่งในทิศทาง ที่จะทำให้แหล่งรวมผลกำไรของธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่?

5. คุณมีทางเลือกในการสร้างความเป็นผู้นำทาง ธุรกิจอย่างเปิดเผย และมีการปกป้องสถานภาพของลูกค้า รวมทั้งต้องใช้ความเป็นผู้นำทางธุรกิจร่วมกับธุรกิจ หลักด้วยหรือไม่?

6. ธุรกิจใหม่นี้ปิดกั้นไม่ให้เกิดความไม่แน่นอน ทางยุทธศาสตร์หรือไม่?

7. ธุรกิจใหม่นี้นำไปสู่การเคลื่อนไหวอื่นที่จะสร้าง หรือปกป้องธุรกิจหลักได้หรือไม่?

8. ธุรกิจใหม่นี้เป็นธุรกิจที่เข้าไปโจมตีด้านหลังของคู่แข่งหน้าใหม่หรือไม่?

9. หากไม่ได้เข้าสู่ธุรกิจใหม่นี้แล้วจะทำให้ธุรกิจ หลักเพลี่ยงพล้ำแก่คู่แข่ง หรือทำให้ธุรกิจหลักมีความผันผวนและตกต่ำลงหรือไม่ เพียงไร?

10. คุณได้สำรวจอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่ว่ามีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ อะไรอีกบ้าง ที่อาจเป็นทางเลือก ได้เช่นกัน?

เมื่อได้ตอบคำถามทั้งสิบข้อข้างต้นแล้วคุณย่อม สามารถจัดลำดับทางเลือกต่างๆ โดยมีภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่เห็นได้เด่นชัด และมองเห็นถึงประโยชน์หรือข้อดีของทางเลือกแต่ละทาง ซึ่งช่วยให้สามารถตัดสินใจ ได้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรได้ แต่อย่าลืม ปรับมุมมองที่ต้องการมุ่งเน้นให้แคบลงเพื่อให้เห็นได้อย่างเด่นชัด และเป็นไปตามทิศทางหรือแผนของธุรกิจหลัก

การหลีกเลี่ยงหลุมพรางที่จะเกิดขึ้นจากการขยายธุรกิจออกไป

เมื่อลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักแล้ว ต่อไปเป็นเรื่องการสร้างมูลค่าให้กิจการ และเป็นส่วนที่มีความเสี่ยงที่สุด จึงควรหลีกเลี่ยงหลุมพรางที่อาจเกิดขึ้นในช่วงขยายตัวสู่ธุรกิจใหม่ ดังนี้

‘ ขยายตัวแบบมีการขุดสนามเพลาะสำหรับตั้งมั่น การรุกเข้าตลาดใหม่ ซึ่งยังไม่คุ้นเคยหรือยังไม่สามารถสร้างอำนาจและอิทธิพลทางการตลาดได้ อาจต้องเสียทรัพยากรโดยดึงไปจากธุรกิจหลักเพื่อสนับสนุน การเติบโตของธุรกิจใหม่ อย่าลืมว่าในเชิงการทหารนั้น หากส่งทหารออกสู่แนวหน้าเต็มอัตราศึกอาจเป็นการสูญเสียอย่างยิ่ง

‘ อย่าประเมินการทำกำไรให้สูงเกินไป การประสบความสำเร็จมีความสำคัญยิ่งเมื่อมีการเติบโตภาย หลังจากที่มีการขยายตัวของการทำกำไรรวมมากกว่าผลกำไรเฉพาะหน้าหรือระยะสั้น ผลกำไรรวมของกิจการ นั้นเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างธุรกิจ พอๆ กับขนาด ของตลาดและมูลค่าของลูกค้า จึงจำเป็นต้องกำหนดผล กำไรรวมของกิจการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวก่อนที่จะมีการลงทุนในธุรกิจใหม่

‘ การคิดแบบรวบรัด ให้ระวังบริษัทที่อ้างว่าจะเป็นแหล่งรวมบริการแบบ "one-stop-shop" เพื่อสนองความต้องการของลูกค้า เพราะมีบ่อยครั้งที่วิธีการดังกล่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าขอบข่ายของธุรกิจนั้นกว้าง ขวางเกินกว่าที่จะปฏิบัติได้จริง และอาจนำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างเกินขอบเขต และที่จริงลูกค้าส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ชอบร้านที่มีทุกอย่างครบครันเท่าไรนัก

‘ การบุกรุกจากด้านที่ไม่ทันระวังตัว การค้นพบ ช่องทางการตลาดใหม่ที่ไม่เคยมีใครรุกเข้าไปมาก่อน อาจทำให้มีผู้บุกรุกจากทิศทางอื่นที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน เช่นกัน อย่าปล่อยให้ความไม่คุ้นเคยกับการคุกคามของ คู่แข่งนำคุณไปสู่การประเมินความแข็งแกร่งและธรรมชาติของการต่อสู้ต่ำกว่าที่ควร

การกำหนดธุรกิจหลักใหม่เพื่อรับมือกับ ความผันผวนทางธุรกิจ

ความผันผวนทางธุรกิจจะวิ่งเข้าหาเราอย่างรวด เร็ว และมาอย่างเต็มแรงอย่างชนิดที่ผู้บริหารไม่คาดคิด มาก่อน เวลาในการตัดสินใจแก้ปัญหาจึงสั้นลงและเต็ม ไปด้วยความไม่แน่นอน ในขณะที่ทางเลือกในเชิงยุทธศาสตร์จะมีมาก ผู้บริหารจึงต้องพิจารณาไตร่ตรองอย่าง รอบคอบและรอบด้านเกี่ยวกับรากฐานของธุรกิจหลัก และควรกำหนดแนวทางของธุรกิจหลักให้นำหน้าการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ทั้งนี้โดยใส่ใจกับปัจจัยคุกคามที่สำคัญ 5 ประการคือ

‘ การบ่อนเซาะที่เกิดจากภาคธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ที่ถูกมองข้าม ปัญหาทำนองนี้ จะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อตลาดลูกค้ากลุ่มที่เคยเป็นกลุ่มที่ไม่ทำกำไรหายไป ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเพราะมีเทคโนโลยีใหม่ที่ประหยัดต้นทุน ได้มากกว่าเข้าสู่ตลาดที่เดิมไม่สู้จะทำกำไร แล้วพลิกผัน ให้ตลาดนี้กลับมาทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของเมอร์ริล ลินช์ (Merrill Lynch) ที่เคย เพิกเฉยการค้าหลักทรัพย์แบบออนไลน์ในช่วงแรก ทำให้ อี-เทรดเดอร์หน้าใหม่อย่าง ชาร์ลส์ ชวาบ (Charles Schwab) ไล่ขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดได้ในระยะเวลารวดเร็ว

‘ การบ่อนเซาะที่เกิดจากลูกค้า ความพึงพอใจ ของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ หากมีข้อบกพร่องเกี่ยวกับสินค้า เพิ่มขึ้น โอกาสที่จะเสียส่วนแบ่งตลาดย่อมเพิ่มตาม อย่าง กรณีลูกค้าในกลุ่มรถยนต์นั้นอาจจะยอมเสียเงินซื้อรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งไว้ หากมีความพอใจรถคันนั้นโดยรวมราว 70-80% แต่กว่าครึ่งของลูกค้าเหล่านี้จะเปลี่ยนไปเลือกซื้อรถยี่ห้ออื่นได้ในปีหน้า ดังนั้น การระมัดระวังเรื่องข้อบกพร่องของสินค้าและความภักดีของลูกค้าจึงเป็นมาตรวัดพฤติกรรม และความพึงพอใจของลูกค้าที่แท้จริง

‘ การบ่อนเซาะที่เกิดขึ้นในภาคธุรกิจย่อย การ จู่โจมของคู่แข่งหน้าใหม่ที่รุกเข้าสู่ตลาดลูกค้ากลุ่มย่อยโดยใช้รูปแบบธุรกิจแบบเจาะจงเป้าหมาย และกลยุทธ์ที่เหนือชั้นเป็นสิ่งพึงระวังอย่างยิ่ง เพราะจะสังเกตเห็นคู่แข่งแบบนี้ได้ยาก แต่กลับเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวและอาจ ทำให้สั่นคลอนถึงรากฐานของธุรกิจ และการแข่งขัน ตัวอย่างของกรณีนี้ก็คือ การที่กลุ่มผู้ชมรายการของ CBS News หันไปนิยมรายการของ CNN โดยที่ทางซีบีเอส ไม่ทันได้ระวังตัวในช่วงแรก

