More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  gmcitiesPhotosProfileFriendsBlog Tools Explore the Spaces community

Blog

August 05

เบอร์โทร พ่อมดโลจิ 0855249525

เบอร์โทร พ่อมดโลจิ 0855249525
June 01

อุบายบรรลุนิพพาน จากหนังสือ พระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / โดย คุณ ไชย ณ พล

อุบายบรรลุนิพพาน จากหนังสือ พระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / โดย คุณ ไชย ณ พล

ดูกรจุนทะ ผู้ที่ตนเองจมอยู่ในเปลือกตมอันลึกแล้ว จักยกขึ้นซึ่งบุคคลอื่นที่จมอยู่ในเปลือกตมอันลึก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีไม่ได้

ผู้ที่ตนเองไม่จมอยู่ในเปลือกตมอันลึก จักยกขึ้นซึ่งบุคคลอื่นที่จมอยู่ในเปลือกตมอันลึก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้

ผู้ที่ไม่ฝึกตน ไม่แนะนำตน ไม่ดับสนิทด้วยตนเอง จักฝึกสอน จักแนะนำผู้อื่น จักให้ผู้อื่นดับสนิท ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีไม่ได้

ผู้ที่ฝึกตน แนะนำตน ดับสนิทด้วยตนเอง จักฝึกสอน จักแนะนำผู้อื่น จักให้ผู้อื่นดับสนิท ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด

ดูก่อนจุนทะ ความไม่เบียดเบียนก็ฉันนั้นแล ย่อมเป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้เบียดเบียน

การงดเว้นจากปาณาติบาต เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ฆ่าสัตว์

การงดเว้นจากอทินนาทาน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ลักทรัพย์

การประพฤติพรหมจรรย์ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้เสพเมถุนธรรม

การงดเว้นจากมุสาวาท เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้พูดเท็จ

การงดเว้นจากปิสุณาวาจา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้กล่าวส่อเสียด

การงดเว้นจากผรุสวาจา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้กล่าวคำหยาบ

การงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้พูดเพ้อเจ้อ

ความเป็นผู้ไม่เพ่งเล็ง เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มักเพ่งเล็ง

ความไม่พยาบาท เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีจิตพยาบาท

ความรู้ชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความรู้ผิด

ความตั้งใจชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความตั้งใจผิด

การกล่าววาจาชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีวาจาผิด

การเลี้ยงชีพชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีอาชีพผิด

ความเพียรชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความเพียรผิด

ความระลึกพิจารณาชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความระลึกพิจารณาผิด

ความมีใจมั่นคงชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีใจตั้งมั่นผิด

ปัญญาชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีปัญญาผิด

ความหลุดพ้นชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความหลุดพ้นผิด

ความเป็นผู้ปราศจากความหดหู่หาวนอน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ถูกความหดหู่หาวนอนครอบงำ

ความเป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน

ความเป็นผู้ข้ามพ้นความลังเลสงสัย เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความลังเลสงสัย

ความไม่โกรธ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มักโกรธ

ความไม่ผูกโกรธ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ผูกโกรธ

ความไม่ลบหลู่คุณท่าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ลบหลู่คุณท่าน

ความไม่ยกตนเทียมท่าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ยกตนเทียมท่าน

ความไม่ริษยา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ริษยา

ความไม่ตระหนี่ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ตระหนี่

ความไม่โอ้อวด เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้โอ้อวด

ความไม่มีมารยา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีมารยา

ความเป็นคนไม่ดื้อด้าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ดื้อด้าน

ความไม่ดูหมิ่นนท่าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ดูหมิ่นนท่าน

ความเป็นผู้ว่าง่าย เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ว่ายาก

ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีมิตรชั่ว

ความไม่ประมาท เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ประมาท

ความเชื่อ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ไม่ศรัทธา

ความละอายต่อบาป เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ไม่มีความละอายต่อบาป

ความเป็นพหูสูต เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีการสดับน้อย

การปรารภความเพียร เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้เกียจคร้าน

ความเป็นผู้มีสติดำรงมั่น เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีสติหลงลืม

ความถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีปัญญาทราม

ความเป็นผู้ไม่ลูบคลำความเห็นของตน และไม่ยึดถือเหนียวแน่น และสละคืนได้โดยง่าย เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ลูบคลำความเห็นของตน ยึดถือเหนียวแน่น และสละคืนได้โดยยาก

May 31

คัมภีร์หลี่ซื่อชุนชิว

คัมภีร์หลี่ซื่อชุนชิว

เกียรติคุณ

เมื่อดำเนินตามหลักธรรมเกียรติคุณชื่อเสียงย่อมไม่หลีกพ้นไปไหน ประดุจหนึ่งแห่งนาฬิกาแดดกับเงา ประดุจเสียงกู่ร้องกับเสียงก้องสะท้อน

