loji's profilewww.gmcities.com/boardPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 20

    ญาณ๑๖ หรือ โสฬสญาณ

    ญาณ๑๖ หรือ โสฬสญาณ และ วิปัสสนาญาณ เป็นการรวบรวมลำดับญาณขึ้นในภายหลังโดยพระอรรถกถาจารย์ เพื่อเป็นการจำแนกให้เห็นลำดับญาณหรือภูมิรู้ภูมิธรรมทางปัญญาที่เกิดขึ้น, ในญาณทั้ง๑๖นี้ มีเพียงมรรคญาณ และผลญาณเท่านั้นที่เป็นญาณขั้นโลกุตระ คือ เหนือหรือพ้นจากทางโลก จึงหลุดพ้นหรือจางคลายจากทุกข์ตามมรรค,ตามผลนั้นๆ ส่วนที่เหลือยังจัดเป็นขั้นโลกียะทั้งสิ้น, นักปฏิบัติไม่ต้องปฏิบัติตามเป็นลำดับขั้น เป็นเพียงแค่การแสดงภูมิญาณในวิปัสสนาญาณต่างๆที่เกิดขึ้นเพียงเท่านั้น เพื่อให้เป็นเพียงเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ ในการปฏิบัติว่าดำเนินไปอย่างถูกต้องแนวทางการวิปัสสนา กล่าวคือ เพื่อพิจารณาการปฏิบัติว่าเป็นไปเพื่อส่งเสริมหรือสั่งสมให้เกิดวิปัสสนาญาณต่างๆเหล่านี้ หรือไม่, อันญาณต่างๆเหล่านี้ล้วนจักเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัยจากความรู้เข้าใจอันแจ่มแจ้งและการปฏิบัติเท่านั้น จึงยังให้เกิดญาณ ที่หมายถึง การรู้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งตามความเป็นจริงนั้นๆ ด้วยปัญญาจักขุ ที่หมายถึงปัญญานั่นเอง กล่าวคือ ไม่เห็นเป็นไปตามความเชื่อหรือความอยากความยึดของตนเอง แต่เห็นเป็นไปหรือเข้าใจอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่ง(ธรรม)นั้นๆด้วยปัญญา ส่วนวิปัสสนาญาณนั้น เป็นการจำแนกแตกธรรม ที่จัดแสดงเน้นว่าญาณใดในโสฬสญาณทั้ง ๑๖ ข้างต้น ที่จัดเป็นการปฏิบัติวิปัสสนาหรือการปฏิบัติหรือวิธีการเรืองปัญญาในการดับทุกข์ ซึ่งได้จำแนกออกเป็น ๙ กล่าวคือ ข้อ ๔- ๑๒ ในโสฬสญาณนั่นเอง โสฬสญาณ หรือญาณ ๑๖ ญาณ ๑๖ ญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาจนถึงจุดหมาย คือมรรคผลนิพพาน ๑๖ อย่าง คือ ๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ญาณกำหนดแยกนามรูป คือปัญญากำหนดรู้เข้าใจในนามและรูป ๒. (นามรูป) ปัจจัยปริคคหญาณ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป คือปัญญากำหนดรู้ทั้งในนามและรูปว่าล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย ๓. สัมมสนญาณ ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ ๔. - ๑๒. ตรงกับวิปัสสนาญาณ ๙ ๑๓. โคตรภูญาณ ญาณครอบโคตรคือหัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน ๑๔. มรรคญาณ(มัคคญาณ) ญาณในอริยมรรค เช่น โสดาปัตติมรรค ๑๕. ผลญาณ ญาณในอริยผล เช่น โสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบัน ๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ญาณที่พิจารณาทบทวน ญาณ ๑๖ นี้เรียกเลียนคำบาลีว่า โสฬสญาณ หรือ เรียกกึ่งไทยว่า ญาณโสฬส วิปัสสนาญาณ ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนาหรือญาณที่จัดเป็นวิปัสสนามี ๙ อย่าง คือ ๑. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป ๒. ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา ๓. ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว ๔. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นโทษ ๕. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย ๖. มุจจิตุกัมยตาญาณ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย ๗. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง ๘. สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร ๙. สัจจานุโลมิกญาณ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ ดังมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้ ๑. นามรูปปริจเฉทญาณ หรือ สังขารปริเฉท ญาณหรือความรู้ความเข้าใจในรูปและนาม คือแยกออกด้วยความเข้าใจว่าสิ่งใดเป็นรูปธรรม อันสัมผัสได้ด้วยอายตนะทั้ง๕ อันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย สิ่งใดเป็นนามธรรม อันเพียงสัมผัสได้ด้วยใจอย่างถูกต้อง เหล่านี้เป็นความเข้าใจขั้นพื้นฐานในการพิจารณาธรรมให้เข้าใจยิ่งๆขึ้นไป (เป็นการเห็นด้วยปัญญาว่า สักแต่ว่า นาม กับ รูป ไม่มีตัวตนแท้จริง) - เรียกง่ายๆว่าเห็น นาม รูป ๒. นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ หรือ สัมมาทัสสนะ ญาณที่เข้าใจในเหตุปัจจัย คือรู้เข้าใจว่านามและรูปว่าล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย พระอรรถกถาจารย์ในภายหลังๆเรียกว่าเป็น "จูฬโสดาบัน" คือพระโสดาบันน้อย ที่ถือว่าเป็นผู้มีคติหรือความก้าวหน้าอย่างแน่นอนในพระศาสนา (เห็นด้วยปัญญาว่า สิ่งทั้งหลายสักแต่ว่าเกิดแต่เหตุปัจจัย) - เห็นความเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันจึงเกิดขึ้น ๓. สัมมสนญาณ ญาณพิจารณา พิจารณาเห็นการเกิด การตั้งอยู่อย่างแปรปรวน การดับไป คือเห็นด้วยปัญญา(ปัญญาจักขุ)ใน ความไม่เที่ยง,แปรปรวนและดับไปทั้งหลายตามแนวทางพระไตรลักษณ์นั่นเอง (เห็นด้วยปัญญาว่า สิ่งทั้งหลายสักแต่ว่า ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไม่เป็นแก่นแกนแท้จริง) - เห็นพระไตรลักษณ์ ๔. อุทยัพพยญาณ (อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ - เรียกแบบ วิปัสสนาญาณ) ญาณอันเห็นการเกิดดับของขันธ์ ๕ หรือเบญจขันธ์ หรือการเห็นการเกิดดับของรูปและนามนั่นเอง คือพิจารณาจนเห็นตามความเป็นจริงในการการเกิดขึ้นและดับไปของขันธ์ ๕ จนเห็นได้ด้วยปัญญา(ปัญญาจักขุ)ในปัจจุบันจิตหรือปัจจุบันธรรมคือในขณะที่เกิดและค่อยๆดับสลายลงไป (เห็นและเข้าใจสภาวะธรรมดังกล่าวในแง่ปรมัตถ์ เช่นเห็นสังขารขันธ์ความคิดที่ผุดว่าเพราะสังขารนี้จึงเป็นทุกข์ ไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อยของความคิดนั้นๆ และไม่ปรุงแต่งต่อในสิ่งที่เห็นนั้นๆด้วยถ้อยคิดใดๆ ดังการปฏิบัติในสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น) - เห็นการเกิดดับของรูปและนาม หรือกระบวนธรรมของขันธ์๕ ทางปัญญา ๕. ภังคานุปัสสนาญาณ (ภังคานุปัสสนาญาณ - เรียกแบบ วิปัสสนาญาณ) ญาณอันเห็นการแตกดับ เมื่อเห็นการเกิดดับบ่อยๆ ถี่ขึ้น ชัดเจนขึ้น ก็จักเริ่มคำนึงเด่นชัดขึ้นด้วยปัญญา ในความดับไป มองเห็นเด่นชัดขึ้นที่จิตที่หมายถึงปัญญานั่นเอง ถึงการต้องดับสลายไปของนาม รูป หรือของขันธ์ต่างๆ การดับไปจะเห็นได้ชัด ถ้าอุเบกขา ที่หมายถึง การเป็นกลางวางทีเฉย รู้สึกอย่างไรไม่เป็นไร แต่ไม่เอนเอียงแทรกแซงด้วยถ้อยคิดปรุงแต่งใดๆ ก็จะเห็นการดับไปด้วยตนเองชัดแจ้งเป็นลำดับ โดยปัจจัตตัง - เห็นการดับ ๖. ภยญาณ (ภยตูปัฏฐานญาณ - เรียกแบบ วิปัสสนาญาณ) ญาณอันมองเห็นสังขารหรือนามรูปว่า เป็นของที่มีภัย เพราะความที่ไปเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารหรือนามรูปต่างล้วนไม่เที่ยง ต้องแปรปรวน แตกสลาย ดับไป ไม่มีแก่นแกนตัวตนอย่างแท้จริง ถ้าไปยึดไปอยากย่อมก่อทุกข์โทษภัย เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด - เห็นสังขารเป็นของมีภัย ต้องแตกดับเป็นธรรมดา จึงคลายความอยากความยึดในสังขารต่างๆ ๗. อาทีนวญาณ (อาทีนวานุปัสสนาญาณ - เรียกแบบ วิปัสสนาญาณ) ญาณคำนึงเห็นโทษ เมื่อเห็นสิ่งต่างล้วนต้องดับแตกสลายไปล้วนสิ้น จึงคำนึงเห็นโทษ ที่จักเกิดขึ้น ว่าจักเกิดทุกข์โทษภัยขึ้น จากการแตกสลายดับไปของสังขารหรือนามรูปต่างๆถ้าไปอยากหรือยึดไว้ เกิดสังสารวัฏการเวียนว่ายตายเกิดในภพในชาติอันเป็นทุกข์อันเป็นโทษ - เห็นโทษ ๘. นิพพิทาญาณ (นิพพิทานุปัสสนาญาณ - เรียกแบบ วิปัสสนาญาณ) ญาณอันคำนึงถึงด้วยความหน่าย จากการไปรู้ตามความเป็นจริงของสังขารหรือขันธ์๕ ว่าล้วนไม่เที่ยง แปรปรวน และแตกดับไปเป็นที่สุด ไม่สามารถควบคุมบังคับได้ตามปรารถนาเป็นที่สุด จึงเกิดความหน่ายต่อสังขารต่างๆเพราะปัญญาที่ไปรู้ตามความเป็นจริงอย่างที่สุดนี่เอง - ความหน่ายคลายความยึดความอยากหรือเหล่าตัณหาทั้งปวงจากการไปรู้ความจริง ๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ (มุจจิตุกัมยตาญาณ - เรียกแบบ วิปัสสนาญาณ) ญาณหยั่งรู้ มีความหยั่งรู้ว่าต้องการพ้นไปเสียจากสังขารชนิดก่อทุกข์ คือ ปรารถนาที่จะพ้นไปจากสังขารหรือขันธ์๕ที่ก่อให้เกิดทุกข์ (หมายถึงอุปาทานขันธ์๕) - ปรารถนาพ้นไปจากทุกข์ ๑๐. ปฏิสังขาญาณ (ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ - เรียกแบบ วิปัสสนาญาณ) ญาณพิจารณาทบทวนเพื่อให้เห็นทางหลุดพ้นไปเสียจากภัยเหล่านั้น ดังเช่น โยนิโสมนสิการหรือปัญญาหยิบยกสังขารหรือขันธ์๕(นามรูป)ขึ้นมาพิจารณาโดยพระไตรลักษณ์ เพื่อหาอุบายที่จะปลดเปลื้องหรือปล่อยวางในสังขารหรือขันธ์๕เหล่านี้ เพื่อให้หลุดพ้นจากภัยเหล่านั้น - ทบทวนพิจารณา ๑๑. สังขารุเปกขาญาณ (สังขารุเปกขาญาณ - เรียกแบบ วิปัสสนาญาณ) ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลาง(อุเบกขา)ต่อสังขาร เมื่อรู้เข้าใจตามความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงด้วยปัญญา เช่น สังขารอย่างปรมัตถ์แล้ว ก็วางใจเป็นกลางต่อสังขาร และกายสังขารได้ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่ติดใจในสังขารทั้งหลาย จึงโน้มน้อมที่จะมุ่งสู่ความหลุดพ้นหรือพระนิพพาน - วางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งปวง ๑๒. อนุโลมญาณ (สัจจานุโลมิกญาณ - เรียกแบบ วิปัสสนาญาณ) ญาณอันเป็นไปโดยการหยั่งรู้อริยสัจ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลายแล้ว ญาณอันคล้อยตามอริยสัจย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ ๑๓. โคตรภูญาณ ญาณครอบโคตร หรือญาณอันเกิดแต่ปัญญาที่เป็นหัวต่อระหว่างภาวะปุถุชนและภาวะอริยบุคคล ๑๔. มรรคญาณ ญาณอันสำเร็จให้เป็นอริยบุคคลต่อไป ๑๕. ผลญาณ เมื่อมรรคญาณเกิดขึ้นแล้ว ผลญาณก็เกิดขึ้นเป็นลำดับถัดไปจากมรรคญาณนั้นๆในชั่วมรรคจิต ตามลำดับแต่ละขั้นของอริยบุคคล ๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ญาณที่เกิดขึ้นเพื่อพิจารณามรรค ผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่ยังเหลืออยู่ และพิจารณานิพพาน (เว้นพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่) เป็นอันจบกระบวนการบรรลุมรรคผลในขั้นหนึ่งๆ หรือถึงพระนิพพาน (หาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหนังสือพุทธธรรม หน้า ๓๖๐-๓๖๔) http://www.nkgen.com/715.htm

    ญาณ

    ญาณ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ญาณ แปลว่า ความรู้ คือ ปรีชาหยั่งรู้ ปรีชากำหนดรู้ หรือ กำหนดรู้ได้ด้วยอำนาจการบำเพ็ญวิปัสสนา เรียกว่า วิชชา บ้าง ญาณ เป็นไวพจน์คำหนึ่งของปัญญา แต่มักใช้ในความหมายที่จำเพาะกว่า คือเป็นปัญญาที่ทำงานออกผลมาเป็นเรื่องๆ กล่าวได้ว่า ญาณ คือ ความรู้บริสุทธิ์ที่ผุดโพลงสว่างแจ้งขึ้น มองเห็นตามสภาวะของสิ่งนั้นๆ หรือเรื่องนั้นๆ บางครั้งญาณเกิดขึ้นโดยอาศัยความคิดเหตุผล แต่ญาณนั้นเป็นอิสระจากความคิดเหตุผล คือไม่ต้องขึ้นต่อความคิดเหตุผล แต่ออกไปสัมพันธ์กับตัวสภาวะที่เป็นอยู่จริง มีการกล่าวถึงญาณในหลายลักษณะ หรืออาจจัดแบ่งญาณได้เป็น ญาณ๓(๓หมวด) และ ญาณ๑๖ (ในวิปัสสนาญาณ) ดังนี้ ญาณ๓ ได้แก่ วิชชา๓ คำว่า ญาณ ในความหมายเฉพาะ หมายถึง พระปรีชาหยั่งรู้ของพระพุทธเจ้า ความรู้แจ้งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เรียกเต็มว่า โพธิญาณ หรือ สัมมาสัมโพธิญาณ มี ๓ อย่าง หรือที่เรียกว่าวิชชา๓ คือ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกถึงขันธ์ที่เกิดในอดีตได้ คือ ระลึกชาติได้ จุตูปปาญาณ ความรู้ในจุติและอุบัติของสัตว์โลกได้ เรียกว่า ทิพพจักษุญาณ หรือ ทิพยจักษุญาณ บ้าง อาสวักขยญาณ ความรู้ในการกำจัดอาสวกิเลสให้สิ้นไป ญาณ๓ ในส่วนอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน ญาณ๓ อีกหมวดหนึ่ง ได้แก่ อตีตังสญาณ หมายถึง ญาณในส่วนอดีต อนาคตังสญาณ หมายถึง ญาณในส่วนอนาคต ปัจจุปปันญาณ หมายถึง ญาณในส่วนปัจจุบัน ญาณ๓ ในการหยั่งรู้อริยสัจจ์ ญาณ๓ อีกหมวดหนึ่ง ได้แก่ สัจจญาณ หมายถึง ญาณในการหยั่งรู้อริยสัจจ์แต่ละอย่าง กิจจญาณ หมายถึง ญาณในการหยั่งรู้กิจในอริยสัจจ์ กตญาณ หมายถึง ญาณในการหยั่งรู้กิจอันได้ทำแล้วในอริยสัจจ์ ญาณ๑๖ และ วิปัสสนาญาณ ๙ ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค และคัมภีร์วิสุทธิมรรค มีการบรรยายขั้นต่างของการวิปัสสนา เป็น ๑๖ ขั้น หรือเรียกว่า ญาณ๑๖ (โสฬสญาณ) เป็นญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนา โดยลำดับตั้งแต่ต้น จนถึงจุดหมายคือมรรคผลนิพพาน คือ นามรูปปริจเฉทญาณ หมายถึง ญาณกำหนดแยกนามรูป นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ หมายถึง ญาณจับปัจจัยแห่งนามรูป สัมมสนญาณ หมายถึง ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้ ภังคานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา ภยตูปัฏฐานญาณ หมายถึง ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว ทีนวานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณคำนึงเห็นโทษ นิพพิทานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย มุจจิตุกัมยตาญาณ หมายถึง ญาณหยั่งรู้อันใคร่จะพ้นไปเสีย ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง สังขารุเบกขาญาณ หมายถึง ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร สัจจานุโลมิกญาณ หมายถึง ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ โคตรภูญาณ หมายถึง ญาณครอบโคตร คือ หัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน มัคคญาณ หมายถึง ญาณในอริยมรรค ผลญาณ หมายถึง ญาณอริยผล ปัจจเวกขณญาณ หมายถึง ญาณที่พิจารณาทบทวน แต่เมื่อกล่าวถึงวิปัสสนาญาณโดยเฉพาะ อันหมายถึงญาณที่นับเข้าในวิปัสสนา หรือญาณที่จัดเป็นวิปัสสนา จะมีเพียง ๙ ขั้น คือ ตั้งแต่ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ถึง สัจจานุโลมิกญาณ (ตามปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ(ขั้นหนึ่งใน วิสุทธิ๗)ที่บรรยายในคัมภีร์วิสุทธิมรรค แต่ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ นับรวม สัมมสนญาณ ด้วยเป็น๑๐ขั้ อ้างอิง พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. 2548 พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์". พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม". พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พุทธธรรม". http://th.wikipedia.org

    จักรวาลในพุทธศาสนา

    จักรวาลในพุทธศาสนา ถึงแม้ว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่มีพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งอย่างศาสนาอื่นๆ แต่ก็น่าสนใจตรงที่พระไตรปิฎกได้อธิบายถึงสิ่งที่อยู่นอกเหนือพิภพ ถึงสรรพสิ่งที่ไกลมากจากโลกมนุษย์ อย่างจักรวาล และที่น่าสนใจคือจักรวาลตามที่ระบุในพระ ไตรปิฎก มีอะไรหลายอย่างคล้ายกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ น่าทึ่งเอาการทีเดียว อย่างแรกคือ มีการระบุเอาไว้ว่า จักรวาลไม่ได้มีอยู่หนึ่งเดียว แต่ว่ามีหลายหมื่นแสนจักรวาลจนประมาณมิได้ และลักษณะของจักรวาลคือจักรวาลนั้นเป็นเหมือนช่วงต่อเนื่องของฟองน้ำ เปลี่ยนแปลง ขยับขยาย เคลื่อนไป ระเบิด และก่อตัวกันใหม่อีก ฟองพรายน้ำแต่ละฟองนั้น ผุดขึ้นต่อเนื่องกันกับแรงที่ก่อเกิดจากส่วนที่ล่วงพ้นไปแล้ว สงสัยว่าจะคล้าย Big - bang Theory หรือเปล่านี่น่ะ? มีอีกคำหนึ่งที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย คือ โลกธาตุ ใน จุลนิกสูตร พระพุทธองค์ทรงกล่าวกับพระอานนท์ว่า จากระยะใกล้สุดที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะหมุนเวียนตามจักรราศี และส่องสว่างด้วยแสงเรืองโอภาส จนถึงช่วงหนึ่งพันจักรวาล ยังมีดวงจันทร์หนึ่งพันดวง ดวงอาทิตย์หนึ่งพันดวง หนึ่งพันพระสุเมรุมหาสิงขร หนึ่งพันชมพูทวีป หนึ่งพันอมร โคยานทวีป หนึ่งพันอุตรกุรุทวีป หนึ่งพันบุพพวิเทหทวีป สี่พันมหาสมุทร หนึ่งพันจาตุมหาราช หนึ่งพันดาวดึงส์พิภพ หนึ่งพันยามาห้วงสวรรค์ หนึ่งพันสวรรค์ชั้นดุสิต หนึ่งพันนิมมานนรดี หนึ่งพันปรนิมมิตวสวตี และหนึ่งพันห้วงพิภพของของเหล่านี้แหละ อานนท์ เรียกว่าระบบสหัสสโลกธาตุในชั้นปฐม ระบบที่ใหญ่กว่าที่กล่าวมานี้หนึ่งพัน เรียกว่า สหัสสโลกธาตุชั้นมัธยม ระบบที่ใหญ่กว่านี้หนึ่งพันเท่า เรียกว่า ตรีสหัสสมหาโลกธาตุ จักรวาล ในที่นี้น่าจะหมายถึงระบบสุริยจักรวาล ทรงหมายถึงว่าไม่ได้มีเพียงดวงอาทิตย์ดวงเดียว ดวงจันทร์ดวงเดียวและโลกเดียวเท่านั้น แต่ว่ามีอยู่อีกมากด้วยกัน แสดงว่าทรงทราบว่ามีดาวฤกษ์(ดวงอาทิตย์) และดาวเคราะห์(ดวงจันทร์และโลก)อยู่อีกเป็นจำนวนมาก ตัวเลขพันที่ใช้ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเลขสี่ตัวจริงๆนะคะ แต่มีความหมายว่าเป็นจำนวนมากมาย เมื่อรวมสุริยจักรวาลจำนวนมากเข้าด้วยกัน ก็คือกาแลกซี หรือสหัสสโลกธาตุชั้นปฐม ระบบที่ใหญ่กว่านี้คือสหัสสโลกธาตุชั้นมัธยม ประกอบด้วยกาแลกซีจำนวนมาก คือกลุ่มกาแลกซี หรือจักรวาล ส่วนตรีสหัสสมหาโลกธาตุ คือเอกภพ ที่เกิดจากจักรวาลย่อยๆอีกมากรวมกัน เมื่อครั้งตรัสรู้ ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า ได้เกิดการสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหมื่นโลกธาตุ ข้อนี้ก็สอดคล้องกับข้อความข้างบน แสดงว่าจักรวาลมีจำนวนมาก ไม่ได้มีแค่โลกเดียว ย้อนกลับมาถึงจักรวาลอีกทีหนึ่ง ในเมื่อมีหลายจักรวาลรวมกลุ่มกันอยู่มาก ในไตรภูมิพระร่วงกล่าวว่าช่องว่างระหว่างจักรวาลนั้นเป็นที่ตั้งของโลกันตมหานรก นรกชั้นนี้ได้ชื่อว่าเป็นชั้นลึกที่สุด สัตว์นรกที่ทำบาปขั้นสาหัสที่สุด ขั้นอนันตริยกรรมเท่านั้นถึงจะอยู่ที่นี่ อย่างพระเทวทัต เป็นที่ลึกและมืดสนิทที่สุด สัตว์นรกไม่มีโอกาสมองเห็นแสงสว่างใดๆเลย อ่านแล้วก็อดนึกถึงหลุมดำไม่ได้ นี่หรือเปล่าโลกันตนรก ที่ผู้สำเร็จอภิญญา ๖ อย่างพระพุทธองค์และพระอรหันต์สามารถมองเห็นและหยั่งรู้ได้ ? ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ พระพุทธวัจนะว่าด้วยที่ตั้งของพิภพ เมื่อทรงตอบคำทูลถามของพราหมณ์กัสสป " โลกตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์) "บนแผ่นน้ำ" (พระพุทธเจ้าทรงตอบ) " แผ่นน้ำตั้งอยู่บนสิ่งใด?" " บนลม" " และลมตั้งอยู่บนสิ่งใด?" " บนอวกาศ" " แลอวกาศเล่าตั้งอยู่บนสิ่งใด?" " มากเกินไปเสียแล้ว พราหมณ์เอ๋ย อวกาศมิได้ตั้งอยู่บนสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดค้ำอวกาศไว้เลย" ถ้าจะแปลว่า โลก คือ แผ่นดิน รองรับด้วยแผ่นน้ำคือมหาสมุทร ก็ใช่ ต่อมาคือโลกอันประกอบด้วยแผ่นดินและแผ่นน้ำ ห่อหุ้มด้วยชั้นบรรยากาศ คือลม(อากาศ)ก็ใช่อีก เมื่อถัดออกไปจากชั้นบรรยากาศ ก็คืออวกาศที่ยานอวกาศลำแล้วลำเล่าโคจรอยู่ ก็ถูกอีกเหมือนกัน และนอกเหนือจากชั้นอวกาศคืออะไร คำตอบก็คือ อวกาศมิได้ตั้งอยู่บนสิ่งใด ไม่มีแผ่นดินแผ่นน้ำหรือลมรองรับอวกาศไว้ทั้งสิ้น ที่มา http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=258

    พระพุทธองค์ตรัสถึงกฎแห่งกรรมว่า

    พระพุทธองค์ตรัสถึงกฎแห่งกรรมว่า อดีตชาติได้ประกอบแต่กรรมดี จึงเกิดมาเป็นคนที่มียศสูงศักดิ์และร่ำรวยในโภคทรัพย์ ผู้ใดบำเพ็ญธรรมมาตลอด จะได้บุญวาสนาไปทุกภพทุกชาติ มนุษย์จงฟังให้ดี ฟังตถาคตกล่าวผลกรรมของไตรภพ ผลกรรมของไตรภพเป็นเรื่องใหญ่ จงอย่าดูหมิ่นพุทธพจน์ จงฟังผลกรรม ดังต่อไปนี้ ปัจจุบันเป็นขุนนางเพราะเหตุใด ชาติก่อนนำทองคำสร้างพระพุทธรูป สิ่งที่ได้รับในชาตินี้เพราะชาติก่อนทำไว้ ถวายเครื่องทรงสักการะพระพุทธองค์ ทองคำสร้างองค์พระดั่งสร้างตนเอง เครื่องทรงสักการะคืออาภรณ์ประดับกาย ดังนั้นอย่าคิดว่าเป็นขุนนางนั้นง่าย หากไม่สร้างบุญก่อกุศลแต่ปางก่อนไว้ ไฉนเลยจะได้รับ มีรถนั่งมีเรือขี่เพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนสร้างถนนทำสะพาน มีเสื้อผ้าแพรพรรณประดับกายเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนบริจาคเสื้อผ้าให้ผู้ยากจน มีอาหารกินอิ่มสมบูรณ์ เพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนบริจาคข้าวปลาอาหารและน้ำดื่มให้ผู้ยากจน ที่ไม่มีจะกินจะใส่เพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนไม่เคยบริจาคทานเลยแม้แต่น้อย มีตึกรามบ้านช่องอยู่เพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนบริจาคข้าวสารช่วยผู้ยากไร้ มีบุญบารมีวาสนาเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนสร้างวัดสร้างศาลา มีหน้าตามีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนบูชาพระพุทธรูปด้วยดอกไม้ของหอม มีปัญญา มีความปราดเปรื่องเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนสวดมนต์สรรเสริญพระนามพระพุทธเจ้า มีภรรยาดีมีมารยาทพร้อมเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนได้สร้างบุญสร้างกุศลร่วมกัน สามีภรรยามีอายุยืนยาวเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนได้แต่งริ้วธงประดับหน้าพระพุทธรูป มีพ่อแม่อยู่ครบเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนเห็นอกเห็นใจผู้กำพร้า ไม่มีพ่อมีแม่เพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนชอบยิงนกตกปลา มีลูกหลานแยะเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนชอบปล่อยนกปล่อยปลา เลี้ยงลูกไม่รู้จักโตเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนชอบเจ็บแค้นผู้อื่น ชาตินี้ไม่มีลูกเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนข่มเหงรังแกลูกหลานชาวบ้าน ชาตินี้อายุยืนเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนชอบซื้อสัตว์ปลดปล่อยชีวิต ชาตินี้อายุสั้นเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ชาตินี้ไม่มีภรรยาเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนชอบผิดประเวณี ข่มขืนลูกเมียเขา ชาตินี้เป็นหม้ายเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนชอบดูหมิ่นดูแคลนสามี ชาตินี้เป็นทาสเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนไม่รู้จักบุญคุณคนอื่น ชาตินี้มีตาดีเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนซื้อน้ำมันเติมตะเกียงบูชาพระ ชาตินี้มีตาบอดเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนชอบอ่านหนังสือลามก ชาตินี้มีปากแหว่งเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนกล่าวร้ายใส่ความผู้อื่น ชาตินี้หูหนวกเป็นใบ้เพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนปากร้ายชอบด่าว่าพ่อแม่ ชาตินี้หลังค่อมเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนหัวเราะคนที่ไหว้พระ ชาตินี้มืองอแขนคดเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนเคยตีพ่อแม่ ชาตินี้ขาเป๋ตีนแปเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนทำลายถนนและสะพาน ชาตินี้เป็นวัวเป็นควายเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนเป็นหนี้เขาแล้วไม่ใช้คืน ชาตินี้เป็นหมูเป็นหมาเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนมีใจคิดหลอกลวงเขา ชาตินี้มีโรคมากเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนดีใจที่เห็นผู้อื่นเคราะห์ร้าย ชาตินี้สุขภาพดีเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนบริจาคยารักษาโรคผู้อื่น ชาตินี้ต้องติดคุกติดตะรางเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนเห็นคนตกอยู่ในอันตรายแล้วไม่ยอมช่วยเหลือ ชาตินี้ต้องอดอาหารตายเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนหัวเราะขอทาน ชาตินี้ต้องถูกเขาวางยาเบื่อตายเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนเบื่อปลาในคลอง ชาตินี้โดดเดี่ยวทุกข์ทรมานเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนใจบาปคิดแต่จะทำลายผู้อื่น ชาตินี้แคระแกรนเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนชอบเหยียดหยามดูแคลนคนรับใช้ ชาตินี้อาเจียนเป็นโลหิตเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนคอยปลุกปั่นยุแหย่คนอื่นให้แตกแยกกัน ชาตินี้หูหนวกเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนฟังธรรมแล้วไม่เชื่อถือ ชาตินี้เป็นฝีหนองเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนทารุณสัตว์ ชาตินี้ตัวมีกลิ่นเหม็นเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนชอบอิจฉาริษยาผู้อื่น ชาตินี้ต้องแขวนคอตายเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนทำลายเขาเพื่อประโยชน์ตน ชาตินี้เป็นหม้ายหรือโดดเดี่ยวเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนไม่รักลูกรักภรรยา ชาตินี้ถูกฟ้าผ่าตายเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนพูดจาเสียดสีผู้ออกบวช ชาตินี้ถูกสัตว์ร้ายกัดตายเพราะเหตุใด เพราะชาติก่อนชอบก่อศัตรูคู่อาฆาต สรรพกรรมที่ก่อไว้กรรมตามสนอง ต้องตกนรกได้รับทุกข์ทรมานจะโทษใครเล่า อย่าพูดว่ากฎแห่งกรรมไม่มีใครเห็น กรรมสนองเร็วก็ตกที่ตัวเอง กรรมสนองช้าก็ตกกับลูกหลาน ถ้าไม่ศรัทธาพระรัตนตรัย ไม่รีบทำทาน ก็จงดูบุคคลที่มีบุญวาสนาซิ เพราะเขาทำบุญไว้ตั้งแต่ชาติก่อน ชาตินี้บุญจึงตอบสนอง แม้ปัจจุบันสั่งสมบุญกุศล บุญนั้นก็จะคุ้มครองถึงบุตรหลาน หากใครกล่าวร้ายเรื่องกฎแห่งกรรม ชาติหน้าก็ไม่ได้เกิดเป็นคนอีก(เกิดอยู่ในอบายภูมิ) หากเชื่อถือยึดมั่นในกฎแห่งกรรม ความเจริญ มั่งมีศรีสุข ก็จะมาเยือนถึงบ้าน หากใครคอยแนะนำเผยแพร่เรื่องกฎแห่งกรรม ก็จะเจริญยิ่งๆ ขึ้นชั่วลูกชั่วหลาน หากใครยึดมั่นในกฎแห่งกรรม ฆาตเคราะห์ภัยพิบัติจะอยู่ห่างไกลตัว หากใครเที่ยวบรรยายเรื่องกฎแห่งกรรม ทุกๆ ชาติจะเป็นบุคคลมีปัญญาเลิศ ์หากใครหมั่นสวดมนต์ในเรื่องกฎแห่งกรรม ชาติหน้าไปถึงไหนก็มีแต่คนนับถือ หากใครพิมพ์หนังสือเรื่องกฎแห่งกรรมแจก ชาติหน้าจะมีกายมงคลรุ่งโรจน์ หากจะถามเรื่องกฎแห่งกรรมของชาติก่อน ควรศึกษาเรื่องราวของพระกัสสปพุทธเจ้าที่มีรัศมีแวววาว หากจะถามถึงเหตุผลของชาติหน้า ก็ให้ดูพวกที่กล่าวร้ายพระธรรมในเมืองนรก หากว่าเหตุแห่งกรรมไม่มีการตอบสนอง ก็ให้อ่านเรื่องพระโมคคัลลาน์ช่วยมารดาในเมืองนรก หากบุคคลใดก็ตามที่ยึดมั่นในกฎแห่งกรรม ก็จะได้ไปเกิดในสุขาวดีแดนพุทธเกษตร เรื่องกฎแห่งกรรมในสามโลกนี้พูดกันไม่จบ สวรรค์ไม่เคยขาดคนจิตกุศล ในพระรัตนตรัยเป็นแก้ววิเศษ รู้จักสละบ้างผลได้รับเหลือคณานับ เหมือนดั่งสะสมอริยทรัพย์ไว้ในเซฟที่มั่นคง จะได้รับผลประโยชน์ทุกๆ ชาติไป "หากถามเรื่องชาติปางก่อน ก็ให้ดูผลที่ได้รับในปัจจุบัน หากจะถามเรื่องชาติหน้า ก็ให้ดูสิ่งที่กระทำในปัจจุบัน"
    August 05