‘ การบ่อนเซาะของขอบข่ายธุรกิจแบบเดิม การ เปลี่ยนแปลงที่จะเป็นผลร้ายต่อธุรกิจอีกประการหนึ่งก็คือ การเกิดขึ้นของคู่แข่งหน้าใหม่เป็นจำนวนมากในเวลา อันรวดเร็วโดยสามารถยึดกุมการแข่งขันในเชิงพื้นที่ไว้ได้ อย่างเช่น กรณีการเกิดขึ้นของอุปกรณ์ถ่ายภาพแบบดิจิตอลที่ทำให้เจ้าตลาดถ่ายเอกสาร อย่างซีร็อกซ์ต้องปรับทิศทางขนานใหญ่

‘ คนคั่นกลางและควบคุมธุรกิจรายใหม่ ธุรกิจ ที่สามารถทำกำไรสูงได้เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานมักเป็นธุรกิจที่สามารถควบคุมตำแหน่งทางธุรกิจ ภายใต้กรอบของธุรกิจในภาพรวมไว้ได้ เช่นที่ไมโครซอฟท์สามารถยึดกุมตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไว้ได้ด้วยการที่ระบบปฏิบัติการ DOS นั้นมีขีดความสามารถ ในการใช้งานได้อย่างหลากหลาย เป็นต้น เมื่อไรที่ควรกำหนดหรือระบุทิศทางธุรกิจใหม่

แม้ว่าคุณจะคอยระแวดระวังภัยคุกคามธุรกิจหลักของคุณ ด้วยการติดตามข้อมูลข่าวสารการเปลี่ยน แปลงในภาคธุรกิจอย่างรอบคอบครบถ้วนเพียงใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ควรทำควบคู่กันด้วยก็คือ การกำหนดเกณฑ์สำหรับการระบุธุรกิจหลักเสียใหม่ เรื่องนี้ไม่มีสูตรสำเร็จเนื่องจากมีประเด็นเกี่ยวข้องที่สลับซับซ้อน แต่ก็มีช่องทางในการทดสอบว่าเมื่อไรที่ควรมีการกำหนดธุรกิจหลักใหม่ได้ โดยมีตัววัดดังนี้

‘ คู่แข่งรายใหม่กำลังเข้าครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในตลาดธุรกิจ รอบนอกที่คุณเคยควบคุมได้มาตลอด ใช่หรือไม่?

‘ ขั้นตอนการสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่คุณเคยถือ ว่าเป็นแกนหลักกำลังระส่ำระสายและต้องให้ผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาดูแลแล้ว ใช่หรือไม่?

‘ มีตลาดลูกค้ากลุ่มย่อยที่ใกล้เคียงกับธุรกิจหลักที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นตลาดที่คุณเคย ดูแลได้ แต่ตอนนี้กลับเล็งเป้าหมายได้ไม่ถนัดหากไม่อัดฉีดขีดความสามารถบางอย่างเสริมเข้าไป ใช่หรือไม่

หากคำตอบ "ใช่" มีถึงสองข้อหรือมากกว่านั้น นั่นหมายความว่า คุณจำต้องพิจารณากำหนดธุรกิจหลัก เสียใหม่อย่างจริงจังได้แล้ว และในการพิจารณาดังกล่าว มีข้อพึงคิดดังนี้

‘ อย่าระบุธุรกิจหลักใหม่โดยขาดวิสัยทัศน์อันแจ่มชัด และขาดหลักการเชิงยุทธศาสตร์ ที่ฝ่ายบริหารเห็นชอบด้วย

‘ อย่าระบุธุรกิจหลักใหม่โดยไม่มีการพิจารณาในประเด็นที่ว่า ความผันผวนจะเกิดขึ้นในลักษณะใดได้ บ้าง และควรกำหนดจุดยืนในทางการตลาดแบบใดเพื่อให้เกิดความได้เปรียบเชิงแข่งขันสูงที่สุด

‘ สำรวจทางเลือกในเชิงโครงสร้างให้รอบด้านที่สุดเพื่อให้เกิดความสมดุล ระหว่างความต้องการที่จะผนวกประสานกับธุรกิจหลักที่มีอยู่เดิมกับความรวดเร็วซึ่งเป็นประเด็นสำคัญทั้งคู่

‘ ให้ลงทุนอย่างเต็มที่กับการสร้างขีดความสามารถในการบริหาร และกระบวนการบริหารงานในขั้นแรกเริ่มของการกำหนดธุรกิจหลักใหม่

บทเรียนบอสช์แอนด์ลอมบ์

บอสช์แอนด์ลอมบ์เป็นตัวอย่างกิจการที่เคยเกิดอาการเสียศูนย์ ทั้งที่มีธุรกิจหลักที่เป็นฐานแข็งแกร่ง ช่วงกลางทศวรรษ 1980 บอสช์แอนด์ลอมบ์เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการเลือกยุทธศาสตร์มุ่งเน้นเทคโนโลยี และพัฒนาคอนแทคเลนส์แบบอ่อนได้สำเร็จ จนมีส่วนแบ่งตลาดส่วนนี้ถึง 40% เมื่อคู่แข่งรุกคืบด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า บอสช์แอนด์ลอมบ์กลับตอบโต้ด้วยการแตกแขนงกิจการไปสู่ธุรกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักโดยตรง โดยใช้เงินสดหมุนเวียนที่มาจากธุรกิจหลักด้านเลนส์ และน้ำยาล้างเลนส์ไปลงทุนด้านการผลิตแปรงสีฟันไฟฟ้า น้ำมันทาผิว และอุปกรณ์ช่วยฟัง เป็นต้น กิจการเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของบริษัทแแต่อย่างใด และในที่สุดธุรกิจเลนส์ก็ฟุบลงเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ และส่วนแบ่งตลาดของบอสช์แอนด์ลอมบ์ก็หดตัวลงเหลือราว 16% เท่านั้น บอสช์แอนด์ลอมบ์พยายามกอบกู้ความเป็นผู้นำตลาดคืนมาอีกครั้ง ด้วยการขายกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักออกไปและหันมามุ่งเน้นที่ธุรกิจเลนส์เช่นเดิม

พลังของการมุ่งเน้นธุรกิจหลัก

บริษัทที่มีธุรกิจหลักไม่กี่อย่างที่สามารถทุ่มเทกำลังได้อย่างเต็มที่มี แนวโน้มที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้มากกว่าบริษัทที่แตกแขนงธุรกิจออกไปมากมาย และขาดการมุ่งเน้นความสำคัญที่ธุรกิจหลักที่สร้างกิจการขึ้นมา ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

- บริษัทส่วนใหญ่รักษาการสร้างมูลค่าได้ต่อเนื่องยาวนานโดยมีธุรกิจหลักเพียงหนึ่งหรือสองอย่างเท่านั้น บริษัทประเภทนี้จะนำหน้าคู่แข่งที่นิยมแตกแขนงกิจการ ไปสู่ธุรกิจอื่นโดยขาดการตั้งเข็มมุ่งทางธุรกิจที่ชัดเจน อันเฮาเซอร์-บุสช์ (Anheuser-Busch) เป็นผู้นำตลาดเบียร์ที่นำหน้ามิลเลอร์ (Miller) ได้ เพราะฝ่ายหลังมีธุรกิจอาหารบรรจุสำเร็จรูปที่ต้องคอยดูแลด้วย โนเกียเป็นผู้นำตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่นำหน้าโมโตโรล่า และอีริคสันก็เพราะสองรายหลังมีธุรกิจแขนงอื่นเช่นกัน