นักตกปลาที่เชี่ยวชาญ ตกได้ปลาขึ้นจากน้ำลึกถึงเจ็ดสิบเชียะเพราะเหตุเหยื่อหอม นักธนูที่เชี่ยวชาญ ยิงได้นกจากฟ้าสูงเจ็ดร้อยเชียะเพราะเหตุธนูดี ประมุขที่เชี่ยวชาญนั้น อนารยชนหมานอี้อัน ต่างภาษาต่างขนบพากันมานอบน้อมสวามิภักดิ์ เพราะเหตุทรงคุณธรรมมั่นคง

เมื่อวังน้ำลึก ปลาย่อมมุ่งมาสู่ เมื่อแมกไม้งามขจี สกุณีย่อมมาสู่ เมื่อทุ่งหญ้างอกงามไพบูลย์ ฝูงสัตว์จตุบาททวิบาทย่อมมาสู่ เมื่อประมุขปรีชาเหล่าผู้มีปัญญาย่อมมาสู่ ดังนั้นประมุขผู้ล้ำเลิศจึงมิต้องมุ่งบากบั่นแสวงหาผู้คนมานอบน้อม ท่านเพียงแต่มุ่งดำรงธรรมเท่านั้น (แล้วผู้คนก็จะพากันน้อมเอง)

แม้จะบีบบังคับคนให้หัวร่อได้ แต่ก็ไม่สนุกสนาน แม้จะบีบบังคับคนให้ร้องไห้ได้ แต่ก็ไม่เศร้าสร้อย การบีบบังคับคนให้ปฏิบัติธรรมนั้นได้ผลแต่เพียงเล็กน้อย มิอาจบบรรลุผลใหญ่ (น. ๒๑ – ๒๒)

รักปวงชน

จงให้เครื่องนุ่งห่มแก่ผู้คนเมื่อเขาหนาว จงให้อาหารแก่ผู้คนเมื่อเขาหิว ความหิวและความหนาวคือเภทภัยอันใหญ่หลวงของมนุษย์ การช่วยเหลือภัยเหล่านี้คือคลองธรรม และความยากจนของมนุษย์เรานั้นก็เฉกเช่นเดียวกับความหิวความหนาว ดังนั้นประมุขผู้ปรีชาจักต้องสงสารคนยากคนจน หากทำได้เช่นนี้ชื่อเสียงก็จะปรากฏขจรขจาย บัณฑิตทั้งหลายก็จะยอมรับนับถือ (น. ๒๕)

ไม่รู้จักตัวเอง

ที่เรื่องราวเป็นไปเช่นนั้น ย่อมต้องมีสาเหตุ หากเราไม่เข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น แม้จะรู้ว่าเกิดเรื่องราวอะไรขึ้น แต่ก็จะเสมือนไม่รู้อะไรเลย เพราะยังงุนงงไม่เข้าใจว่าเกิดผลเช่นนั้นขึ้นได้อย่างไร

บุรพกษัตริย์, ปราชญ์ผู้ทรงภูมิ บัณฑิตผู้มีชื่อเสียง มีความเหนือกว่าสามัญชนก็ตรงที่ท่านเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น

น้ำเกิดแต่ภูเขาแล้วไหลลงสู่ทะเล น้ำมิได้รังเกียจภูเขาหรือชมชอบทะเล หากเป็นเพราะภูมิประเทศสูงต่ำทำให้เป็นไป ข้าวกำเนิดในทุ่งแต่ถูกเก็บไว้ในฉาง ข้าวมิได้ปรารถนาจะเข้าไปอยู่ในฉาง แต่เพราะคนต้องการใช้ข้าวจึงนำไปเก็บไว้ในฉาง ดังนั้นเมื่อจื่อลู่ (ศิษย์ขงจื๊อ) จับไก้ฟ้าได้จึงปล่อยไป (น. ๓๕)

มองการณ์ไกล

ปัญญาของมนุษย์แตกต่างกันก็ตรงที่มองการณ์ไกลกับมองการณ์สั้น ปัจจุบันมีรากฐานมาจากอดีต อดีตคือรากฐานของยุคต่อ ๆ ไป ปัจจุบันจะเป็นรากฐานให้ยุคต่อไป เชนเดียวกับที่ปัจจุบันตั้งอยู่บนรากฐานของอดีตนั่นเอง