    เบอร์โทร พ่อมดโลจิ 0820387990

    เบอร์โทร พ่อมดโลจิ 0820387990
    June 01

    อุบายบรรลุนิพพาน จากหนังสือ พระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / โดย คุณ ไชย ณ พล

    อุบายบรรลุนิพพาน จากหนังสือ พระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / โดย คุณ ไชย ณ พล

    ดูกรจุนทะ ผู้ที่ตนเองจมอยู่ในเปลือกตมอันลึกแล้ว จักยกขึ้นซึ่งบุคคลอื่นที่จมอยู่ในเปลือกตมอันลึก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีไม่ได้

    ผู้ที่ตนเองไม่จมอยู่ในเปลือกตมอันลึก จักยกขึ้นซึ่งบุคคลอื่นที่จมอยู่ในเปลือกตมอันลึก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้

    ผู้ที่ไม่ฝึกตน ไม่แนะนำตน ไม่ดับสนิทด้วยตนเอง จักฝึกสอน จักแนะนำผู้อื่น จักให้ผู้อื่นดับสนิท ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีไม่ได้

    ผู้ที่ฝึกตน แนะนำตน ดับสนิทด้วยตนเอง จักฝึกสอน จักแนะนำผู้อื่น จักให้ผู้อื่นดับสนิท ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด

    ดูก่อนจุนทะ ความไม่เบียดเบียนก็ฉันนั้นแล ย่อมเป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้เบียดเบียน

    การงดเว้นจากปาณาติบาต เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ฆ่าสัตว์

    การงดเว้นจากอทินนาทาน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ลักทรัพย์

    การประพฤติพรหมจรรย์ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้เสพเมถุนธรรม

    การงดเว้นจากมุสาวาท เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้พูดเท็จ

    การงดเว้นจากปิสุณาวาจา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้กล่าวส่อเสียด

    การงดเว้นจากผรุสวาจา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้กล่าวคำหยาบ

    การงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้พูดเพ้อเจ้อ

    ความเป็นผู้ไม่เพ่งเล็ง เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มักเพ่งเล็ง

    ความไม่พยาบาท เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีจิตพยาบาท

    ความรู้ชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความรู้ผิด

    ความตั้งใจชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความตั้งใจผิด

    การกล่าววาจาชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีวาจาผิด

    การเลี้ยงชีพชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีอาชีพผิด

    ความเพียรชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความเพียรผิด

    ความระลึกพิจารณาชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความระลึกพิจารณาผิด

    ความมีใจมั่นคงชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีใจตั้งมั่นผิด

    ปัญญาชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีปัญญาผิด

    ความหลุดพ้นชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความหลุดพ้นผิด

    ความเป็นผู้ปราศจากความหดหู่หาวนอน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ถูกความหดหู่หาวนอนครอบงำ

    ความเป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน

    ความเป็นผู้ข้ามพ้นความลังเลสงสัย เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความลังเลสงสัย

    ความไม่โกรธ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มักโกรธ

    ความไม่ผูกโกรธ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ผูกโกรธ

    ความไม่ลบหลู่คุณท่าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ลบหลู่คุณท่าน

    ความไม่ยกตนเทียมท่าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ยกตนเทียมท่าน

    ความไม่ริษยา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ริษยา

    ความไม่ตระหนี่ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ตระหนี่

    ความไม่โอ้อวด เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้โอ้อวด

    ความไม่มีมารยา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีมารยา

    ความเป็นคนไม่ดื้อด้าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ดื้อด้าน

    ความไม่ดูหมิ่นนท่าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ดูหมิ่นนท่าน

    ความเป็นผู้ว่าง่าย เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ว่ายาก

    ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีมิตรชั่ว

    ความไม่ประมาท เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ประมาท

    ความเชื่อ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ไม่ศรัทธา

    ความละอายต่อบาป เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ไม่มีความละอายต่อบาป

    ความเป็นพหูสูต เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีการสดับน้อย

    การปรารภความเพียร เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้เกียจคร้าน

    ความเป็นผู้มีสติดำรงมั่น เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีสติหลงลืม

    ความถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีปัญญาทราม

    ความเป็นผู้ไม่ลูบคลำความเห็นของตน และไม่ยึดถือเหนียวแน่น และสละคืนได้โดยง่าย เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ลูบคลำความเห็นของตน ยึดถือเหนียวแน่น และสละคืนได้โดยยาก

    May 31

    คัมภีร์หลี่ซื่อชุนชิว

    คัมภีร์หลี่ซื่อชุนชิว

    เกียรติคุณ

    เมื่อดำเนินตามหลักธรรมเกียรติคุณชื่อเสียงย่อมไม่หลีกพ้นไปไหน ประดุจหนึ่งแห่งนาฬิกาแดดกับเงา ประดุจเสียงกู่ร้องกับเสียงก้องสะท้อน

    นักตกปลาที่เชี่ยวชาญ ตกได้ปลาขึ้นจากน้ำลึกถึงเจ็ดสิบเชียะเพราะเหตุเหยื่อหอม นักธนูที่เชี่ยวชาญ ยิงได้นกจากฟ้าสูงเจ็ดร้อยเชียะเพราะเหตุธนูดี ประมุขที่เชี่ยวชาญนั้น อนารยชนหมานอี้อัน ต่างภาษาต่างขนบพากันมานอบน้อมสวามิภักดิ์ เพราะเหตุทรงคุณธรรมมั่นคง

    เมื่อวังน้ำลึก ปลาย่อมมุ่งมาสู่ เมื่อแมกไม้งามขจี สกุณีย่อมมาสู่ เมื่อทุ่งหญ้างอกงามไพบูลย์ ฝูงสัตว์จตุบาททวิบาทย่อมมาสู่ เมื่อประมุขปรีชาเหล่าผู้มีปัญญาย่อมมาสู่ ดังนั้นประมุขผู้ล้ำเลิศจึงมิต้องมุ่งบากบั่นแสวงหาผู้คนมานอบน้อม ท่านเพียงแต่มุ่งดำรงธรรมเท่านั้น (แล้วผู้คนก็จะพากันน้อมเอง)

    แม้จะบีบบังคับคนให้หัวร่อได้ แต่ก็ไม่สนุกสนาน แม้จะบีบบังคับคนให้ร้องไห้ได้ แต่ก็ไม่เศร้าสร้อย การบีบบังคับคนให้ปฏิบัติธรรมนั้นได้ผลแต่เพียงเล็กน้อย มิอาจบบรรลุผลใหญ่ (น. ๒๑ – ๒๒)

    รักปวงชน

    จงให้เครื่องนุ่งห่มแก่ผู้คนเมื่อเขาหนาว จงให้อาหารแก่ผู้คนเมื่อเขาหิว ความหิวและความหนาวคือเภทภัยอันใหญ่หลวงของมนุษย์ การช่วยเหลือภัยเหล่านี้คือคลองธรรม และความยากจนของมนุษย์เรานั้นก็เฉกเช่นเดียวกับความหิวความหนาว ดังนั้นประมุขผู้ปรีชาจักต้องสงสารคนยากคนจน หากทำได้เช่นนี้ชื่อเสียงก็จะปรากฏขจรขจาย บัณฑิตทั้งหลายก็จะยอมรับนับถือ (น. ๒๕)

    ไม่รู้จักตัวเอง

    ที่เรื่องราวเป็นไปเช่นนั้น ย่อมต้องมีสาเหตุ หากเราไม่เข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น แม้จะรู้ว่าเกิดเรื่องราวอะไรขึ้น แต่ก็จะเสมือนไม่รู้อะไรเลย เพราะยังงุนงงไม่เข้าใจว่าเกิดผลเช่นนั้นขึ้นได้อย่างไร

    บุรพกษัตริย์, ปราชญ์ผู้ทรงภูมิ บัณฑิตผู้มีชื่อเสียง มีความเหนือกว่าสามัญชนก็ตรงที่ท่านเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น

    น้ำเกิดแต่ภูเขาแล้วไหลลงสู่ทะเล น้ำมิได้รังเกียจภูเขาหรือชมชอบทะเล หากเป็นเพราะภูมิประเทศสูงต่ำทำให้เป็นไป ข้าวกำเนิดในทุ่งแต่ถูกเก็บไว้ในฉาง ข้าวมิได้ปรารถนาจะเข้าไปอยู่ในฉาง แต่เพราะคนต้องการใช้ข้าวจึงนำไปเก็บไว้ในฉาง ดังนั้นเมื่อจื่อลู่ (ศิษย์ขงจื๊อ) จับไก้ฟ้าได้จึงปล่อยไป (น. ๓๕)

    มองการณ์ไกล

    ปัญญาของมนุษย์แตกต่างกันก็ตรงที่มองการณ์ไกลกับมองการณ์สั้น ปัจจุบันมีรากฐานมาจากอดีต อดีตคือรากฐานของยุคต่อ ๆ ไป ปัจจุบันจะเป็นรากฐานให้ยุคต่อไป เชนเดียวกับที่ปัจจุบันตั้งอยู่บนรากฐานของอดีตนั่นเอง

    ดังนั้นหากเข้าใจในปัจจุบัน (อย่างแจ่มชัด) ย่อมเข้าใจถึงอดีต เมื่อเข้าใจอดีตก็ย่อมเข้าใจอนาคต อดีต-ปัจจุบัน ยุคก่อน-ยุคหลังล้วนอยู่ภายใต้กฎ (ธรรมชาติ) เดียวกัน ผู้ปรีชาจึงเข้าใจอดีตย้อนลงไปได้ถึงพันปี เข้าใจอนาคตไกลไปถึงพันปี (น. ๓๙)

    ไม่เอนเอียง

    ปกติปุถุชนเราเมื่อฟังคำพูดบอกเล่ามักจะมีความลำเอียงเบี่ยงเบน เมื่อมีความเอนเอียง (เป็นที่ตั้งแล้ว) ยามฟังคำใดก็มักเลอะเทอะผิดพลาด

    ความลำเอียงเบี่ยงเบนมีสาเหตุด้วยกันหลายประการ แต่ที่สำคัญที่สุดย่อมได้แก่ (อารมณ์) ความเกลียดความชอบของแต่ละคน ดุจหนึ่งยามทัศนาทางบูรพาย่อมมิเห็นกำแพงทิศประจิม ยามแลดูทางทักษิณย่อมมิเห็นทางอุดร ทั้งนี้เหตุด้วยใส่ใจไปทางหนึ่งทางใดเท่านั้น (น. ๔๓)

    รู้จักฟัง

    เมื่อฟังคำพูด มิอาจไม่ตรวจสอบให้ละเอียด เพราะหากไม่พิจารณาโดยละเอียดก็มิอาจจำแนกดีกับไม่ดี เมื่อมิอาจจำแนกดีกับไม่ดีความวุ่นวายอันใหญ่หลวงก็จะเกิดขึ้น (น.๔๗)

     

    การใหญ่

    ความสงบร่มเย็นในส่วนย่อยต้องอาศัยความสงบร่มเย็นของส่วนใหญ่ ความสงบร่มเย็นของส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาความสงบร่มเย็นในส่วนย่อย เล็ก-ใหญ่ สูงศักดิ์-ต่ำต้อยต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทุกฝ่ายจึงจะสงบร่มเย็น (น. ๕๓)

    กลยุทธ์

    ความสงบเรียบร้อย-ความปั่นป่วนจลาจล ความดำรงคงอยู่-ความพินาศย่อยยับ สงบสันติ-ภยันตราย ความเข้มแข็งเกรียงไกร-ความยอบแยบอ่อนแอ ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแล้วแต่ต้องสบโอกาสจังหวะจึงจะเกิดเป็นผลเช่นนั้น ๆ ขึ้น มีปัจจัยด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวอยู่ตามลำพัง ย่อมไม่เกิดเป็นผลขึ้น (น. ๕๕)

    รู้ล่วงหน้า

    เมื่อก๊กจะสูญสิ้นพินาศ ผู้ดำรงธรรม (เต๋า) ย่อมหลีกลี้จากไปก่อน ทั้งในอดีตและปัจจุบันล้วนเป็นเช่นนี้

    ที่ดินย่อมติดตามขึ้นอยู่กับเมือง เมืองย่อมติดตามขึ้นอยู่กับราษฎร ราษฎรย่อมติดตามขึ้นอยู่กับผู้ทรงธรรมปรีชา ดังนั้นประมุขผู้ทรงธรรมปรีชาได้ผู้ทรงธรรมปรีชา (มาบริหาร) ก็ย่อมจะได้มาซึ่งราษฎร ได้มาซึ่งราษฎรแล้วย่อมได้เมือง ได้มาซึ่งเมืองแล้วย่อมได้ที่ดิน ที่ว่าได้มาซึ่งที่ดินจึงมิได้หมายถึงไปทำด้วยตัวเอง หากหมายถึงการปฏิบัติดีต่อราษฎรได้ “ใจ” ของราษฎร (น.๗๑)

    ไป๋กุย (ปราชญ์ชาวแคว้นโจว มีชื่อปรากฏอยู่ในคัมภีร์เม่งจื๊อ) ไปถึงแคว้นจงซาน จงซานอ๋องปรารถนาจะได้ไป๋กุยไว้ใช้ ไป๋กุยปฎิเสธกล่าวอำลาขึ้นรถม้าจากไป ครั้นไปถึงแคว้นฉี ฉีอ๋องก็ปรารถนาจะให้ไป๋กุยอยู่เป็นขุนนางแคว้นฉี แต่ไป๋กุยก็อำลาจากไปอีกเช่นกัน

    มีคนถามไป๋กุยว่า ทำไมไม่ยอมเป็นขุนนางในแคว้นดังกล่าว ไป๋กุยว่า “ตามหลัก ‘ห้าสูญสิ้น’ ที่ข้าได้ศึกษามา แคว้นทั้งสองนี้จักต้องล่มสลายแน่ที่ว่า‘ห้าสูญสิ้น’ คือฉันใด ห้าสูญสิ้นก็คือ

    หนึ่ง ไร้ความเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด สัจจะความน่าเชื่อถือย่อมสูญสิ้น

    สอง ไร้การสนับสนุนค้ำจุน ชื่อเสียงย่อมสูญสิ้น

    สาม ไร้ความรัก ความสนิทชิดเชื้อย่อมสูญสิ้น

    สี่ ผู้เดินทางไร้เสบียง คนอยู่บ้านไร้อาหาร ทรัพย์สมบัติย่อมสูญสิ้น

    ห้า ใช้คน (อื่น) ไม่เป็น ทั้งยังใช้ตัวเองไม่เป็นอีก วีรกรรมย่อมสูญสิ้น

    แคว้นใดประกอบพร้อมด้วยลักษณะทั้งห้า ย่อมมิอาจหลีกหนีการสิ้นชาติไปพ้น ทั้งแคว้นจงซานและแคว้นฉีต่างมีลักษณะทั้งห้าประการนี้ครบถ้วน”

     

    คัมภีร์เสี้ยวจิง (คัมภีร์กตัญญู) ว่า “อยู่สูง (รู้จักอยู่ในจุด) ไม่อันตราย ถึงจะสามารถรักษายศศักดิ์ฐานะตำแหน่งไว้ได้ยืนนาน เต็มแต่ไม่ล้น ถึงจะสามารถรักษาทรัพย์สินสมบัติไว้ได้ยืนนาน รักษาฐานะยศศักดิ์และทรัพย์สินไว้ได้ก็จะสามารถรักษาศาลบรรพบุรุษ และรักษาความสงบสุขให้ปวงราษฎรได้” (น. ๗๙)

     

    รู้จักรับข้อเสนอแนะ

    ภูมิปัญญาก็เป็นเช่นเดียวกัน บ้างรับรู้สิ่งที่ฉลาด บ้างรับรู้สิ่งที่ไม่ฉลาด (เหมือนกับที่บางคนเปิดตาบางคนปิดตา) การรับรู้สิ่งที่ฉลาดกับการไม่รับรู้สิ่งที่ฉลาดย่อมผิดแผกแตกต่างกันแน่แท้ ผู้มีปัญญาสามารถรับรู้ได้กว้างไกล ผู้โง่เขลารับรู้ได้แคบใกล้ รับรู้อยู่เพียงตื้น ๆ (แคบใกล้) แล้วบอกว่าตนลุ่มลึก จะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งได้อย่างไร เมื่อไม่เข้าใจกฎเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง แม้จะพูดจาคล่องแคล่วแต่ก็ไม่สามารถจะอธิบายให้เข้าใจได้

    ชาวหญง (ชนเผ่าทางภาคตะวันตกของจีน) เห็นเขา (ชาวตงง้วน) ตากผ้าจึงถามว่า “ผ้าผืนยาวผืนใหญ่อย่างนี้ ทำได้อย่างไร” เขาชี้ไปที่ต้นปอ ชาวหญงกลับกล่าวด้วยความโมโหว่า “จะมีต้นปอที่ปลูกบนดินที่ไหนทำผ้าได้ผืนใหญ่ผืนยาวเช่นนี้ !”

    แคว้นที่สิ้นชาตินั้น ใช่ว่าไร้ผู้ปรีชา ใช่ว่าไร้ผู้ทรงภูมิปัญญาก็หาไม่ แต่เป็นเพราะประมุขของแคว้นนั้นไม่รู้จักรับรู้ (ข้อแนะนำ) เภทภัยอันเกิดจากการไม่ยอมรับรู้ (คำแนะนำ) เกิดจาก (ประมุข) นึกว่าตนเองชาญฉลาดทรงภูมิปัญญา ใครเสนอข้อคิดเห็นที่ฉลาดขึ้นมาก็ไม่ยอมรับฟังรับรู้

    หากตอนนี้ไม่ยอมรับฟัง นึกว่าตนฉลาดหลักแหลม ปล่อยไปเช่นนี้ ชาติย่อมมิอาจดำรงอยู่ ประมุขย่อมมิอาจสุขสงบ

    แต่หากรู้ตัวว่าภูมิปัญญาของตนยังไม่เพียงพอ รู้จักรับคำแนะนำที่ฉลาด ประมุขย่อมไร้ภยันตราย แว่นแคว้นย่อมไม่สูญชาติ (น. ๘๑ - ๘๒)

     

    อย่าลงมือเอง

    หากมีปณิธานที่ถูกต้องดีงามแล้ว แม้ไม่ทรงภูมิปัญญาก็สามารถเป็นประธานเป็นประมุขได้ ท่านหลีจื่อจึงกล่าวไว้ว่า “มิใช่เพราะสุนัข (ไร้ความสามารถจึง) ล่ากระต่ายไม่ได้ หากแต่เป็นเพราะกระต่ายแปลงมาเล่นบทสุนัข จึงไม่อาจล่าได้กระต่าย” ประมุขที่ชอบทำตัวเป็นอำมาตย์เสียเองก็คล้ายคลึงกับเรื่องนี้

    หากเป็นพวกอำมาตย์บริวารทำเลอะเทอะมัวเมา ย่อมจะมีผู้กล้าขัดขวางทันกาล แต่หากเป็นประมุขเลอะเทอะมัวเมาเสียเองแล้ว ย่อมไม่มีใครกล้าขัดขวาง การที่ประมุขลงไปทำหน้าที่อำมาตย์เสียเองนั่นแหละเป็นการแส่หาความเลอะเทอะที่ร้ายแรงยิ่ง เหมือนกับเป็นไม้กวาด ถูกนำไปใช้ทุกวันมิได้หยุดยั้ง

    ประมุขลงไปทำทุกเรื่องก็จะเสื่อมโทรม ยิ่งวิ่งเต้นก็ยิ่งอับเฉา ยิ่งทำก็จะยิ่งเหนื่อยล้า เสื่อมโทรม อับเฉา เหนื่อยล้า สามประการนี้หาใช่มรรควิถีแห่งประมุขไม่ (น. ๘๕)

     

    วาจาไม่ตรงกับใจ

    คำพูดมีไว้เพื่อสื่อสำแดงจิตปณิธาน หากจิตปณิธานกับคำพูดขัดแยกแตกแย้งกันย่อมเป็นอัปมงคล

    หากสร้างความวุ่นวายในแว่นแคว้น กล่าวถ้อยปล่อยคำเลื่อนเปื้อนมากมายไม่เคยคำนึงถึงข้อเท็จจริง มุแต่จะทำลายกันและกัน มุแต่จะแก่งแย่งกันและกัน แบ่งพรรคแบ่งพวกแก่งแย่งทำลายกันและกัน ขี้ปากฟุ้งตรลบอบอวลอัมพร (จ้งโช่วซวินเทียน) ไม่จำแนกความดีคนดีกับความต่ำทรามคนชั่วช้า

    หากปกครองแว่นแคว้นกันแบบนี้ แม้ประมุขจะเป็นคนดีผู้ปรีชาก็ยังจะพลอยเลอะหลงไปด้วย แลหากเป็นประมุขต่ำทรามด้วยแล้ว ผลจะยิ่งขนาดไหน

    เภทภัยของความเลอะหลงก็คือเขาผู้นั้นไม่รู้ตัวว่าตนเลอะหลง

    แต่อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความเลอะหลงย่อมมีช่วงจังหวะที่แจ่มใสบ้าง เช่นเดียวกันในท่ามกลางความมืดมิด ก็อาจมีลักษณะหนึ่งปรากฏแสงสว่าง (น. ๙๙ – ๑๐๐)

     

    คำพูดเป็นเพียงเปลือกนอกของจิตปณิธาน ตรวจสอบแต่เปลือกนอก (วาจา) แต่ละเลยตรวจสอบจิตใจ (ที่แท้) เป็นสิ่งโง่เขลา คนโบราณจึงสนใจตรวจสอบจิตใจที่แท้ ละทิ้งวาจาเปลือกนอก การฟังคำกล่าว จักต้องวัดจุดมุ่งหมายแท้จริงของผู้พูด ก็เหมือนกับฟังคำบิดเบือน (ปากกับใจไม่ตรงกัน) (น. ๑๐๒)

     

    เก่งมาก สามารถมาก มิสู้ เก่งน้อย สามารถน้อย

    แย้งเก่ง พลิ้วเก่ง มิสู้ ไม่แย้งไม่พลิ้ว (น. ๑๐๓)

    คัดจาก “ หลักการบริหารการปกครอง จาก คัมภีร์หลี่ซื่อชุนชิว” ทองแถม นาถจำนง : แปล กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ก.ไก่ พิมพ์ครั้งแรก

    May 29

    รูปแบบการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ( จากหนังสือ ปัญหาในการปฏิบัติธรรม โดย ท่าน มุนี ชอบพนา พระภิกษุผู้ปฏิบัติวิเวกเพียงลำพัง )

    รูปแบบการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ( จากหนังสือ ปัญหาในการปฏิบัติธรรม โดย ท่าน มุนี ชอบพนา พระภิกษุผู้ปฏิบัติวิเวกเพียงลำพัง )

    ในการเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ผู้ปฏิบัติไม่ควรเข้าไปเพ่งเล็งยึดถือใน รูปแบบการปฏิบัติ เฉพาะที่เป็นมติของตนหรือแห่งอาจารย์ตนโดยส่วนเดียว เพราะวิญญูชนผู้จะรักษาไว้ซึ่งความจริงนั้น ไม่พึงถึงการสันนิษฐานโดยส่วนเดียวว่า

    อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่าหมดเลย

    การละจิตที่คับแคบ เพื่อมาศึกษาแนวทางการปฏิบัติอันกว้างขวางของพระบรมศาสดา จะทำให้ทราบว่ากระแสการปฏิบัติเพื่อความสิ้นอาสวะนั้น ประกอบไปด้วยรูปแบบอันควรแก่การสนใจที่จะนำมาประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมกับจริตนิสัยและสถานภาพของแต่ละบุคคล

    ฉะนั้นในลำดับต่อไปจะได้ตั้งข้อสังเกตุในเรื่องรูปแบบการปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ที่พอจะได้สรุปได้จากแนวพุทธดำรัสที่ทรงแสดงไว้แต่โดยสังเขป คือ

    1.แบบอาศัยสัญญาสมาบัติเจ็ดเป็นบาท
    สัญญาสมาบัติเจ็ด หรือฌาณที่มีสัญญาประกอบไปด้วย รูปฌาณสี่คือ ปฐมฌาณ ทุติยฌาณ ตติยฌาณ จตุตถฌาณ และอรูปฌาณสาม คือ อากาสานัญจายตนะ ( กำหนดที่ว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ ) วิญญาณัญจายตนะ ( กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ ) อากิญจัญญายตนะ ( กำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆเป็นอารมณ์ )

    สำหรับวิธีการปฏิบัติในรูปแบบนี้ผู้ปฏิบัติจะอาศัยฌาณที่มีสัญญาดังกล่าวเป็นฐานแห่งวิปัสสนาได้ในตัวเอง คือเมื่อปฏิบัติได้ฌาณขั้นใดขั้นหนึ่งในเจ็ดนั้นก็น้อมกำหนดพิจารณา ขันธ์ อันเนื่องอยู่ในฌาณนั้น โดยอาการแห่งธรรมลักษณะมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น ( มิใช่ถอนออกจากฌาณมากำหนดธรรมภายนอก ) จนมีผลถึงความสิ้นอาสวะหรือถึงความเป็นพระอนาคามี

    พุทธพจน์อันเป็นตัวอย่างที่ทรงแสดงลักษณะขั้นตอนการปฏิบัติในรูปแบบนี้ เช่น
    1.สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึง ปฐมฌาณ อันมีวิตก วิจาร ปิติและสุข อันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่

    2.ในปฐมฌาณนั้นมีธรรม คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เธอนั้นตามเห็นธรรม ( คือขันธ์ ) เหล่านั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความยากลำบาก เป็นอาพาธ เป็นดังผู้อื่น เป็นของแตกสลาย เป็นของว่าง เป็นของไม่ใช่ตน ( ธรรมลักษณะ 11 ประการ )

    3.เธอดำรงจิตด้วยธรรมเหล่านั้น แล้วจึงน้อมจิตไปสู่ อมตธาตุ ( คือ นิพพาน ) ด้วยการกำหนดว่า นั่นสงบระงับ นั่นประณีต นั่นคือธรรมชาติ เป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นสลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลายเป็นความดับ เป็นนิพพาน

    4.เธอดำรงอยู่ในวิปัสสนาญาณมีปฐมฌาณเป็นบาทนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ถ้าไม่ถึงความสิ้นอาสวะก็เป็นโอปาติกะอนาคามี ผู้ปรินิพพานในภพนั้น

    5.สำหรับในกรณีแห่งทุตยฌาณ ตติยฌาณ จตุตถฌาณและอรูปฌาณทั้งสาม คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ ก้มีลักษณะขั้นตอนโดยทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่ง ปฐมฌาณ ดังกล่าวข้างต้นนั้น ต่างกันแต่ว่าในพวกรูปฌาณนั้นจะมีขันธ์ครบห้าคือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนในอรูปฌาณ ทั้งสามมีขันธ์เพียงสี่ คือ ขาดรูปขันธ์

    นอกจากนั้นยังทรงกล่าวย้ำถึงรูปปฏิบัติแบบนี้ไว้อีกว่า เป็นอันกล่าวได้ว่า สัญญาสมาบัติ มีประมาณเท่าใด อัญญาปฏิเวธ ( การแทงตลอดอรหัตตผล ) ก็มีประมาณเท่านั้น ที่จริงแล้วรูปแบบการปฏิบัติอันอาศัยสัญญาสมาบัติเจ็ด เป็นบาทนี้อาจแยกออกจากกันเป็นเจ็ดรูปแบบก็ได้คือ ถ้าใช้สมาบัติขั้นใดเป็นบาทก็จัดว่าเป็นรูปแบบหนึ่ง แต่เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าแม้ระดับกำลังสมาบัติจะต่างกัน แต่ขั้นตอนวิธีการกำหนดพิจารณาเหมือนกัน จึงได้นำมาสรุปรวมไว้ในแบบเดียวกัน

    --------------------------------
    2.แบบบรรลุผ่านสองสมาบัติสูงสุด
    มีสมาบัติสูงสุดสองอย่างซึ่งถัดขึ้นไปจากสัญญาสมาบัติเจ็ด คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ( ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ) และสัญญาเวทยิตนิโรธ ( การดับสัญญาและเวทนา ) ไม่มีทางที่จะกำหนดขันธ์โดยลักษณะใดๆได้เลยเพราะความไม่มีสัญญา

    แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่บรรลุผ่านรูปฌาณทั้งสี่แล้วก้าวขึ้นสู่อรูปฌาณครบทั้งสี่ รวมเป็นสมาบัติแปด บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วอาสวะสิ้นไปได้ก็มีเช่นกัน ดังทรงกล่าวไว้ว่า " เธอก้าวล่วง เนวสัญญานาสัญญาตนะ โดยประการทั้งปวง เข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่และเพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะทั้งหลายของเธอก็สิ้นไปรอบ "

    และยังทรงกล่าวถึงในกรณีนี้อีกว่า

    อายตนะ 2 ประการ กล่าวคือ เนวสัญญานาสัญญายตนะสมาบัติ และ สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งอาศัยสัญญาสมาบัติ ( 7 ประการ ) เหล่านั้น เรากล่าวว่าเป็นสิ่งที่ฌายีภิกษุ ( ภิกษุผู้บำเพ็ญฌาณ ) ผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติ ฉลาดในการออกสมาบัติ จะพึงเข้าสมาบัติออกจากสมาบัติแล้วกล่าวว่าเป็นอะไรได้เองโดยชอบ