- บริษัทเอกชนอาจประสบความสำเร็จได้โดยซื้อธุรกิจ ส่วนที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่โละทิ้งแล้วปรับทิศทางมุ่งเน้นให้ถูกต้อง การซื้อกิจการแบบ LBO (leveraged buyout) ที่ประสบความสำเร็จหลายราย เกิดขึ้นจากการบริหารที่ผิดพลาดในเชิงยุทธศาสตร์ ธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักเมื่อถูกซื้อมา และมอบหมายให้เจ้าของกิจการบริหารดูแลโดยมีจุดมุ่งเน้นที่มีทิศทางชัดเจน มักฟื้นคืนกำไรได้ในท้ายที่สุด

- การแยกธุรกิจในเครือให้บริหารกิจการโดยอิสระนำมาซึ่งการมุ่งเน้นทิศทางธุรกิจที่ถูกต้อง กรณีของเป๊ปซี่โค ที่ยอมแยกธุรกิจอาหารมูลค่า 14 พันล้านดอลลาร์ออกไป (มีทาโกเบลล์, พิซซ่าฮัท และเคเอฟซี ซึ่งต่อมารวมกันเป็นบริษัทอาหารในชื่อไตรคอน โกลบอล เรสเตอรองต์ หรือ Tricon Global Restaurants) ทำให้สามารถปรับทิศทางของบริษัทแม่ให้เน้นที่ธุรกิจเครื่องดื่มและรับมือกับโค้กได้ถนัดขึ้น ส่วนธุรกิจอาหารที่แยกไปก็มองเห็น คู่แข่งที่ต้องรับมือชัดเจนขึ้นคือแมคโดนัลด์ นับจากนั้นมาทั้งเป๊ปซี่และ ไตรคอนต่างก็มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น

- บริษัทที่มีการแตกแขนงธุรกิจออกไปมีมูลค่ากิจการรวมต่ำกว่าบริษัทที่มีการมุ่งเน้นธุรกิจชัดเจน จากผลการสำรวจบริษัทชั้นนำ 100 แห่งในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1981-1987 พบว่า 65% ของการซื้อกิจการจะเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก โดย 58% ของกิจการที่แตกแขนงไปนั้นไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก ผลการศึกษายังพบด้วยว่ามูลค่าตลาดของบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบ 2% ในวันที่มีการประกาศว่าจะปรับการมุ่งเน้นทิศทางธุรกิจให้ชัดเจน

- บริษัทขนาดเล็กและยังคงสร้างมูลค่ากิจการได้เป็นกิจการที่มีการปรับโครงสร้าง และหันไปมุ่งเน้นธุรกิจหลักให้แข็งแกร่ง กินเนส ซึ่งเป็นกิจการผลิตเบียร์ไอริชเคยรุกเข้าสู่ธุรกิจที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักถึง 250 กว่าแขนง โดยที่เบียร์ Stout ต้องเสียส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อยๆ แต่เมื่อขายกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักออกไป 150 รายการ แล้วหันกลับมาทุ่มเทกับธุรกิจหลัก มูลค่าหุ้นก็ขยับเพิ่มขึ้นถึงกว่า 10,000 เท่าภายในเวลา 8 ปี

การให้คำจำกัดความของธุรกิจ ทางรอดในท่ามกลางเล่ห์เหลี่ยม เชิงธุรกิจ

ความจำเป็นที่จะต้องมีธุรกิจหลักที่แข็งแกร่งเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การเติบโต จะต้องมีการกำหนดให้ได้ว่าธุรกิจที่ดำเนินอยู่เป็นธุรกิจอะไรและไม่ใช่ธุรกิจอะไร ลองพิจารณาการกำหนดยุทธศาสตร์การเติบโตของกิจการเหล่านี้เป็นตัวอย่าง

- บริษัทโคคา-โคลา เป็นธุรกิจโคลา ธุรกิจเครื่องดื่ม ธุรกิจน้ำอัดลม หรือธุรกิจแบบอื่น ดูเหมือนบริษัทจะกำหนดความสำเร็จทางธุรกิจไว้ที่เครื่องดื่ม ไม่ใช่แค่โคลาเท่านั้น และเป็นยุทธศาสตร์ที่เสริมให้เครื่องดื่ม "Coke" เติบโตอย่างเต็มศักยภาพด้วยสโลแกน "I like to buy the world a Coke"

- Amazon.com เป็นธุรกิจหนังสือและข้อมูล หรือเป็นธุรกิจสินค้า ค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ หรืออย่างอื่น เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ แต่การขยายตัวเข้าสู่ระบบออนไลน์ทำให้บริษัทมีอนาคตที่กว้างไกลขึ้นกว่าเดิม ในแง่ของการกำหนดคำจำกัดความธุรกิจของตน แต่ผู้บริหารของ Amazon ควรระมัดระวังในประเด็นนี้ให้มากกว่าการขยายธุรกิจออกไปด้วย

- CBS ต้องทำอะไรอีกเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักที่เคยเป็นผู้นำตลาดมาก่อน สถานีแห่งนี้ ควรมุ่งเน้นความสำคัญที่การผลิตในส่วนเนื้อหาสาระ (content) หรือขยายธุรกิจหลัก โดยเพิ่มช่องสัญญาณเคเบิล หรือ ปรับปรุง CBS News เพื่อแข่งขันกับ CNN หรือควรหาแนวทางอื่นที่แตกต่าง ไปจากนี้

เดลกับความเป็นผู้นำตลาดพีซี

เดล คอมพิวเตอร์เป็นกิจการที่สร้างความเป็นผู้นำในตลาดพีซีและเวิร์คสเตชันของโลก จนหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal จัดให้เป็นบริษัทที่มีการเติบโตของราคาหุ้นแบบพุ่งทะยานในรอบทศวรรษ

ยุทธศาสตร์ของเดลก็คือ การจำหน่ายสินค้าโดยตรง แทนที่จะขายผ่านผู้แทนจำหน่ายและผู้ค้าปลีกที่ต้องส่งผ่านสินค้ากันหลายทอด กว่าจะถึงมือลูกค้า ด้วยวิธีการนี้ทำให้เดลสามารถลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายด้านคลังสินค้าในช่วงต่อของการจัดส่งสินค้า และเข้าถึงความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้โดยตรง

ทุกวันนี้คอมพิวเตอร์ราว 35% จำหน่ายโดยวิธีขายตรง ความสำเร็จของเดลทำให้คู่แข่งพยายามเลียนแบบ อาทิ คอมแพค ที่นำเอารูปแบบการขายตรงของเดลไปใช้ แต่ยังไม่มีใครประสบความสำเร็จเทียบเท่าเดลได้ โดยเฉพาะในแง่ของการเข้าถึงความต้องการของลูกค้าและความสามารถ ในการทำกำไรเพิ่ม

อย่าประเมินค่าธุรกิจหลักต่ำ โดยมัวไขว่คว้าสิ่งที่ไกลเกินเอื้ม

ยิลเลตต์เป็นตัวอย่างหนึ่งของกิจการที่เคยก้าวพลาดเมื่อหันเหทิศทางห่าง ออกจากธุรกิจที่เป็นรากฐานของตน แต่ก็สามารถกอบกู้จนพ้นวิกฤติได้ในภายหลัง

ยิลเลตต์ในช่วง 50 ปีแรกของการก่อตั้งกิจการเป็นธุรกิจที่คงรักษาทิศทางการดำเนินธุรกิจโดยยึดอยู่กับธุรกิจหลักเสมอมา จึงครองส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์โกนหนวดไว้ได้ถึง 70% ควบคู่กับชื่อยี่ห้อที่ได้รับความเชื่อถือ ต่อมายิลเลตต์เริ่มขยายแนวธุรกิจ อาทิ มีดโกนสำหรับสตรี แต่กิจการที่ออกห่างจากธุรกิจหลักมากที่สุดได้แก่เครื่องใช้ไฟฟ้าเบราอัน (Braun) รวมทั้งสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใบมีดโกน เช่น แปรงสีฟันออรัล-บี อุปกรณ์การเขียนและปากกาปาร์คเกอร์ และแบตเตอรี่ดูราเซล