ดังนั้นหากเข้าใจในปัจจุบัน (อย่างแจ่มชัด) ย่อมเข้าใจถึงอดีต เมื่อเข้าใจอดีตก็ย่อมเข้าใจอนาคต อดีต-ปัจจุบัน ยุคก่อน-ยุคหลังล้วนอยู่ภายใต้กฎ (ธรรมชาติ) เดียวกัน ผู้ปรีชาจึงเข้าใจอดีตย้อนลงไปได้ถึงพันปี เข้าใจอนาคตไกลไปถึงพันปี (น. ๓๙)

ไม่เอนเอียง

ปกติปุถุชนเราเมื่อฟังคำพูดบอกเล่ามักจะมีความลำเอียงเบี่ยงเบน เมื่อมีความเอนเอียง (เป็นที่ตั้งแล้ว) ยามฟังคำใดก็มักเลอะเทอะผิดพลาด

ความลำเอียงเบี่ยงเบนมีสาเหตุด้วยกันหลายประการ แต่ที่สำคัญที่สุดย่อมได้แก่ (อารมณ์) ความเกลียดความชอบของแต่ละคน ดุจหนึ่งยามทัศนาทางบูรพาย่อมมิเห็นกำแพงทิศประจิม ยามแลดูทางทักษิณย่อมมิเห็นทางอุดร ทั้งนี้เหตุด้วยใส่ใจไปทางหนึ่งทางใดเท่านั้น (น. ๔๓)

รู้จักฟัง

เมื่อฟังคำพูด มิอาจไม่ตรวจสอบให้ละเอียด เพราะหากไม่พิจารณาโดยละเอียดก็มิอาจจำแนกดีกับไม่ดี เมื่อมิอาจจำแนกดีกับไม่ดีความวุ่นวายอันใหญ่หลวงก็จะเกิดขึ้น (น.๔๗)

 

การใหญ่

ความสงบร่มเย็นในส่วนย่อยต้องอาศัยความสงบร่มเย็นของส่วนใหญ่ ความสงบร่มเย็นของส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาความสงบร่มเย็นในส่วนย่อย เล็ก-ใหญ่ สูงศักดิ์-ต่ำต้อยต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทุกฝ่ายจึงจะสงบร่มเย็น (น. ๕๓)

กลยุทธ์

ความสงบเรียบร้อย-ความปั่นป่วนจลาจล ความดำรงคงอยู่-ความพินาศย่อยยับ สงบสันติ-ภยันตราย ความเข้มแข็งเกรียงไกร-ความยอบแยบอ่อนแอ ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแล้วแต่ต้องสบโอกาสจังหวะจึงจะเกิดเป็นผลเช่นนั้น ๆ ขึ้น มีปัจจัยด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวอยู่ตามลำพัง ย่อมไม่เกิดเป็นผลขึ้น (น. ๕๕)

รู้ล่วงหน้า

เมื่อก๊กจะสูญสิ้นพินาศ ผู้ดำรงธรรม (เต๋า) ย่อมหลีกลี้จากไปก่อน ทั้งในอดีตและปัจจุบันล้วนเป็นเช่นนี้

ที่ดินย่อมติดตามขึ้นอยู่กับเมือง เมืองย่อมติดตามขึ้นอยู่กับราษฎร ราษฎรย่อมติดตามขึ้นอยู่กับผู้ทรงธรรมปรีชา ดังนั้นประมุขผู้ทรงธรรมปรีชาได้ผู้ทรงธรรมปรีชา (มาบริหาร) ก็ย่อมจะได้มาซึ่งราษฎร ได้มาซึ่งราษฎรแล้วย่อมได้เมือง ได้มาซึ่งเมืองแล้วย่อมได้ที่ดิน ที่ว่าได้มาซึ่งที่ดินจึงมิได้หมายถึงไปทำด้วยตัวเอง หากหมายถึงการปฏิบัติดีต่อราษฎรได้ “ใจ” ของราษฎร (น.๗๑)

ไป๋กุย (ปราชญ์ชาวแคว้นโจว มีชื่อปรากฏอยู่ในคัมภีร์เม่งจื๊อ) ไปถึงแคว้นจงซาน จงซานอ๋องปรารถนาจะได้ไป๋กุยไว้ใช้ ไป๋กุยปฎิเสธกล่าวอำลาขึ้นรถม้าจากไป ครั้นไปถึงแคว้นฉี ฉีอ๋องก็ปรารถนาจะให้ไป๋กุยอยู่เป็นขุนนางแคว้นฉี แต่ไป๋กุยก็อำลาจากไปอีกเช่นกัน

มีคนถามไป๋กุยว่า ทำไมไม่ยอมเป็นขุนนางในแคว้นดังกล่าว ไป๋กุยว่า “ตามหลัก ‘ห้าสูญสิ้น’ ที่ข้าได้ศึกษามา แคว้นทั้งสองนี้จักต้องล่มสลายแน่ที่ว่า‘ห้าสูญสิ้น’ คือฉันใด ห้าสูญสิ้นก็คือ