    ความหมายดังที่ทรงกล่าวข้างต้นทำให้สังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างแบบที่อาศัยสมาบัติเจ็ดเป็นบาท ซึ่งทรงยืนยันไว้เลยว่ามีความสิ้นอาสวะ แต่ในส่วนของสมาบัติสองอย่างท้ายนี้ทรงปล่อยไว้ให้ผู้ที่ได้เข้าแล้วออกแล้ว เป็นผู้รู้เฉพาะตนว่ามีการสิ้นอาสวะหรือไม่ ซึ่งแสดงว่าอาจจะมีการสิ้นอาสวะหรือไม่มีการสิ้นอาสวะก็ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

    แต่อย่างไรก็ดี สัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ นิโรธสมาบัติ นี้มิใช่ของสาธารณะแก่บุคคลทั่วไป มีแต่พระอหันต์และพระอนาคามีที่ได้สมาบัติแปดเท่านั้นจึงจะเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธได้ ฉะนั้นเป็นอันกล่าวได้ว่าท่านผู้เข้าออกสมาบัติทั้งสองนี้แล้วจะสิ้นอาสวะหรือไม่สิ้นก็ตามที ก็เป็นอันรู้กันได้ว่าอย่างต่ำต้องเป็นพระอนาคามีแล้วอย่างแน่นอน

    -------------------------------
    3.แบบจากจตุฌาณไปสู่อาสวักขยญาณ
    คำว่า อาสวะ หมายถึง กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน จะไหลซึมซ่านไปย้อมจิตเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ อาสวักขยญาณ เป็นญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลายดังกล่าวนั้น

    รูปแบบการปฏิบัติในแบบนี้เป็นการบรรลุถึงจตุถฌาณแล้วน้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ โดยตรง จนถึงความสิ้นอาสวะ มีตัวอย่างขั้นตอนดังตรัสไว้ว่า

    1.เธอเข้าถึงปฐมฌาณ ทุติยฌาณ ตติยฌาณ จตุตถฌาณ แล้วแลอยู่

    2.เธอนั้นครั้งจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้ถึงความหวั่นไหวเช่นนี้แล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ

    3.เธอย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

    4.เธอย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ

    5.เมื่อรู้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้จิตก็หลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ

    -------------------------------------

    4.รูปแบบจากจตุตถฌาณผ่านวิชชาสามวิชชาแปด
    รูปแบบนี้เป็นที่รู้จักกันดีในลีลาการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเป็นแบบที่เมื่อบรรลุจตุตถฌาณแล้วน้อมจิตไปเพื่อ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และ อาสวักขยญาณ ตามลำดับ ถึงความสิ้นอสวะ

    ในส่วนของอาสวักขยญาณนั้นได้แสดงไว้แล้วในแบบก่อน ส่วนสำหรับปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และจุตูปปาตญาณ นั้นเป็นคุณสมบัติพิเศษสำหรับบางท่านไม่ใช่ส่วนแห่งการกำจัดกิเลสโดยตรง

    นอกจากวิชชาสามแล้ว ยังมีบางท่านผ่าน วิชชาแปด คือ ญาณทัสนะ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี ทิพพโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณหรือทิพพจักขุ อาสวักขยญาณ บางท่านผ่านได้หมด บางท่านผ่านบางอย่างแล้วแต่อุปนิสัยของแต่ละบุคคล

    อย่างไรก็ดี มีเพียง ญาณทัสสนะและอาสวักขยญาณ เท่านั้นที่เป็นญาณอันเกี่ยวข้องกับการกำจัดกิเลสโดยตรง จึงจะขอแสดงคุณของลักษณะของ ญาณทัสสนะ ตามที่มีพุทธดำรัส คือ

    1.ภิกษุนั้นครั้นมีจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอชักนำจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ

    2.เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้ มีรูปประกอบด้วยมหาภูตทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีมารดาเป็นแดนเกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ต้องห่อหุ้มนวดฟั่นอยู่เนืองนิจ แต่ก็ยังมีการแตกทำลายสึกกร่อนเป็นธรรมดา แต่วิญญาณของเรานี้ อาศัยอยู่ในกายนั้น เนื่องอยู่ในกายนั้น

    3.เปรียบเหมือนมณีไพทูรย์อันสวยงาม สมชาติแก้วแปดเหลี่ยมเจียรไนดีแล้ว สดใส ผ่องใส ถึงพร้อมด้วยคุณค่าทั้งปวง ในแก้วนั้นมีด้ายร้อยอยู่ สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง สีส้มบ้าง บุรุษผู้มีตาดีวางแก้วนั้นลงในมือแล้ว ก็จะเห็นโดยประจักษ์ว่า มณีไพทูรย์นี้เป็นของสวย สมชาติแก้วแปดเหลี่ยมเจียรไนดีแล้ว สดใส ผ่องใส ถึงพร้อมด้วยคุณค่าทั้งปวง ในแก้วนั้นมีด้ายร้อยอยู่ สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง สีส้มบ้าง ฉันนั้นเหมือนกัน

    -----------------------------

    5.แบบเจริญวิปัสสนาโดยตรง
    การปฏิบัติในรูปแบบนี้ ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องมีฌาณเสียก่อน หรือผู้มีฌาณแล้วจะถอนจากฌาณมาปฏิบัติในรูปแบบนี้ก็ไม่ผิดกติกาอะไร โดยเฉพาะผู้ได้ฌาณแต่ไม่เชี่ยวชาญ ( ไม่มีวสี ) ไม่สามารถเข้าไปกำหนดธรรมอันเนื่องอยู่ในฌาณได้ ก็จำเป็นต้องมาเจริญวิปัสสนาโดยอาศัยธรรมภายนอกฌาณ ( ส่วนผู้ที่ชำนาญในฌาณแล้วก็ไม่จำเป็นต้องถอนออกมาพิจารณาธรรมภายนอก ควรปฏิบัติตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในแบบที่หนึ่ง ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่รู้จะทำฌาณไปทำไมให้เสียเวลา

    รูปแบบที่ห้านี้นับเป็นสาธารณะ ที่บุคคลทั้งหลายสามารถปฏิบัติได้ เป็นวิธีการที่รวบรัดและตรงไปสู่การกำจัดกิเลสโดยตรง จึงเชื่อว่าเป็นรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับคนทั่วๆไป

    วิธีการปฏิบัติในรูปแบบนี้เป็นการเข้าไปกำหนดพิจารณา ( ตามรู้ตามเห็น ) ในธรรมทั้งหลาย อาทิเช่น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น โดยอาการแห่งธรรมลักษณะ มีไตรลักษณ์ เป็นต้น จนเกิดกระแสแห่งญาณเป็นลำดับต่อไป เมื่อบรรลุแล้วก็อาจจะประกอบอยู่ด้วยปฏิสัมภิทา ( ปัญญาแตกแานในอรรถ ในธรรม ในนิรุกติ ในปฏิภาณ ) ก็ได้ถ้าอุปนิสัยแห่งความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเพียงคุณสมบัติพิเศษเท่านั้น

    มีตัวอย่างพอเป็นที่สังเกตในส่วนของการกำหนด ขันธ์ห้า ที่ทรงแสดงไว้เช่น
    1.รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ชนิดใดชนิดหนึ่งมีอยู่ ขันธ์ทั้งหมดนั้น บุคคลพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
    2.เมื่อเห็นอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมเกิดเบื่อหน่ายในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ
    3.เมื่อเบื่อหน่ายย่อมจางคลายความกำหนัดรัดรึง เพราะจางคลายไปแห่งความกำหนัด ย่อมหลุดพ้นไปได้ เมื่อหลุดพ้นแล้วก็มีญาณหยั่งรู้ขึ้นว่าหลุดพ้นแล้ว

    และอีกตัวอย่างหนึ่งในการกำหนด อายตนะ

    1.จงกระทำในใจซึ่งรูป ( หรือ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ) ทั้งหลาย โดยแยบคายและจงตามดูความไม่เที่ยงแห่งรูปทั้งหลาย ( เป็นต้น ) ให้เห็นตามที่เป็นจริง

    2.เมื่อกระทำในใจซึ่งรูปทั้งหลายโดยแยบคายอยู่ ตามดูความไม่เที่ยงแห่งรูปทั้งหลายให้เห็นตามที่เป็นจริงอยู่ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย

    3.เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ ( ความเพลิน ) ย่อมมีความสิ้นราคะ ( ความติด ) เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ ย่อมมีความสิ้นนันทิ เพราะมีความสิ้นนันทิ และราคะ ก็กล่าวได้ว่า จิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี

    ในรูปแบบการใช้วิปัสสนาโดยตรงนี้ พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงไว้อย่างมากมายกว้างขวางมากทั้งอย่างพิสดารและอย่างสรุป โดยเฉพาะ มหาสติปัฏฐานสูตร ถือว่ามีเนื้อธรรมครอบคลุมธรรมเทศนาในบทอื่นๆไว้แทบทั้งสิ้น ดังนั้นนักวิปัสสนาจึงนิยมนำมหาสติปัฏฐานสูตร มาศึกษาปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ฉะนั้นผู้สนใจในรูปแบบการปฏิบัติวิปัสสนาโดยตรงพึงศึกษาธรรมะสูตรนี้โดยละเอียด

    มีข้อพึงสังเกตในการปฏิบัติรูปแบบนี้ประการหนึ่งคือ พระผู้มีพระภาคจะไม่ได้ทรงกล่าวถึงฌาณหรือสมาธิในธรรมเทศนาแนวนี้โดยตรงเลยแต่ก็ไมได้หมายความว่า ผู้ปฏิบัติจะไม่ได้อาศัยสมาธิโดยสิ้นเชิง

    แต่สมาธิของผู้ปฏิบัติอาจจะเริ่มต้นด้วย ขณิกสมาธิ ซึ่งเป็นสมาธิอย่างน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเพื่อให้การกำหนดพิจารณาดำเนินไปได้ เมื่อการเจริญภาวนาดำเนินต่อไป สมาธิก็จะพลอยได้รับการฝึกอบรมปด้วย สมาธิกับปัญญาประกบแฝงเจริญก้าวหน้าตามกันไปโดยตลอด ถึงตอนต่อไปอาจจะกำหนดพิจารณาด้วย อุปจารสมาธิ ก็ได้ จนในที่สุดเมื่อถึงขณะที่บรรลุมรรคผลหรือขณะแห่ง มรรคจิต สมาธินั้นก็จะแน่วแน่แนบสนิทเป็น อัปปนาสมาธิ ( อย่างน้อยถึงปฐมฌาณ ) อันจะสอดคล้องกับหลักอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งมี สัมมาสมาธิ ร่วมอยู่ด้วยองค์หนึ่ง โดยเฉพาะว่าการประหารกิเลสนั้นมรรคจะต้องครบสมบูรณ์ทั้งแปดองค์เรียกว่า มรรคสังคี จะขาดองค์ใดองค์หนึ่งเป็นไปไม่ได้เลย

    ก็เป็นอันว่า รูปแบบการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่สรุปได้จากพุทธดำรัสที่ทรงแสดงไปแล้วนั้น ถือได้ว่าเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งสำหรับผู้สนใจในธรรมปฏิบัติ ส่วนการดำเนินเข้าสู่กระแสการปฏิบัติที่ถูกต้องแท้จริงนั้น คงเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป จนกว่าจะถึงความสิ้นทุกข์อันเป็นที่สุดของพรหมจรรย์
    May 27

    ปรอทกรอ ยอดเครื่องรางที่สุดยอดหายากหนึ่งวัดฝังไว้ลูกเดียว

    ปรอทกรอ ยอดเครื่องรางที่สุดยอดหายากหนึ่งวัดฝังไว้ลูกเดียว

    ปรอทกรอ จริงๆแล้วเป็นของดีที่วัดหนึ่งวัดจะมีอยู่ลูกเดียวคือฝังไว้ที่ใต้ฐานพระอุโบสถ ขนาดมีหลายขนาดครับ
    วัตถุประสงค์ก็เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลทั้งปวงที่เข้ามารวมทั้งโจรผู้ร้ายเมื่อเขามาปรอทก็จะส่งเสียงดัง
    ภายในลูกปรอทกรอนั้นว่ากันว่าเป็นของวิเศษกายสิทธิ์จำพวกเหล็กไหล หรือเรียกปรอท ที่พระอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมได้เอามาใส่ไว้
    โดยนำเอามาหุงและหล่อเป็นลูกปรอทกายสิทธิ์


    ฉนั้นเวลาเขย่าจะคล้ายมีกริ่งอยู่ข้างในปรอทกรอเท่าที่พบก็จะอยู่ตามวัดเก่าที่เขาไปบูรณะหรือเป็นของตกทอดมาจากปู่ย่า
    บางลูกแม้เพียงจับปรอทภายในก็วิ่งเองได้


    ฉนั้นต่อมาพระอาจารย์จึงได้นำมาสร้างเป็นเครื่องรางเรียกว่า ปรอทกรอเมื่อมีภัยมาถึงจะส่งเสียงเตือน ให้รู้ล่วงหน้า
    เลยมาให้กันดูเล่าสู่กันฟังตามประสา ผู้นิยมเครื่องราง เพื่อสืบสานประวัติเครืองรางบางอย่าง ก่อนที่อนาคตจะเหลือแค่เรื่องเล่าที่ขาดการประติดประต่อครับ


    เคยมีคนผ่าดูข้างในปรากฎว่ามีความซับซ้อนมากคล้ายหวีที่ใช้หวีผม สับเข้าหากันเวลาเขย่า และมีลูกกลมๆเป็นของวิเศษอยู่ภายใน ประเภทเหล็กไหล เป็นลูกกลมที่มีสามสิบแปดเลี่ยม ทึ่งเลยไม่รู้ทำได้ไง 4 ลูกนี้เป็นปรอทกรอเนื้อสำริดได้จากทางภาคเหนือ คนสมัยก่อนว่ากันว่าปรอทกรอจะนำความร่มเย็นเป็นสุขมาให้ และป้องกันสิ่งอัปมงคลทั้งปวง เตือนเมื่อมีภัย

    เรื่องความหายาก วัดในสมัยก่อนจะมีฝังไว้ที่ใต้อุโบสถทุกวัดแต่หนึ่งวัด มีลูกเดียวครับ ที่นิยมกันที่สุดก็คือเนื้อสำริด

    ปรอทกรอเป็นยุทโธปกรณ์ใช้ในการทำสงครามสมัยโบราณ สร้างไว้ให้สำหรับผู้นำทับระดับนายกอง หรือหัวหมู่ เวลานอนจะเอาปรอทกรอวางไว้บนดินแล้วนอนเอาหูแนบปรอทกรอไว้ ข้าศึกขี่ม้าหรือช้างเข้ามาใกล้ ปรอทกรอจะสั่นได้ยินเสียง จะได้รู้ตัวก่อน ... ปรอทกรอสำหรับแม่ทับจะทำด้วยโลหะมีค่าหรือหุ้มด้วยทองคำ ....

    และในสมัยก่อนนั้นยังมีการฝังเอาไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ผึ้งมาทำรังเพื่อเอาน้ำผึ้ง และยังมีการนำมาใส่ตามร้านค้าต่างๆเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้าน และพกติดตัวเพื่อป้องกันอันตรายต่างๆอีกด้วย

    May 22

    กระบวนการหยั่งรู้ความจริง

    กระบวนการหยั่งรู้ความจริง
    กระบวนการหยั่งรู้ความจริง ( จากหนังสือ ปัญหาในการปฏิบัติธรรม โดย ท่าน มุนี ชอบพนา พระภิกษุผู้ปฏิบัติวิเวกเพียงลำพัง )

    แท้ที่จริงแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็มีการดำรงอยู่ตามสภาวะธรมชาติของมันอยู่แล้ว เป็นไปตามความเป็นจริงของมันโดยไม่มีการบิดเบือน อีกทั้งความจริงดังกล่าวก็พร้อมที่จะเปิดเผยตัวของมันเองอยู่ตลอดเวลาว่า มันนั้นไม่เที่ยง ทนได้ยาก ไม่ใช่ตัวตน รอเพียงแต่ว่า เมือ่ไหร่มนุษย์จะรู้จักวิธีการเข้าไปกำหนดรู้มันกันเสียที

    แต่มนุษย์กลับปิดบังจิตใจตนเอง ปล่อยให้กิเลสหลอกลวงจนมองภาพของสิ่งทั้งหลายบิดเบือนไปจากความเป็นจริง เป็นการถูกหลอดลวงกันมาด้วยเวลาอันยาวนาน นานจนเกิดความเคยชิน กลายเป็นอาสวะ อนุสัยสืบเนื่องอยู่ในสันดาน

    การเจริญวิปัสสนาจึงเป็นการแก้ไขความเคยชินเก่าๆหรือการกวาดล้างกิเลสอันเป็นเหตุให้จิตไขว้เขว โดยใช้หลักธรรมื้เรียกว่า สติปัฏฐาน

    ( ที่ตั้งของสติ )

    หลักการของสติปัฏฐานไม่ใช่มีแต่เพียงแค่เรื่องของสติ แต่เป็นกระบวนการที่มีจุดเริ่มต้นจากสติ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันของ สติ สมาธิ ปัญญา ที่มีความพร้อมเพรียงและกลมกลืนเป็นบาทฐานให้แก่กันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุด ในขณะเดียวกันต่างก้มีหน้าที่ประจำเฉพาะตนอย่างชัดเจน

    สติ มีหน้าที่กำหนดจิตไว้กับอารมณ์

    สมาธิ คืออาการที่จิตตั้งอยู่ได้ในอารมณ์นั้นๆ

    ปัญญามีหน้าที่พิจารณาตรวจสอบอารมณ์นั้นให้เห็นตามที่เป็นจริง

    ในทางสมถะสติจะมีหน้าที่กำหนดจิตไว้กับอารมณ์ก็เพียงเพื่อให้จิตแน่วแน่อยู่กับอารมณ์นั้น ไม่ให้แส่ส่ายไปที่อื่น ถ้าทำได้ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า สมาธิ และถ้าทำได้อย่างแนบสนิทเต็มที่ระดับสมาธิในภาวะจิตเช่นนั้นเรียกว่า ฌาณ เป็นอันสำเร็จกิจของสมถะ

    ในทางวิปัสสนา สติจะมีหน้าที่อันดับแรกในการเสนออารมณ์ให้แก่ปัญญา โดยกำหนดจิตไว้กับอารมณ์ สมาธิจะมีหน้าที่ส่งเสริมการนำเสนออารมณ์ด้วยอาการที่สามารถรักษาการกำหนดจิตในอารมณ์นั้นให้ตั้งอยู่ได้ และปัญญาจะมีหน้าที่พิจารณาตรวจสอบอารมณ์นั้นให้เห็นตามที่เป้นจริง ในที่สุดทำได้สำเร็จก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ญาณ

    ตัวอย่าง

    การเจริญอาณาปาณสติ การกำหนดลมหายใจเข้าออกซึ่งมีความรู้สึกเด่นชัดอยู่ 3 จุดคือ อาการกระทบเข้า-กระทบออก ที่ผิวช่องจมูก อาการขยายขึ้น-ยวบลง ที่หน้าอก อาการพอง-ยุบ ที่หน้าท้อง

    ธรรมทั้งสามจะร่วมกันทำงานคือ

    สติ มีหน้าที่กำหนดจิตไว้กับลมหายใจเข้าออก

    ( ที่จุดใดจุดหนึ่ ) ถือเป็นเบื้องต้นในการนำเสนออารมณ์ให้แก่ปัญญา

    สมาธิ คืออาการที่สามารถรักษาจิตให้กำหนดตั้งอยู่ได้ในลมหายใจเข้าออก เพื่อให้ปัญญามีเวลาตรวจสอบ ( เบื้องต้นแค่ขณิกสมาธิก็เพียงพอแก่ปัญญาแล้ว )

    ปัญญา จะทำหนาที่ตรวจสอบพิจารณาลมหายใจเข้าออกให้เห็นตามความเป็นจริง เช่นเห็นอาการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของลมหายใจเข้าออกเป็นต้น

    มีข้อพึงสังเกตุว่า

    ถ้าเป็นสมถะ สติจะกำหนดจิตไว้กับลมหายใจเข้าออกก็เพียงเพื่อให้จิตตั้งอยู่ได้ในลมหายใจเข้าออกเท่านั้น คือหยุดจบแค่เพียงสมาธิ

    ถ้าเป็นวิปัสสนา จะพลิกอีกเพียงนิดเดียว คือจะเพิ่มปัญญาเข้าไปเห็นอาการตามที่เป็นจริงของลมหายใจเข้าออกด้วย

    ดังนั้น การกำหนดแม้ในอารมณ์เดียวกันนั้น ผู้เข้าใจย่อมจะสามารถปรับเปลี่ยนการปฏิบัติระหว่างสมถะและวิปัสสนาได้โดยง่าย ประดุจพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจแล้วหน้ามือกับหลังมือก็อยู่ตรงข้ามกันชนิดไม่อาจพบกันได้เลย

    ปัญญาในวิปัสสนานั้น จะเห็นความจริงด้วยความรู้สึกไม่ใช่การนึกคิด การตรวจสอบดังกล่าว ไม่ใช่การยกหัวข้อธรรมะขึ้นมานึกคิดไตร่ตรอง ไม่ใช่จินตมยปัญญา ไม่ใช่นึกว่า ลมหายใจเข้าออกนี้เป็น อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา หรือลมหายใจเข้าออกนี้ เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ไม่ใช่อย่างนั้น

    การนึกคิดไปเช่นนั้น ทำให้จิตตกไปจากลมหายใจเข้าออกซึ่งเป็น โผฏฐัพพารมณ์ ไปอยู่ที่การนึกคิดซึ่งเป็น ธรรมารมณ์ เมื่อลมหายใจเข้าออกไม่ได้ถูกกำหนดเป็น อารมณ์ปัจจุบัน แล้วปัญญาจะเข้าไปเห็นความจริงของลมหายใจเข้าออกได้อย่างไร การนึกคิดมากๆ ท่านเรียกว่า ความฟุ้งซ่าน ถึงแม้จะนึกธรรมะก็อาจจะกลายเป็น ฟุ้งในธรรม ก็ได้

    ดังนั้นในขั้นตอนของภาวนามยปัญญา ปัญญาจะต้องรู้โดยไม่มีภาษาสมมติใดๆทั้งสิ้น ไม่มีคำว่า อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา หรือคำอื่นใดอยู่ในนั้นเลย เป็นการเห็นแต่สภาวะธรรมล้วนๆเห็นอย่างเงียบกริบ

    อย่างไรก็ดี ในการปฏิบัตินั้น อารมณ์ปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าจิตตกจากอารมณ์ปัจจุบัน ปัญญาก็ไม่สามารถทำงานในอารมณ์นั้นได้ ผู้ปฏิบัติที่จะกำหนดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งให้เป็น อารมณ์ปัจจุบัน อย่างต่อเนื่อง จะต้องเข้าใจในธรรมชาติของจิตด้วย ธรรมชาติของจิตนั้นรู้ได้ทีละอารมณ์เท่านั้น

    อย่างเช่น การกำหนดอารมณ์หนึ่งพร้อมกับนึกคำบริกรรมในใจอีกอารมณ์หนึ่งไปด้วย รวมเป็นสองอารมณ์ย่อมขัดกับธรรมชาติของจิตที่ว่ารู้ได้ทีละอารมณ์ แต่ที่ดูเหมือนรู้ทั้งสองอารมณ์หรือหลายๆอารมณ์ไปพร้อมๆกัน ก็เพราะจิตนั้นไวมาก สามารถยักย้ายไปมาระหว่างอารมณ์ต่างๆได้รวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง ผู้ที่ไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์พอไม่อาจรู้เท่าทันธรรมชาติอันนี้ได้เลย ภาวนาก็เลยเป็นภาวนึกไป

    ถ้าการปฏิบัติได้เป็นไปอย่างถูกหลักการและเหตุผลแล้ว การพัฒนากระบวนการหยั่งรู้ความจริงที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจนได้ระยะเวลาที่เหมาะสม จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ญาณทัสสนะ คือความหยั่งรู้หยั่งเห็นในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

    ตรงนี้แหละที่เรียกได้เต็มปากว่า รู้ปฏิบัติ ไม่ใช่รู้ปริยัติแต่เพียงอย่างเดียว

    โอกาสที่จิตจะหลุดพ้นได้ก้ตรงนี้ ตรงที่จิตมันได้ประจักษ์แจ้งในความจริงด้วยตัวจิตเองโดยตรง ไม่มีอะไรปิดบังหรือบิดเบือนอีก เพราะเหตุที่ว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงอยู่เป็นประจำ ย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นและเสื่อมไปของสิ่งทั้งหลาย สติที่ตั้งมั่นจึงดำรงไว้แต่เพียง สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าอาศัยระลึก เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกไปเสียได้ จึงเป็นผู้ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก

    ถ้าได้พิมพ์บทความอีกก็จะนำเสนอ อีกในหัวข้อของ รูปแบบการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น สาธุ

    ^^

     

     

     

     

     

     

     

    May 11

    พระอรหันต์แปดทิศ

    พระอรหันต์แปดทิศ

    ทิศบูรพา
    พระอรหันต์ประจำทิศ ได้แก่ พระอัญญาโกณทัญญะ ซึ่งเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา และเป็นพระสงฆ์ผู้สำเร็จพระอรหันต์องค์แรก ถ้าท่านใดอยากเป็นผู้ชนะก่อนใคร โบราณถือว่าต้องบูชาพระจันทร์ก่อน เพื่อเสริมส่งให้มีเมตตามหานิยม ให้มีความสำเร็จก่อนผู้ใด ตามคติของพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางห้ามญาติ เป็นพระประจำวันจันทร์ (พระพุทธรูปยืน ปางห้ามญาติ ยกพระหัตถ์ขวาแบอยู่ระดับหน้าอก พระหัตถ์ซ้ายห้อยอยู่ข้างตัว หรือพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร ยกพระหัตถ์ทั้งสองแบอยู่ระดับอก) แล้วได้จัดให้พระปริตบทยันทุน เป็นคาถาสวดสำหรับวันจันทร์ โดยสวด 15 จบ เพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภคุ้มภัยอันตรายได้ และจะมีความเจริญปราศจากโรคาพยาธิทั้งปวง และยังจัดให้คาถาพระอิติปิโส 8 ทิศ บทกระทู้ 7 แบก สำหรับสวดภาวนาประจำวันจันทร์ คือ คาถา " อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา "

    ทิศอาคเนย์
    พระอรหันต์ประจำทิศได้แก่ พระมหากัสสป เป็นพระสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าพระอื่น ถือธุดงควัตร เป็นพระสงฆ์ที่มีร่างกายเสมอเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ มีร่างกายใหญ่โตมาก พระองค์จึงได้ประทานผ้าสังฆาฎิให้กับพระมหากัสสป ถ้าท่านใดอยากได้ความเป็นใหญ่ มีผู้คนยอมรับนับหน้าถือตาก็ควรบูชาพระอังคาร ซึ่งอยู่ประจำทิศอาคเนย์ตามคติทางพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางไสยยาสน์ (นอน) เป็นพระประจำวันอังคาร และพระปริตบทขัดกรณียเมตตาสูตร เป็นคาถาสวดสำหรับพระอังคาร โดยสวด 8 จบบูชา พระปางไสยาสน์ เพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภ และคุ้มภัยอันตรายได้ และจะมีความสุขสวัสดีตลอดกาลนาน และยังจัดให้คาถาพระอิติปิโส 8 ทิศ บทเรียกฝนแสนห่า เป็นคาถาภาวนาประจำพระอังคาร คือคาถา " ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง "

    ทิศทักษิณ
    พระอรหันต์ประจำทิศ ได้แก่ พระสารีบุตร ซึ่งเป็นเอตทัคคะ ผู้เลิศทางปัญญา แม้นกำเม็ดทราย 1 กำมือ ก็สามารถนับได้ ถ้าผู้ใดอยากมีปัญญาเฉลียวฉลาด มีวาจาอ่อนหวานไพเราะ บริสุทธิ์ ก็ให้บูชาพระพุธ ซึ่งชุบมาจากคชสารตามคติทางพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เป็นพระประจำวันพุธ (กลางวัน) และจัดให้สวดบทขัดพระปริตบทสัพพาสี เป็นคาถาสวดประจำสำหรับวันพุธ โดยสวด 17 จบ เพื่อบูชาพระปางอุ้มบาตร เพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภคุ้มภัยอันตรายได้ และจะมีความสุขสวัสดียิ่งๆ ขึ้นไป และยังจัดให้คาถาพระอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์เกลื่อนสมุทร เป็นคาถาประจำพระพุธด้วย คือ " ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท "

    ทิศหรดี
    พระอรหันต์ประจำทิศ คือ พระอุบาลี ซึ่งเป็นเอตทัคคะในด้านการทรงพระวินัย เปรียบอยู่ในกฏระเบียบ ซึ่งถ้าผู้ใดต้องการให้บุตรหลานอยู่ในระเบียบวินัยไม่หลงมัวเมาในอบายมุข ก็ควรบูชาพระเสาร์ตามคติของพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปนั่งปางนาคปรก และจัดคาถายะโตหัง เป็นคาถาบทสวดสำหรับพระเสาร์ โดยสวด 10 จบ ตามกำลังวัน บูชาพระนาคปรกเพื่อจะได้ช่วยคุ้มกันอันตรายต่างๆ ช่วยให้เกิดโชคลาภ จะมีความสุขความเจริญ และเกิดความสวัสดี มีมงคลตลอดกาลนานและยังให้บทสวดพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์คลายจักร เป็นคาถาประจำพระเสาร์อีกด้วยคือ " โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ "

    ทิศปัจจิม
    พระอรหันต์ประจำทิศ คือพระอานนท์ ซึ่งเป็นพุทธอุปัฐาก เลขาส่วนตัวของพระพุทธเจ้า ดูแลทุกอย่าง ตั้งแต่ก่อนตื่นนอนและหลังจำวัด แม้ว่าพระพุทธองค์ไปแสดงธรรมเทศนาที่ใด ถ้าพระอานนท์ไม่ได้ไป จะต้องกลับมาแสดงธรรมให้พระอานนท์ฟังโดยเฉพาะอีกครั้ง ผู้ใดอยากให้บุตรหลาน ฉลาด รอบรู้ หูตากว้างไกลก็ควรบูชาพระพฤหัส พระพฤหัสชุบมาจากฤาษี 19 ตน ซึ่งมีความฉลาด หลักแหลม ปัญญา ดี รอบรู้ตามคติของพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางสมาธิ เป็นพระพุทธรูปประจำวันพฤหัส และจัดให้สวดคาถา
    บทขัดพระปริตบทปุเรนตัมโพ โดยสวด 19 จบ ตามกำลังวันบูชาพระปางสมาธิ เพื่อจะช่วยคุ้มอันตรายต่างๆ และช่วยให้เกิดโชคลาภด้วย มีความสุขความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป และยังให้พระสวดพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์ขว้างจักรตรึงไตรภพ เป็นคาถาประจำวันพฤหัสบดีด้วยคือ " ภะ สัม มัม วิ สะ เท ภะ "

    ทิศพายัพ
    พระอรหันต์ประจำทิศ คือ พระควัมปติ หรือพระสิวลี ซึ่งเป็นเอตทัคคะเลิศกว่าพระภิกษุทั้งหลายในเรื่องโชคลาภ ซึ่งตรงกับนพเคราะห์คือ พระราหูซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งขุมทรัพย์ทั้งหลายทั้งปวง มีอำนาจบารมีเป็นที่เกรงกลัว ผู้ใดอยากให้บุตรหลานมีโชคลาภ บารมีต้องบูชาพระราหู ให้คอยปกปักรักษาตามคติทางพระพุทธศาสนา ได้จัดให้พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ เป็นพระปางประจำราหู และกำหนดบทสวด บทกินนุ สัน ตะ ระมาโน วะ เป็นบทสวดประจำวันพุธกลางคืน ควรสวด 12 จบ ตามกำลังวัน เพื่อบูชาพระปางป่าเลไลยก์ เพื่อคุ้มภัยให้สิ่งร้ายกลายเป็นดีและจะมีความสุขสวัสดี และได้จัดพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์พลิกแผ่นดินเป็นคาถาประจำราหู คือ " คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ "

    ทิศอุดร
    ตรงกับพระอรหันต์ประจำทิศ คือ พระโมคคัลลา ซึ่งเป็นเอตทัคคะในเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ตรงกับนพเคราะห์คือพระศุกร์ ผู้ใดอยากให้มีกิจการการค้ารุ่งเรือง ซื้อง่ายขายคล่อง พูดเป็นเงินเป็นทอง มีความสุขสบายในครอบครัวก็ควรบูชาพระศุกร์ตามคติทางพระพุทธศาสนา ได้จัดให้พระพุทธรูปยืนปางทรงรำพึง พระหัตถ์ทั้งสองวางทับกันที่หน้าอก เป็นพระประจำวันศุกร์และได้จัดคาถาบทขัดธชัคคสูตร เป็นบทสวดประจำพระศุกร์ โดยสวด 21 จบ ตามกำลังวันเพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภ คุ้มกันภัยอันตรายใดๆ จะมีความสุขสวัสดีตลอดกาลนาน และยังได้จัดพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทตวาดฟ้าป่าหิมพานต์เป็นคาถาประจำวันศุกร์ คือ " วา โธ โน อะ มะ มะ วา "

    ทิศอีสาน
    ตรงกับพระอรหันต์ คือ พระราหุล ซึ่งเป็นเอตทัคคะในเรื่องของการศึกษา ใคร่ต่อการศึกษาเรียนรู้ ตรงกับนพเคราะห์คือพระอาทิตย์ ซึ่งชุบมาจากราชสีห์ผู้ใดอยากให้บุตรหลานมีปัญญาเฉียบแหลม สติปัญญาเป็นเลิศ มีฤทธิ์ มียศ ชื่อเสียงก็ควรจะบูชาพระอาทิตย์ และจัดให้พระปริตบทโมรปริต เป็นคาถาสวดสำหรับพระอาทิตย์ ควรสวด 6 จบ ตามกำลังวัน เพื่อให้เกิดโชคลาภ คุ้มภัยอันตราย จะมีความเจริญรุ่งเรืองและความสุขสวัสดีตลอดกาล และยังได้จัดเอาคาถาพระอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์แปลงรูปเป็นคาถาภาวนาสำหรับพระอาทิตย์ด้วยคือ " อะ วิ สุ นุต สา นุ ติ "

    ตรงกลาง
    มีพระเกตุอยู่ท่ามกลางจักรวาล ตรงกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นประธานของ พระอรหันต์ทั้ง 8 ทิศ เมื่อบูชาพระเกตุเท่ากับเสริมเดช เดชานุภาพผู้ที่ไม่ทราบวันเดือนปีเกิดของตนเองควรบูชาพระเกตุ ซึ่งมีกำลังดี และจัดให้พระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นปางของพระเกตุ และให้สวดคาถาบท พุทโธ จ มัชฌิโม เสฏิโฐ เป็นคาถาประจำพระเกตุโดยสวด 9 จบ เพื่อคุ้มกันเสนียดจัญไร ให้แคล้วคลาดปลอดภัยและได้จัดพระคาถานวหรคุณเป็นคาถาภาวนาประจำพระเกตุ คือ " อะ ระ หัง สุ คะ โต ภะ คะ วา "

    ซึ่งจะเห็นได้ว่าคาถาบูชาพระประจำต่างๆ นั้น ก็ถอดออกมาจากบทสวดพระพุทธคุณ 56 นั่นเอง กล่าวคือ

    อิ ติ ปิ โส ภะ คะ วา อะ
    ระ หัง สัม มา สัม พุท โธ วิ
    ชา จะ ระ ณะ สัม ปัน โน สุ
    คะ โต โล กะ วิ ทู อะ นุต
    ตะ โร ปุ ริ สะ ทัม มะ สา
    ระ ถิ สัต ถา เท วะ มะ นุ
    สา นัง พุท โธ ภะ คะ วา ติ
    ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘

    แถวตั้งที่ 1 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทกระทู้ 7 แบก เป็นคาถาสวดพระจันทร์ 15 จบ
    แถวตั้งที่ 2 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทเรียกฝนแสนห่าเป็นคาถาสวดพระอังคาร 8 จบพระบูชา 5 นิ้ว 1000 บาทx.jpg
    แถวตั้งที่ 3 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์เกลื่อนสมุทรเป็นคาถาพระพุธ 17 จบ
    แถวตั้งที่ 4 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์คลายจักรเป็นคาถาสวดพระเสาร์ 10 จบ
    แถวตั้งที่ 5 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์ขว้างจักรตรึงไตรภพเป็นคาถาสวดพระพฤหัส 19 จบ
    แถวตั้งที่ 6 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์พลิกแผ่นดิน เป็นคาถาสวดพระราหู 12 จบ
    แถวตั้งที่ 7 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทตวาดฟ้าป่าหิมพานต์ เป็นคาถาสวดพระศุกร์ 21 จบ
    แถวตั้งที่ 8 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์แปลงรูป เป็นคาถาสวดพระอาทิตย์ 6 จบ
    May 05

    จิตตานุปัสสนา จากหนังสือพระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / โดยคุณ ไชย ณ พล

    จิตตานุปัสสนา จากหนังสือพระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / โดยคุณ ไชย ณ พล

    เห็นจิตในจิตภายใน (ตน)

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นจิตภายในเนืองๆอยู่เป็นอย่างไร

    - ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้เมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตของเรามีราคะ หรือเมื่อจิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราปราศจากราคะ

    - เมื่อจิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตของเรามีโทสะ หรือเมื่อจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราปราศจากโทสะ

    - เมื่อจิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตของเรามีโมหะ หรือเมื่อจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราปราศจากโมหะ

    - เมื่อจิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่าจิตของเราหดหู่ หรือเมื่อจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า จิตของเราฟุ้งซ่าน

    - เมื่อจิตยิ่งใหญ่ ก็รู้ชัดว่าจิตของเรายิ่งใหญ่ หรือเมื่อจิตไม่ยิ่งใหญ่ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราไม่ยิ่งใหญ่

    - เมื่อจิตมีขอบเขต ก็รู้ชัดว่าจิตของเรามีขอบเขต หรือเมื่อจิตไร้ขอบเขต ก็รู้ชัดว่า จิตของเราไร้ขอบเขต

    - เมื่อจิตตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตของเราตั้งมั่น หรือเมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตของเราไม่ตั้งมั่น

    - เมื่อจิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตของเราหลุดพ้น หรือเมื่อจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตของเรายังไม่หลุดพ้น

    - ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้น ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้น ภิกษุนั้น ครั้นเสพ เจริญ ทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตเข้าไปในจิตภายนอก

     

    -------------------------------------------

    เห็นจิตในจิตภายนอก (ตน)

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอกเนืองๆอยู่เป็นอย่างไร

    - ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ พิจารณาบุคคลอื่นอยู่ เมื่อจิตของเขาผู้นั้นมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นมีราคะ หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นปราศจากราคะ

    - เมื่อจิตของเขาผู้นั้นมีโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นมีโทสะ หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นปราศจากโทสะ

    - เมื่อจิตของเขาผู้นั้นมีโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นมีโมหะ หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นปราศจากโมหะ

    - เมื่อจิตของเขาผู้นั้นหดหู่ ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นหดหู่ หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นฟุ้งซ่าน

    - เมื่อจิตของเขาผู้นั้นยิ่งใหญ่ ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นยิ่งใหญ่ หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นไม่ยิ่งใหญ่ ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นไม่ยิ่งใหญ่

    - เมื่อจิตของเขาผู้นั้นมีขอบเขต ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นมีขอบเขต หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นไร้ขอบเขต ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นไร้ขอบเขต

    - เมื่อจิตของเขาผู้นั้นตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตของของเขาผู้นั้นตั้งมั่น หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นไม่ตั้งมั่น

    - เมื่อจิตของเขาผู้นั้นหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นหลุดพ้น หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นยังไม่หลุดพ้น

    - ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้น ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้น ภิกษุนั้น ครั้นเสพ เจริญ ทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตเข้าไปในจิตทั้งภายนอกและภายนอก

    ------------------------------

     

    เห็นจิตในจิตภายใน (ตน)และภายนอก (ตน)

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในและภายนอกเนืองๆอยู่เป็นอย่างไร

    - ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้พิจารณาอยู่ เมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ เมื่อจิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากราคะ

    - เมื่อจิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีโทสะ เมื่อจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโทสะ

    - เมื่อจิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีโมหะ เมื่อจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโมหะ

    - เมื่อจิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่าจิตหดหู่ เมื่อจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า จิตฟุ้งซ่าน

    - เมื่อจิตยิ่งใหญ่ ก็รู้ชัดว่าจิตยิ่งใหญ่ เมื่อจิตไม่ยิ่งใหญ่ ก็รู้ชัดว่า จิตไม่ยิ่งใหญ่

    - เมื่อจิตมีขอบเขต ก็รู้ชัดว่าจิตมีขอบเขต เมื่อจิตไม่มีขอบเขต ก็รู้ชัดว่า จิตไม่มีขอบเขต

    - เมื่อจิตตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตตั้งมั่น เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตไม่ตั้งมั่น

    - เมื่อจิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตหลุดพ้น เมื่อจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตไม่หลุดพ้น

    - ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าพิจารณา เห็นจิตในจิตทังภายในและภายนอกเนืองๆอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก

    April 25

    วิปัสสนา – พัฒนาจิต

    วิปัสสนา – พัฒนาจิต
    โดย พระครูภาวนาวิสุทธิ์
    ณ. อุโบสถวัดอัมพวัน ค่ำวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๒๙
    การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าพูดตามสมัยใหม่เขานิยมเรียกว่า มาพัฒนาจิต มาพัฒนาคุณธรรม ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเก่า เป็นเรื่องตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่โน้น ทรงชี้แจงต่อพุทธศาสนิก ให้บำเพ็ญจิตภาวนา พัฒนาจิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชีวิตโดยใช้สติปัญญาเป็นอาภรณ์ประดับจิตนั่นเอง
    วิธีปฏิบัติในสติปัฏฐานสี่ ที่เรียกว่า ทางสายเอกของพระพุทธเจ้านั้นเอง เรียกว่าการเจริญวิปัสสนา เป็นธุระหน้าที่ที่เราจะต้องดำเนินวิถีชีวิต โดยใช้สติปัญญาเป็นอาวุธ เพื่อไม่ให้พลาดผิดในการทำงานทุกอย่าง เพราะหน้าที่และการงานเป็นผลงานของชีวิตที่เราต้องทำโดยใช้สติปัญญาตลอดเวลา แต่การทำงานที่ประกอบไปด้วยปัญญานั้น ถ้าเราไม่ฝึก เราไม่อบรม ด้วยความอดทนอย่างยิ่งแล้ว เราจะไม่พบความจริงดังที่กล่าวแล้ว

    เริ่ม ยืน-เดินจงกรม
    การเดินจงกรม ยืนกำหนดต้องใช้สติกำหนดมโนภาพ อันนี้มีประโยชน์มาก แต่นักปฏิบัติส่วนใหญ่ไม่ค่อยปฏิบัติจุดนี้ ปล่อยให้เลยล่วงไปเปล่าโดยใช้ปากกำหนดไม่ได้ใช้จิต ไม่ได้ใช้สติกำหนดให้เกิดมโนภาพ อันนี้มีความสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติมาก ผู้ปฏิบัติต้องจับจุดนี้ คำว่า ยืนหนอ ๕ ครั้ง ยืนอยู่นั้นต้องหลับตาวาดมโนภาพ เพราะจิตนี้มันวุ่นวายฟุ้งซ่าน คิดอ่านอยู่เสมอ แต่แล้วเราใช้สติกำหนดตามจิตโดยว่า ยืนหนอ ๕ ครั้ง

    อาตมามีวิธีปฏิบัติให้เอามือไพล่หลัง มือขวาจับมือซ้าย ก็ต้องการให้ตรงกระเบนเหน็บ หลังจะไม่งอในเมื่อเฒ่าแก่ชราลงไป บางท่านก็ถนัดเอามือไพล่ข้างหน้า ก็ใช้ได้แต่โดยวิธีการแล้ว ทำให้ต่อตัว ทำให้หายใจไม่ปกติ ปอดผายไม่เข้าสู่ภาวะ
    และคำว่า ยืน ๕ ครั้ง ท่านทั้งหลายทำได้แล้วหรือยังว่า กำหนดจิต ต้องใช้สติ ไม่ใช่ว่าแต่ปากว่า ยืนหนอ ๆๆๆ แล้วก็ลืมตา ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ไม่ได้มีจังหวะ ไม่ได้ใช้สติควบคุมจิต ดูแลจิต ให้มันได้จังหวะตัวกำหนด ไอ้ตัวกำหนดเป็นตัวฝึก อันนี้มีความสำคัญ อาตมาจึงต้องขอย้ำไว้ ซ้ำข้อนี้ เน้นหลักในข้อนี้ให้มาก เพราะมันมีประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติ เอาไปใช้ในกิจประจำวันได้อย่างดีที่สุด คำว่า ยืนหนอ นี้ไม่ใช่หมายความว่า กำหนดย่างนี้เสมอไป ต้องใช้จิตปักลงที่กระหม่อม กระหม่อมของเราทุกคนอยู่ตรงไหน ตั้งสติไว้ตามจิตลงไป........ไม่ง่ายเลย แต่ต้องทำซ้ำ ๆ ให้เคยชิน ให้สติคุ้นกับจิต จิตคุ้นกับสติอย่างนี้ ถึงจะเกิดสมาธิ ไม่ใช่หมายถึงว่าเรากำหนดแล้วได้ผลเลยนะ ยังไม่ได้ผล แต่เราทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ ให้เคยชิน เราต้องมีการฝึกจิตอยู่ที่กระหม่อม วาดมโนภาพลงไปให้ช้า ๆ ลมหายใจนั้นก็ไม่ต้องมาดู แต่หายใจให้ยาว ๆ มันจะถูกจังหวะ แล้วตั้งสติตามจิตไปว่า ยืน ที่กระหม่อมแล้วก็ หนอ......ลงไปที่ปลายเท้า ดูมโนภาพ จะเห็นลักษณะกายของเรายืนอยู่ ณ บัดนี้ เห็นกายภายนอก น้อมเข้าไปเห็นกายภายใน

    แต่โดยวิธีปฏิบัติแล้ว ต้องเอาข้างในออกข้างนอก จึงจะมีข้อคิดให้เกิดปัญญาได้ ถ้าเราลืมตาขณะที่ยืนหนอ ๕ ครั้งแล้ว มันเห็นแต่ภายนอก แต่ภายใน สภาวธรรมมันจะเห็นได้ยาก จึงต้องหลับตา จะได้ไม่มองเห็นสิ่งอื่น สิ่งแวดล้อมที่เรายืนอยู่ ณ บัดนั้น แล้วไม่เห็นกายข้างนอก ให้เห็นกายภายใน กายภายในกายนั้น ต้องประกอบไปด้วยสติ แล้วก็จิตปักลงไปว่า ยืน....หนอ....ลงไปถึงปลายเท้า เห็นชัดมาก แล้วก็สำรวมที่ปลายเท้า อย่าเพิ่งกำหนดให้มันติดกัน ยืนตั้งแต่ปลายผมลงไป จากกระหม่อมลงไปถึงปลายเท้าว่า ยืน....หนอ....หรือยืนนั้น จิตปักไปถึงสะดือแล้วหนอ จากสะดือลงไปปลายเท้า ให้ได้จังหวะอย่างนั้น ไม่ใช่ยืนหนอแล้วก็จิตไปถึงปลายเท้า อันนี้เป็นอดีตแล้ว

    เพราะวิธีปฏิบัตินี้ทำยาก ต้องทำให้ได้จังหวะ ได้ระบบของเขา มันจึงจะเกิดปัญญา เกิดสะสมเข้าไว้ด้วยดี โดยวิธีนี้
    คำว่า ยืน ปักลงที่กระหม่อมแล้วสติตามลงไปเลย วาดมโนภาพ ยืน....ถึงสะดือ ร่างกายเป็นอย่างนี้แหละหนอ จากสะดือลงไปก็ลง หนอ....ลงไปที่ปลายเท้า อย่างนี้ทำง่ายดี สำรวมใหม่สักครู่หนึ่ง จึงต้องอย่าไปว่าติดกัน ถ้าว่าติดกันมันไม่ได้จังหวะ
    ขอให้ญาติโยมผู้ปฏิบัติทำตามนี้จะได้ผลอย่างแน่นอน

    อันนี้เริ่มต้น ยืน....มโนภาพ หายใจยาว ๆ หายใจให้ยาว ๆ ว่า ยืน....ถึงสะดือแล้ว รวมจุดศูนย์สะดือ มโนภาพ หนอ....ลงไปปลายเท้า เห็นเท้าทั้งสองโดยมโนภาพยังไม่ชัด ครั้งหนึ่งยังไม่ชัด

    ครั้งที่สอง สติก็ตามสำรวมที่ระลึกก่อนว่า เท้ามีสองข้างจากปลายเท้านั้น รวมอยู่ในจุดของเท้าทั้งสองข้าง แล้วก็บอกว่า ยืน....ขึ้นมาถึงสะดือ หนอ....เรื่อยมาถึงกระหม่อม นี่ครั้งที่สอง

    ครั้งที่สามจะชัด ยืน....ถึงสะดือ แล้วตั้งสติไว้ตามจิตที่ผ่านไปแวบถึงสะดือ แล้วสองบอก หนอ....จากสะดือถึงปลายเท้า สำรวมอย่างนั้นจึงจะได้จังหวะ

    พอครั้งที่สี่ชัดขึ้น สำรวมจากปลายเท้าทั้งสอง เห็นได้ชัดแล้ว อันนี้เห็นชัด จิตก็ไม่กระสับกระส่าย ครั้งที่สี่นี้จิตไม่กระสับกระส่ายแน่นอน สำรวมอยู่ที่ปลายเท้า แล้วก็ตั้งสติไว้ให้ดีก่อน ระลึกว่าเท้าทั้งสองข้างมีอะไรบ้าง แล้วก็จึงกำหนดจิต ใช้สติตามว่า ยืน....ขึ้นมาถึงสะดือ จากสะดือต่อว่า หนอ....ขึ้นมาถึงปลายผม คือกระหม่อมเป็นครั้งที่สี่

    ครั้งที่ห้านี้ชัดขึ้นไปกว่ายืนหนอในขั้นต้น ในข้อหนึ่งยืนครั้งที่ห้า ยืน....ถึงสะดือแล้วสำรวมจิตลง หนอ....ลงไป มันจึงจะได้จังหวะดี ผู้ปฏิบัติไม่เข้าใจทำวรรคตอนเลย ก็ยืนหนอ ๆๆ ว่าไว ๆ จิตก็กำหนดไม่ได้ จิตมันเร็วแต่สติตามไม่ทัน เลยสมาธิไม่เกิด ปัญญาจะได้มาจากไหนเล่า สมภาคแสดงออกจะไม่ทราบ

    ขอนักปฏิบัติธรรม ทำตามแบบนี้ แล้วสำรวมลงไปปลายเท้า ครั้งที่ ๕ ยืน....ถึงสะดือแล้ว หนอ....ลงไปช้า ๆ ถึงปลายเท้า หนอพอดีที่เท้าทั้งสองยืนอยู่ที่พื้นนั้น แล้วก็ลืมตาทันที ลืมตาอย่าเพิ่งกำหนด ลืมตาดูเท้าสักครู่หนึ่ง ตั้งสติไว้ให้ดีจึงได้เขยื้อนเคลื่อนกาย

    ขวา ยกขึ้นมา แล้วก็สัมปชัญญะบอกให้รู้ปัจจุบัน ย่าง....หนอ....ลงพื้นพอดี จิตดวงนั้นไปไหน ถ้าเห็นสภาพความเป็นอยู่ของจิตมันจะรู้ว่าวูบลงไปตรงไหนอย่างไร จิตดวงใหม่จะแสดงออก คือบอกให้ทราบใหม่เกิดขึ้น จิตก็เกิดดับอย่างนี้
    ถ้าท่านทั้งหลายทำเร็ว ท่านจะไม่มองเห็นธรรมชาติของจิตในสภาวธรรม จึงต้องทำให้ช้าที่สุด ที่จะช้าได้เท่าไรยิ่งดีที่สุดโดยวิธีนี้ ลมหายใจเข้าออกด้วยวิธีกำหนดนี้มันก็ล่าช้าลงไป ทำให้เห็นภาวะข้างในได้ชัดเจน นี้ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ ไม่ใช่กำหนดแต่ปากอย่างที่เคยกำหนดกัน เดี๋ยวเราก็ไม่มีสติเลย จิตมันก็วูบวาบไปที่โน่น คลอนแคลนไปที่นี่ เดี๋ยวแวบที่นั่น แวบที่นี่ กระสับกระส่ายอยู่เสมอ อันนี้เราทำได้จังหวะแล้ว จิตจะไม่กระสับกระส่ายแต่ประการใด

    แล้วขวาย่างหนอ....ลงพื้น ซ้ายย่างหนอ....ลงพื้นพอดี ทำช้า ๆ เดินจงกรมไปเรื่อย ๆ เราจะเห็นได้ว่า อ๋อ ขวากับซ้ายมันอันเดียวกันหรือไม่ จะเห็นชัด แสดงออกตอบไดทันที่ว่ามันเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า ตอบได้ด้วยตนเอง ประการที่สอง จิตที่กำหนดขวากับจิตที่กำหนดซ้ายเหมือนกันไหม คล้ายคลึงกันไหม จะไม่เหมือนกันเลยนะ มันดับวูบลงไปแล้ว จิตดวงใหม่เกิดขึ้นขณะเกิดขึ้นนั้น คือสติระลึกก่อน มันจะบอกว่าซ้าย ยกขึ้นมาพอดีได้จังหวะ นั่นคือตัวสติ เป็นตัวกำหนดใหม่ แล้วก็ย่าง....หนอ ลงพื้นพอดี สติมา สัมปชาโน มีสติเกิดขึ้น ระลึกก่อนปัจจุบันธรรมก็ได้ผล คือ สัมปชัญญะปัพพะ ปัญญาก็เกิดขึ้น ภาวะธรรมสภาพความเป็นอยู่ของการปฏิบัติก็ชัดลงไป มันก็แจ้งชัดแล้วคล่องแคล่วดีกว่าเดิม

    ขอให้นักปฏิบัติเดินให้มาก ๆ ถ้าท่านผู้ใดเดินไม่ได้เพราะขาไม่ดี ปวดแข้งปวดขา เดินไม่ได้เลยก็ไม่เป็นไรนะ เราก็นั่ง เราก็นอนได้ ทุกวิถีทางอิริยาบถ ๔ ทำได้ทุกอิริยาบถ แต่ถ้าเราอินทรีย์พร้อมมูลบริบูรณ์ดี ก็ยืนเดินนั่งนอนได้ ก็ทำให้เราทำได้ไว ทำให้ติดต่อกัน ไปได้ไวมากโดยไม่ขาดสาย

    แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงแสดงไว้ว่า การปฏิบัตินี้จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ จะนั่งก็ได้ จะนอนก็ได้ ในอิริยาบถ ๔ ด้วยกาย เวทนา จิต ธรรม ในภาคกาย ในภาคเวทนาต้องครบ เพราะทุกคนต้องมีเวทนาด้วยกันไม่พลาดแน่ ไม่ใช่นั่งสบาย ไม่มีเวทนาเลย นี่แหละ อริยสัจ ๔ ก็ครบในอิริยาบถ นี่เหมือนกันโดยกาย เวทนา จิต ธรรม มันก็อยู่ตรงนี้ทั้งนั้น
    ต้องมีภาคกาย ภาคเวทนา ปวดเมื่อยทุกข์กาย ทุกข์ใจ สุขกาย สุขใจ และก็เป็นแบบเรียนเป็นบทเรียนให้เรา ที่เราจะต้องใช้เป็นตำราอยู่ในเวทนาครบ สติก็ดีขึ้นในเวทนา ด้วยวิธีฝึกกำหนดเวทนาเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แล้วอนิจจังไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ก็แก้ไขได้โดยอนิจจังคือความไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์อย่างนี้แหละหนอ แล้วอนัตตาก็แสดงให้เราเห็นเป็นพระไตรลักษณ์เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป สูญไปไม่มีอะไรติดตัว เดี๋ยวก็วนมาอีกเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ก็เรียกว่าอนัตตา มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติของมันเองโดยเฉพาะ เรียกตามศัพท์ภาษาธรรมะก็เรียกว่าพระไตรลักษณ์ เกิดขึ้นแก่เราในขณะนั้น ปัญญาถึงจะเกิดต่อภายหลัง จึงเรียกว่า วิปัสสนาตอนนั้น ตอนต้นก็เรียกว่าอุปาทาน ยังมีขันธ์ในอุปาทาน ยังยึดขันธ์อยู่ เช่นรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ มันมีขันธ์ทั้ง ๕ อยู่ที่เราครบ

    ปรารภกำหนดก็มีอยู่ ๒ ประการ มีรูปกับนามเท่านั้น อย่างอื่นหาได้มีไม่ เลยก็ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีเราไม่มีเขา แล้วจะมีทิฐิมานะต่อกันอย่างไรเล่า อันนี้ภาวะมันจะบอกเองโดยเฉพาะอีกประการหนึ่ง

    ในเมื่อขณะที่กำหนดยืนหนอ บางคนเข้าผลสมาบัติได้ ไม่จำเป็นต้องพองหนอ ยุบหนอ พอยืน....หนอ ยืน....สำรวมขึ้นมาหนอ บางคนปัญญาเกิดตอนนั้น ได้ผลตอนนั้น ยืนวูบลงไปที่สะดือ วูบลงไป ๓ ชั้น จิตเป็นภาวะ ผลสมาบัติเกิดขึ้นเลยไม่รู้ภาวะนอก รู้ภาวะข้างใน ยืนอยู่เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง ภาวะข้างนอกไม่สัมผัสก็เรียกว่า เข้าผลสมาบัติตอนยืนหนอได้ ไม่ใช่เข้าผลสมาบัติเฉพาะตอนพองหนอ ยุบหนอทุกคนไป บางคนได้ตอนยืนหนอ สติสัมปชัญญะดี สมาธิดี มันจะวูบลงไปถึงสะดือแล้ววูบอีกครั้งหนึ่ง มันจะปิดอายตนะ ธาตุ อินทรีย์ ในภายนอกแล้วภายในจะแสดงออกด้วยปัญญา เขาเรียกว่าพละพลังของสมาธิ ประกอบไปด้วยสติสัมปชัญญะภายใน เรียกว่าเข้าผลสมาบัติ ขณะที่ยืนหนอได้ทันที

    ตรงนี้สำคัญนะ ผู้ปฏิบัติอย่าคิดว่ายืนหนอไม่ได้ผล ต้องเอาข้อนี้ก่อนเป็นหลัก แล้วเราก็เดินจงกรมไปเรื่อย ๆ บางคนเดินจงกรมหวิวทันที เวียนศีรษะ แต่แล้วเกาะข้างฝากำหนดเสียให้ได้ คือเวทนา จิตวูบลงไป แว้บลงไปเป็นสมาธิขณะที่เดินจงกรม แต่เราหาได้รู้ไม่ว่าเป็นสมาธิ กลับหาว่าเป็นเวทนาเลยเป็นลม เลยเลิกทำไป ข้อเท็จจริงบางอย่างไม่ได้เป็นลม แต่เป็นด้วยสมาธิในการเดินจงกรม มันวูบมันหวิวเหมือนอย่างที่เราเดินเวียนศีรษะ ฉะนั้นมันอาจเป็นได้หลายวิธี มันอาจเป็นด้วยเป็นลมก็ได้ ไม่แน่นอน บางครั้งสมาธิเกิดขณะที่ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ มันจะหวิวลงไป เหมือนเป็นลมฉะนั้นขอให้ผู้ปฏิบัติกำหนด หยุดการเดินจงกรม กำหนดหวิวเสียให้ได้ กำหนดรู้หนอเสียให้ได้ เดี๋ยวท่านจะเกิดปัญญาในขณะนั้นทันที จากการเดินจงกรมนั่นเอง อันนี้มีวิธีบอกแก้

    บางทีเดินจงกรมไปมีเวทนา อย่าเดิน หยุด-กำหนดเวทนาเป็นสัดส่วนให้หายไปก่อน และให้รู้จักหลักเวทนาเหมือนครูมาสอนโดยธรรมชาติของเวทนาต้องจัดเป็นรูปแบบและสัดส่วนให้เกิดปัญญา แต่ละอย่างแยกรูปแยกนามได้ เวทนาก็แยกได้ ด้วยการเดินจงกรมนั้นเช่นเดียวกัน

    เดินไปอีก หวิว-เวียนศีรษะ คิดว่าไม่ดี หยุด กำหนดหวิวหนอซะ ตั้งสติไว้เสียให้ได้ให้ดีก่อนและเดินต่อไป ปัญญาเกิดทันทีสมาธิมา ปัญญาเกิดในการเดินจงกรมทันที จะทำให้รวบรวมสมาธิตั้งไว้ได้นานดีกว่านั่ง แล้วไปนั่งก็ติดต่อกันไปโดยวิธีนี้ประการหนึ่ง มีอะไรก็กำหนดไปเป็นอย่าง ๆ อย่าไปสับสน

    ขณะเดินจงกรมจิตออกไปข้างนอกขณะเดิน หยุด กำหนดหยุดเสีย กำหนดจิตเสียให้ได้ที่ลิ้นปี่ กำหนดคิดหนอ คิดหนอ ยืนหยุดเฉย ๆ ตั้งสติไว้เสียให้ได้ แต่ละอย่างช้า เดี๋ยวสติดีปัญญาเกิด จิตนั้นกลับมาสู่ภาวะแล้ว ก็มีความรู้เก็บหน่วยกิตเข้าไป คือตัวปัญญา จากการกำหนดนั้นมีความสำคัญอีกประการหนึ่งนี้สำคัญมาก

    เดินต่อไปอีกปัญญาก็สะสมไว้จากการเดินจงกรม ทำให้เกิดคล่องแคล่ว ทำให้ขวาย่างซ้ายย่างเห็นชัด รู้จักคำว่าแยกรูปแยกนาม รู้จักคำว่าจิตคนละดวง รู้จักคำว่าซ้ายย่าง ขวาย่างคนละอัน และก็ย่างไปมีกี่ระยะ จิตที่กำหนดนั้น มันเป็นขั้นตอนประการใด ผู้ปฏิบัติจะแจ้งแก่ใจชัดมาก ในตอนนั้นถามจะต้องตอบได้ตามญาณวิถี อย่างนี้เป็นต้น

    ขณะที่จิตออกก็กำหนด จิตฟุ้งซ่านก็กำหนด ทุกอย่างเป็นเรื่องกำหนดทั้งหมด และเราก็ได้เวลามานั่งต่อไป และขณะที่เราตั้งสัจจะว่า จะเดินจงกรมเพียง ๓๐ นาที แล้วเราหาที่นั่งไว้ พอได้ ๓๐ นาทีก็เกิดสัจจะ แล้วก็เดินจงกรมมานั่งที่จัดสถานที่เข้าไว้ จะตรงไหนก็ตามแล้วเราก็มานั่ง นั่งย่อตัวลงไปว่านั่งหนอ ๆ ต้องปฏิบัติให้ติดต่อ เหมือนด้ายกลุ่มออกจากลูกล้อ อย่าให้ขาดสาย ต้องปฏิบัติโดยต่อเนื่อง กำหนดได้ทุกระยะ อย่าไปขาดตอน ไม่ใช่เดินจงกรมเสร็จแล้วไปทำงานอื่นแล้วกลับมานั่งทีหลัง ผู้ปฏิบัติจะไม่ได้ผล จะไม่ได้ผลเลย