ธุรกิจที่ออกนอกทางเหล่านี้ แม้จะมีบางอย่างที่ทำรายได้ให้บริษัท เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าเบราอัน ที่มียอดขายเติบโตจาก 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กิจการอื่นล้วนแต่มียอดขายและกำไรลดลง โดยที่ธุรกิจใบมีดโกนยังคงทำรายได้และกำไรเป็นหลักให้กับบริษัทโดยรวม จนกิจการมีอายุเกือบร้อยปี อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาหุ้นกิจการลดลง ยิลเลตต์ก็ตัดสินใจขายทิ้งกิจการที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักออกไป และหันมามุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรเพื่อลงทุนในธุรกิจหลักเท่านั้น จึงทำให้บริษัทกลับมาเป็นผู้นำตลาดได้อีกครั้งหนึ่ง

http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=1666

11月21日

วิชารักษาโรคในกายด้วยอำนาจแห่งพระรัตนตรัยโอสถ เป็นโลกุตรโอสถหรือโอสถทิพย์

วิชารักษาโรคในกายด้วยอำนาจแห่งพระรัตนตรัยโอสถ เป็นโลกุตรโอสถหรือโอสถทิพย์
น้อมจิตบูชาพระรัตนตรัยแล้วบริกรรมตามลำดับ
หายใจเข้าลึกๆ / อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา ทรงความศักดิสิทธิ์สุงสุดเร้นลับยิ่งใหญ่
หายใจออกยาวๆ / เป็นโอสถทิพย์อำนาจวิเศษศักดิ์สิทธิ์ สถิต บำรุง รักษา อุปถัมภ์ค้ำชูชีวิตข้า ให้หายโรคสิ้นโรค แข็งแรง อายุยืน เรืองทรัพย์เกษมสุข
ให้บริกรรมกลับไปกลับมาหลายๆครั้งจนจิตสงบ แน่วแน่ เย็นสบาย เกิดปิติแล้วเปลี่ยน
-----------------
หายใจเข้าลึกๆ /สะวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม ทรงความศักดิสิทธิ์สุงสุดเร้นลับยิ่งใหญ่
หายใจออกยาวๆ / เป็นโอสถทิพย์อำนาจวิเศษศักดิ์สิทธิ์ สถิต บำรุง รักษา อุปถัมภ์ค้ำชูชีวิตข้า ให้หายโรคสิ้นโรค แข็งแรง อายุยืน เรืองทรัพย์เกษมสุข
ให้บริกรรมกลับไปกลับมาหลายๆครั้งจนจิตสงบ แน่วแน่ เย็นสบาย เกิดปิติแล้วเปลี่ยน
-----------------
หายใจเข้าลึกๆ /สุปะฏิปันโน ภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ ทรงความศักดิสิทธิ์สุงสุดเร้นลับยิ่งใหญ่
หายใจออกยาวๆ / เป็นโอสถทิพย์อำนาจวิเศษศักดิ์สิทธิ์ สถิต บำรุง รักษา อุปถัมภ์ค้ำชูชีวิตข้า ให้หายโรคสิ้นโรค แข็งแรง อายุยืน เรืองทรัพย์เกษมสุข
ให้บริกรรมกลับไปกลับมาหลายๆครั้งจนจิตสงบ แน่วแน่ เย็นสบาย เกิดปิติแล้วเปลี่ยน
-----------------
หายใจเข้าลึกๆ /มาตาปิโร พรัหมโมเทโว พระสะยามะเทวาธิราโช โกมาระภัจโจ นะโมพุทธายะ ทรงความศักดิสิทธิ์สุงสุดเร้นลับยิ่งใหญ่
หายใจออกยาวๆ / เป็นโอสถทิพย์อำนาจวิเศษศักดิ์สิทธิ์ สถิต บำรุง รักษา อุปถัมภ์ค้ำชูชีวิตข้า ให้หายโรคสิ้นโรค แข็งแรง อายุยืน เรืองทรัพย์เกษมสุข
ให้บริกรรมกลับไปกลับมาหลายๆครั้งจนจิตสงบ แน่วแน่ เย็นสบาย เกิดปิติแล้วเปลี่ยน
-----------------
หากมีสตินึกขึ้นได้ให้บริกรรมกลับไปกลับมาไปเรื่อยๆตลอดวัน (เว้นเวลาที่ต้องใช้สมองสติและจิตไปทำงานที่เป็นภารกิจ) ยิ่งดี อารมณ์เครียดจากเรื่องต่างๆซึ่งเป็น
ต้นเหตุของโรคหลายอย่าง ก็จะไม่เกิด ยังช่วยให้โรคหลายอย่างในกายค่อยๆหายไปได้ ร่างกายก็จะพลอยมีสุขภาพดี ชีวิตก็จะอยู่เย็นเป็นสุขไปอีกนาน
หนึ่งในวิชาของสมเด็จพระสังฆราช สุก(ไก่เถื่อน)
ด้วยความปราถนาดีจาก พ่อมดโลจิ
10月28日

แหล่งที่อยู่ของจอมมาร

ซิกตี้ เฮาส์ - เกสต์เฮาส์ คุณภาพคุ้มราคา

 

ใกล้กับตลาดวโรรส ถนนคนเดินวันอาทิตย์และไนท์บาร์ซ่า

ห้องพักสะอาด ราคาย่อมเยาว์ บริการเป็นกันเอง

มีให้เลือกทั้งห้องแอร์และพัดลม

มีอินเตอร์เน็ตคาเฟ่บริการอีกด้วย

ราคาเริ่มต้นที่ 200 บาท

 

ที่อยู่ 15/3 ซ.4 ถ.ท่าแพ ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่

โทรศัพท์ 053-206249 มือถือ 089-7561717,084-0465569

 

ข้อมูลสำหรับ taxi

ซอย 4 ท่าแพ ข้างวัดมหาวัน เข้าซอย 20 เมตรอยู่ทางซ้ายมือ

 