หนึ่ง ไร้ความเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด สัจจะความน่าเชื่อถือย่อมสูญสิ้น

สอง ไร้การสนับสนุนค้ำจุน ชื่อเสียงย่อมสูญสิ้น

สาม ไร้ความรัก ความสนิทชิดเชื้อย่อมสูญสิ้น

สี่ ผู้เดินทางไร้เสบียง คนอยู่บ้านไร้อาหาร ทรัพย์สมบัติย่อมสูญสิ้น

ห้า ใช้คน (อื่น) ไม่เป็น ทั้งยังใช้ตัวเองไม่เป็นอีก วีรกรรมย่อมสูญสิ้น

แคว้นใดประกอบพร้อมด้วยลักษณะทั้งห้า ย่อมมิอาจหลีกหนีการสิ้นชาติไปพ้น ทั้งแคว้นจงซานและแคว้นฉีต่างมีลักษณะทั้งห้าประการนี้ครบถ้วน”

 

คัมภีร์เสี้ยวจิง (คัมภีร์กตัญญู) ว่า “อยู่สูง (รู้จักอยู่ในจุด) ไม่อันตราย ถึงจะสามารถรักษายศศักดิ์ฐานะตำแหน่งไว้ได้ยืนนาน เต็มแต่ไม่ล้น ถึงจะสามารถรักษาทรัพย์สินสมบัติไว้ได้ยืนนาน รักษาฐานะยศศักดิ์และทรัพย์สินไว้ได้ก็จะสามารถรักษาศาลบรรพบุรุษ และรักษาความสงบสุขให้ปวงราษฎรได้” (น. ๗๙)

 

รู้จักรับข้อเสนอแนะ

ภูมิปัญญาก็เป็นเช่นเดียวกัน บ้างรับรู้สิ่งที่ฉลาด บ้างรับรู้สิ่งที่ไม่ฉลาด (เหมือนกับที่บางคนเปิดตาบางคนปิดตา) การรับรู้สิ่งที่ฉลาดกับการไม่รับรู้สิ่งที่ฉลาดย่อมผิดแผกแตกต่างกันแน่แท้ ผู้มีปัญญาสามารถรับรู้ได้กว้างไกล ผู้โง่เขลารับรู้ได้แคบใกล้ รับรู้อยู่เพียงตื้น ๆ (แคบใกล้) แล้วบอกว่าตนลุ่มลึก จะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งได้อย่างไร เมื่อไม่เข้าใจกฎเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง แม้จะพูดจาคล่องแคล่วแต่ก็ไม่สามารถจะอธิบายให้เข้าใจได้

ชาวหญง (ชนเผ่าทางภาคตะวันตกของจีน) เห็นเขา (ชาวตงง้วน) ตากผ้าจึงถามว่า “ผ้าผืนยาวผืนใหญ่อย่างนี้ ทำได้อย่างไร” เขาชี้ไปที่ต้นปอ ชาวหญงกลับกล่าวด้วยความโมโหว่า “จะมีต้นปอที่ปลูกบนดินที่ไหนทำผ้าได้ผืนใหญ่ผืนยาวเช่นนี้ !”

แคว้นที่สิ้นชาตินั้น ใช่ว่าไร้ผู้ปรีชา ใช่ว่าไร้ผู้ทรงภูมิปัญญาก็หาไม่ แต่เป็นเพราะประมุขของแคว้นนั้นไม่รู้จักรับรู้ (ข้อแนะนำ) เภทภัยอันเกิดจากการไม่ยอมรับรู้ (คำแนะนำ) เกิดจาก (ประมุข) นึกว่าตนเองชาญฉลาดทรงภูมิปัญญา ใครเสนอข้อคิดเห็นที่ฉลาดขึ้นมาก็ไม่ยอมรับฟังรับรู้

หากตอนนี้ไม่ยอมรับฟัง นึกว่าตนฉลาดหลักแหลม ปล่อยไปเช่นนี้ ชาติย่อมมิอาจดำรงอยู่ ประมุขย่อมมิอาจสุขสงบ

แต่หากรู้ตัวว่าภูมิปัญญาของตนยังไม่เพียงพอ รู้จักรับคำแนะนำที่ฉลาด ประมุขย่อมไร้ภยันตราย แว่นแคว้นย่อมไม่สูญชาติ (น. ๘๑ - ๘๒)

 