    ถ้าเรานั่งติดต่อกันโดยเจ็ดวัน ท่านได้ผลแน่ภายใน ๗ วัน ได้แน่นอน เป็นการสะสมหน่วยกิตไว้ในวันที่ ๗ ท่านจะรู้เรื่องในญาณวิสุทธิ มีสติได้ดีกว่าเดิมที่ผ่านแล้ว มันจะเกิดขึ้นเป็นขั้นตอนของระยะของเขานั่นเอง เพราะทำติดต่อกันไม่ใช่ว่าวันนี้นั่งสมาธิเดินจงกรม พรุ่งนี้เว้น มะรืนทำต่อไปและเว้นต่อไปอีกหลายวัน ทำอย่างนี้แล้วท่านจะไม่ได้ผล ถ้าเราฝึกแล้วขอให้ฝึกติดต่อกันไป โดยวิธีปฏิบัติอย่างนี้

    และเรามานั่งหายใจเข้าให้ยาว หายใจออกให้ยาว ส่วนใหญ่อาตมาถามผู้ปฏิบัติหายใจไม่ได้กำหนด กำหนดไม่ได้จังหวะ โดย หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ หายใจยาว ๆ ท้องมันพองระยะไหน เราก็บอกพอง แล้วลงหนอยาว ๆ ไว้ ยุบก็ลงหนอยาว ๆ ไว้ ถ้าเราพองยาว หนอมันก็ไม่ได้ เดี๋ยวก็ยุบ ยุบแล้วไม่ทันหนอมันก็พอง อย่างนี้มันจะอึดอัด ทำให้ติดขัดในการกำหนด จึงต้องกำหนดให้ช้า ๆ หายใจยาว ๆ ไว้ แล้วมันอึดอันในเบื้องต้นนิดหน่อย ต่อไปก็คล่องแคล่วว่องไวขึ้นมา

    กำหนดพองหนอ....ยุบหนอ.... ทีแรกก็ใช้พลังช่วยด้วย ใช้จิตดัน ดันพอง ดันยุบ ใช้สติควบคุมไปก่อน หนักเข้าความเคยชินก็เกิดขึ้น ความดันเข้าดันออกก็หายไป แล้วกำหนดคล่องแคล่วว่องไวเพิ่มขึ้น หายใจเข้าหายใจออก พองหนอ ยุบหนอ ก็คล่องแคล่วว่องไว สติก็ดีขึ้น ปัญญาก็เกิด สมาธิก็ดี ตามขั้นตอนของภาคปฏิบัติ มิฉะนั้นเรากำหนดพองหนอ ยุบหนอไม่ได้จังหวะ คือใช้ด้วยกำหนดจิตไม่มีสติ คือว่าแต่ปาก พองหนอ ยุบหนอ นี่ว่าแต่ปาก ถ้าใช้สติควบคุมไปให้ได้จังหวะ รับรองปัญญาเกิดในช่วงจังหวะ บางครั้งพองหนอ ยุบหนอ ตามหลักวิธีปฏิบัติ เราจะรู้ขึ้นมาเอง เหมือนเดินจงกรม

    พองหนอยุบหนอเป็นอันเดียวกันไหม มันจะแจ้งชัดขึ้นมา จิตก็คนละอันแน่ เพราะกำหนดแล้วมันก็วูบขึ้นไป จิตดวงใหม่มันก็แสดงออกมาใหม่ เหมือนแสงนีออนเกิดดับฉะนั้น มันเป็นตามขั้นตอน มองไม่เห็นชัด ถ้าเรากำหนดได้เราจะเห็นชัดว่าจิตคนละดวง กายพองกายยุบคนละอันแน่ ไม่ใช่อันเดียวกัน แต่อาศัยเหตุที่เกิดขึ้นเป็นตัวปัจจัย ทำให้รูปนามขันธ์ ๕ แยกประเภทออกมาเป็นรูป ออกมาเป็นนาม ออกมาเป็นเวทนา ออกมาเป็นสัดส่วน เราจะรู้ได้ว่าแยกรูปแยกนามได้โดยธรรมชาติของมันเองโดยเฉพาะ

    พองหนอ ยุบหนอ บางครั้งตื้อ ไม่พองไม่ยุบเกิดขึ้นแล้วทำอย่างไร ปัญญาแก้อย่างไร ไม่พอง ไม่ยุบ แล้วก็เราสังเกตได้ว่าสติดี จะรู้ว่ามันหายไปตอนพองหรือตอนยุบ พองหนอ ยุบหนอนี่ มันจะต้องกำหนดได้มีจังหวะ แต่มันหายไปตอนพองหรือตอนยุบ ปัญญาอยู่ตรงนั้น เราก็มีสติดี จะรู้ได้ว่ามืนตื้อไม่ยุบไม่พองก็หายไปตอนพองหรือตอนยุบ จะเห็นชัดแล้วเราก็กำหนด รู้หนอ ๆ แล้วหายใจเข้ายาว ๆ หายใจออกยาว ๆ ให้ได้ที่ แล้วจึงใช้สติกำหนดต่อไปว่า พองหนอ ยุบหนอ ปัญญาเกิด สมาธิดี ก็ทำให้พองหนอ ยุบหนอ สั้น ๆ ยาว ๆ แล้วทำให้แวบออกข้าง ๆ ทำให้จิตวนอยู่ในพองยุบ ขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างนี้ถือว่าดีแล้ว มันเกิดภาวะเช่นนี้แล้ว ทำให้เรากำหนดต่อไป ขอให้จิตนี้วนอย่างนี้จริง ๆ

    พองหนอยุบหนอเดี๋ยวขึ้นลง เดี๋ยวขึ้นลง ไม่ออกทางพอง ไม่ออกทางยุบ และจิตก็แวบออกไปแวบเข้ามา เดี๋ยวก็จิตคิดบ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง สับสนอลหม่านกัน อย่างนี้ถือว่าได้ประโยชน์ในการปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติอย่าทิ้ง ผู้ปฏิบัติจะต้องตามกำหนดต่อไปว่ามันฟุ้งซ่าน จิตมันขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วพองหนอยุบหนอ กระสับกระส่ายแล้วพองหนอยุบหนอไม่ชัด ตอนนั้นได้ผลแล้ว ในเมื่อไม่ชัดก็ไม่เป็นไร ตื้อขึ้นมาพองยุบบนลิ้นปี่ เดี๋ยวตื้อมาพองยุบที่หน้าอก แล้วเราก็กำหนดลงไปที่ท้อง กำหนดรู้หนอ ๆๆ เสียก่อน แล้วก็หายใจเข้าออกต่อไปใหม่ นี่วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

    ขอนักปฏิบัติธรรมทำตามหลักนี้จะได้รับผลอย่างแน่นอน บางทีทำพองหนอยุบหนอ พอจิตสงบดี จิตออกแล้วมันค่อยจะเผลอมันคอยจะพลาด จิตคอยแวบออกไป แต่เรามีปัญหาอยู่ว่าจิตออกไปไม่รู้ เพราะไม่มีสติ ถ้าสติดีจิตออกไปต้องรู้แน่ ออกไปรู้เลยว่า ออกไปตอนพองหรือตอนยุบ จะเห็นชัด

    บางทีขณะที่พอง ขณะที่ยุบ จิตออกไปแล้ว บางคนไม่รู้เลย จิตออกไปเสียเมื่อไร ไปคิดเสียตั้งนานแล้วนี่อย่างนี้ ก็แสดงเหตุผลให้ทราบว่าขาดสติ สติไม่พอ ถ้าสติเราพอแล้วออกไปตอนไหนรู้ตอนนั้น หนักเข้าเรากำหนดเชี่ยวชาญชำนาญการไปแล้ว มันก็ทำให้จิตออกรู้ตัวทำใหม่ ๆ จิตออกจะไม่รู้ ตัวจิตก็พองหนอยุบหนอ สติกำหนดพองหนอยุบหนอจิตหนึ่งก็ออกไปคิดข้างนอกไปคิดอะไรมากมายจริง ๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ให้หยุดพองยุบ มากำหนดรู้หนอ หรือคิดหนอก็ได้ แล้วแต่กำหนดอย่างใดอย่างหนึ่ง

    กำหนดคิดหนอ คิดหนอ พอสติดีปัญญาก็บอกว่า คิดเรื่องอะไรได้ผลเป็นประการใด มันก็สะสมจิต แฝงไว้ในจิตแฝงไว้ในใจ คือตัวปัญญาตอไป ได้แก่แสงสว่างอย่างนั้นเอง พอกำหนดไปแล้ว จิตที่คิดมากฟุ้งซ่าน แวบไปแวบมาทำให้เกิดเวทนาได้ ทำให้ปวดเมื่อย ทำให้ร่างกายสังขารไม่อยู่ในภาวะแห่งความปกติ เราก็ต้องกำหนดสังขารร่างกายที่มันปวดตรงไหน เมื่อยตรงไหน เกิดขึ้นโดยวิธีนั้นแล้ว มันก็จะค่อย ๆ คลายหายลงไป จิตก็เข้ามาสู่ภาวะของพองหนอยุบหนอ ต่อไปใหม่

    อาการ “วูบ”
    บางครั้งนั่งมันวูบ วูบลงไปถึงกระดาน บางทีวูบผงะ วูบไปข้างหลัง วูบไปข้างหน้า บางทีวูบไปทางซ้าย บางทีวูบไปทางขวา บางทีพองหนอยุบหนอ วูบไปแล้ว บางทีพองก็วูบไปแล้ว มันวูบหลายอย่าง ต้องใช้สติกำหนดรู้หนอ ๆ เพราะมันวูบลงไป
    บางครั้งวูบมี ๒ อย่าง เกิดด้วยสมาธิสูงไป สติไม่พอ มันวูบลงไปโดยไม่ทันรู้ตัว เกิดตกใจอย่างหนึ่ง วูบอีกอย่างหนึ่งคือ วูบในการง่วง ถีนมิทธะ เข้าครอบงำง่วงเหงาหาวนอนทำให้วูบหน้าวูบหลัง ผงกหน้าผงกหลัง เกิดขึ้นได้ในขณะที่นั่งภาวนาพองหนอยุบหนอ อย่างนี้ถือว่า ถีนมิทธะ ง่วงเหงาหาวนอนมันเกิดขึ้นมิใช่เป็นตัวสมาธิ ถ้าเป็นตัวสมาธิแล้ว มันจะเกิดขึ้นโดยวูบอย่างแรงแต่ไม่ใช่ง่วง รู้ตัวอยู่ตลอดเวลากาลอย่างนี้ สมาธิดีแต่สติน้อยไป ทำให้วูบลงไปได้อย่างหนึ่งอย่างนี้

    บางครั้งกำหนดไปกำหนดมาเกิดปีติ เกิดขนลุกขนพองสยองเกล้า กำหนดขนลุกเสีย กำหนดขนพองเสีย เกิดปีติแล้วต้องกำหนดเสียให้ได้ พอกำหนดได้แล้วกลับมาพองหนอ ยุบหนอต่อไป ปัญญาจะเกิดตอนนั้น

    บางครั้งสมาธิจะดีต้องมีอุปสรรค สติดีต้องมีอุปสรรค เช่น เวทนา เป็นต้น มาขัดขวางเป็นมารสำคัญทำให้เรารู้ในธรรมะคือเวทนา บางครั้งสมาธิจะดีทำให้เกิดฟุ้งซ่าน ถ้าเราผ่านฟุ้งซ่าน ผ่านไปได้ ด้วยใช้สติดี ปัญญาดี กำหนดได้ รับรองปัญญาก็เกิดขึ้นหลังจากที่ผ่านทุกข์นั้น จึงเข้าสู่ภาวะของญาณ

    นอนสมาธิ
    เริ่มต้นด้วย นามรูปปริจเฉทญาณ แยกรูปแยกนามได้ ในเบื้องต้น อย่างนี้ภาวะของธรรมด้วยการกำหนดช้า ๆ อย่ากำหนดไว แล้วมานั่งแล้วนอนลงไป กำหนดได้ ๓๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมงที่ตั้งใจไว้ เราก็นอนลงไปอย่าเพิ่งแผ่เมตตา นอนเปลี่ยนอิริยาบถแล้วกำหนดที่ท้องต่อไปให้ติดต่อกันไปดูซิ จะเป็นเวลากลาวันก็ดีกลางคืนก็ตาม

    ขณะที่ผู้ปฏิบัติอยู่ที่ห้องกรรมฐานได้ดีแล้ว ตัดปลิโพธกังวลมาดีแล้ว ขอให้ทำติดต่อไป อย่าไปนั่งคุยกัน อย่าไปนั่งสนทนา อย่าไปนั่งคิดเรื่องเก่า มาเล่ากันใหม่แต่ประการใด เราก็กำหนดนอน พองหนอ ยุบหนอยาว ๆ กำหนดเรื่อยไปที่ท้อง ขณะนอนนั้นชัดมาก เดี๋ยวจะรู้สึกขึ้นมาว่า สมาธิดี ปัญญาเกิด เดี๋ยวมันจะวูบลงไป มันจะเพลินลงไป เผลอลงไป บางประการ สติดี จะรู้ทุกวิถีทางว่ามันวูบตรงไหน เป็นอย่างไร จับได้ทุกอย่างขณะที่นอน

    ถ้าหากว่ามันจะหลับ ไม่ใช่หลับด้วยถีนมิทธะง่วงเหงา มันหลับโดยปกติ โดยมีสติสัมปชัญญะดี มันจะรู้ตัวขึ้นมาว่าเพลินเผลอแวบไปตอนพองหรือตอนยุบ ผู้ปฏิบัติต้องจับได้ ถ้าจับได้ตอนพองหรือตอนยุบจำไว้ หลับวูบลงไปแล้วสติดีตลอดขณะที่นอนอยู่นั้น ขณะนอนอยู่นั้นสติภายในดีมาก จิตภายในรู้อยู่ตลอดเวลา พลิกตัวกี่ครั้งรู้หมด และทำให้เราจะกำหนดตื่นเวลาไหน แม้เพียง ๑๐ นาทีก็ได้ หลับอย่างสนิท แต่ภายในมีสติ อย่างนี้ถือว่าหลับสนิทภายในมีสติ คือหลับโดยใช้ปัญญาฝากไว้ในภายใน นึกจะตื่นเวลาไหน ใครเรียกขึ้นมาในเวลาใดรับปากเมื่อนั้น อันนี้ตื่นไวชวนะจิตรับสู่อารมณ์ได้ไวด้วย ขณะที่นอนหลับมีสติ
    นักปฏิบัติธรรมอย่าลืม ทำให้ติดต่อกันไป ในเมื่อท่านเดินจงกรม นั่งภาวนาแล้ว นอนลงไปกำหนดเสีย ๑๐ นาที หรือ ๒๐ นาที ค่อยมาเดินจงกรม เปลี่ยนอิริยาบถต่อไปใหม่ ถ้าทำโดยต่อเนื่องติดต่อกันไป ภายใน ๗ วัน รับรองเห็นผลแน่ ผลที่จะพึงได้จากการเจริญวิปัสสนาญาณ ทำให้ญาณวิถีรู้เท่าทันเหตุการณ์ของชีวิตได้โดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง

    กำหนดสัมผัส
    แต่ข้อใหญ่ใจความของการเจริญวิปัสสนานั้น ผู้ปฏิบัติธรรมอย่าลืมอีกอันหนึ่งคือ สัมผัสอายตนะ ต้องกำหนด ตาเห็นรูปกำหนด หูได้ยินเสียงกำหนด จมูกได้กลิ่นกำหนด ลิ้นรับรสกำหนด กายสัมผัสต้องกำหนด เพราะที่มาของทวารหก เป็นที่มาของกิเลส และเป็นที่มาของขันธ์ ๕ รูปนาม เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน จำเป็นต้องกำหนดตลอดเวลา ให้เชี่ยวชาญ ชำนาญทุกอย่าง หูได้ยินเสียงตั้งสติไว้ การกำหนดก็คือตัวตั้งสตินั่นเอง ปัญญาก็บอกได้ในการฟังจากเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เกิดปัญญาในการฟัง ตาเห็นรูปก็ดี ตั้งสติไว้ที่หน้าผาก กำหนดเสียให้ได้ในการสัมผัส รับรองปัญญาก็เกิดสะสมเข้าไว้เป็นหน่วยกิต และมาเดินจงกรมนั่งภาวนารับรองได้ไว

    กำหนดนิมิต
    ถ้าท่านทั้งหลายกำหนดหน่วยกิตนี้ โดยอายตนะธาตุอินทรีย์ดังกล่าวมาแล้ว ไปเดินจงกรม....นิมิตเป็นพระพุทธรูป นิมิตเป็นหมอกเมฆต่าง ๆ นานาประการ นิมิตให้เราเห็นต้นหมากรากไม้ก็ได้ เช่นนี้ถือว่ามีสมาธิ แต่แล้ววิธีปฏิบัติต้องกำหนดเสียว่าเห็นหนอ ๆ ในนิมิตนั้น นิมิตนั้นแปรผันเปลี่ยนแปลง เป็นสภาวรูปเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป นิมิตนั้นก็หายวับไปกับตา ปัญญาก็เกิดเข้ามาแทนที่ นิมิตนี้เป็นเครื่องหมายเท่านั้น แสดงให้เรารู้ถึงสภาวะของรูปที่มันเกิดขึ้นในทางนิมิต มันอาจจะเกิดขึ้น ๒ ประการ

    กรรมนิมิต เกิดทางกรรมนิมิตเครื่องหมายให้เราได้ทราบจากครั้งอดีตก็ได้ หรือนิมิตเครื่องหมายบอกให้เราทราบในเรื่องของการกระทำและมารที่มาขัดขวางก็ได้ วิธีปฏิบัติไม่ให้วิจัย ไม่ให้ประเมินผล ไม่ต้องไปดูปริยัติแต่ประการใด มีวิธีปฏิบัติอยู่อันมีผลคือตั้งจิตกำหนด ใช้สติตลอดอย่างนี้ อย่าไปวิจัย ให้เกิดผลในทางอื่น เพราะการปฏิบัตินี้ไม่ใช่เรียนหนังสือต้องทำโง่ไว้ ต้องทำโง่ ทำไม่รู้อะไร ทำให้เกิดเอง ปัญญาเกิดเอง และรู้เองอย่างงี้โดยไม่ได้รู้ตามคนอื่นบอกเล่า ไม่ใช่รูปแบบคนอื่นมาบอกเล่า ไม่ใช่รู้ในตำรา ไม่ใช่รู้ในหนังสือ ไม่ใช่รู้ว่าญาณทัสสนะวิสุทธิเกิดขึ้น ในหนังสืออย่างนี้เป็นความรู้ธรรมะ

    แต่ภาคปฏิบัตินี้ เป็นการปฏิบัติให้เกิดเองโดยภาวนานี้ มันเกิดเอง แล้วก็ปัญญาก็เกิดเอง บอกตัวเองได้ โดยวิธีปฏิบัตินี้ อันนี้นักปฏิบัติอย่าลืมด้วยตัวกำหนด มันมีอะไรเกิดขึ้นทุกวิถีทาง ต้องกำหนดให้หาย ถ้ากำหนดไม่หายนะปล่อยปละละเลยไป เป็นการสะสมหน่วยกิต ทำให้เกิดสันดานเป็นพื้นฐานของจิต ทำให้เราปิดบังปัญญาไว้ เกิดโมหจริต ปัญญาก็ไม่เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติด้วย โดยวิธีนี้จึงต้องกำหนดทุกอิริยาบถ

    เพราะฉะนั้นที่พูดซ้ำมาเป็นเวลานานนี้ ต้องการให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติโดยถูกต้อง ไม่ต้องฟังเสียงใคร และการปฏิบัตินี้ขอให้ปฏิบัติไปตามขั้นตอนอย่าไปเอาอย่างอื่นมาประสบประสานกัน เดี๋ยวพุทโธบ้าง พองหนอ ยุบหนอบ้าง สัมมาอรหังบ้าง เลยสับสนอลหม่านตลอดกาล ไม่ได้ผลเท่าที่ควรในวิธีปฏิบัติ การปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ต้องการให้มีสติ รู้ทางอายตนะ ธาตุอินทรีย์เข้าทางทวารหก ขันธ์ ๕ รูปนาม เกิดทางทวารหก แล้วก็ดับพร้อมกันไป กิเลสก็เกิดขึ้นทางนั้นเหมือนกัน คือ โลภะ โทสะ โมหะ อยู่ในขันธสันดาน เรียกว่า ขันธ์ ๕ รูปนามเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นทางอายตนะ ธาตุ อินทรีย์ โดยวิธีนี้เป็นต้น

    ถ้าเราสติดี ปัญญาดีแล้ว มันจะบอกได้เป็นขั้นตอน มีเวทนาอยู่จุดไหน กำหนดได้ จุดนั้นมันก็หายไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในการฝึกเบื้องตนมักมีอย่างนี้ ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก ครูเขามาสอนแล้วต้องเรียน ครูโลภะ ครูโทสะ ครูเวทนา ครูฟุ้งซ่าน ครูเสียใจ มาสอนเราว่าทำไมเสียใจ แก้ไขอย่างไร ก็กำหนดจิตใช้สติตลอดเวลา อริยสัจ ๔ ก็ชัดขึ้น นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สำเร็จมรรคผลมา ก็ใช้หลักสำเร็จที่อริยสัจ ๔ ก็ได้จากการเจริญสติปัฏฐานมานี่เอง
    อ่านคนอื่นออก
    พระองค์จึงได้ย้ำหลักในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ขันธ์ ๕ รูปนามเป็นอารมณ์ ผู้ปฏิบัติธรรมอย่าลืมกำหนด กำหนดให้ได้ ยืนหนอ ๕ ครั้ง นี่เอาไว้ใช้อะไร สำหรับเราดูคนอื่นเขา เห็นหนอ ๕ ครั้ง ตั้งแต่ปลายผมคนที่เราเห็น ปลายเท้าขึ้นมา เดี๋ยวสติจะบอกว่า คนนี้มีนิสัยไม่ดี คนนี้มีนิสัยดี คนนี้มีเล่ห์กระเท่ห์เพทุบาย มันจะแจ้งรายงานให้เราทราบการเห็น นี่แหละยืนหนอ ๕ ครั้งนี่ สำหรับวิธีดูคนอื่นเขา เพราะเราดูตัวเองได้แล้ว ฝึกฝนตนเองได้แล้ว อ่านตัวออกบอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น แล้วดูคนอื่น ทำไม่อ่านไม่ออกเล่าแบบเดียวกัน

    เพราะฉะนั้นการยืนหนอ ๕ ครั้ง ต้องการจะดูคนอื่นที่เดินเข้ามา คือสภาวรูป จะเป็นคนหรือมนุษย์สัตว์ สิ่งทั้งหลายก็ตามโดยที่มีวิญญาณและที่ไม่มีวิญญาณ เราอาจจะมองเห็นวิญญาณมองเห็นดวงวิญญาณ มองเห็นสิ่งที่เร้นลับโดยปัญญาได้ ด้วยยืนหนอ ๕ ครั้งนี่แหละ ที่เราจะเพ่งสายตา จะไปดูสภาวรูปที่ไหน ก็กำหนดว่าเห็นหนอ ๆ อย่างนั้น และเห็นจริง ๆ ด้วยตาปัญญา นี่แหละปัจจัตตัง ที่จะทำได้จึงต้องเห็นไว้ มันมีประโยชน์ในการแก้ปัญหาอย่างเหลือเกิน พอเราทำได้แล้ว เห็นหนอทำได้แล้ว ไม่ต้องกำหนด มันบอกเอง ดีเอง เรามองเห็นสภาวรูป รูปมันจะแจ้งชัดเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มันจะบอกเป็นขั้นตอนออกมาเอง ไม่ต้องกำหนด

    วิธีฝึกเบื้องต้น เราจิตยังไม่เข้าขั้น ยังไม่ถึงวิปัสสนาญาณแล้วเราก็ไม่สามารถที่จะบอกได้อย่างนี้ ถ้าเราเข้าถึงขั้นแล้ว มันจะบอกได้ทั้งหมด เป็นการครอบจักรวาลโดยใช้สติสัมปชัญญะทุกประการ
    พยายามกำหนดโดยต่อเนื่อง
    ที่อาตมาได้ชี้แจงแสดงมานี้ต้องย้ำไว้ สำหรับผู้ปฏิบัติปล่อยปละละเลยมาก ไม่ปฏิบัติโดยต่อเนื่อง เราจะเดินไปห้องน้ำ ห้องส้วม เดินจงกรมไป และรับประทานอาหารก็พิจารณาปัจจเวกขณ์ด้วย การกำหนด กินหนอ เคี้ยวหนอ กลืนหนอ เป็นต้น ให้ช้าที่สุด อันนี้พิจารณาปัจจัยไปในตัวด้วย แต่งกายแต่งใจอยู่เสมอ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะต้องกำหนด ตลอดเวลากาล ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติจะทำโดยต่อเมื่อเดินจงกรมกับพองหนอยุบหนอเท่านั้น เพราะยังไม่สามารถจะใช้ได้ ที่จะให้ได้ต้องกำหนดสิ่งแวดล้อมทั้งหมด การปฏิบัติของเราจะได้รับผล สมความมุ่งมาดปรารถนา
    ขอเจริญพรผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน โปรดได้ปฏิบัติโดยต่อเนื่อง จะไปอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม ต้องกำหนดเรื่อยไป เป็นการสะสมเรื่อยไป และมันเกิดเต็มเปี่ยมขึ้นมาแล้ว มันจะเย็นอัตโนมัติเห็นได้ชัดคือ ปัญญา
    เพราะฉะนั้นการเจริญวิปัสสนากับการศึกษาแบบอื่นต่างกัน ต้องทำขึ้นมาเอง ต้องทำไม่รู้ไม่ชี้ ฝากสิ่งทิฐิมานะเก็บไว้ใช้ในตัวเราที่แสดงออก ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ แล้วใช้สติกำหนดไปตลอดภาวะของรูปนามขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ จึงเรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน แสดงผลงานของปัญญาให้ชัดแจ้งต่อไปด้วย
    ผู้ปฏิบัติธรรม เดินจงกรมแล้ว นั่งภาวนา นอนกำหนด เสร็จแล้วเราก็มาที่ห้องพระ ถ้าไม่มีห้องพระตรงไหนก็ได้ อย่าลืมแผ่เมตตา โทรจิต อุทิศส่วนกุศล ให้ผู้มีพระคุณ มีบิดา มารดาเป็นต้น ตลอดกระทั่งเจ้ากรรมนายเวร บรรดาญาติทั้งหลายผู้ล่วงลับไปแล้ว และเจ้ากรรมนายเวรที่จะมาทวงถามเราอยู่ทุกขณะ เราจะได้ไม่ปฏิเสธใช้หนี้เวรใช้หนี้กรรม จากการกระทำโดยอโหสิกรรมนั่นเอง ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่อาฆาตเคียดแค้นต่อท่านผู้ใด กรรมนั้นเป็นอโหสิ ไม่มีเวรกรรมต่อเนื่องกันไป อันนี้ถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน
    หลังจากนั้น จงอุทิศส่วนกุศลและโทรจิตออกไปทุกทิศ อโหสิกรรมทุกเวลา ท่านจะได้รับผลทุกประการ จะทำกิจการงานทางโลกทางธรรม ทำแล้วไม่ไร้ผล จะเรียกเงินเรียกทองก็ได้ เรียกแบบไหน เพราะจิตใจของเราเข้าสู่ภาวะของผู้มีปัญญาแล้ว จะคิดอ่านอันใด สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ สิ่งนั้นมีอานิสงส์ คิดเงินจะได้ไหลนองคิดทองจะได้ไหลมา กิจการจะได้สำเร็จตามเป้าหมาย เรียกว่าปัญญารอบรู้ในกองการสังขาร รอบรู้ในเหตุการณ์ของชีวิต สามารถใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์ของตนเองและบุคคลทั่วไปได้ สมปรารถนาทุกประการ
    จึงขอเจริญพรผู้ปฏิบัติธรรม อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหลและเป็นเรื่องทำง่ายนะ ทำยากที่สุด ถึงยากอย่างไรก็ตาม ก็พยายามทำ พยายามที่จะกำหนด และปรารภขันติความอดทนไว้ ฝืนใจไว้ให้ได้จนกว่าจะเคยชินเข้าสู่ภาวะแห่งความสงบ “นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ” สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มีแล้วในโลกมนุษย์นี้ เอาไปใช้เป็นประโยชน์ได้ทันท่วงที ทุกประการ นี่แหละเป็นอาวุธที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้แก่เรา......



    http://www.mindcyber.com/life/smati/smati_1119.php

    การกำหนดจิต 2

    การกำหนดจิต
    พระครูภาวนาวิสุทธิ์
    ๒๔ ก.พ. ๓๔

    ถ้าหากว่าญาณดี สมาธิดี สติดี ถ้าฝันต้องเรื่องจริง ฝันว่าคนนั้นเขาจะต้องตาย แล้วก็ตายจริง ๆ นี่คือสังหรณ์จิตฝากความฝันไว้ในสมาธิ แล้วก็ฝันออกมา รับรองว่าเรื่องจริงต้องตายแน่ ๆ ไม่แปรผัน นี่เคยสังเกตมา โยมโปรดทราบไว้ด้วย
    เพราะฉะนั้น การกำหนดจิตจึงมีประโยชน์ในปัจจุบันนี้ นี่มาพูดปัจจุบันกัน ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ จิตก็ย่างไปตามเท้า โยมอย่าไปหลับตาเดิน อย่าไปมองที่อื่น

    บางคนเดินจงกรม เอาตาไปมองที่ไหนก็ไม่ทราบ วิธีฝึกต้องเอาสายตาเป็นสมาธิ เอาไปเพ่งที่ปลายเท้าว่ามันก้าวอย่างไร มันอยู่อย่างไร ถ้าทำชำนาญแล้วไม่ต้องไปตั้งอย่างนั้น

    เราก้าวเท้าไปที่ไหน สติตามไปที่นั่น มันจะเกิดชำนาญการขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องดูเท้าแล้ว เราจะสั่งไปเอาของหรือวิ่งเร็วอย่างไร สติมันจะควบคุมอินทรีย์หน้าที่การงานเราไป จะล้มแล้ว ๆๆ ต้องเดินตรงนี้ ต้องถีบตรงนี้ ต้องก้าวตรงนั้น ต้องกระโดดตรงนั้น มันจะบอกเป็นขั้นตอน มีประโยชน์มาก

    เมื่อสติดี สมาธิดีแล้ว จิตจะขยับตัว จะเผลอ จะพลาด มันจะขยับออกเราก็บออก อ๋อ! จะไปหรือนี่ รู้หนอทันทีเลย และจิตมันจะคุ้นกันกับสติ มันจะควบคุมไว้ได้ดี สมาธิก็จะเกิดขึ้นตอนนั้น และจิตก็จะดีขึ้น ต้องอาศัยฝึกบ่อย ๆ อาศัยทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ กันบ่อย ๆ แล้วมันจะรู้เรื่องดีขึ้น

    แค่พองหนอ ยุบหนอ มีหลายร้อยแปดพันประการเรื่องในตัวเรา เดี๋ยวเรื่องนั้นโผล่ เดี๋ยวเรื่องนี้โผล่ ดูนะทำวันนี้อย่างหนึ่ง พรุ่งนี้เปลี่ยนอีกแล้ว แล้วตอนเย็นวันนี้อีกเรื่องหนึ่ง กลางคืนดึก ๆ ตี ๔ ทำอีกซิ คนละเรื่องกัน มันไม่ใช่ซ้ำเรื่องเก่า แล้วบางทีเรื่องใหม่มาอีกแล้ว

    บางคนก็ฟุ้งซ่านเป็นกฎแห่งกรรมที่เราทำไว้ มันจะบอกได้เลยว่า ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้าทาแทรก ฟุ้งซ่านไม่พัก

    เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดฟุ้งซ่านนั้น โยมต้องเรียน เช่นนั่ง ยกตัวอย่าง ขณะนี้ ไม่มีเวลาเลย ไม่มีจิตออกเลย นั่งสบายไม่มีอะไรมารบกวนเลย โยม คิดว่าดีไหม?