9月23日

เรื่องขันธ์ มหาสติปัฏฐานสูตรในกายานุปัสสนา

เรื่องขันธ์ มหาสติปัฏฐานสูตรในกายานุปัสสนาก็ดี เวทนานุปัสสนาหรือว่าจิตตานุปัสสนาถึงข้อนิวรณ์ 5 อันนี้ เป็นสมถกรรมฐาน ตอนที่ว่าด้วยขันธ์นี่เป็นวิปัสสนากรรมฐาน ขันธ์ก็แปลว่ากอง ขันธ์ 5 แปลว่า มีอยู่ 5 กอง คือ 1 รูป 2 เวทนา 3 สัญญา 4 สังขาร 5 วิญญาณ คำว่าวิญญาณตัวนี้ไม่ใช่จิต เป็นวิญญาณที่เกาะอยู่กับขันธ์ 5 เรียกว่าประสาท การพิจารณาขันธ์ 5 นี่เป็นปัจจัยให้ได้โสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ ในอริยสัจ 4 ก็เหมือนกัน อริยสัจ 4 ก็เป็นการพิจารณาขันธ์ 5 คือทุกข์หรือว่าสมุทัยที่เกิดกับขันธ์ 5 ขันธ์ 5 เป็นปัจจัยแห่งพระนิพพาน คือคนที่จะบรรลุพระโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ อาศัยขันธ์ 5 เป็นปัจจัย มีพระสูตรหนึ่ง สูตรนี้ก็มีอยู่ในพระธรรมบทขุททกนิกาย หรือว่ามาจากพระไตรปิฎก เรื่องมีอยู่ว่า สมัยหนึ่งบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่บวชใหม่ เข้าไปกราบทูลลาองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งใจจะไปเจริญพระกรรมฐานในป่า หวังให้บรรลุมรรคผล ตอนนั้นองค์สมเด็จพระทศพลจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า "ภิกขเว ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไปลาพระสารีบุตรแล้วหรือยัง" บรรดาพระทั้งหลายเหล่านั้นจึงกราบทูลว่ายังพระพุทธเจ้าข้า พระพุทธจ้าจึงทรงมีพระบัญชาว่า อย่างนั้นก่อนที่เธอจะไปเธอจงไปลาพระสารีบุตรเสียก่อน พระเหล่านั้นก็รับคำแล้วก็ลาพระพุทธเจ้าออกไปจากพระมหาวิหารเข้าไปหาพระสารีบุตร พอเข้าไปถึงพระสารีบุตร พระสารีบุตรให้โอวาทอื่นพอสมควร แล้วพระทั้งหลายเหล่านั้นจึงได้ถามพระสารีบุตรว่า พวกกระผมเป็นปุถุชน ถ้าจะปฏิบัติตนให้เป็นพระโสดาบันจะทำยังไงขอรับ พระสารีบุตรก็บอกว่า ถ้าพวกเขาทั้งหลายปรารถนาเป็นพระโสดาบัน ก็จงพิจารณาขันธ์ 5 ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ไม่มีในเรา ปลงให้ตกจนกว่าจะเลิกสังโยชน์ 3 ได้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรามาส เมื่อปลงขันธ์ 5 อย่างเดียวสังโยชน์ 3 มันจะขาดไปเอง เมื่อสังโยชน์ 3 ขาดลงไปแล้ว พวกเธอก็จะได้เป็นพระโสดาบัน พระพวกนั้นก็เลยถามต่อไปว่า เมื่อผมเป็นพระโสดาบันแล้วจะเป็นพระสกิทาคามีจะทำยังไง ท่านก็บอกว่าพิจารณาขันธ์ 5 ตามแบบนั้นแหละพิจารณาละเอียดลงไปก็จะเป็นพระสกิทาคามีเอง พระพวกนั้นก็ถามต่อไปว่า เมื่อพวกกระผมเป็นพระสกิทาคามีแล้ว จะเป็นพระอนาคามีจะทำยังไง ท่านก็บอกว่าปลงขันธ์ 5 นั่นเองทำอย่างว่านั้นแหละ แล้วกามฉันทะกับปฏิฆะ คือการกระทบกระทั่งจิต การโกรธ ความพยาบาท มันก็จะสิ้นไปเอง ก็จะเป็นพระอนาคามี ท่านพวกนั้นก็ถามต่อไปว่า ถ้าผมเป็นพระอนาคามีแล้ว ผมจะเป็นอรหันต์จะต้องทำอย่างไร ท่านบอกว่าพิจารณาขันธ์ 5 ตามที่บอกมานั่นแหละก็เป็นพระอรหันต์ไปเอง สังโยชน์ 10 ก็จะขาดไป พระพวกนั้นก็จะถามว่า เมื่อเป้นพระอรหันต์ละสังโยชน์ 10 ได้แล้วการพิจารณาขันธ์ 5 ไม่ต้องทำต่อไปใช่ไหมขอรับ พระสารีบุตรตอบว่าไม่ใช่ พระอรหันต์นี่แหละทำหนัก ยิ่งพิจารณาหนักเพื่อความอยู่เป็นสุข ขันธ์ 5 ตัวเดียวเท่านั้นแหละเป็นเหตุละกิเลสได้ทุกตัว ในขันธวรรคแห่งพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าบอกว่า ธรรมะส่วนหนึ่ง หรือธรรมะอย่างหนึ่ง กองหนึ่ง ที่สามารถทำลายกิเลสได้ทั้งหมด เรื่องขันธ์ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้ากล่าวว่า อีกข้อหนึ่งภิกษุทั้งหลาย คือ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อันได้แก่อุปาทานขันธ์ 5 อย่างไรเล่า ภิกษุทั้งหลาย จึงชื่อว่าภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอันได้แก่อุปาทานขันธ์ 5 อย่างนี้คือภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นว่ารูปอย่างนี้ รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดแห่งรูปเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งรูปเป็นอย่างนี้ รูปนี่เราสามารถจะเห็นได้ด้วยตาเนื้อ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของธาตุ 4 มีอาการ 32 มหาสติปัฏฐานต้องมองย้อนไปย้อนมาว่า คือรูปมันก็มีหนังกำพร้ามีเนื้อมีรูป มีตับไตพังผืดไส้ปอด ไม่ต้องพรรณนาอาการ 32 ครบถ้วนเป็นรูป ทีนี้รูปร่างนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงก็ต้องไปดูธาตุ 4 อาศัยธาตุ 4 มาประชุมกัน ตั้งขึ้นมาตั้งแต่เล็กแล้วก็โตมาทีละน้อย ๆ อาศัยอาการเปลี่ยนแปลงเจริญเติบโตขึ้น การเจริญขึ้น ก็หมายถึงการเสื่อมลงนั่นเอง เดินไปหาความพังของมันแล้วในที่สุด ก็เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ร่างกายเป็นโรคะนิทัง เป็นรังของโรค คำว่าโรคะหรือโรค แปลว่าอาการเสียดแทง ทำให้ไม่สบายกายไม่สบายใจ แล้วในที่สุดมันก็เสื่อมลง ๆ แล้วก็สลายตัว คือตาย ว่าด้วยเรื่องรูป ในอาการ 32 ที่ว่าด้วยปฏิกูลบรรพพิจารณาอาการ 32 มาแล้ว พิจารณาธาตุ 4 รูป คือกายคตานุสติกรรมฐาน คืออาการ 32 เป็น อนิจจังไม่เที่ยง ทุกขัง เต็มไปด้วยความทุกข์ อนัตตา มีความสลายตัวไปในที่สุด เวทนาก็คืออารมณ์ อารมณ์ที่เป็นสุข อารมณ์ที่เป็นทุกข์ อารมณ์ที่ไม่สุขไม่ทุกข์ อาการเกิดของเวทนาเป็นยังไง ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย มันเป็นเวทนาทั้งนั้น เป็นทุกขเวทนา การอยากได้ของที่ชอบใจเป็นสุขเวทนา รู้ว่าเวทนามันเกิดขึ้นแล้วก็สลายตัวไป ไม่มีอะไรคงที่ มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน สังขาร คือสภาพที่ปรุงแต่งจิต หมายความถึงอารมณ์ของจิต อารมณ์ที่เข้ามาแทรกจิต ท่านกล่าวว่า อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร สังขารมี 3 ปุญญาภิสังขาร คือ อารมณ์ที่มีความสุข อปุญญาภิสังขาร ได้แก่อารมณ์ที่มีความทุกข์ อารมณ์ที่มีความสุขก็คือบุญ อารมณ์ที่มีความทุกข์ก็คือบาป ความชั่ว และอเนญชาภิสังขาร คืออารมณ์ที่วางเฉยเป็นอารมณ์กลางได้แก่อุเบกขารมณ์ เป็นอารมณ์ว่างจากกิเลส ว่างจากความสุขหรือความทุกข์ อันนี้เป็นอารมณ์ที่ปรารถนาพระนิพพาน ถ้าเป็นอารมณ์ฝ่ายกุศลก็มีความสุขใจ ถ้าเป็นอารมณ์ฝ่ายอกุศลก็มีความทุกข์ใจกลัดกลุ้มใจ ถ้าเป็นอารมณ์พระนิพพานก็มีแต่ความเยือกเย็น อารมณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป มันไม่คงสภาพ เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับ ไม่คงที่ เดี๋ยวมีอารมณ์อย่างนี้ เดี๋ยวมีอารมณ์อย่างนั้น ข้อนี้เป็นวิปัสสนาญาณ ให้พิจารณาว่ามันเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรทรงตัว สัญญา คือความจำ จำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง จำได้นิด ๆ หน่อย ๆ แล้วก็สลายไป ตั้งอยู่ไม่ได้นาน วิญญาณ ที่รับรู้สภาพของอากาศ ดินฟ้าอากาศ ความร้อน ความหนาว ความหิว ความกระหาย ความเจ็บ ความปวด ความอ่อน ความแข็ง นี่เป็นอาการของวิญญาณ คือประสาท สัมผัสรู้ว่าอ่อน รู้ว่าแข็ง รู้ว่าเย็น รู้ว่าร้อน แล้วก็เลิกสัมผัส ไม่มีอะไรแน่นอน การที่มาพิจารณาเรื่องขันธ์ 5 ก็เพื่อละ อุปาทานขันธ์ 5 อุปาทาน แปลว่าเข้าไปยึดถือ ขันธ์ 5 ว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา เรามีขันธ์ 5 ขันธ์ 5 มีในเรา การที่เราจะเป็นใคร มียศฐาบรรดาศักดิ์ใหญ่ขนาดไหน ก็ไม่มีความมั่นคงแน่นอน เราต้องทุกข์เพราะขันธ์ 5 เป็นอย่างมาก ไม่ว่าในเรื่องของการปวดท้อง หิวข้าว มีเวทนาต่าง ๆ การปวดเมื่อย เราไปห้ามไม่ได้ และสิ่งต่าง ๆ ก็สลายไปในที่สุด ไปยึดถืออะไรไม่ได้ ไม่มีความจีรังยั่งยืน เราคือ จิต จิตเราชั่ว เราก็ต้องหาที่เกิดต่อไป นี้คือ วิปัสสนาญาณ และสมถะ ก็อย่าทิ้ง ถ้าทิ้งก็ตายเพราะเป็นลมหายใจเข้าออก เป็นการทรงสติสัมปชัญญะ http://www.larnbuddhism.com/grammathan/sati12.html
9月22日