อย่าลงมือเอง

หากมีปณิธานที่ถูกต้องดีงามแล้ว แม้ไม่ทรงภูมิปัญญาก็สามารถเป็นประธานเป็นประมุขได้ ท่านหลีจื่อจึงกล่าวไว้ว่า “มิใช่เพราะสุนัข (ไร้ความสามารถจึง) ล่ากระต่ายไม่ได้ หากแต่เป็นเพราะกระต่ายแปลงมาเล่นบทสุนัข จึงไม่อาจล่าได้กระต่าย” ประมุขที่ชอบทำตัวเป็นอำมาตย์เสียเองก็คล้ายคลึงกับเรื่องนี้

หากเป็นพวกอำมาตย์บริวารทำเลอะเทอะมัวเมา ย่อมจะมีผู้กล้าขัดขวางทันกาล แต่หากเป็นประมุขเลอะเทอะมัวเมาเสียเองแล้ว ย่อมไม่มีใครกล้าขัดขวาง การที่ประมุขลงไปทำหน้าที่อำมาตย์เสียเองนั่นแหละเป็นการแส่หาความเลอะเทอะที่ร้ายแรงยิ่ง เหมือนกับเป็นไม้กวาด ถูกนำไปใช้ทุกวันมิได้หยุดยั้ง

ประมุขลงไปทำทุกเรื่องก็จะเสื่อมโทรม ยิ่งวิ่งเต้นก็ยิ่งอับเฉา ยิ่งทำก็จะยิ่งเหนื่อยล้า เสื่อมโทรม อับเฉา เหนื่อยล้า สามประการนี้หาใช่มรรควิถีแห่งประมุขไม่ (น. ๘๕)

 

วาจาไม่ตรงกับใจ

คำพูดมีไว้เพื่อสื่อสำแดงจิตปณิธาน หากจิตปณิธานกับคำพูดขัดแยกแตกแย้งกันย่อมเป็นอัปมงคล

หากสร้างความวุ่นวายในแว่นแคว้น กล่าวถ้อยปล่อยคำเลื่อนเปื้อนมากมายไม่เคยคำนึงถึงข้อเท็จจริง มุแต่จะทำลายกันและกัน มุแต่จะแก่งแย่งกันและกัน แบ่งพรรคแบ่งพวกแก่งแย่งทำลายกันและกัน ขี้ปากฟุ้งตรลบอบอวลอัมพร (จ้งโช่วซวินเทียน) ไม่จำแนกความดีคนดีกับความต่ำทรามคนชั่วช้า

หากปกครองแว่นแคว้นกันแบบนี้ แม้ประมุขจะเป็นคนดีผู้ปรีชาก็ยังจะพลอยเลอะหลงไปด้วย แลหากเป็นประมุขต่ำทรามด้วยแล้ว ผลจะยิ่งขนาดไหน

เภทภัยของความเลอะหลงก็คือเขาผู้นั้นไม่รู้ตัวว่าตนเลอะหลง

แต่อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความเลอะหลงย่อมมีช่วงจังหวะที่แจ่มใสบ้าง เช่นเดียวกันในท่ามกลางความมืดมิด ก็อาจมีลักษณะหนึ่งปรากฏแสงสว่าง (น. ๙๙ – ๑๐๐)

 

คำพูดเป็นเพียงเปลือกนอกของจิตปณิธาน ตรวจสอบแต่เปลือกนอก (วาจา) แต่ละเลยตรวจสอบจิตใจ (ที่แท้) เป็นสิ่งโง่เขลา คนโบราณจึงสนใจตรวจสอบจิตใจที่แท้ ละทิ้งวาจาเปลือกนอก การฟังคำกล่าว จักต้องวัดจุดมุ่งหมายแท้จริงของผู้พูด ก็เหมือนกับฟังคำบิดเบือน (ปากกับใจไม่ตรงกัน) (น. ๑๐๒)

 

เก่งมาก สามารถมาก มิสู้ เก่งน้อย สามารถน้อย

แย้งเก่ง พลิ้วเก่ง มิสู้ ไม่แย้งไม่พลิ้ว (น. ๑๐๓)

คัดจาก “ หลักการบริหารการปกครอง จาก คัมภีร์หลี่ซื่อชุนชิว” ทองแถม นาถจำนง : แปล กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ก.ไก่ พิมพ์ครั้งแรก

May 29

รูปแบบการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ( จากหนังสือ ปัญหาในการปฏิบัติธรรม โดย ท่าน มุนี ชอบพนา พระภิกษุผู้ปฏิบัติวิเวกเพียงลำพัง )

รูปแบบการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ( จากหนังสือ ปัญหาในการปฏิบัติธรรม โดย ท่าน มุนี ชอบพนา พระภิกษุผู้ปฏิบัติวิเวกเพียงลำพัง )

ในการเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ผู้ปฏิบัติไม่ควรเข้าไปเพ่งเล็งยึดถือใน รูปแบบการปฏิบัติ เฉพาะที่เป็นมติของตนหรือแห่งอาจารย์ตนโดยส่วนเดียว เพราะวิญญูชนผู้จะรักษาไว้ซึ่งความจริงนั้น ไม่พึงถึงการสันนิษฐานโดยส่วนเดียวว่า

อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่าหมดเลย

การละจิตที่คับแคบ เพื่อมาศึกษาแนวทางการปฏิบัติอันกว้างขวางของพระบรมศาสดา จะทำให้ทราบว่ากระแสการปฏิบัติเพื่อความสิ้นอาสวะนั้น ประกอบไปด้วยรูปแบบอันควรแก่การสนใจที่จะนำมาประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมกับจริตนิสัยและสถานภาพของแต่ละบุคคล

ฉะนั้นในลำดับต่อไปจะได้ตั้งข้อสังเกตุในเรื่องรูปแบบการปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ที่พอจะได้สรุปได้จากแนวพุทธดำรัสที่ทรงแสดงไว้แต่โดยสังเขป คือ

1.แบบอาศัยสัญญาสมาบัติเจ็ดเป็นบาท
สัญญาสมาบัติเจ็ด หรือฌาณที่มีสัญญาประกอบไปด้วย รูปฌาณสี่คือ ปฐมฌาณ ทุติยฌาณ ตติยฌาณ จตุตถฌาณ และอรูปฌาณสาม คือ อากาสานัญจายตนะ ( กำหนดที่ว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ ) วิญญาณัญจายตนะ ( กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ ) อากิญจัญญายตนะ ( กำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆเป็นอารมณ์ )

สำหรับวิธีการปฏิบัติในรูปแบบนี้ผู้ปฏิบัติจะอาศัยฌาณที่มีสัญญาดังกล่าวเป็นฐานแห่งวิปัสสนาได้ในตัวเอง คือเมื่อปฏิบัติได้ฌาณขั้นใดขั้นหนึ่งในเจ็ดนั้นก็น้อมกำหนดพิจารณา ขันธ์ อันเนื่องอยู่ในฌาณนั้น โดยอาการแห่งธรรมลักษณะมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น ( มิใช่ถอนออกจากฌาณมากำหนดธรรมภายนอก ) จนมีผลถึงความสิ้นอาสวะหรือถึงความเป็นพระอนาคามี

พุทธพจน์อันเป็นตัวอย่างที่ทรงแสดงลักษณะขั้นตอนการปฏิบัติในรูปแบบนี้ เช่น
1.สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึง ปฐมฌาณ อันมีวิตก วิจาร ปิติและสุข อันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่

2.ในปฐมฌาณนั้นมีธรรม คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เธอนั้นตามเห็นธรรม ( คือขันธ์ ) เหล่านั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความยากลำบาก เป็นอาพาธ เป็นดังผู้อื่น เป็นของแตกสลาย เป็นของว่าง เป็นของไม่ใช่ตน ( ธรรมลักษณะ 11 ประการ )

3.เธอดำรงจิตด้วยธรรมเหล่านั้น แล้วจึงน้อมจิตไปสู่ อมตธาตุ ( คือ นิพพาน ) ด้วยการกำหนดว่า นั่นสงบระงับ นั่นประณีต นั่นคือธรรมชาติ เป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นสลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลายเป็นความดับ เป็นนิพพาน

4.เธอดำรงอยู่ในวิปัสสนาญาณมีปฐมฌาณเป็นบาทนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ถ้าไม่ถึงความสิ้นอาสวะก็เป็นโอปาติกะอนาคามี ผู้ปรินิพพานในภพนั้น

5.สำหรับในกรณีแห่งทุตยฌาณ ตติยฌาณ จตุตถฌาณและอรูปฌาณทั้งสาม คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ ก้มีลักษณะขั้นตอนโดยทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่ง ปฐมฌาณ ดังกล่าวข้างต้นนั้น ต่างกันแต่ว่าในพวกรูปฌาณนั้นจะมีขันธ์ครบห้าคือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนในอรูปฌาณ ทั้งสามมีขันธ์เพียงสี่ คือ ขาดรูปขันธ์