    อาตมาจะตอบให้โยมฟัง แสดงว่าโยมไม่ได้อะไร ไม่ได้ศึกษาอะไร ครูไม่มาสอน เดี๋ยวถ้านั่งพัก ฟุ้งซ่าน ครูฟุ้งซ่านมาสอน ต้องกำหนด ต้องเรียน ว่าฟุ้งซ่านแบบไหน เป็นอย่างไรกำหนดไว้ จะรู้ได้เอง นั่นเป็นประสบการณ์ของชีวิต
    แล้วกำหนดพองหนอ ยุบหนอ เดี๋ยวปวดเมื่อยเต็มที่ มันเป็นเวทนาอย่างซึ้งใจ ทนไม่ไหวเหมือนเข็มมาแทง ร้อนแทบจะทนไม่ไหว อย่างนี้เป็นต้น

    ตายให้ตาย ต้องเรียนว่ามันเป็นอย่างไร การเรียนคือการฝึก เป็นการศึกษา ปัญหาชีวิตอยู่ตรงนี้ และเราก็ค่อยเรียนไป ตายให้ตาย

    โอ๊ย! ปวดเหลือเกิน ทำไมเขานั่งกันไม่ปวด เราปวดมาก ต้องศึกษาเรียกว่า ครูมาสอน เราก็ต้องเรียน อ้อ! เวทนาเป็นอย่างนี้แหละหนอ เกิดขึ้น แปรปรวน แล้วดับไป ไม่มีอะไรอยู่ในที่นั้น แล้วมันก็เคลื่อนย้าย โยกคลอน มันเป็นการสัมผัสปรุงแต่งในสังขาร มันก็ปวดเมื่อยเป็นธรรมดา แต่เราก็ต้องเรียน ต้องศึกษาว่ามันปวดขนาดไหน จะได้รู้ว่าปวดกี่เปอร์เซ็นต์
    ในเมื่อเราเจ็บป่วยไข้ อ๋อ! เราผ่านแล้วเรื่องเล็กเหมือนเราสอบมัธยม ๓ ได้ เขาออกข้อสอบตามเดิมความรู้มัธยม ๓ เราเรียนจบแล้ว ก็รู้อย่างนั้นแหละ นี่จุดมุ่งหมายของการเรียนเวทนา เป็นการเรียนจบ

    บางคนพอปวดหน่อยเลิกเลย แสดงว่าเรียนไม่จบเพราะว่า เวทนาเกิดขึ้นเมื่อใด กำหนดไม่ได้ ก็แสดงว่า สอบตก อยู่ตรงนี้
    บางทีกำหนดพองหนอ ยุบหนอ เดี๋ยวก็ร้องไห้ เดี๋ยวก็น้ำลายไหล เดี๋ยวก็น้ำมูกไหล บางคนรู้สึกว่ามีตัวอะไรไต่หน้าตอมโน่น ตอมนี่ คนโน่น คันนี่ ต้องรู้ ไม่ใช่คันจริง ไม่ใช่ตัวไรไต่ แต่มันเป็นเรื่องกิเลสต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น ในร่างการสังขารและสัมผัส ก็กำหนดไป

    หนักเข้าตัวไรที่ตอมนั้นก็หายไป มันจะไม่กลับมาตอมอีก อย่างอื่นก็เกิดขึ้นแทน นี่กิเลสของเราทั้งนั้น และมันมีอยู่ในร่างกายสังขารทั้งหมด นี่เป็นการเรียนเป็นการศึกษา เป็นการหาความรู้ในตัวเอง

    มีเรื่องเสียใจเกิดขึ้น ครูเสียใจมาสอน ต้องเรียน เสียใจหนอ ๆ นี่ครู! อ๋อ! เสียใจเรื่องนี้ เราก็สาวหาเหตุไป สติก็บอกมาว่า เสียใจเรื่องนั้น เสียใจเรื่องสามี เสียใจเรื่องภรรยา เสียใจเรื่องพ่อแม่ เสียใจเรื่องเพื่อนหักหลัง เสียใจที่เราประมาทพลาดพลั้งไป มันจะออกมาในรูปแบบนี้ เราก็เรียนต่อไป

    เสียใจหนอ ๆ อ๋อ ทราบแล้ว ต่อไปเราจะไม่เสียใจอย่างนั้นอีก มีสติครบ เราจะป้องกันสำรวมระวังไว้อีก มันจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคตเช่นนั้น นี่ตรงนี้สำคัญ

    สำคัญผู้ปฏิบัติไม่เข้าใจอย่างนี้ ในเวลาใดก็ตามที่โยมไม่ได้เข้าปฏิบัติ กลับไปบ้าน ถ้าเกิดเหตุใดขึ้นมา ต้องสาวหาเหตุด้วยการ กำหนดจิตให้ได้ปัจจุบัน

    ขณะนี้เกิดเจอเพื่อนหักหลัง เกิดเสียใจ เดินกลับบ้านคอตก ต้องกำหนดก่อนที่จะกลับบ้าน กำหนดต้องที่เสียใน เหตุเกิดที่ไหนต้องปฏิบัติที่นั่น อย่างนี้โยมจะหายได้ทันเวลาในปัจจุบันนั้น

    จะไม่เก็บไว้ในจิตใจให้คลั่งเคลิ้มเพ้อคลั่งและเศร้าหมองใจ ทำให้เราต้องฝากความเสียใจ ทำให้เศร้าใจ ทำให้ร่างการสังขารเสื่อม ทำให้อายุสั้น และทำให้โรคภัยไข้เจ็บเหิมฮึก มาในร่างกายสังขาร ทำให้เราเกิดความป่วยอาพาธต่อไป นี่มันอยู่ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ

    การปฏิบัติธรรมจึงมีประโยชน์อย่างนี้ ส่วนใหญ่เท่าที่อาตมาสังเกตโยมทุกคน ปฏิบัติไม่ได้ปัจจุบันนะ แต่ต้องพยายามต่อไปให้ได้ปัจจุบัน อย่าเป็นอดีต อย่าให้เป็นอนาคต

    อดีตมันก็ผ่านไป มันก็ไม่กลับคืนอีก อนาคตก็ยังไปไม่ถึง อย่าด้นเดาเอาเป็นเช่นนั้น อย่าจับมั่นคั้นให้มันตายจะเสียใจภายหลัง อย่าด้นเดาเอาคิดว่าเป็นไปตามอารมณ์ของเรา คิดว่ามันต้องสำเร็จ คิดว่ามันจะไม่สำเร็จ อย่าไปคิด
    พระพุทธเจ้าทรงสอนนักสอนหนา การเจริญสติปัฏฐานสี่ จุดมุ่งหมายต้องการปัจจุบันธรรม เมื่อได้ปัจจุบันแล้ว รับรองอย่างอื่นจะไม่เกิดขึ้น ความหายนะจะไม่มาเข้าสู่จิตอีกต่อไป มันจะเกิดขึ้นสำหรับปัจจุบัน สำหรับผู้ทำนั้น

    พองหนอ ยุบหนอ บางทีตื้อไม่พองไม่ยุบ แก้อย่างไร บางที่กำหนดไปที่ท้องก็ไม่พอง ไม่ยุบ แต่ปากก็ว่าพองหนอ ยุบหนอ จิตมันก็ไม่ไป มันก็ตื้อซะ วิธีแก้ทำอย่างไร หยุดพองยุบแล้วหายใจยาว ๆ กำหนดรู้หนอๆๆ รู้ปัจจุบัน เดี๋ยวกำหนดพองยุบชัดเจน ถ้าไม่เห็นอีกกำหนดใหม่

    ไม่เห็นอีกทำอย่างไร มีแก้ข้อที่สอง โยมต้องลุกออกจากที่นั่ง เดินจงกรมใหม่ เดินจงกรพอสมควรแล้ว รับรองพองยุบเห็นชัด ถ้าไม่เดินได้ไหม? ได้ แต่พลังจิตจะน้อยไป เดินสำรวมเข้าไว้พลังจิตจะเด่นดีกว่า เวลานั่งจะได้เร็วขึ้น จะไวขึ้น
    ถ้าโยมขาไม่ดี เดินไม่ได้ ก็มีวิธี ทำได้ ๒ อย่าง นั่งทำกับนอนทำ ถ้าขาดีนะ โปรดกรุณาเดินหน่อย เดินจงกรมทำให้มีสมาธิดี และการเดินจงกรมนั้น ทำให้เราสร้างความเพียรได้ดีในจิต สามารถจะมีพลังจิตในการเดินทางไกลได้ดี โดยไม่เหนื่อยยาก มันจะบอกออกมาในรูปแบบนั้น สามารถจะทำความเพียรได้สำเร็จทุกประการ การเดินจงกรมบอกอย่างนี้ชัด
    และช่วยให้อาหารย่อยง่าย และลมเดินสะดวกในร่างการสังขาร อาพาธมีอยู่ก็น้อย

    สมาธิที่ได้จากการเดินจงกรมตั้งอยู่ได้นานกว่านั่ง จึงต้องให้เดินก่อนเสมอ ถ้าเดินก่อนแล้วมานั่งโยมจะคล่องแคล่ว การปวดเมื่อยจะน้อยลง

    ถ้าไม่เดินเลย นั่งตะพึด อึกอักก็นั่ง ขี้เกียจเดินจงกรม รับรองได้ผลน้อยนะ หรืออาจจะไม่ได้ผลเลยก็ได้ มันจะช้าไป ถ้าเราเดินคล่องแคล่ว เดินสัก ๑ ชั่วโมง แหม! เมื่อยจังมันก็เป็นธรรมดา กำหนดไป กำหนดไป เดินต่อไปภายหลังจะไม่เมื่อยอีก มันจะค่อย ๆ ดีขึ้น

    เวลานั่ง พอนั่งแล้วจะคล่องแคล่ว สมาธิได้ผนวกไว้กับการเดินจงกรมแล้วมานั่ง มันจะเกิดได้ทันเวลาและได้ปัจจุบันดี
    ในการนั่งต่อจากการเดินที่ผ่านมา สมาธิก็เพิ่มผลิตผล ตั้งอยู่ได้นาน ทำให้เราเห็นพองหนอยุบหนอ ได้คล่องแคล่วดี แล้วเพิ่มญาณวิถีได้ถูกต้อง ด้วยการเดินจงกรมทุกครั้ง

    โยมบางคนบอก เดินจงกรมลำบาก นั่งเลยเถอะ นั่นแหละโยมจะไม่ได้อะไรเลย ได้น้อยที่สุด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำเสียเลย นอนดีกว่า ใช่แล้ว นอนก็กำหนด พองหนอ ยุบหนอ บางคนนั่งไม่ถนัด ขาไม่ดี นอนก็ได้ นอนกำหนดไป บางคนไม่กำหนด นอนก็หลับไป ก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น นี่อยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นการกำหนดนี่ต้องปัจจุบันข้อเดียว อธิบายข้อเดียวให้โยมฟัง
    ถ้าจิตจะออก สติดีเข้า ขยับปั๊บกำหนดทันที รู้หนอเลย ถ้ากำหนดพองหนอ ยุบหนออยู่ ให้หยุด แล้วกำหนดรู้หนอ จิตจะออกแล้ว มันจะขยับแล้ว มันจะเพลิน จิตมันจะออกตอนเผลอ ถ้าเผลอแวบไปเลย แวบโดยไม่รู้ตัว ที่โบราณท่านบอกว่า จิตไวกว่าเครื่องบิน ถูกต้อง มันไวเหลือเกิน มันลิงแท้ ๆ เหมือนไก่เปรียวที่ขังสุ่มฉะนั้น มันก็เลาะสุ่มอยู่ชั่วคราว ในไม่ช้ามันก็เชื่องลง เหมือนปฏิบัติอย่างนี้

    ทำจิตเชื่องจึงต้องผูก ถ้าไม่ผูกมันก็พล่านไปพล่านมาคือ จิต ตัวผูกคือเชือกนั้นได้แก่ สัมปชัญญะ ตัวกำหนด ให้ลิงมันอยู่ แต่ลิงก็อยู่ไม่ได้มันเผ่นไปทางโน้น แต่ก็ดึงเข้าไว้ ต้องดึงเข้าไว้ เชือกมันยาวเท่าไร ลิงมันก็ไปแค่เชือก ถ้าเชือกสั้นเท่าไร ลิงก็อยู่แค่สั้น ๆ

    และกำหนดไป เชือกยาวทำให้สั้น ต่อไปลิงคือจิตมันจะไม่ออกไปคิดยาว ไม่ออกไปเพ่นพ่านยาว ก็ออกไปใกล้ ๆ ตัว ทำให้เรารู้ได้ง่าย สติ คือเชือกมันจึงผูกลิงคือจิตไว้อยู่ได้

    ถ้าเราพลาดจากสติตัวเดียวแล้ว รับรองว่าสมาธิก็พลาดไปด้วย ทำอะไรก็ไม่มีหลัก ทำอะไรก็ไม่ดีขึ้น อยู่ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ

    ฉะนั้นพองหนอยุบหนอ ไม่ต้องไปถามนิมิต และถามว่าเวทนากำหนดหายไหม? ใหม่ ๆ ไม่มีทางหาย มีแต่ทางเพิ่ม อาจารย์จะลองว่า

    กำหนดหายไหมโยม ปวดหนอ หายไหม? โอ้โฮ! ยิ่งกำหนดยิ่งปวดใหญ่ ถูกแล้ว ยิ่งกำหนด อุปาทานยิ่งยึดมากเท่าไร ยิ่งปวดมากเท่านั้น

    แต่ก็เป็นการศึกษาเป็นการเรียนเวทนา ทำให้เรารู้เวทนาว่ามีอำนาจถึงขนาดนี้

    ปวดทั่วสกนธ์กาย ยิ่งกว่าเอาเข็มมาแทงกระดูก ปวดถึงขนาดนั้น เอาละตายให้ตาย พอถึงสุดขีดของมัน มันจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เวทนาก็จะซ่าหายไป อุปาทานที่เป็นจุดของสมถะมันก็จะพราก จะไม่ไปยึดอีก

    อุปาทานไม่ยึด มันก็แยกรูปแยกนามได้ตอนนั้น เรียกว่า รูปนามขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ
    นักปฏิบัติธรรมไม่เข้าใจมาก นี่แหละจิต มันออกอย่างไรก็ไม่กำหนด กำหนดแต่พองหนอ ยุบหนอ จิตก็ไปคิดเลเพลาดพาด ปากก็พองหนอยุบหนอ อย่างนั้น เลยก็ไม่ได้อะไรเกิดขึ้น ต้องมีวิธีแก้

    วิธีปฏิบัติ ต้องทำให้มันถูกเค้าเงื่อน เพื่อเตือนสติ เตือนใจ ให้เราได้และทำให้เราคุ้นเคยกับจิต โดยสิ่งแวดล้อมของสติ ก็ล้อมวงมันไว้ได้ หนักเข้าเชื่องลงเหมือนเลี้ยงไก่เปรียวฉะนั้น ในเมื่อเชื่องลงแล้วก็ปล่อยสุ่มได้ ปล่อยออกจากกรงขัง แล้วไก่ก็ไม่ไปไหน มันก็เชื่อง

    เหมือนจิตเราก็เช่นเดียวกัน ต้องฝึก ต้องปฏิบัติ ถ้างูบแล้วต้องกำหนดนะ รู้หนอ ๆ รับรองได้เลยว่า มันจะไม่งูบอีก มันจะงูบน้อยลงไป บางทีก็โยกตัว โยกไปทางโน้น โยกไปทางนี้ ปีติผสมกัน ทำให้ตัวโคลงและโยกทำให้ตัวเบา กำหนดรู้หนอ ๆๆ
    ถ้ามัน โยกมาก ไปกำหนดไม่หาย ปักจิตตรงใต้สะดือ ๒ นิ้ว ปักให้ต่ำ เดี๋ยวหายทันที นี่วิธีแก้ มันมีวิธีแก้ทุกอิริยาบถ ไม่ใช่ว่าทำส่งเดชไป มันก็มีวิธีแก้อย่างนั้น

    งูบหรือ กำหนดไม่ทันก็กำหนดรู้หนอ ต่อไปถ้างูบอีกมันจะรู้แล้ว บางครั้งสมาธิแรง ขาดสติ มันงูบลงไป ศีรษะโขกกระดานก็

    มี โขกโดยไม่รู้ตัว โขกแรงด้วย แล้วเราก็กำหนด รู้หนอ ให้นาน ๆ ร้อยครั้ง พันครั้ง เดี๋ยวเกิดต่อไปจะไม่งูบ
    เดี๋ยวจะเกิดจิตดับ เกิดขึ้น ดับวูบ เกิดสมาธิ ญาณทัศนวิสุทธิ มันก็เกิดขึ้น

    บางครั้งมันก็กำหนดได้คล่องแคล่ว บางครั้งก็กำหนดได้ตื้อ ไม่พองยุบ มันก็เกิดญาณเป็นขึ้นตอน
    แล้วพองยุบมันตื้อ เดี๋ยวก็คล่องเดี๋ยวก็ไม่คล่อง อย่าเข้าใจว่าทำไม่ได้ มันเป็นตามญาณของมัน ตามสมาธิของมัน มันจะต้องเป็นอย่างนั้นแหละหนอ

    บางครั้งเมื่อคืนนี้ เรากำหนดคล่องแคล่วดี มาคืนนี้กำหนดตื้อ มันยากไปหมด กำหนดมันอึดอัด นั่นแหละมีสมาธิดีอันหนึ่ง มันมีอุปสรรค มันก็เป็นไปตามขั้นตอน ตามบันไดของมัน

    เราก็ต้องกำหนด ต้องฝืนกำหนดทีเดียว ต้องตั้งสติให้ดี อย่าเลิกนะพอถึงตอนดี โยมไปเลิกเสียหมดแล้วนี่ตรงนี้สำคัญ ต้องสังเกต เพราะโยมขาดการกำหนด อายตนะ ธาตุอินทรีย์ ไม่ได้กำหนดเลย ต้องเก็บเล็กผสมน้อยเข้ามานะ
    ถ้ากำหนดทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ในได้เมื่อใด พองยุบจะชัดขึ้นมา จิตจะกำหนดได้คล่องแคล่วขึ้น ตั้งสติได้ไวมาก
    จิตจะเพ่นพ่านไปทางไหน ก็จะจับจิตได้ถูกต้อง มันจะเชื่องลง ทำอะไรก็มั่นคง เรียกว่า สมาธิ ทำให้เรามั่นต่อเหตุการณ์เหล่านั้น ทำอะไรก็สำเร็จเผด็จผลทุกประการ ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ

    เพราะฉะนั้นการปฏิบัติกรรมฐาน จึงมีประโยชน์ประจำชีวิตของโยม ทำให้โยมรู้จักค่าของชีวิต อีกประการหนึ่งขอให้หมั่นทำนะ นั่งเก้าอี้ก็ได้

    ถ้าเราไปทำงานราชการ หรือที่ร้านค้า ไม่มีที่นั่งสมาธิ เรานั่งขายของก็นั่งบนเก้าอี้ ลมหายใจเข้าออกเป็นประจำอยู่แล้ว ก็ใช้สติอัดเข้าไปอย่างนั้น รู้ว่าลมหายใจเข้าออกช้าหรือไว สั้นหรือยาว ตั้งสติตามไปจนคุ้นเคย เกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับไป แล้วจิตก็เกิดปัญญา

    จะทำงานก็สดชื่น จะค้าขายก็มีปัญญา ทำอะไรก็ขายดิบขายดี อยู่ตรงนี้เหมือนกัน นี่อารมณ์ดี มันอยู่ตรงนี้ มิใช่ว่าต้องเสกคาถาเลย

    ถ้าระบบเลือดลมเดินดี และอารมณ์ก็ดีด้วย ทำอะไรก็ดีไปหมด ทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง อยู่ตรงนี้เหมือนกัน
    ถ้าหากว่าระบบเลือดลมไม่ดี ระบบจิตมันก็เสียไปด้วย และเราขาดสติสัมปชัญญะด้วย อารมณ์ก็ร้าย จะทำอะไรก็เสียหาย หุนหันพลันแล่นเสมอมา ตัวนี้ตัวขาดปัญญา
    ในเมื่อไม่มีปัญญาเช่นนี้แล้ว ทำอะไรก็เสียข้าวเสียของ ไม่นึกถึงวันข้างหน้าข้างหลัง มันก็เกิดขึ้น
    ในเมื่อเรามีสติสัมปชัญญะดีแล้ว จะรู้วันข้างหน้าข้างหลัง รู้สิ่งที่มีประโยชน์อย่างไร รู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นปัจจุบัน จะแก้ไขมันอย่างไร มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันมาก ขอฝากญาติโยมไว้ในวันนี้

    วันนี้ก็ชี้แจงพอสมควร ให้โยมได้เข้าใจขั้นต้น สำหรับการปฏิบัติ เดินจงกรมให้ช้าที่สุด ถ้าหวิว วูบ ขณะเดินให้หยุด หยุดกำหนด อย่าขืนเดิน ขณะเดินจิตคิดก็กำหนดหยุดยืนอยู่ กำหนดให้จิตกลับมาให้ปกติก่อน แล้วค่อยเดินต่อไป
    แล้วต่อไปโอกาสข้างหน้า โยมจะไม่มีความคิดจะเร่ออกไปอย่างนั้น ถึงจะมีมันก็น้อยลงไป จิตที่ฟุ้งออกก็น้อยลง น้อยลง จะดีขึ้น ดีขึ้น การพัฒนาจิตก็ดีขึ้น

    จากการทำงานด้วยกรรมฐาน โยมจะมีความเจริญรุ่งเรือง จิตใจสบายและกิจการค้า กิจการงานที่มี เราจะแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงริเริ่มตลอดเวลา

    และเกิดดับ เกิดที่ดีก็ดับไปสะสมไว้ในใจ เกิดไม่ดีมันก็ดับแล้วก็ขยายถ่ายออกไป ความเสียหายนั้นมันก็จะไม่เอามาไว้ในจิตใจ สิ่งที่ดีเป็นเหตุผลก็เอาไว้ในใจ สิ่งที่เกิดเป็นเหตุที่ไม่ดี เราถ่ายมันออกไปด้วยการกำหนดจิต
    มีสติดีมากเท่าไร ความชั่วในตัวเราก็เอาออกไปมากเท่านั้น ถ้าสติไม่ดี ความชั่วอาจจะปนอยู่ในจิตใจของเรา มันมีทั้งดี ทั้งชั่ว มีทั้งผิด ทั้งถูก อยู่ในตัวเราครบ

    ถ้าเรามีสติครบแล้ว ความชั่วร้ายมันจะออกไปโดยอัตโนมัติ มันจะไม่อยู่ในจิตใจของเราเลย และจิตใจของเราก็สบาย ทำอะไรก็มีศักดิ์ศรี มีมิ่งมงคล อยู่ในชีวิตของตน คือผลของงานนั้น ๆ นี่แหละการปฏิบัติจึงมีประโยชน์

    ประการที่สอง ปฏิบัติได้แล้วออกจากกรรมฐาน โยมจิตว่าง จะแผ่ไปให้ใครก็แผ่ไป แผ่ไปให้ลูกอยู่เย็นเป็นสุข แผ่ให้บิดามารดา จงเกิดเจริญสุข เมื่อเกิดมีสุขในพฤติกรรมของเราอย่างไร พ่อแม่เราก็มีความสุขอย่างนั้น

    ถ้าเราขาดความสบาย มีความทุกข์ แผ่ตอนนั้นไปให้ใคร แผ่ให้ลูกลูกก็ทุกข์ด้วย เอาความทุกข์ไปให้ลูกเสียแล้ว แผ่ตอนไม่สบายใจ ตอนเศร้าใจ หมองใจ คิดถึงแม่แล้วก็แผ่ออกไปรับรองไม่ได้ผลนะ เอาของไม่ดีไปให้แม่ของเรา
    ถ้าแม่ของเราเจริญกรรมฐานอยู่ท่านจะไม่รับรู้ เพราะปิดประตู ไม่รับ นี่จุดหมายสำคัญของการทำกรรมฐานเบื้องต้น
    ขอให้ญาติโยม ตั้งใจอยู่ในจุดนี้ เวลากำหนด อย่าไปเคร่ง อย่างไปเกร็ง หายใจสบาย ๆ อย่าปักลึกนักในที่ท้องพองหนอ ยุบหนอ เราก็กำหนดหายใจยาว ๆ แล้วตั้งสติไว้เท่านั้น เอาสติวางไว้ที่ท้อง ลมหายใจเข้าออกขณะนอน โยมจะจับตอนที่หลับว่าเราจะวูบไปตอนไหน สติจะดี

    ตื่นมาจะชื่นใจ จะไม่เพลียแต่ประการใด และจิตใจจะชุ่มชื่นในขณะที่นอนนั้น ลมหายใจเข้าออกก็อากาศดีในตัวเรา เลือดลมเวียนวนในตัวเราดีตื่นลุกขึ้นมา จะไม่เวียนศีรษะ จะไม่วูบไม่ล้มแน่ ๆ อยู่ตรงนี้นะ เราจะพรวดพราดลุกเลยก็ได้ เพราะสติรวมไว้ตอนหลับ

    ถ้าหากว่าไม่รวมไว้ตอนหลับ เลือดลมไม่ดีแล้ว ตื่นต้องระวัง ต้องนั่งก่อน แล้วค่อยลุกยืนขึ้น มิฉะนั้นโยมจะล้มไปเป็นอัมพาต นี่เป็นเรื่องหลัก

    หัวใจยังสูบฉีดขึ้นสมองยังไม่ครบ ลุกไปจะหน้ามืด ความดันต่ำ แล้วจะล้มหน้ามืดลงไป ส่วนใหญ่จะเป็นอัมพาต อันนี้พระพุทธเจ้าทรงสอนในสติปัฏฐาน ๔ ดังที่กล่าวมาแล้ว
    สุดท้ายนี้ขออนุโมทนาขอให้โดยกำหนดให้ได้ปัจจุบัน เราจะได้เป็นสมณะผู้สงบ สำรวมกายวาจา และจิตก็มั่นอยู่ต่อการงานที่ทำ ทำอะไรก็สวยน่ารัก นี่คือศีล สุคติเป็นที่หวังได้ โภคสมบัติก็นองเนือง ทรัพย์สินเงินทองก็หลั่งไหลมาในตัวเอง และตัวเองก็ปลูกสร้างด้วยความดีคือธรรมะ มีปัญญา ของดีอยู่ที่จิตใจ จิตใจดีจะได้ของใช้ดี จิตใจเลวจะได้ของเลวใช้ จิตใจสับสนจะได้ของปนกันมาใช้ ขอฝากไว้เท่านี้



    http://www.mindcyber.com/life/smati/smati_1121_1.php

    การกำหนดจิต

    การกำหนดจิต
    พระครูภาวนาวิสุทธิ์
    ๒๔ ก.พ. ๓๔
    วันนี้จะอรรถาธิบายถึงเรื่องการกำหนดจิต สำรวมสติสังวรระวัง ในการเจริญสติปัฏฐานสี่ ตามหลักพระพุทธเจ้าสอน สูตรการสอนของพระพุทธเจ้าไม่ยาก แต่จุดมุ่งหมายของการทำสติให้เกิดผลานิสงส์ที่จะพึงได้จากตัวเองผู้กระทำ จะเป็นพระสงฆ์องค์ชีก็ตาม จะเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่อยู่ในวัยไหนก็ตาม ไม่สำคัญเท่ากับที่ว่า สะสม
    สำรวมสังวรระวังสติตัวนี้เป็นตัวสำคัญ สำรวมตรงไหน ตั้งสติไว้อย่างไร เช่น การกำหนดพองหนอ..ยุบหนอ.. นั้น จุดมุ่งหมายเพื่อดูลมหายใจ เอาสติเป็นหลัก

    ลมหายใจที่เราหายใจเข้าออกนั้น เป็นลมหายใจตามระบบของตน แต่ส่วนใหญ่ทำกันไม่ค่อยได้ มีสั้นมียาว การที่จะเท่ากันนั้นยากมาก เพราะอารมณ์คนไม่เหมือนกัน

    จิตใจของคนแตกต่างกันด้วยกฎแห่งกรรม จากการกระทำของตน ระบบลมหายใจนั้นเป็นระบบอารมณ์ของชีวิต ถ้าเราไม่มีลมหายใจ เราคงจะอยู่กันไม่ได้

    ตามปกติแล้วเราก็หายใจเข้าหายใจออกอยู่เป็นประจำ แต่ที่พระพุทธเจ้าสอนว่า รูปธรรม นามธรรมนั้น ต้องการที่จะให้เราเอาสติไปกำหนดจิต โดยควบคุมจิต เรียกว่า ตัวกำหนด

    ที่กำหนด โกรธหนอ กำหนด เห็นหนอ กำหนด เสียงหนอ ตรงนี้ผู้ปฏิบัติขาดไป
    จุดมุ่งหมายที่เรามาเข้ากรรมฐานเจริญกุศลภาวนานั้น ต้องการจะฝึกฝนอบรมตน และเป็นการสอนตัวเอง
    ตัวกำหนดเป็นตัวบอกให้เราทราบถึงจิต ที่เรามีความคิด มีความพิจารณาของตน แต่เราขาดสติไปนั่นเอง
    ท่านทั้งหลายอาจจะไม่เข้าใจ อาจจะคิดว่า เราก็รู้แล้ว ใช่ แต่เป็นการรู้ที่ไม่มีสติ ตัวสตินี้เป็นตัวธรรมะ ตัวธรรมะ คือ ตัวรู้ รู้เหตุผล
    ขอเจริญพรว่า เหตุเกิดขึ้นผลจะต้องเกิดตาม เหตุดีผลก็ดี เหตุไม่ดีผลก็ไม่ดี อยู่ตรงนี้

    เมื่อเรามีสติครบ ได้สะสมกำหนดไว้ ถ้าอารมณ์ไม่ดีเกิดขึ้น มันจะวูบไปแล้วหายวับ เรียกว่าเกิดดับ อารมณ์ดีจะเข้ามาแทนที่

    ถ้าผู้ไม่ได้ฝึกไว้ อารมณ์จะคั่งค้าง เมื่อเกิดขึ้นมันจะตั้งอยู่นาน อารมณ์จะค้างอยู่ในจิตใจ มันแฝงไว้ในใจให้ครุ่นคิด แฝงให้เราเศร้าหมอง ตัวนี้แหละเป็นตัวกิเลส เป็นเหตุทำลายเราโดยไม่รู้ตัว ผู้ปฏิบัติไม่เข้าใจ ถึงบอกให้ทำช้า ๆ ให้กำหนดช้า ๆ ผู้ปฏิบัติจะรู้เองว่าอารมณ์ค้างมาอย่างไร

    การกำหนดให้ได้ปัจจุบัน หมายความว่ากระไร หมายความว่า กำหนด ทันเวลา ต่อเหตุผล เช่นยกตัวอย่างว่า ขวา...ย่าง...หนอ... กำหนดทันเรียกว่าปัจจุบัน ถ้าเรากำหนด ขวา... แต่เท้าก้าวไปเสียแล้ว เราบอกซ้ายเท้าก้าวไปเสียอีกแล้ว อย่างนี้ไม่ได้ปัจจุบัน

    เมื่อกำหนดไม่ได้ปัจจุบัน ความสำรวมระวังก็ไม่เกิด มันก็พลาด เกิดความประมาท อยู่ตรงนี้อีกประการหนึ่ง จึงต้องกำหนดให้ได้ปัจจุบัน