คาถาบูชา หลวงปู่ใหญ่ พระครูเทพโลกอุดร

คาถาบูชา หลวงปู่ใหญ่ พระครูเทพโลกอุดร นะโมสามจบ โลกุตตะโร จะ มหาเถโร อะหัง วันทามิ ตัง สะทา เมตตา ลาโภ นะโสมิย อะหะพุทโธ ฯ ภาวนาสามจบ เจ็ดจบ เก้าจบ เช้า - เย็น ตื่นนอน และ ก่อนนอน จะได้สิ่งที่ปรารถนา และ แคล้วคลาดจากภัยทั้งปวง

มีดหมอปราบมารของหลวงปู่ฤทธิ์

มีดหมอปราบมารของหลวงปู่ฤทธิ์ 1500 บาทเท่านั้น -------------------------------------------------------------------------------- หลวงปู่ฤทธิ์ รุนโชโต วัดชลประธานราชดำริ จ.บุรีรัมย์ หลวงปู่ฤทธิ์ รตฺนโชโต ชื่อเดิม ฤทธิ์ ไม้ลึกดี เกิดเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2459 อายุ 89 ปี พรรษารวม 66 พรรษา ได้รับพระบรมราชานุญาตเลื่อนชั้นพระสังฆาธิการ เป็นพระครูอินทวรคุณ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2545 ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ต.ทุ่งมนต์ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บวชเป็นพระภิกษุตั้งแต่ปีพ.ศ. 2482 ที่วัดเพชรบุรี ต.ทุ่งมนต์ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ก่อนย้ายมาจำวัดและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอินทบูรพา ต.บ้านปรือ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ และเป็นพระนักพัฒนาได้ธุดงค์ปักกลด บริเวณป่าที่สร้างวัดชลประทานราชดำริปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 2527 หรือ 21 ปี ก่อนพัฒนาเป็นสำนักสงฆ์และสร้างเป็นวัดชลประทานราชดำริ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจนถึงปัจจุบัน ศิษยานุศิษย์เลื่อมใสศรัทธาทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีชื่อเสียงในการเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังเกี่ยวกับวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง .........มีดหมอ ปราบมาร เนื้อกระดูกช้างแกะ จัดสร้างเป็นรุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ฤทธิ์ จำนวนสร้างน้อยมากเพียง 399 ด้าม ใบมีดทำมาจากโลหะอาถรรพ์ตามสูตรครูบาอาจารย์ หล่อหลอมและตีเป็นมีด ใบมีดแกะสลักชื่อ หลวงปู่ฤทธิ์ ตอกโค๊ตที่ฝักมีด ป้องกันการปลอมแปลงและไม่สับสน ลงจารกำกับที่ด้ามมีดและฝักมีด นิยมมาก หมดจากที่วัดท่านนานแล้ว ราคา 1500 บาท เท่านั้นครับ