นอกจากนั้นยังทรงกล่าวย้ำถึงรูปปฏิบัติแบบนี้ไว้อีกว่า เป็นอันกล่าวได้ว่า สัญญาสมาบัติ มีประมาณเท่าใด อัญญาปฏิเวธ ( การแทงตลอดอรหัตตผล ) ก็มีประมาณเท่านั้น ที่จริงแล้วรูปแบบการปฏิบัติอันอาศัยสัญญาสมาบัติเจ็ด เป็นบาทนี้อาจแยกออกจากกันเป็นเจ็ดรูปแบบก็ได้คือ ถ้าใช้สมาบัติขั้นใดเป็นบาทก็จัดว่าเป็นรูปแบบหนึ่ง แต่เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าแม้ระดับกำลังสมาบัติจะต่างกัน แต่ขั้นตอนวิธีการกำหนดพิจารณาเหมือนกัน จึงได้นำมาสรุปรวมไว้ในแบบเดียวกัน

--------------------------------
2.แบบบรรลุผ่านสองสมาบัติสูงสุด
มีสมาบัติสูงสุดสองอย่างซึ่งถัดขึ้นไปจากสัญญาสมาบัติเจ็ด คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ( ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ) และสัญญาเวทยิตนิโรธ ( การดับสัญญาและเวทนา ) ไม่มีทางที่จะกำหนดขันธ์โดยลักษณะใดๆได้เลยเพราะความไม่มีสัญญา

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่บรรลุผ่านรูปฌาณทั้งสี่แล้วก้าวขึ้นสู่อรูปฌาณครบทั้งสี่ รวมเป็นสมาบัติแปด บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วอาสวะสิ้นไปได้ก็มีเช่นกัน ดังทรงกล่าวไว้ว่า " เธอก้าวล่วง เนวสัญญานาสัญญาตนะ โดยประการทั้งปวง เข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่และเพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะทั้งหลายของเธอก็สิ้นไปรอบ "

และยังทรงกล่าวถึงในกรณีนี้อีกว่า

อายตนะ 2 ประการ กล่าวคือ เนวสัญญานาสัญญายตนะสมาบัติ และ สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งอาศัยสัญญาสมาบัติ ( 7 ประการ ) เหล่านั้น เรากล่าวว่าเป็นสิ่งที่ฌายีภิกษุ ( ภิกษุผู้บำเพ็ญฌาณ ) ผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติ ฉลาดในการออกสมาบัติ จะพึงเข้าสมาบัติออกจากสมาบัติแล้วกล่าวว่าเป็นอะไรได้เองโดยชอบ

ความหมายดังที่ทรงกล่าวข้างต้นทำให้สังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างแบบที่อาศัยสมาบัติเจ็ดเป็นบาท ซึ่งทรงยืนยันไว้เลยว่ามีความสิ้นอาสวะ แต่ในส่วนของสมาบัติสองอย่างท้ายนี้ทรงปล่อยไว้ให้ผู้ที่ได้เข้าแล้วออกแล้ว เป็นผู้รู้เฉพาะตนว่ามีการสิ้นอาสวะหรือไม่ ซึ่งแสดงว่าอาจจะมีการสิ้นอาสวะหรือไม่มีการสิ้นอาสวะก็ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

แต่อย่างไรก็ดี สัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ นิโรธสมาบัติ นี้มิใช่ของสาธารณะแก่บุคคลทั่วไป มีแต่พระอหันต์และพระอนาคามีที่ได้สมาบัติแปดเท่านั้นจึงจะเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธได้ ฉะนั้นเป็นอันกล่าวได้ว่าท่านผู้เข้าออกสมาบัติทั้งสองนี้แล้วจะสิ้นอาสวะหรือไม่สิ้นก็ตามที ก็เป็นอันรู้กันได้ว่าอย่างต่ำต้องเป็นพระอนาคามีแล้วอย่างแน่นอน

-------------------------------
3.แบบจากจตุฌาณไปสู่อาสวักขยญาณ
คำว่า อาสวะ หมายถึง กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน จะไหลซึมซ่านไปย้อมจิตเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ อาสวักขยญาณ เป็นญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลายดังกล่าวนั้น

รูปแบบการปฏิบัติในแบบนี้เป็นการบรรลุถึงจตุถฌาณแล้วน้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ โดยตรง จนถึงความสิ้นอาสวะ มีตัวอย่างขั้นตอนดังตรัสไว้ว่า

1.เธอเข้าถึงปฐมฌาณ ทุติยฌาณ ตติยฌาณ จตุตถฌาณ แล้วแลอยู่

2.เธอนั้นครั้งจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้ถึงความหวั่นไหวเช่นนี้แล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ

3.เธอย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

4.เธอย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ

5.เมื่อรู้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้จิตก็หลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ

-------------------------------------

4.รูปแบบจากจตุตถฌาณผ่านวิชชาสามวิชชาแปด
รูปแบบนี้เป็นที่รู้จักกันดีในลีลาการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเป็นแบบที่เมื่อบรรลุจตุตถฌาณแล้วน้อมจิตไปเพื่อ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และ อาสวักขยญาณ ตามลำดับ ถึงความสิ้นอสวะ