    ทำอะไรทำให้ช้า ท่านจะเห็นรูปนาม ท่านจะแยกรูปนาม ท่านจะเห็นความเกิดดับของจิต ของท่านเอง
    ท่านที่มีอารมณ์ร้อนเกิดขึ้น มันจะค้างสะสมไว้ในใจ มีแต่เคียดแค้น มีแต่ริษยา ผูกพยาบาท มีแต่การจองเวรกันในจิตของตน มิใช่คนอื่นมาทำให้ ตรงนี้สำคัญมาก
    ไม่ใช่ว่ามานั่งกรรมฐาน ๗ วันแล้วใช้ได้ บางคนมาถามอาตมาว่า หลวงพ่อทำกี่วันถึงจะสำเร็จ? แหม! อาตมาทำมา ๔๐ กว่าปีแล้ว ยังไม่สำเร็จ ไม่มีสำเร็จ
    แต่เรามีความหวังตั้งใจว่า เราปฏิบัติธรรมนั้นเหมือนน้ำซึมบ่อทราย แล้วค่อย ๆ กลืนสะสมอยู่ในจิตของเรา และจิตของเราก็จะรู้ได้ว่าเราคลายไปได้มากแล้ว จิตใจเราร่มเย็นไปได้มาก และจิตเข้าถึงความเป็นปกติของจิตได้มาก จิตใจไม่คลอนแคลน จิตไม่เหลวไหล จิตก็ไปได้ตรงด้วยทางสายเอกนี้

    ตรงนี้นักปฏิบัติไม่เข้าใจ ไม่ใช่ว่านั่งแล้วครูอาจารย์จะไปถามว่ามีนิมิตไหม ปวดเมื่อยมากไหม ไม่ต้องกล่าวตรงนี้ ที่จะเน้นกันมากคือ เน้นให้ได้ปัจจุบันสำหรับพองหนอ ยุบหนอ เพราะตรงนี้เป็นจุดสำคัญมาก ถ้าทำได้คล่องแคล่วในจุดมุ่งหมายอันนี้ รับรองอย่างอื่นก็กำหนดได้

    พอได้ยินเสียง สติมีมา พอได้เห็น สติก็มีบอก เห็นอะไรไม่ต้องไปเคร่งมันตอนว่ากำหนดอะไร แต่วิธีปฏิบัตินั้นต้องฝึกให้มันได้ และทำให้ได้ด้วย

    ส่วนมากคนที่กลับไปแล้ว มาบอกว่า หลวงพ่อ ฉันกลุ้มใจมีแต่เรื่องราว ก็แสดงว่าท่านทำกรรมฐานไม่ได้ ไม่ได้กำหนด พอถามโยมว่า กลุ้มเรื่องอะไร กำหนดบ้างหรือเปล่า ปรากฏว่าเปล่าเลย ทิ้งไปเสียนานแล้ว ตรงนี้ท่านจะแก้ไม่ได้ ท่านจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ท่านจะปรับปรุงไม่ได้ ท่านจะไปหาใครมาช่วยเราเล่า หมดโอกาสที่จะช่วยตัวเองได้

    การที่จะช่วยตัวเองได้ต้องมีตัวกำหนด มีระบบเกิดขึ้นในจิตของตน จึงต้องปฏิบัติให้ได้ปัจจุบัน ข้อนี้ต้องเน้น
    ส่วนใหญ่โยมทำไม่ได้ ที่ทำไม่ได้ ไม่หมายความว่าโยมไม่ได้อะไรได้ แต่โยมไม่ได้กำหนด เอาตัวกำหนดไปทิ้งเสีย อย่างนี้เป็นต้น

    ถ้าหากว่า สันตติ ติดต่อกันไป ชวนะจิต ขึ้นสู่รับอารมณ์ได้ไว ก็ทำมาจากช้า
    ถ้าจิตเราประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ได้กำหนดไว้คุ้นเคย พอได้ยินเสียงปั๊บ ตอบได้ทันที่ว่าเสียงอันนี้เป็นอย่างไร ไม่ต้องรอคิด ไม่ต้องรอปรึกษาใคร

    เสียงที่เขากล่าววาจามาให้เราฟังและเป็นเชิงปรึกษา เราจะตอบได้ทันทีว่าที่พูดมานี้ไม่มีความสำเร็จหรอก ที่พูดมานี้ก็ทำไม่ได้ด้วย สติที่เราสะสมไว้มันจะบอกออกมาชัดเจน

    ถ้าฝึกไปเรื่อย ๆ ยิ่งแก่ยิ่งดี ฝึกไว้มันแก่มาก มันก็ดีมาก มีพระเถระอายุตั้ง ๙๐ กว่าปี อายุ ๑๐๒ ปี ท่านยังจำความหมายไว้ชัดเจน และมีสติดีมาก เพราะฝึกไว้มาก สะสมไว้มาก เป็นรัตตัญญูรู้กาลเวลาได้มากมาย มันอยู่ตรงนี้

    บางคนบอกแก่แล้วฝึกไม่ได้ ต้องได้! ถ้าพยายามและทำเสมอ เช่นกำหนดพองหนอ ยุบหนอ นอนแล้วให้กำหนดนักปฏิบัติไม่ค่อยทำ บอกว่าเพลีย เหนื่อย อ่อนใจ

    ถ้าโยมอยู่ด้วยสมาธิกับจิต อยู่ด้วยสติแล้ว วันนี้เพลียมาก พรุ่งนี้คงไปไม่ไหว ถึงเวลามันจะออกเดินได้ไหว ถึงเวลามันก็พูดได้ ถึงเวลาก็แบกหามได้ นี่อยู่ตรงนี้

    ไม่ใช่ว่าเพลียมาก วันนี้ไม่ต้องสวดมนต์ แล้วไม่ต้องพร่ำภาวนาไม่ต้องตั้งสติ นอนเลย! อย่างนี้ก็ไปไม่ได้
    ถ้าเราฝึกตั้งสติไว้ทุกอิริยาบถ วันนี้รู้สึกเพลียมาก รู้สึกไม่สบาย คิดว่าพรุ่งนี้จะไปงานไม่ได้ พอถึงเวลากระฉับกระเฉงทันที เพราะมันถึงเวลาที่เคยทำ ถึงเวลาที่เคยพูด ถึงเวลาที่เคยแบกหาม ถึงเวลาที่เคยเขียนหนังสือ มันต้องเขียนแน่ ๆ

    ถึงเวลาก็ไปได้อย่างนี้ แล้วไม่เพลียด้วยนะ คิดว่าไปไม่ไหวแล้ว แต่แล้วกระฉับกระเฉง สะสมหน่วยกิตใช้สติกำหนดไว้ มันก็ออกมาช่วยเราคือ พลังจิต เรียกว่าสมาธิภาวนาที่เรารวมไว้ มันก็จะไปได้อีก จุดนี้นักปฏิบัติไม่ทราบ นักปฏิบัติไม่เข้าใจ
    จะเป็นพระสงฆ์องค์ชีก็ตาม ถ้าปฏิบัติโดยต่อเนื่องจะเป็นสมณะ โยมฆราวาสเป็นสมณะได้ไหม? ได้!
    สมณะ แปลว่าความสงบ สงบกาย สงบวาจา สงบเสงี่ยม เจียมตน มีหิริโอตัปปะ มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปทุจริต ผิดศีลธรรม มันจะบอกออกมาโดยอัตโนมัติ

    และจะสำรวมอินทรีย์หน้าที่การงานที่เราสำรวมไว้แต่เดิมที่มา คือตัวสตินี้ นี่คือ พองหนอ ยุบหนอ
    บางทีสมาธิดี เผลอ ขาดสติ มันจะวูบลงไป ศีรษะจะโขกลงไป และจะกระสับกระส่าย โยกคลอน โยกไปทางโน้น โยกไปทางนี้ เป็นเพราะสมาธิดี ขาดสติ สติไม่มี มันจึงวูบลงไป กำหนดไม่ทัน ไม่ทันปัจจุบัน

    การกำหนดไม่ทัน วิธีแก้ทำอย่างไร กำหนดรู้หนอ รู้หนอ ถ้ามันงูบลงไปต้องกำหนด ไม่อย่างนั้นนิสัยเคยชินทำให้พลาด ทำให้ประมาท เคยตัว

    ทุกอย่างต้องรู้ ทำอย่างไรจะรู้ได้ มันเป็นอดีตไปแล้ว มันล่วงเลยไปแล้ว ทำอย่างไรจะย้อนไปกำหนด ย้อนกำหนดไม่ได้หรอก จะบอกให้ ต้องรู้หนอ รู้หนอ รู้หนอ

    กำหนดรู้หนอ เอาจิตปักที่ลิ้นปี่ ถ้ากำหนดแต่ปากเฉย ๆ โยมไม่รู้จริง เป็นการรู้อย่างที่เขารู้กันทุกคน รู้ไม่พิเศษ รู้ไม่เป็นความจริง

    ถ้าปักให้ลึกถึงลิ้นปี่ รู้หนอ รู้หนอ โยมจะไม่พลาดอีกต่อไป ถึงวูบไปต้องจับได้ งูบลงไปตอนพองหรือยุบ เวลางูบลงไปต้องจับให้ได้นะ

    บางทีงูบไป ครูจะถามว่า งูบตอนไหนโยม โยมก็บอกไม่ถูก ไม่ทราบจับไม่ได้ ก็แสดงว่า โยมไม่มีสติ ถ้าสติดีนะ มันจะรู้ว่างูบตอนพองหรือตอนยุบ

    ตรงนี้นักปฏิบัติที่นั่งเมื่อตะกี้ งูบกันหลายคน แต่งูบมี ๒ วิธี วิธีหนึ่งคือหลับ มันงัวเงียก็งูบลงไป วิธีนี้ยังไม่ต้องสอบอารมณ์

    อีกวิธีหนึ่งงูบด้วยสมาธิ เช่นพองหนอ ยุบหนอ ได้จังหวะไหม ถ้าได้ทำไปมันก็เพลิน มันก็เผลอ มันก็พลาด มันก็เกิดความประมาท วูบทันที เผลอมันเอาเราเลยนะ วูบลงไปเลยนะจับไม่ได้ด้วย

    ถ้าจับไม่ได้ วิธีการปฏิบัติทำอย่างไร ผู้ปฏิบัติต้องกำหนดตั้งตัวตรง หยุดพองยุบ หายใจยาว ๆ หายใจยาว ๆ ลงไปแล้วเอาจิตปักที่ลิ้นปี่ กำหนดว่า รู้หนอ ๆๆๆ วันนี้เป็นการเตรียมตัว เป็นการป้องกันที่มันจะเกิดงูบในโอกาสหน้าอีกครั้งหนึ่ง
    พอเรากำหนดพองหนอยุบหนอ มันจะงูบ ชักเพลินละ ตอนที่เพลินจะเกิดความเผลอ ที่จะเผลอเกิดจากอะไรผู้ปฏิบัติไม่รู้
    เวลาจะเผลอ มันจะเพลินก่อน ทำเพลินให้จิตลืม คือหมดสติ มันลืมพอลืมแล้วจะเผลอ วูบลงไปนี่มาจากไหน
    ผู้ปฏิบัติโปรดทราบ มาจากความเพลิน กำหนดเพลินหนอ เพลินไปเพลินมาวูบไม่รู้ตัว แล้วก็ไม่ทราบด้วยว่าวูบตอนพองหรือตอนยุบ

    ถามแล้วตอบไม่ได้แม้แต่รายเดียวก็แสดงว่าสติไม่พอ สมาธิมันมากเกินกว่าสติ ยังงี้เป็นต้น จึงกำหนดแก้ว่ารู้หนอ รู้หนอ ห้ารู้ ยี่สิบรู้ กำหนดไป พอกำหนดตัวตรง รู้หนอ สติดีแล้ว ก็เตรียมท่าต่อไป กำหนดพองหนอยุบหนอต่อไป
    พอกำหนดพองหนอ ยุบหนอต่อไปอีก มันชักเพลินอีกแล้ว หมายถึงสมาธิดีนะ กำหนดคล่องแคล่ว สมาธิดีแล้ว มันจะเพลิน กำหนดชักใจลอย จิตออกไปก็ไม่รู้ จิตออกไปไหนก็ไม่ทราบ เพราะขาดสติควบคุม ตรงนี้นักปฏิบัติต้องเป็นทุกคน ขอฝากไว้จิตออกตอนไหน รู้ไหม ไม่ทราบค่ะทุกราย

    ถ้าสติโยมดี มันจะออกตรงไหนล่ะ จิตจะออกจากที่เรากำหนด มันจะออกไปข้างนอก ออกไปคิดถึงบ้าน ถึงเพื่อน ถึงแฟน ออกไปคิดถึงลูก ถึงบ้านช่องของตน มันจะออกตรงไหนนะ
    ถ้าจิตหยาบไม่รู้นะ มันออกไปเสียนานแล้ว จิตหนึ่งก็บอกว่า พองหนอ ยุบหนอ อีกจิตหนึ่งไปคิดถึงบ้านนานแล้ว อยากจะถามโยมว่า ออกไปตอนไหน ออกไปทางหลังบ้าน หรือตีนท่าไม่ทราบนี่ตรงนี้สำคัญมาก

    ไม่ใช่กำหนดเพลิน ๆ แล้ว ก็กำหนดเรื่อยไป จนกว่าจะหมดชั่วโมงนะ ไม่ใช่อย่างนี้นะ โยมจะไม่ได้อะไรเลย ขอฝากไว้อย่างนี้ ไม่ได้ทำง่ายและไม่ได้ทำยาก แต่ต้องกำหนดให้ได้ปัจจุบัน

    คอยระวังมาก กำหนดเพ่งมากก็ไม่ดีนะ ตึงไป แล้วจิตมันจะเครียด มันจะขึ้นสมอง มันจะปวดหัวพอปวดหัวแล้วแก้ยาก ต้องหายใจยาว ๆ แก้ปวดหัวคลายเครียดนะ

    ถ้าโยมเครียดเพราะทำงาน หรือปฏิบัติเครียด เกิดมึนศีรษะ เกิดปวดลูกตา โยมนั่งเฉย ๆ อย่าพองยุบแล้วก็หายใจยาว ๆ สักพักหนึ่งเดี๋ยวหายปวดศีรษะ หายปวดลูกตาทันที นี่มันเกิดจากเครียดนะ เกิดจากเกร็งด้วย
    ตัวกำหนด ทำให้เมื่อยปวดทั่วสกนธ์กายก็ได้ ทำให้ขาเกร็ง ทำให้แขนเกร็ง และมันจะขึ้นประสาท ทำให้มึนศีรษะและลงไปที่ปลายเท้า ทำให้ขาแขน ขาก้าวไม่ออก นี้เป็นลักษณะของกรรมฐานทั้งสิ้น

    แต่วิธีปฏิบัติต้องกำหนดให้ได้ กำหนดรู้หนอให้ได้สมมติว่ากำหนด พอง...หนอ...ยุบ...หนอ...พอง...หนอ...ยุบ...หนอ... ไปเรื่อย ๆ ถ้าเพลินเมื่อใด มันจะออกตอนเผลอที่จะเพลิน จิตจะแวบออกไปเลยนะ โยมจะไม่รู้ตัวนะ
    ตรงนี้ทำแล้วก็เพลินกำหนดไป พองหนอ ยุบหนอ จิตก็อยู่ที่พองหนอ ยุบหนอ อีกจิตหนึ่งออกไปเสียแล้ว ออกไปคิดถึงเพื่อน ออกไปคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ แล้วคิดถึงเรื่องที่คุยเมื่อเย็นนี้ คิดถึงที่เรานั่งนินทากัน มันจะออกไปรับรู้ตรงนั้น ตรงนี้นักปฏิบัติไม่ค่อยรู้ จับไม่ได้เพราะเหตุใด

    ขอตอบให้โยมฟังว่าขณะที่กำหนดนั้น มันจะเพลินและมันจะเผลอและมันจะแวบออกไปตอนเผลอ จิตจะออกตอนเผลอจำไว้ เวลาเพลินต้องตั้งสติให้ดีนะ กำหนดให้ดีเดี๋ยวจะรู้ได้ว่า จิตนี้ออกแล้ว กำลังจะขยับแล้ว จะขยับตัวไปคิดเรื่องนั้น จะขยับตัวไปคิดเรื่องนี้ นี่เรื่องจิตที่ละเอียด

    ถ้ากำหนดบ่อย ๆ ครั้งจะรู้ได้เองว่าจิตจะออกตอนไหน ไปคิดที่ไหนอย่างไร พอขยับตัวหน่อยเราก็กำหนดทันที รู้หนอ อ๋อ! รู้ตัวแล้ว จิตมันจะไม่ออกไป

    จะบอกเราในขณะพองหนอ ยุบหนอว่า อ๋อ! อารมณ์เสียแล้ว หมายความว่าเสียอารมณ์ที่เราไปคุยกัน จึงได้เน้นผู้ปฏิบัติอยู่ในห้องกรรมฐาน อย่าคุยกัน อยู่ตรงนี้นะ

    ถ้าโยมคุยกันจนเฟ้อ จนเสียอารมณ์ แล้วมานั่ง อารมณ์ที่นั่งคุยนั้นมาจะมาโผล่ที่พองหนอ ยุบหนอ พอไปกำหนดมันเข้า จิตมันก็ทะเล้นออกไป เหมือนเรากดของอยู่ในถ้วยในโถ กดไปมันก็ทะลักขึ้นมา นี่ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้นอย่ากดมาก
    กำหนดแล้วก็สำรวม สังวร ระวัง คือตั้งสติไว้อย่างเดียว มันเป็นการสำรวม สัมปชัญญะแปลว่าสังวร บวกกันเป็นตัวระวัง สตินี้มันก็ดีขึ้น แล้วก็จะจับจุดที่จิตถูกต้อง และจิตจะออกไปคิดอะไรก็รู้ตัว เราจะได้กำหนดทันปัจจุบัน ที่เรียกว่าปัจจุบัน น่ะ โยมไม่เข้าใจกันเยอะ

    โยมปฏิบัติให้ทันปัจจุบัน ปัจจุบันอะไร ไม่รู้จริง ๆ นะ นี่อธิบายให้เข้าใจแล้ว อธิบายอย่างละเอียดแล้ว จึงได้เน้นในข้อนี้
    การกำหนดพองหนอ ยุบหนอ ถ้าหากว่ากำหนดพองเป็นยุบ ยุบเป็นพอง พองหนอยังไม่หนอ ยุบลงไปยังไม่หนอ พองออกมาอีกแล้ว อย่างนี้ไม่มีสมาธิ ยังรวมสติไม่ติด

    แต่ต้องหัดฝึกพองหนอ ยุบหนอ ให้ได้จังหวะเสียก่อน การฝึกพองหนอ เอามือคลำดูที่ท้อง หายใจให้ยาว ๆ ฝืนก่อนทีแรกเราหายใจไม่ถูกระบบของมัน หายใจตามอารมณ์ที่เคยหายใจตั้งแต่เป็นเด็ก และเราต้องฝืนหายใจให้ยาว ๆ เดี๋ยวมันจะคล่องแคล่วทีเดียว พอคล่องแคล่วได้ปัจจุบันแล้วสบายมาก จิตมันจะออกไปตรงไหนมันก็จะบอกเราเอง
    เวลาจิตจะออกไปคิดอะไร ขอยืนยันว่าโยมทุกคนคงจะไม่รู้ว่าออกเมื่อไร ขณะรับประทานอาหาร ดูแกงก็อร่อย ดูขนมก็อร่อย เคี้ยวไปเคี้ยวมา จิตหนึ่งไปคิดโน่น อีกจิตหนึ่งคิดถึงความหลังที่ผ่านมา จิตหนึ่งคิดเมื่ออยู่เป็นเด็ก ๆ จิตหนึ่งคิดเมื่อตอนอยู่โรงเรียน จิตหนึ่งคิดไปกับเพื่อนที่โน่น นี่ขณะรับประทานอาหารเป็นอย่างนั้นนะ

    แต่เราสำรวมรับประทานอาหารเคี้ยวให้ละเอียด จิตมันจะอยู่ที่ฟันที่เคี้ยว แล้วก็กลืนลงไป รับรองโรคภัยไข้เจ็บที่มีมันจะหายได้เหมือนกันในเมื่อเคี้ยวมีสติ

    จึงบอกว่า รับประทานอาหารช้า ๆ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะก็ช้า มีสติไว้ รับรองโยมไม่ค่อยเป็นโรคริดสีดวงลำไส้ ไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร มีสติกำหนดเหมือนยารักษาโรคไปในตัวด้วย

    สติตัวนี้เป็นตัวควบคุม เป็นตัวตั้งตัวตี เป็นตัวมีเงินมีทอง คนไร้สติขาดเหตุผล คนไร้เงินไร้ทอง ไร้ความเป็นอยู่ของชีวิต นี่อยู่ตรงที่ไร้สตินี้

    และจิตจะออก โยมตามอาตมาพูดด้วย จริงไหมว่ากำหนดพองหนอยุบหนอเพลินไป จิตมันคิดเสียเมื่อไรก็ไม่รู้ คิดไปตั้งนานแล้ว บางทีทั้งชั่วโมงคิดข้างนอกทั้งนั้น

    จิตมี ๑๒๑ ดวง ๑๒๑ กระแสอารมณ์ อารมณ์หนึ่งก็พองหนอยุบหนอ อารมณ์หนึ่งอยู่หลังบ้าน อารมณ์หนึ่งก็คิดเสียใจ อารมณ์หนึ่งก็คิดดีใจได้เงินได้ทอง มันหลายอารมณ์มารวมกันขณะกำหนด เลยก็เกิดความฟุ้งซ่าน เมื่อเกิดฟุ้งซ่านแล้วการกำหนดก็ไม่ได้ดีด้วย

    แต่วิธีปฏิบัตินั้นให้เอาปัจจุบัน คือ กำหนดพร้อม ๆ กัน ได้จังหวะดีก็กำหนดไปเรื่อย ๆ คอยระวังอีกวันหนึ่งเพลินเผลอจิตแวบ จิตมันจะหนีเราตอนเผลอ

    เหมือนเราเป็นจิต เขามียามคุมเรา มีผู้คุมเรา มีนายตรวจดูเราตั้ง ๔ คน แล้วเราจะหนีเขาไป เราก็หนีตอนเผลอนะ ถ้าเขาเผลอเราก็แวบ หนีไปเลย อย่างนี้เป็นต้น

    นี่ก็เช่นเดียวกัน เวลากำหนดนี้มันเพลิน กำลังกำหนดพองหนอยุบหนอ จิตหนึ่งก็ไปคิดอะไรนานาประการ แต่ห้ามไม่ให้คิดไม่ได้ เป็นธรรมชาติของจิต ต้องคอยสำรวมต้องคอยกำหนดปัจจุบัน

    ถ้าโยมทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ สัก ๗ วันแล้วนั้น จะรู้เองว่าจิตมันละเอียด จิตมันจะออกไปตรงไหน มันจะขยับตัวให้เรารู้ มันไวยิ่งกว่าเครื่องบิน แต่เราสติมากกว่า ดูแลมากเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ เหมือนเรดาร์ เรดาร์คือสติจะจับทุกจุดแล้วมันจะควบคุมไว้ได้ต่อภายหลัง

    นี่แหละรู้สึกทำยาก โยมอย่าท้อแท้นะ คิดว่าเรามาทำคงไม่ได้ มันฟุ้งซ่านจัง มันคิดถึงเรื่องเก่า มันคิดถึงเรื้องอะไรหลาย ๆ เรื่อง อย่าไปท้อแท้ ก็กำหนดไปเรื่อย ๆ เพราะเป็นธรรมชาติ

    ในเมื่อโยมนอนหลับปุ๋ยไปมันจะเลิกคิด เป็นธรรมชาติของจิต ถ้าลืมตาขึ้นเมื่อใด รู้ตัวเมื่อใด มันจะต้องคิด แต่จะคิดเรื่องอะไรแล้วแต่โยม ของใครของมัน ฝากความนึกคิดไว้ก่อนนอน

    ยกตัวอย่าง โยมกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องต่าง ๆ แล้วนอนหลับไป ถ้าสติขาดไปนะ จะฝันไป ฝันถึงเรื่องนั่น นำมาตรงกันข้ามเป็นเรื่องเป็นราวไปได้แล้วก็เป็นเรื่องไม่จริง เป็นความฝันไป แต่ความฝันนั้นไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเรื่องของอารมณ์ที่ฝากคิดไว้แล้วทำให้ฝัน



    http://www.mindcyber.com/life/smati/smati_1121.php

    สติปัฏฐาน - ภาคปฏิบัติ / การกำหนดจิต / วิปัสสนา – พัฒนาจิต

    สติปัฏฐาน - ภาคปฏิบัติ / การกำหนดจิต / วิปัสสนา – พัฒนาจิต
    สติปัฏฐาน - ภาคปฏิบัติ
    พระภาวนาวิสุทธิคุณ
    ๔ พ.ค. ๓๒
    การบำเพ็ญจิตภาวนาตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ของพระพุทธเจ้าของเรานี้ วิธีปฏิบัติเบื้องต้นต้องยึดแนวหลักสติเป็นตัวสำคัญ
    สติปัฏฐาน ๔ มีอยู่ ๔ ข้อ สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมใหม่ จงท่องความหมายนี้ไว้ก่อน

    ข้อที่ ๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน แปลตามศัพท์ว่า พิจารณากายในกาย นี้สักแต่ว่ากาย ไม่มีตัวตนบุคคลเราเขา แต่โดยวิธีปฏิบัติแล้ว ให้เอาสติ เอาจิตเพ่งดูกาย ยืน เดิน นั่ง นอน เหลียวซ้าย แลขวา จะคู้แขนเหยียดขาต้องติดตามดู คือใช้สตินี่เอง ดูร่างกายสังขารของเรา อันนี้เรารู้ไว้เป็นเบื้องต้นก่อนสำหรับข้อหนึ่ง

    ข้อที่ ๒ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนาเป็นสภาพที่ทนอยู่ไม่ได้ บัญชาการไม่ได้ ต้องเป็นตามสภาพนี้ และเป็นไปตามธรรมชาติเหล่านี้ เวทนามีอยู่ ๓ ประการด้วยกัน ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอุเบกขาเวทนา

    ทั้งสามประการนี้ จุดมุ่งหมายก็ต้องการจะให้สติไปพิจารณาเวทนานั้น ๆ เช่น ฝ่ายสุขก็มีทั้งสุขกาย สุขใจ อันนี้เรียกว่า สุขเวทนา แล้วก็ทุกข์กายทุกข์ใจ หรือจะว่าทุกข์ทางด้านกายและใจก็ได้ เรียกว่า ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา ก็คือไม่สุขไม่ทุกข์ จิตใจมักจะเลื่อนลอยหาที่เกาะไม่ได้ เรียกว่า อุเบกขาเวทนา

    วิธีปฏิบัติต้องใช้สติกำหนด คือตั้งสติระลึกไว้ ดีใจก็ให้กำหนด กำหนดอย่างไรหรือ กำหนดที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ จากจมูกถึงสะดือให้ได้ หายใจขึ้นลงยาว ๆ กำหนดว่า ดีใจหนอ ดีใจหนอ

    ทำไมต้องปฏิบัติ เช่นนี้เล่า เพราะความดีใจและสุขกายสุขใจนั้น เดี๋ยวก็ทุกข์อีก สุขเจือปนด้วยความทุกข์อย่างนี้เพื่อความไม่ประมาทในชีวิตของเรา จะต้องรู้ล่วงหน้า รู้ปัจจุบันด้วยการกำหนด จึงต้องกำหนดที่ลิ้นปี่ บางคนบอก กำหนดที่หัวใจ ถูกที่ไหน หัวใจอยู่ที่ไหนประการใด อันนี้ผู้ปฏิบัติยังไม่ต้องรับรู้วิชาการ ทิ้งให้หมด ปฏิบัติตรงนี้ให้ได้ ลิ้นปี่เป็นขั้วแบตเตอรี่ชาร์ทไฟฟ้าเข้าหม้อ ทุกคนไปแปรธาตุการปฏิบัตินี้ไม่ใช่การวิจัย ไม่ใช่ประเมินผล แต่เป็นการให้ผุดขึ้นมาเองโดยปกติธรรมดานี่แหละ ให้มันใสสะอาด รู้จริงรู้จัง รู้ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิ ให้รู้ขึ้นมาเอง

    คำว่ารู้เองนี้ทำยาก รู้วิชาการทำง่าย อ่านหนังสือท่องได้ก็ได้ แต่รู้เองให้ใสสะอาดขึ้นมารู้ยาก ทำไมจะรู้ได้ง่ายต้องปฏิบัติขึ้นมา ดีใจ เสียใจ มีความสุขกายสุขใจ อย่าประมาทเลินเล่อนัก เราต้องตั้งสติทุกอิริยาบถตามกำหนด

    การกำหนดจิตนี้หมายความว่า ให้ตั้งสติ เป็นวิธีปฏิบัติ สัมปชัญญะมีความรู้ตัวอยู่ตลอดปัจจุบัน อย่างนี้เป็นต้น อดีตไม่เอา อนาคตไม่เอา ให้เอาปัจจุบันที่มันเกิดขึ้น ให้ปฏิบัติอย่างนี้ โดยข้อปฏิบัติง่าย ๆ
    ถ้าเสียใจ มีความทุกข์ใจ มันอยู่ในข้อนี้ จึงต้องกำหนดที่ลิ้นปี่ เสียใจหนอ ๆ หายใจลึก ๆ ยาว ๆ เสียใจเรื่องอะไร เป็นการป้อนข้อมูลไว้ให้ถูกต้อง

    สตินี่ระลึกได้ หมายถึงตัวแจงงาน หาเหตุที่มาของทุกข์ ตัวสัมปชัญญะเป็นตัวบอกให้รู้ ให้มีความเข้าใจเรียกว่า ปัญญา รู้เท่าทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันนั่นเอง คนเรานี่จึงต้องกำหนดที่เวทนานี้

    ปวดเมื่อยเป็นเวทนาทางกาย แต่จิตไปเกาะ อุปาทานยึดมั่น ก็ปวดใจไปด้วย เช่นเราเสียใจ ร่างกายไม่ดี สุขภาพไม่ดี เป็นโรคภัยไข้เจ็บ จิตมันก็เกาะที่เจ็บนั้น จึงต้องให้กำหนดด้วยความไม่ประมาท เป็นวิธีฝึกปฏิบัติก็กำหนดเวทนานั้น

    ปวดหัวเข่าที่ไหนก็ตามต้องตามกำหนด กำหนดเป็นตัวปฏิบัติเป็นตัวระลึก เอาจิตไปสู่จุดนั้น เป็นอุปาทานยึดมั่นก่อน เพราะเราจะก้าวขึ้นบันไดก็ต้องเกาะยึด เราจะก้าวต่อไปก็ต้องปล่อย นี่อุปาทาน ถ้าใหม่ ๆ นี้เรียกว่า สมถะ สมถะยึดก่อนแล้วปล่อยไปก็เป็นวิปัสสนา เป็นต้น เราจะทราบความจริงถึงจะเป็นวิปัสสนาขึ้นมาต่อภายหลัง

    เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจอย่างนี้ ต้องกำหนด ส่วนใหญ่ไม่กำหนดกัน จึงไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างนี้เป็นต้น มีความสุขทางไหนก็ตาม เดี๋ยวจะทุกข์อีก นี่มันแก้ไม่ได้เพราะอย่างนี้

    เกิดที่ไหนต้องแก้ที่นั่น ไม่ใช่ไปแก้กันที่อื่น หาเหตุที่มาของมัน คือ สติ สติเป็นตัวกำหนด เป็นตัวหาเหตุ เป็นตัวแจงเบี้ย บอกให้รู้ถึงเหตุผล ตัวสัมปชัญญะรู้ทั่วรู้นอก รู้ใน นั่นแหละคือตัวปัญญา ความรู้มันเกิดขึ้น

    ตัวสมาธิ หมายความว่า จับจุดนั้นให้ได้ เช่น เวทนา ปวดเมื่อย เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติมาก จึงต้องให้กำหนด ไม่ใช่ว่ากำหนดแล้วมันจะหายปวดก็หามิได้ ต้องการจะใช้สติไปควบคุมดูจิตที่มันปวด

    เพราะปวดนี่เราคอยยึดมัน จิตก็ไปปวดด้วย เลยก็กลับกลายให้เกิดทุกข์ใจขึ้นมา เพราะอุปาทานไปยึดขึ้นมาอย่างนี้เป็นต้น จุดมุ่งหมายก็ต้องการให้เอาสติไปดู ไปควบคุมจิตว่ามันปวดมากแค่ไหนประการใด