พระขรรค์พญางิ้วดำ และสมเด็จพญางิ้วดำ

พระขรรค์พญางิ้วดำ และสมเด็จพญางิ้วดำ -------------------------------------------------------------------------------- ไม้งิ้วดำชิ้นนี้ ยังไม่ได้นำไปทำอะไรครับ มีคุณทางด้านป้องกันภัยอันตรายต่างๆและคงกระพันครับ 500/ มีพระขรรค์และพระสมเด็จงิ้วดำและพระนางพญางิ้วดำด้วยครับ ราคา 3500 บาท ครับ ตามตำนานก็ไม่มีอะไรมากนักหรอก คือ ไม้งิ้วดำนี้เป้นไม้จำพวกไม้กายสิทธิ์ มีลักษณะสีดำ มีหลายตำนานกล่าวไว้ว่าไม้งิ้วดำนี้ ศรีโครตบูรณ์ไม้ไปนำไม้งิ้วดำไปคนข้าว ปรากฎว่าข้าวเป็นสีดำ ก็เลยกินเข้าไปปรากฏว่ามีพละกำลังมหาศาลสามารถปราบช้างที่มาบุกเมืองลาวสมัยก่อน ส่วนไม้งิ้วดำของวัดบ้านดอน ได้มาจากกรุเก่าทางจังหวัดสิงห์บุรีได้นิมิตมา แล้วมีคนนำมาถวายพระครูฯ ที่วัดใหม่บ้านดอน ต่อมาท่านได้ศึกษาพบว่าเปนไม้งิ้วดำ ท่านก็เลยแจกจ่ายผู้คนปรากฎว่ารักษาโรคหายบ้าง มีโชคลาภมั้ง ต่อมาท่านก็เลยนำมาสร้างเป้นองค์พระในตระ^_^ลสมเด็จนางพญาวัดใหม่บ้านดอนนี้แหละ คนบูเอาพบปาฎิหารย์หลายคน คำอารธนาสมเด็จนางพญางิ้วดำ ของวัดใหม่บ้านดอน ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง ธนะกาโม ละเภธะนัง อัฐฐิกาเย กายะยายะ เทวานังปิตังสุตตะวา พุทธะ พุทธา พุทโธ พุทธัง อะระหังพุทโธ อิติปิโสภะคะวา ข้าพเจ้าขออารธนา สมเด็จนางพญางิ้วดำ หรือ เจ้าแม่นางพญางิ้วดำ จงเสด็จสู่สถานบ้านของข้าพเจ้าบันนี้เทอญ คาถาหัวใจสมเด็จนางพญางิ้วดำ พุทธะสังมิ ปะติอะปะ เมอะมะอุ ยุวิติกะ สุเนวิอะ วิสุเชตุง นาทาสิ นะวาเสติ พุทธังประสิทธิ นะมะพะทะ ที่จริงมีวิธีบูชามากกว่านี้ ขี้เกียจพิมพ์ส่วนประสบการณ์นั้นก็มีแม่ค้าในตลาดหนองจอก โคราช ที่ขายข้าวแกงเขาบอกว่า ตั้งแต่บูชามาปรากฏว่าขายดีเป้นเทน้ำเทท่า แล้วก็มีชาวต่างประเทศที่เกิดศรัทธาด้วย อันนี้รายละเอียดไม่รู้เหมือนกัน หาอ่านตามหนังสือโลกทิพย์ ศักดิ์สิทธิ คาถาเมื่อจุดธูปเทียน ตั้งนะโม 3 จบ พุทธะบูชา ติมานิมา เอหิสัจจัง ปะระมังอิติ อิกะวิติ อิติมะมะ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ มานิมา นะลาโภ นะโมพุทธายะ นะวาเสติ พุทธังปะสิทธิ นะมะพะทะ ธัมมะบูชา ติมานิมา เอหิสัจจัง ปะระมังอิติ อิกะวิติ อิติมะมะ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ มานิมา นะลาโภ นะโมพุทธายะ นะวาเสติ ธัมมังปะสิทธิ นะมะพะทะ สะงฆะบูชา ติมานิมา เอหิสัจจัง ปะระมังอิติ อิกะวิติ อิติมะมะ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ มานิมา นะลาโภ นะโมพุทธายะ นะวาเสติ สังฆังปะสิทธิ นะมะพะทะ คำขอพรชัยสิทธิ์อันวิเศษ เมื่อมีเหตุจำเป็นให้ภาวนาว่า พุทธังเมตตา นะชาลีติ ธัมมังเมตตา นะชาลีติ สังฆะเมตตา นะชาลีติ สมเด็จนางพญางิ้วดำเมตตา นะชาลีติ โอมมะพลัง วา ราชะกุมาโร วา ราชะกุมารี วา ราชา วา ราชินี วา คะหัฏโฐ วา ปัพพะชิโต วา สะมะโณ วา พราหมโณ วา อิตถี วา ปุริโส วา วานิชโช วา วานิชชา วา อุปาสิโก วา อุปาสิกา วา ทาระโก วา ทาริกา วา สัพเพ อิเม ชะนา พะหูชะนา มังปิยายันตุ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิ จิตตัง ปิยังมะมะ มหาลาภะ สักการะ ภะวันตุเม ฯ แขวน ‘พระนางพญางิ้วดำ’ รถชนยับ แต่ไอ้หนุ่มลูกทุ่ง ‘เกษม’ รอดเหลือเชื่อ เป็นอีกหนึ่ง “คนดังมากของวงการเพลงลูกทุ่งไทย” ที่นอกจากโด่งดังเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงลูกทุ่งทั่วไทยเพราะเสียงดีลีลาร้องไม่เป็นรองใครแล้วยังเป็น “ไอ้หนุ่มลูกทุ่ง” ที่เชื่อถือและยึดมั่นกับ “พระเครื่อง” อย่างสนิทใจโดยหลังเรียนจบ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนในบ้านเกิด อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วก็ทำการบวชเป็นพระนานถึง 4 ปี เพื่อร่ำเรียนธรรมะจนสามารถสอบได้ “นักธรรมเอก” จึงสึกออกมาใช้ชีวิตเช่นหนุ่มลูกทุ่งทั่วไปเพราะช่วงนั้นเริ่มรู้ตัวว่า “รักการร้องเพลงลูกทุ่ง” มากกว่าการเป็น “หลวงพี่หลวงพ่อ” จึงตัดสินใจละทางธรรมหันมา “สู่ทางโลก” พร้อมทำการซุ่มซ้อมเสียงเรื่อยมาจนมั่นใจว่าเรื่องร้องเพลงลูกทุ่งแล้ว “ไม่เป็นรองใคร” จึงไปสมัครประกวดร้องเพลงลูกทุ่งที่เวที “ฟาร์มจระเข้” สมุทรปราการ เพราะช่วงนั้นมีจัดประกวดเป็นประจำซึ่งผลการเข้าชิงชัยครั้งแรกนี้แม้จะไม่สามารถชิงเอาตำแหน่ง “ชนะเลิศ” มาได้แต่ก็คว้าตำแหน่งรองอันดับ 2 มาครองพร้อมกับลีลาเสียงและการร้องก็เข้าตา “เสี่ยเปิ้ล” วิวัฒน์ ไทยวัฒนานนท์ ผู้บริหารค่ายเพลงลูกทุ่ง “ชัวร์ออดิโอ” ที่เห็นแววดีจึงชักชวนมาเข้าสังกัดพร้อมทำการบันทึกเสียงโดยใช้ชื่อว่า เกษม คมสันต์ โดยชุดแรกที่อัดเสียงก็คือ “เก็บไถขึ้นลาน” ปรากฏว่าเพลง “จดหมายฉบับสุดท้าย” สร้างชื่อให้โด่งดังบนเส้นทางสายนี้จากนั้นก็มีการอัดเสียงชุด 2-3 และท้ายสุดก็คือชุด “รอยยิ้มในหยาดเหงื่อ” ที่อยู่ระหว่างการเดินสายโปรโมตทางภาคอีสานบ้านเกิด จากที่ผ่านการบวชเรียนมานี่เองไอ้หนุ่มลูกทุ่ง เกษม คมสันต์ ที่พอมีวาสนาได้อัดเสียงก็ไปฝากตัวเป็น “ศิษย์เอก” ของท่านเจ้าอาวาสวัด ปทุมวนาราม สยามสแควร์ ก็เลยได้ “พระนางพญางิ้วดำ” มาหนึ่งองค์จึงนำไปเลี่ยมทองแล้วแขวนคอกับสร้อยคอทองคำแบบไม่เคยถอดออกจากตัวเลย เรียกว่าจะลุกจะนั่งจะนอนพร้อมจะปลดทุกข์รวมทั้งจะหาความสุขให้ตัวเองยังไง ก็แขวนคอไว้ตลอดเวลากระทั่งไอเหงื่อซึมเข้าไปทำให้มองหาองค์พระแทบไม่เจอ เพราะกลายเป็นฝ้าขาวจับกรอบพระที่เป็นพลาสติกไปหมดแต่เจ้าตัวก็ยังแขวนเดี่ยวองค์เดียวเรื่อยมา แม้จะมีคนให้พระเครื่ององค์ใหม่มาก็ไม่เคยเปลี่ยนใจแขวนพระองค์อื่นเลยเพราะเชื่อมั่นและยึดมั่นว่า “พุทธคุณ” ในองค์พระ “นางพญางิ้วดำ” องค์นี้ช่วยให้มีชื่อเสียงโด่งดังและสร้างให้ชีวิตของ “เด็กท้องนา” เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะประสบการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้คือ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เองขับรถปิกอัพ 4 ประตูชนต้นไม้ ขาดสองท่อน แล้วรถที่ขับก็พลิกคว่ำหลายทอดจนสภาพรถกลายเป็น “ปลากระป๋อง” ที่ถูกทุบบู้บี้แต่ มหัศจรรย์มาก ที่เจ้าตัวซึ่งเป็น “คนขับเอง” กลับไม่เป็นอะไรเลยโดยเจ้าตัวเล่าว่า “วันนั้น (จำวันที่ไม่ได้) เป็นงานคอนเสิร์ตสัญจรของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 จัดขึ้นที่สนามศาลากลางจังหวัดจันทบุรีผมเป็นนักร้องผู้หนึ่งที่จะต้องไปร่วมร้องเพลงบนเวที บังเอิญวันนั้นติดธุระจึงออกจากกรุงเทพฯ ช้ากว่าปกติก็เลยต้องขับรถเร็วกว่าปกติเช่นกัน เพื่อไปให้ทันเวลาขึ้นเวทีกระทั่งไปถึง อ.ท่าใหม่ ก็เกิดฝนตกทำให้ถนนลื่นและพอไปถึงทางโค้งที่ชาวจันทบุรีเรียกว่า “โค้งมรณะ” ด้วยความที่ไม่คุ้นทางประกอบกับรถวิ่งเร็วแถมถนนลื่น จึงทำให้รถหมุนเสียหลักลื่นไถลไปชนเอาต้นไม้ข้างทางขาดเป็นสองท่อน แต่รถที่ผมขับก็ยังไม่ยอมหยุดเพราะพอพลิกคว่ำแล้วยังลื่นไถลไปตามถนนอีกถึง 30 เมตรจึงหยุดนิ่ง ตอนนั้นผมนึกว่าไม่รอดแน่แล้วเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก แต่มหัศจรรย์จริง ๆ ครับคือผมไม่เป็นอะไรเลย ส่วนน้องที่นั่งมาด้วย ก็แค่ถูกเศษกระจกที่แตกละเอียดบาดเอาที่ใบหน้าและตามแขนเล็กน้อย โดยไม่ถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาลและเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่เป็นอะไร ก็โบกรถคันอื่นที่วิ่งผ่านมาไปถึงงานจนได้พอขากลับก็อาศัยนั่งรถของ เอกราช สุวรรณภูมิ กลับมาดูรถตัวเองที่พอเห็นสภาพรถ เอกราช สุวรรณภูมิ ยังร้องเลยว่า “รอดมาได้ยังไง” ซึ่งผมเองก็บอกได้ว่าเป็นเรื่อง “เหลือเชื่อมาก” หากไม่ประสบกับตัวเองก็คงบอกไม่ถูกเหมือนกันว่า “รอดมาได้เพราะอะไร” แถมไม่มีใครได้รับบาดเจ็บมากอีกด้วยจึงมานั่งทบทวนเหตุการณ์ที่ “รอดมาได้” ผมจึงมั่นใจว่าเป็นเพราะพุทธคุณ “พระนางพญางิ้วดำ” ที่ท่านหลวงพ่อเจ้าอาวาส วัดปทุมวนาราม มอบให้มาเป็นแน่แท้ที่คุ้มครองให้ผมและน้องที่นั่งมาในรถด้วยกันปลอดภัยทั้งสองคน นี่ก็คือคำเปิดเผยแบบซื่อ ๆ ตรงไปตรงมาโดยไม่มีการเติมเสริมแต่งใด ๆ ของยอดนักร้องเพลงลูกทุ่ง ตามแบบฉบับของผู้ที่มีสายเลือดเป็น “ชาวอีสาน” ที่ชื่อ เกษม คมสันต์ ซึ่ง “ภวันตุเม” ที่นำมาถ่ายทอดก็ขอย้ำตรงนี้ได้แต่เพียงว่าเรื่องนี้หากท่านผู้อ่าน “ไม่เชื่อแล้ว” ก็ “อย่าลบหลู่” เพราะเมืองไทยเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่หากใครทำดีก็จะได้รับสิ่งดี ๆ แต่หากทำชั่วหรือแค่คิดก็จะได้รับสิ่งชั่ว ๆ ตามที่ภาษาหนังสือ อัพเดท ไว้ว่า “กรรมติดจรวด” นั่นแล. “ภวันตุเม”

พระสังกัจจายน์เนื้อเมฆพัตร

พระสังกัจจายน์เนื้อเมฆพัตร อาจารย์ปราโมทย์ฯ ท่านเป็นรองอธิการบดีราชภัฏพระนครฝ่ายบริหาร อยู่ในกลุ่มของหนังสือโลกทิพย์-โลกลี้ลับและอ.อาชวินฯ(คนเห็นผี)ที่กำลังโด่งดังอยู่ขณะนี้ ท่านอธิบายว่าเมฆพัตรเป็นธาตุกายสิทธิ์อย่างหนึ่ง คล้ายๆเหล็กไหล สีสรรก็ดำคล้ายๆกัน มีคุณภาพวิเศษคล้ายๆกัน ผู้ทำได้ต้องเป็นพระอาจารย์ขั้นพระอริยเจ้าที่มีอภิญญาอย่างหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า ใช้ทำพระเครื่อง เช่นหลวงพ่อเงิน เป็นต้น......มีอีกธาตุหนึ่งที่เป็นกายสิทธิ์เหมือนกันท่านบอกว่า คือ เมฆสิทธิ์ ผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินทั้ง2ชื่อนี้ เมฆสิทธิ์จะมีส่วนผสมของทองคำด้วย คุณภาพหรือลักษณะภายนอกก็คล้ายๆเมฆพัตรนั่นแหละครับ.. --------------------------------------- โลหะที่ได้จากการเล่นแร่แปรธาตุตามตำราของไทยโบราณ เชื่อว่าเป็นธาตุกายสิทธิ์มีฤทธานุภาพในตัวเอง เมฆพัตรเป็นส่วนผสมของตะกั่วและทองแดง มีกรรมวิธีการสร้างที่ซับซ้อน ในระหว่างหลอมต้องผสมตัวยาหลายชนิดมีกำมะถัน ปรอท และว่านยาได้แก่ ไพลดำ ต้นหิงหาย ไม้โมกผา ขิงดำ กระชายดำ สบู่แดง สบู่เลือด เป็นต้น ซัดเข้าไปในเบ้าหลอม พอสำเร็จจะได้โลหะสีดำเป็นมันเงาเลื่อมพราย แต่เปราะและแตกง่าย พระคณาจารย์แต่โบราณนิยมหลอมเมฆพัตรมาทำเป็นพระเครื่อง อาทิ พระครูปัจฉิมทิศบริหาร (นาค โชติโก) วัดห้วยจระเข้ นครปฐม และพระอาจารย์ทับ วัดอนงคาราม --------------------------------------- ทางยุโรปเรียกกันว่า ทูลาซิลเวอร์ (Tula Silver) ทูลาซิลเวอร์จะออกเป็นสีเขียวๆ คล้ายปีกแมลงทับ หรือที่เราเรียกกันว่า "เมฆพัตร" เมฆพัตรเป็นส่วนผสมของโลหะเช่นเดียวกับตัวยาถม ต่างกันที่เมฆพัตรมีแต่ตะกั่วกับทองแดง ส่วนตัวยาถมมีตะกั่ว ทองแดง และเงินตามนัยนี้จึงมีบางท่านคิดว่าไทยทำถมได้เอง โดยปรับปรุงขึ้นจากเมฆพัตร --------------------------------------- แร่ที่น่าสนใจมีอีกครับ อิอิอิ ตะกั่วเถื่อน ทองแดงเถื่อน (อันนี้ไม่รู้ว่าทำไมต้องเถื่อน เคยได้ยินหนังสือสมัยใหม่ว่า เป็นสินแร่ทองแดงพื้นบ้าน ไม่ได้คุณภาพแบบทองแดงของนอกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมไม่ได้ ก็ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน) สำฤทธิ์ (ก็คือสำริดดี ๆ นี่เอง แต่เขียนให้โก้ มีหลายสี ถ้าผสมเงินเยอะหน่อย ก็สำริดเงิน สำริดแดง ก็แก่ทองแดง ) จ้าวน้ำเงิน เคยเห็นบางที่บอกว่า จะเจอในป่า อยู่บนพื้นดิน มีลักษณะเหมือนขี้นก นำเหรียญไปวางทับไว้ ทิ้งไว้วัน กลับมาดูจะเห็นว่าเหรียญพลิก (อันนี้ค่อนข้างปาฏิหารไปหน่อย แล้วตัวต้นฉบับ original ผมยังไม่เคยเห็นตำรานี้ เพียงแต่ได้ยินมา)ส่วนสมัยใหม่ ตีเป็นสินแร่ ไพไรต์ บางที่ก็ตีเป็นพลวง นวโลหะ ตามสูตร 9 โลหะบังคับ ที่นำมาหล่อผมว่าคงหายากนะ ยิ่งถ้าเป็นจ้าวน้ำเงินอัศจรรย์ตามคำบอกเล่า ถ้าเป็นแบบนั้น ผมว่าสมัยนี้ อาจจะไม่มีนวโลหะตามสูตรของจริงแล้ว ส่วนนวโลหะตามสมัยนี้ที่สร้างกัน มักจะปิดตัวสินแร่ที่เป็นคำโบราณ อย่างจ้าวน้ำเงิน บริสุทธิ์ เพราะกลัวสูตรแพร่หลาย ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ผมเห็นในโบสถ์พรามณ์เสาชิงช้า มีตู้โชว์ให้ความรู้ไว้ว่า นวโลหะมี สินแร่ใดบ้าง เขียนเป็นทั้งชื่อไทย และชื่ออังกฤษ (พร้อมมีตัวอย่างสินแร่ชนิดนั้น ๆ วางในตู้) เมฆสิทธิ์ (เนื้อออกสีเขียว ยังไม่เคยเห็นแบบปีกแมลงทับของจริงซักองค์ เคยเช่ามา องค์นึง พระใหม่ บอกว่าเป็นเมฆสิทธิ์ เห็นเขียวแบบปีกแมลงทับเลย เลยนำไปล้างตามแบบล้างนวโลหะ เพื่อรอให้เนื้อกลับ ถ้าเมฆสิทธิ์จริง จะต้องกลับเป็นสีเดิม เพราะเป็นคุณสมบัติของเมฆสิทธิ์ ที่เนื้อจะกลับเขียว ปรากฏว่าสีไม่กลับเลยครับ เลยเชื่อว่าโรงงานย้อมโลหะมาแล้วบอกเป็นเมฆสิทธิ์ ทางวัดอาจไม่รู้ เหมือนพระเนื้อสีดำ แล้วก็บอกนวโลหะ แต่ล้างแล้ว ทิ้งไว้เนื้อไม่กลับเลย ก็ตีเป็นนวะเก๊ หรือเป็นโลหะรมดำแล้วจัดขายราคาเป็นนวะโลหะ แต่สำริดเงิน ก็ล้างแล้วเนื้อกลับดำได้เหมือนกัน ถ้าแก่เงินมาก ต้องสักเกตุ แล้วจะแยกออกระหว่างดำนวโลหะ ดำสำริดเงิน หรือดำแบบรมดำ ไอ้ตัวผมเองก็ชอบล้าง ยิ่งบอกเป็นนวะแล้วจะชอบล้างเป็นพิเศษ เพราะเวลาผิวกลับแล้วจะมันส์สะใจ แต่ต้องเป็นพระใหม่นะครับ พระเก่าไม่กล้า กลัวล้างแล้วคนตีเก๊ )