    อุเบกขาเวทนา ไม่สุขไม่ทุกข์ ใจก็ลอยหาที่เกาะไม่ได้ ใจลอยเหม่อมองไปแล้ว เห็นคนเป็นสองคนไป จึงต้องกำหนดเวทนา กำหนดที่ไหน กำหนดที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ ลึก ๆ สบาย ๆ แล้วก็ตั้งสติระลึกก่อน กำหนดรู้หนอ ๆๆๆ

    ถ้าเราสร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมาได้ครบ ป้อนข้อมูลเข้าไป รู้หนอ ๆ เดี๋ยวสติรวมยึดมั่นในจิต จิตก็แจ่มใส ความทุกข์นั้นก็จะหายไป

    อุเบกขาเวทนา ไม่สุขไม่ทุกข์ ส่วนใหญ่จะประมาทพลาดพลั้ง จึงต้องกำหนดทุกอิริยาบถดังที่กล่าวนี้

    ข้อที่ ๓ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ต้องท่องให้ได้ ทำไมเรียก จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฐานของจิตต้องยึดในฐานทัพนี้ จิตเป็นธรรมชาติที่คิดอ่านอารมณ์ รับรู้อารมณ์ไว้ได้เหมือนเทปบันทึกเสียง จิตเกิดที่ไหน ผู้พัฒนาจิตต้องรู้ที่เกิดของจิตอีกด้วย

    จิตเกิดทางอายตนะ ธาตุอินทรีย์นี่เอง จะพูดเป็นภาษาไทยให้ชัด ตาเห็นรูปเกิดจิตที่ตา หูได้ยินเสียงเกิดจิตที่หู จมูกได้กลิ่นเกิดจิตที่จมูก ลิ้นรับรสเกิดจิตที่ลิ้น กายสัมผัสร้อนหรือหนาว อ่อนหรือแข็งที่นั่งลงไป เกิดจิตทางกาย เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

    วิธีปฏิบัติทำอย่างไร ให้ทำอย่างนี้ ที่มาของจิตรู้แล้วเกิดทางตา ตาเห็น เห็นอะไรก็ตั้งสติไว้ จับจุดไว้ที่หน้าผาก อุณาโลมา..... กดปุ่มให้ถูก เหมือนเรากดเครื่องคิดเลข บวกลบคูณหารมีครบ กดปุ่มให้ถูกแล้วผลลัพธ์จะตีออกมาอย่างนี้

    เห็นหนอ ๆ เห็นอะไร เห็นรูป รูปอยู่ที่ไหน สภาวะรูปนั้นเป็นอย่างไร สภาพผันแปรกลับกลอกหลอกลวงได้ เยื้องย้ายได้ทุกประการ เรียกว่า รูป เป็นเรื่องสมมติ และเป็นเรื่องทำลายได้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวนดับไป คือรูป ต้องกำหนด นักปฏิบัติอย่าทิ้งข้อนี้ไม่ได้

    ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นธรรมชาติของจิตเกิดที่ตา เกิดแล้วกำหนด ไม่ใช่ว่าเราแส่ไปหากำหนดข้างนอก ตาเห็นอะไรก็กำหนดว่า เห็นหนอ ทำไมต้องกำหนดด้วย เพราะจิตมันเกิด ตาสัมผัสกับรูปเกิดจิต ในเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เห็นของเหล่านั้น เรายังไม่มีปัญญา

    เราชอบไหม ชอบเป็นโลภะ ไม่ชอบเป็นโทสะ เราไม่ใช้สติเลยกลายเป็นคนโมหะ รู้ไม่จริงรู้แค่ตาเนื้อ ไม่รู้ตาใน ดูด้วยปัญญาไม่ได้ เลยดูด้วยโมหะ คนเราจึงได้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปดังที่กล่าวแล้ว ต้องใช้สติ

    นี่ข้อจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นธรรมชาติของจิตต้องพัฒนาตรงนี้ ต้องกำหนดทุกอาการ ทุกอิริยาบถ หูได้ยินเสียง หูกับเสียงอย่างไร ไกลแค่ไหนอย่างไร ไม่ต้องไปประเมินผล ไม่ต้องวิจัย ห้าม! ห้ามเพราะเหตุใด
    เพราะมันเป็นวิปัสสนึกไป นึกขึ้นมาก็วิจัยตามวิชาการ มันจะไม่ได้ผล เราก็ตั้งสติไว้ที่หู ฟังเสียงหนอ เราฟังเฉย ๆ ไม่ได้หรือ ทำไมต้องกำหนดด้วย

    ถ้าเราไม่กำหนด เราจะขาดสติ ถ้ากำหนดก็เป็นตัวฝึกสติ ให้มีสติอยู่ที่หู จะได้รู้ว่าเสียงอะไร เสียงหนอ ๆ กำหนดเสียงเฉย ๆ ได้ไหม ได้! แต่ไม่ดี เพราะเหตุใด

    หนอ ตัวนี้เป็นการรั้งจิตให้มีสติดี มีความหมายอย่างนั้น คำว่าหนอนี้ เป็นภาษาไทย หนอดีมาก เราจะบอกว่าเสียงหนอ มันรั้งจิตได้ดีมาก มีสติดีในการฟัง ระลึกหนอว่าเสียงเขาด่า เสียงเขาว่า หรือเสียงเขาสรรเสริญเยินยอ ประการใด

    สัมปชัญญะ ตัวรู้ว่าเสียงนี้ของนาย ก. เสียงนี้ของ นาง ข. มาพูดเรื่องอะไร ตัวสติจะแจงเบี้ยหาเหตุที่พูด ทำไมเขาจึงพูดเช่นนั้น ตัวสัมปชัญญะก็บอกกับเราว่า อ๋อ เขาพูดนี่ เพราะอิจฉาเรา เขาด่าเรา มาว่าเรา สติบอก สัมปชัญญะเป็นตัวคิด ปัญญาก็แสดงออก คอมพิวเตอร์ตีออกมาว่า เสียงนี้ไร้ประโยชน์ เกิดขึ้นตั้งอยู่ก็วูบดับไปทันทีที่หู เลยก็ไม่ต่อเนื่องเข้ามาภายในจิต เราก็ไม่มีการเศร้าหมองใจ เพราะข้อคิดนี้

    เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติ ต้องกำหนดตรงนี้ ไม่ใช่เดินจงกรมนั่งปฏิบัติ พองหนอยุบหนอให้ได้ ไม่ใช่ตรงนั้น ตรงนั้นเป็นตัวสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีพลังจิต ในข้อคิดของวิปัสสนาญาณอีกประการหนึ่งต่างหาก

    ผู้ปฏิบัติต้องเริ่มต้นด้วยการพิจารณาดูจิต จิตเกิดทางหู ถ้าเราสร้างเครื่องได้ดีแล้ว ป้อนข้อมูลถูก สร้างระบบถูก ข้อมูลในจิต คือ อารมณ์ที่เราเก็บเอาไว้นานนักหนาแล้ว คลี่คลายไม่ออกแฝงไว้ในอารมณ์คือ โลภะ โทสะ โมหะ ทำให้จิตเศร้าหมองมาช้านาน ไม่ผ่องใสจึงต้องกำหนดอย่างนี้

    เสียงหนอ ๆ ไม่ใช่เท่านี้เลยนะ เสียงเขาด่า ใช่แล้วถ้าเรามีสมาธิดี สะสมหน่วยกิตสติปัฏฐานสูตรไว้ชัดเจน เสียงหนอ ก็รู้แล้ว อ๋อเขาด่าเรา ด่าเราตรงไหน มีตัวตนตรงไหนบ้าง ที่เราจะถูกด่า แล้วเจ็บช้ำน้ำใจเช่นนี้ เราก็ใช้ปัญญานี้เอง
    ฟัง อ๋อเขาด่า ด่ามาโดยสมมติว่าด่าเรา คิดว่าอย่างนั้น แต่เราอยู่ตรงไหน ก็หาตัวเราไม่ได้ ตัวเราไม่มี อย่างนี้คือ ปัญญา ไม่มีตัวตน ไม่มีบุคคล แต่เป็นโดยสมมติขึ้นมาที่เขาด่าเท่านั้น แล้วก็แปรปรวนเปลี่ยนแปลงสภาพของมันแล้วก็หลุดไป ดับวูบไปที่หู อันนั้นก็หมดสิ้นไป นี้เรียกว่า ตัวปัญญา

    นักปฏิบัติต้องกำหนดทุกอิริยาบถในการฝึก เป็นการดัดนิสัยให้เข้าสู่จุดมุ่งหมายของผู้มีปัญญา เป็นความเคยชินจากการปฏิบัติธรรม ส่วนใหญ่พูดอย่างนี้ใครก็ทำได้ ใครก็รู้แต่ปฏิบัติจริง ๆ ไม่ได้ เพราะไม่เคยกำหนดเลย ปล่อยเลยไปหมด เข้ามาถึงจิตใจภายใจจิต คือ ประตูทั้ง ๖ ช่อง เข้ามาถึงห้องใน ที่นอนของเรา จนแต้มจนด้วยเกล้า จนด้วยปัญญา แก้ไขปัญญาไม่ได้เลย เพราะมันอยู่ในจุดนี้เป็นจุดสำคัญ

    แต่ผู้ปฏิบัติธรรมเอาไปทิ้งหมด ไม่เคยปฏิบัติจุดนี้เลย มีแต่ จะจ้องเดินจรงกรม จ้องท้องพองหนอยุบหนออย่างเดียว เป็นไปไม่ได้ ไม่ครบสติปัฏฐาน ๔ ปฏิบัติในข้อจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานสูตร ข้อนี้เป็นข้ออินทรีย์หน้าที่การงานที่จะต้องรับผิดชอบตัวเอง ต้องกำหนดเสียงหนอ ๆ ถ้ากำหนดไม่ทัน มันเลยเป็นอดีตไปแล้ว เกิดเข้ามาในจิตใจเกิดโทสะ เกิดโกรธขึ้นมาทันทีทำอย่างไร ไปเสียงหนออีกไม่ได้ ต้องกำหนดตัวสัมปชัญญะ กำหนดที่ไหน กำหนดที่ลิ้นปี่

    บางทีไปสอนไม่เหมือนกันเสียแล้ว หลับหูหลับตาว่าส่งเดชไป จะถูกจุดได้อย่างไร กดเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ถูก กดไม่ถูกจุด แล้วมันจะออกมาอย่างที่เราต้องการไม่ได้ นี้สำคัญ

    ผู้ปฏิบัติเน้นในข้อนี้ให้มากต้องกดที่ลิ้นปี่ แต่อรรถาธิบายอย่างไรนั้น จะไม่อธิบายในที่นี้ ขอให้ท่านโง่ไว้ก่อน อย่าไปฉลาดตอนปฏิบัติเดี๋ยวจะคิดเอาเอง เกิดขึ้นมาเดี๋ยวท่านจะได้ของปลอมไปนะ จะได้ของไม่จริงไปอย่างนี้

    กำหนดที่เลยเป็นอดีตแล้ว ต้องกำหนดอยู่อย่างเดียวคือ รู้หนอ ไว้ก่อน รู้ว่าเรื่องอะไรก็ยังบอกไม่ได้ ทำไมจะรู้จริง ทุกสิ่งต้องกำหนดทั้งนั้น ที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ หายใจอย่างไร

    ต้องตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ สูดลมหายใจจากจมูกถึงสะดือ แล้วก็ตั้งสติที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ รู้หนอ ๆ เพราะมันเลยไปแล้วเป็นอดีต กำหนดปัจจุบันไม่ได้ ต้องกำหนดตัวรู้ อย่างนี้เป็นต้น รับรองได้ผลแน่

    ข้อที่ ๔ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธรรมในธรรม หมายความว่า เรามีสติปัญญาจะรู้แยกจิตของเราว่า คิดเป็นกุศลหรืออกุศล ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง จะตัดสินอยู่ที่ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในข้อที่ ๔ นี้

    ข้าพเจ้าทำงานนี้ไปเป็นกุศลหรืออกุศล เดี๋ยวจะรู้ตัวตนขึ้นมาทันทีที่มีปัญญา เรียกว่า ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน อาตมาหมายความถึงปฏิบัติการ ไม่ใช่วิชาการ วิชาการจะไม่อธิบายอย่างนี้

    เป็นการปฏิบัติการในธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธรรมในธรรม ทำนอกทำใน ธรรมกับทำมันต่างกัน ทำไปแล้วเป็นกุศลหรืออกุศล ทั้งทางโลกทางธรรม มันอยู่ร่วมกันนี่ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

    เรียกว่าทำนอก ทำใน ทำจิต ทำใจ ทำอารมณ์ แสดงออกเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ส่วนใหญ่เราจะเข้าข้างตัวเอง เลยคิดว่าตัวเองน่ะคิดถูก ทำถูกแล้ว

    ถ้าเรามานั่งเจริญกรรมฐานแก้ไขปัญหา กำหนดรู้หนอ ๆ คือ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะเรายังไม่รู้จริง รู้หนอ หายใจยาว ๆ รู้หนอ ๆๆ เดี๋ยวรู้เลย ว่าที่เราทำพลาดผิดเป็นอกุศล ไม่ใช่กุศลมวลเป็นอกุศลกรรมจากการกระทำทางกาย วาจา ใจ ก็ถ้าแสดงออกเป็นอกุศล นี่ธรรมานุปัสสนาเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่วิชาการนะ

    บางคนบอกหลวงพ่อวัดอัมพวันอธิบายผิดแล้ว ใช่ มันผิดหลักวิชาการ แต่มันถูกปฏิบัติการ มันจะรู้ตัวเลยว่า เราทำไปนั่นเป็นกุศล ผลงานส่งผลคือเป็นบุญ เป็นความสุข

    สิ่งนี้ที่ข้าพเจ้าทำเป็นอกุศลกรรม ทำแล้วเกิดความทุกข์ นี่ง่าย ๆ ทางเชิงปฏิบัติการ วิชาการ เขาอธิบายละเอียดกว่านี้ ถ้ามีกิจกรรมทำได้ไม่ยากเลย อยู่ตรงนี้เอง

    รู้หนอ! อ๋อ รู้แล้วไปโกรธมันทำไม ไปโกรธรูปนาม หรือไปโกรธใคร ตัวโกรธอยู่ที่คนโน้นทำให้เราโกรธหรือ ตัวโกรธไม่ใช่อยู่ที่คนโน้น อยู่ที่เรา อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใจ อยู่ที่จิตเก็บความโกรธเข้าไว้

    ท่านจะมีแต่ความเป็นโทษ มีแต่ความเศร้าหมองใจตลอดเวลา ท่านจะไม่เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้แก้ปัญหาไม่ได้เลย ก็สร้างปัญหาด้วยโทสะ สร้างปัญหาด้วยผูกเวร สร้างปัญหาด้วยผูกพยาบาท น้อยไป! ดูถูกเรา นี่ท่านจะต้องสร้างปัญหาแน่อย่างนี้เป็นต้น
    การปฏิบัติเป็นการแก้ปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหาเหมือนอย่างที่ท่านเข้าใจ และมีปัญญาเห็นอารมณ์เรา ดูอารมณ์จิตของเรา ดูจิตใจของเราต่างหาก อย่างนี้เป็นต้นสำคัญมาก

    บางคนไปสอนกันไม่ถูก โกรธหนอ ๆๆ เอาจิตตั้งตรงไหน เอาสติไว้ตรงไหน ไปกดไม่ถูก กดเครื่องคอมพิวเตอร์ผิด มันก็เลยออกมาแบบอย่างนั้นเอง จะวางจิตไว้ตรงไหน ก็ไม่รู้นี่สำคัญนะ

    เห็นหนอ อย่าลืมนะ ส่งกระแสจิตไว้ที่หน้าผาก ไม่ใช่หลับตาว่ากันส่ง ถ้าท่านทำดังที่อาตมาแนะแนว รับรองได้ผลทุกคน

    เห็นหนอ ก็ต้องส่งกระแสจิตจากหน้าผากออกไป เพราะว่าเราจะสังเกตตัวเองได้ทุกคน ความรู้สึกจะมารวมที่หน้าผากหมด ภาษาจีนเรียกว่า โหวงเฮ้ง มันจะมีแสงที่หน้าผากนะ ตอนนี้ไม่อรรถาธิบาย จิตท่านสูงท่านจะเห็นเองว่าดูหน้าคนดูตรงไหน อย่าลืม

    ที่อาตมาพูดหลายครั้ง ยังไม่มีใครตีปัญหาได้เลย อุณาโลมา....มันเป็นการส่งกระแสจิตได้ดีมากในจุดศูนย์สมาธิ นี่หละจะเกิดปัญญาได้ สำหรับตัวตนบุคคลปฏิบัติ ไม่ใช่มานั่งเห็นนิมิต

    ถามกันไม่พักเลย หลวงพ่อคะ ฉันมีนิมิตอย่างนี้ ฝันว่าอย่างนี้จะได้แก่อะไร ไม่ต้องมาถามแล้ว ฝันปลอมก็มีจิตอุปาทานยึดมั่นก็ฝันได้ ถ้าจิตท่านโกรธ ผูกพยาบาทเก่ง จะฝันร้าย จะฝันหนีโจร เป็นนิมิตที่เลวร้าย เพราะจิตมันไม่ดี

    ถ้าสติดี มีปัญญาดี จะฝันเรื่องจริงได้ ฝันแล้วเป็นเรื่องจริง ถ้าจิตเก๊ ก็ฝันเก๊ ๆ จิตปลอมก็ฝันปลอมออกมา

    อาจารย์สอบอารมณ์บางคนชอบถามว่า “เห็นอะไรหรือยัง เห็นโน่นเห็นนี่ไหม” ไม่ต้องไปถามเขาอย่างนั้นนะ ถามว่า กำหนดหรือเปล่า เวทนาเกิดขึ้นกำหนดอย่างไร ต้องถามอย่างนี้จะถูกต้องมากกว่า ไม่ต้องถามเห็นอะไรไปแนะแนวเขาทำไมอย่างนั้น มีความหมายในการปฏิบัติมาก



    http://www.mindcyber.com/life/smati/smati_1120.php
    April 22

    หมอนใบชาบำบัดโรคและกาแฟสดอาราบิก้าแท้

    หมอนใบชาบำบัดโรคและกาแฟสดอาราบิก้าแท้

    หมอนภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นหมอนเพื่อสุขภาพ ช่วยในการหมุนเวียนโลหิตและช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตให้ดีขึ้น กลิ่นของใบชายังช่วยในการหายใจให้ง่ายขึ้น และช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อแถมยังช่วยให้เราหลับสบายมากขึ้นเพราะได้กลิ่นของใบชา

    หมอนใบชาได้ผ่านกระบวนการอบแห้ง และผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อราตามขั้นตอนอย่างสะอาด ท่านสามารถที่จะนำหมอนไปไว้ในรถยนต์ของท่านได้ เพราะใบชาจะดูดเอากลิ่นอับภายในรถยนต์ออก หรือไม่ก็กลิ่นต่างๆในห้องทำงาน ห้องนอน ห้องรับแขกหรือแม้แต่ตู้เย็น แม้กนะทั่งกลิ่นอับเหม็นเน่าในรองเท้าผ้าใบของท่าน

    การดูแลรักษา

    เมื่อกลิ่นเจือจางควรนำไปผึ่งแดด ประมาณ 1-2 ชั่วโมง กลิ่นของใบชาก็จะกลับมาหอมเหมือนเดิมและใช้ได้ยาวนานขึ้น

    ขนาดหมอนต่างๆ

    หมอนสปา ขนาด 15 คูณ 10 นิ้ว ราคา 200 บาท

    ขนาด 8 คูณ 15 นิ้ว ราคา 180 บาท

    หมอนหนุน ขนาด 13 คูณ 17 นิ้ว ราคา 230 บาท

    หมอนกอด ขนาด 17 คูณ 23 นิ้ว ราคา 220 บาท

    หมอนรูปหัวใจ ขนาดเล็ก ราคา 80 บาท

    หมอนรองเบาะ ขนาด 11 คูณ 8 นิ้ว ราคา 120 บาท

    ที่ดับกลิ่นรองเท้า ราคา 120 บาท

    ใบชาอบแห้ง ราคา 140 บาท ชงได้มากกว่า 50 แก้ว

    กระเป๋าใส่วัตถุมงคลและมือถือ ชุดละ 10 ใบ ราคา 450 บาท

    กาแฟสดอาราบิก้าแท้จากแหล่งผลิตโดยตรง ขนาด 200 กรัม ราคา 150 บาท ชงได้มากกว่า 100 แก้ว

    March 25

    ปัญหาในการปฏิบัติธรรม

    ปัญหาในการปฏิบัติธรรม

    1.เจริญวิปัสนาโดยไม่อาศัยสมถะจะบรรลุธรรมได้หรือไม่
    - ปัญหานี้อยู่ที่ว่าผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น จำเป็นต้องทำสมถะกรรมฐานหรือไม่ หรือจะทำแต่วิปัสนากรรมฐานล้วนๆได้หรือเปล่า ปัญหานี้ได้มีมานานแล้วและเชื่อว่าในทุกยุคปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ ตัวอย่างนี้จะเห็นได้คือ สำนักปฏิบัติธรรมซึ่งมองเห็นความจำเป็นของสมถะว่าเป็นเบื้องต้นที่จะต้องทำ เช่นสำนักที่ใช้อารมณ์ภาวนาว่า พุทโธ หรือ สัมมาอรหัง เป็นต้น หรือสำนักที่เน้นเฉพาะวิปัสนาโดยไม่ให้ความสนใจใน สมถะ เช่นสำนักที่ใช้คำภาวนาว่า ยุบหนอ-พองหนอ หรือ รูป-นาม เป็นต้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นที่นิยมรู้จักกันแพร่หลาย ต่างก็มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เมื่อมาพบปะสนทนากันก็มีกระทบกระทั่งกันบ้าง ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติธรรมควรจะศึกษาไว้เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติต่อไป
    ------------------------------
    บุคคล 4 จำพวกที่อาจจะพบเห็นได้ / พุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ จากหนังสือปัญหาการปฏิบัติธรรม โดย ท่านอาจารย์ มุนี ชอบพนา ( พระในป่า )

    1.บุคคลบางคนได้เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้ธัมมวิปัสนาด้วยอธิปัญญา บุคคลนั้นควรดำรงอยู่ในเจโตสมถะในภายใน แล้วประกอบความเพียรในธัมมวิปัสสนาด้วยอธิปัญญา บุคคลนั้นพึงเข้าไปหาบุคคลผู้ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ เราเห็นสังขารกันอย่างไร ควรพิจารณาสังขารกันอย่างไร ควรเห็นแจ้งสังขารกันอย่างไร ดังนี้ผู้ถูกถามก็จะได้ชี้แจงแสดงตามที่ตนได้รู้แจ้งเห้นจริงในเรื่องนี้แก่บุคคลนั้นเพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป

    2.บุคคลบางคนได้ธัมมวิปัสนาด้วยอธิปัญญา แต่ไม่ได้เจโตสมถะในภายใน บุคคลนั้นควรดำรงอยู่ในอธิปัญญาธัมมวิปัสนา แล้วประกอบความเพียรในเจโตสมถะในภายใน บุคคลนั้นพึงเข้าหาผู้ได้เจโตสมถะในภายในแล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ จิตเป็นสิ่งที่ควรดำรงไว้อย่างไร ควรถูกชักนำไปอย่างไร ควรทำให้จิตเป็นอารมณ์เดียวอย่างไร ควรทำให้ตั้งมั่งอย่างไร ดังนี้ท่านผู้ชำาญในเรื่องจิตก็จะได้อรรถาธิบายจนแจ่มแจ้งเพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อบุคคลนั้น

    3.บุคคลผู้ไม่ได้ทั้งเจโตสมถะและธัมมวิปัสสนา บุคคลนั้นเพื่อให้ได้กุศลธรรมทั้งสองนั้น พึงมีความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย มีสติและสัมปชัญญะ บุคคลนั้นพึงเข้าไปหาบุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะในภายในและอธิปัญญาธัมมวิปัสนา แล้วถามตามข้อ 1 และข้อ 2

    4.บุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะและธัมมวิปัสสนา บุคคลนั้นควรดำรงอยุ่ในกุศลธรรมทั้งสองนั้น แล้วประกอบความเพียรเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป

    ------------------------------------------------------
    ทางเลือกของผู้ปฏิบัติธรรม โดย ท่านอาจารย์ มุนี ชอบพนา ( พระในป่า ) สรุปออกมาดังนี้

    1.เจริญสมถะล้วนๆ ผู้ปฏิบัติอาจจะทำสมถะอย่างเดียว โดยมุ่งหวังเพียงชื่นชมเสพผลของสมถะ คือ ฌาณสมาบัติและอภิญญาทั้ง 5 โดยไม่เกี่ยวข้องกับวิปัสสนาเลย เรียกว่าหยุดอยู่เพียงแค่สมาธิไม่ก้าวไปถึงขั้นปัญญา

    2.เจริญสมถะนำวิปัสสนา คือเจริญสมถะจนได้ฌาณสมาบัติก่อน แล้วจึงก้าวต่อไปสู่วิปัสสนา เรียกว่าเอาฌาณเป็นบาทของวิปัสสนา

    3.เจริญวิปัสสนานำสมถะ คือผู้ปฏิบัติธรรมอาจจะเริ่มจากวิปัสนาไปก่อนแล้วจึงเจริญสมถะตามหลังก็ได้

    4.เจริญสมถะพร้อมวิปัสสนา คือเจริญทั้งสมถะและวิปัสนาควบคู่กันไป เรียกว่าทำทั้งสมาธิและเจริญทั้งปัญญา

    5.เจริญวิปัสสนาล้วน ในการณีนี้ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเจริญแต่วิปัสสนาอย่างเดียวล้วนๆไม่อาศัยสมถะเลย ซึ่งหมายถึงไม่ได้ทำสมถะจนได้ฌาณสมาบัติก่อนเจริญวิปัสนา แต่ในความเป็นจริงก็ต้องอาศัยสมถะ แต่สมาธิของผู้วิปัสนาแบบนี้อาจจะเริ่มด้วย ขนิกสมาธิก่อน และเมื่อถึงขณะที่บรรลุมรรคผลสมาธินั้นจะแน่วแน่สนิทเป็นอัปปนาสมาธิ ถึงระดับปฐมฌาณ เป็นหลักฐานยืนยันในอริยมรรค สัมมาสมาธิอันมีปฐมฌาณเป็นอย่างต่ำ คือหนึ่งในมรรคมีองค์ 8 ซึ่งการที่จะตัดกิเลสโดยที่มรรคจิตไม่ครบทั้ง 8 องค์เช่นเหลือ องค์ 7 องค์ 6 ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นผู้ปฏิบัติวิปัสสนาอย่างไรก็ต้องอาศัยสมถะไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในช่วงมรรคญาณ

    March 21

    บุคคล 4 จำพวกที่อาจจะพบเห็นได้ / พุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ จากหนังสือปัญหาการปฏิบัติธรรม โดย ท่านอาจารย์ มุนี ชอบพนา ( พระในป่า )

    บุคคล 4 จำพวกที่อาจจะพบเห็นได้ / พุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ จากหนังสือปัญหาการปฏิบัติธรรม โดย ท่านอาจารย์ มุนี ชอบพนา ( พระในป่า )

    1.บุคคลบางคนได้เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้ธัมมวิปัสนาด้วยอธิปัญญา บุคคลนั้นควรดำรงอยู่ในเจโตสมถะในภายใน แล้วประกอบความเพียรในธัมมวิปัสสนาด้วยอธิปัญญา บุคคลนั้นพึงเข้าไปหาบุคคลผู้ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ เราเห็นสังขารกันอย่างไร ควรพิจารณาสังขารกันอย่างไร ควรเห็นแจ้งสังขารกันอย่างไร ดังนี้ผู้ถูกถามก็จะได้ชี้แจงแสดงตามที่ตนได้รู้แจ้งเห้นจริงในเรื่องนี้แก่บุคคลนั้นเพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป

    2.บุคคลบางคนได้ธัมมวิปัสนาด้วยอธิปัญญา แต่ไม่ได้เจโตสมถะในภายใน บุคคลนั้นควรดำรงอยู่ในอธิปัญญาธัมมวิปัสนา แล้วประกอบความเพียรในเจโตสมถะในภายใน บุคคลนั้นพึงเข้าหาผู้ได้เจโตสมถะในภายในแล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ จิตเป็นสิ่งที่ควรดำรงไว้อย่างไร ควรถูกชักนำไปอย่างไร ควรทำให้จิตเป็นอารมณ์เดียวอย่างไร ควรทำให้ตั้งมั่งอย่างไร ดังนี้ท่านผู้ชำาญในเรื่องจิตก็จะได้อรรถาธิบายจนแจ่มแจ้งเพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อบุคคลนั้น

    3.บุคคลผู้ไม่ได้ทั้งเจโตสมถะและธัมมวิปัสสนา บุคคลนั้นเพื่อให้ได้กุศลธรรมทั้งสองนั้น พึงมีความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย มีสติและสัมปชัญญะ บุคคลนั้นพึงเข้าไปหาบุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะในภายในและอธิปัญญาธัมมวิปัสนา แล้วถามตามข้อ 1 และข้อ 2

    4.บุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะและธัมมวิปัสสนา บุคคลนั้นควรดำรงอยุ่ในกุศลธรรมทั้งสองนั้น แล้วประกอบความเพียรเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป

    February 24

    จิตตานุปัสสนา จากหนังสือพระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / โดยคุณ ไชย ณ พล

    จิตตานุปัสสนา  จากหนังสือพระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / โดยคุณ ไชย ณ พล
     
    เห็นจิตในจิตภายใน (ตน)
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นจิตภายในเนืองๆอยู่เป็นอย่างไร
     
     
    - ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในศาสนานี้เมื่อจิตมีราคะ  ก็รู้ชัดว่าจิตของเรามีราคะ  หรือเมื่อจิตปราศจากราคะ  ก็รู้ชัดว่า จิตของเราปราศจากราคะ
     
    - เมื่อจิตมีโทสะ  ก็รู้ชัดว่าจิตของเรามีโทสะ  หรือเมื่อจิตปราศจากโทสะ  ก็รู้ชัดว่า จิตของเราปราศจากโทสะ
     
    - เมื่อจิตมีโมหะ  ก็รู้ชัดว่าจิตของเรามีโมหะ  หรือเมื่อจิตปราศจากโมหะ  ก็รู้ชัดว่า จิตของเราปราศจากโมหะ
     
    - เมื่อจิตหดหู่  ก็รู้ชัดว่าจิตของเราหดหู่  หรือเมื่อจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า จิตของเราฟุ้งซ่าน
     
    - เมื่อจิตยิ่งใหญ่  ก็รู้ชัดว่าจิตของเรายิ่งใหญ่  หรือเมื่อจิตไม่ยิ่งใหญ่ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราไม่ยิ่งใหญ่
     
    - เมื่อจิตมีขอบเขต  ก็รู้ชัดว่าจิตของเรามีขอบเขต  หรือเมื่อจิตไร้ขอบเขต  ก็รู้ชัดว่า จิตของเราไร้ขอบเขต
     
    - เมื่อจิตตั้งมั่น  ก็รู้ชัดว่าจิตของเราตั้งมั่น  หรือเมื่อจิตไม่ตั้งมั่น   ก็รู้ชัดว่า จิตของเราจิตไม่ตั้งมั่น
     
    - เมื่อจิตหลุดพ้น  ก็รู้ชัดว่าจิตของเราหลุดพ้น  หรือเมื่อจิตยังไม่หลุดพ้น   ก็รู้ชัดว่า จิตของเรายังไม่หลุดพ้น
     
    - ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนั้น  ย่อมเสพ  เจริญ  ทำให้มาก  กำหนดด้วยดี  ซึ่งนิมิตนั้น  ภิกษุนั้น  ครั้นเสพ  เจริญ  ทำให้มาก  กำหนดด้วยดี  ซึ่งนิมิตนั้นแล้ว  ย่อมน้อมจิตเข้าไปในจิตภายนอก