ในส่วนของอาสวักขยญาณนั้นได้แสดงไว้แล้วในแบบก่อน ส่วนสำหรับปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และจุตูปปาตญาณ นั้นเป็นคุณสมบัติพิเศษสำหรับบางท่านไม่ใช่ส่วนแห่งการกำจัดกิเลสโดยตรง

นอกจากวิชชาสามแล้ว ยังมีบางท่านผ่าน วิชชาแปด คือ ญาณทัสนะ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี ทิพพโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณหรือทิพพจักขุ อาสวักขยญาณ บางท่านผ่านได้หมด บางท่านผ่านบางอย่างแล้วแต่อุปนิสัยของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ดี มีเพียง ญาณทัสสนะและอาสวักขยญาณ เท่านั้นที่เป็นญาณอันเกี่ยวข้องกับการกำจัดกิเลสโดยตรง จึงจะขอแสดงคุณของลักษณะของ ญาณทัสสนะ ตามที่มีพุทธดำรัส คือ

1.ภิกษุนั้นครั้นมีจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอชักนำจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ

2.เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้ มีรูปประกอบด้วยมหาภูตทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีมารดาเป็นแดนเกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ต้องห่อหุ้มนวดฟั่นอยู่เนืองนิจ แต่ก็ยังมีการแตกทำลายสึกกร่อนเป็นธรรมดา แต่วิญญาณของเรานี้ อาศัยอยู่ในกายนั้น เนื่องอยู่ในกายนั้น

3.เปรียบเหมือนมณีไพทูรย์อันสวยงาม สมชาติแก้วแปดเหลี่ยมเจียรไนดีแล้ว สดใส ผ่องใส ถึงพร้อมด้วยคุณค่าทั้งปวง ในแก้วนั้นมีด้ายร้อยอยู่ สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง สีส้มบ้าง บุรุษผู้มีตาดีวางแก้วนั้นลงในมือแล้ว ก็จะเห็นโดยประจักษ์ว่า มณีไพทูรย์นี้เป็นของสวย สมชาติแก้วแปดเหลี่ยมเจียรไนดีแล้ว สดใส ผ่องใส ถึงพร้อมด้วยคุณค่าทั้งปวง ในแก้วนั้นมีด้ายร้อยอยู่ สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง สีส้มบ้าง ฉันนั้นเหมือนกัน

-----------------------------

5.แบบเจริญวิปัสสนาโดยตรง
การปฏิบัติในรูปแบบนี้ ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องมีฌาณเสียก่อน หรือผู้มีฌาณแล้วจะถอนจากฌาณมาปฏิบัติในรูปแบบนี้ก็ไม่ผิดกติกาอะไร โดยเฉพาะผู้ได้ฌาณแต่ไม่เชี่ยวชาญ ( ไม่มีวสี ) ไม่สามารถเข้าไปกำหนดธรรมอันเนื่องอยู่ในฌาณได้ ก็จำเป็นต้องมาเจริญวิปัสสนาโดยอาศัยธรรมภายนอกฌาณ ( ส่วนผู้ที่ชำนาญในฌาณแล้วก็ไม่จำเป็นต้องถอนออกมาพิจารณาธรรมภายนอก ควรปฏิบัติตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในแบบที่หนึ่ง ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่รู้จะทำฌาณไปทำไมให้เสียเวลา

รูปแบบที่ห้านี้นับเป็นสาธารณะ ที่บุคคลทั้งหลายสามารถปฏิบัติได้ เป็นวิธีการที่รวบรัดและตรงไปสู่การกำจัดกิเลสโดยตรง จึงเชื่อว่าเป็นรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับคนทั่วๆไป

วิธีการปฏิบัติในรูปแบบนี้เป็นการเข้าไปกำหนดพิจารณา ( ตามรู้ตามเห็น ) ในธรรมทั้งหลาย อาทิเช่น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น โดยอาการแห่งธรรมลักษณะ มีไตรลักษณ์ เป็นต้น จนเกิดกระแสแห่งญาณเป็นลำดับต่อไป เมื่อบรรลุแล้วก็อาจจะประกอบอยู่ด้วยปฏิสัมภิทา ( ปัญญาแตกแานในอรรถ ในธรรม ในนิรุกติ ในปฏิภาณ ) ก็ได้ถ้าอุปนิสัยแห่งความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเพียงคุณสมบัติพิเศษเท่านั้น

มีตัวอย่างพอเป็นที่สังเกตในส่วนของการกำหนด ขันธ์ห้า ที่ทรงแสดงไว้เช่น
1.รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ชนิดใดชนิดหนึ่งมีอยู่ ขันธ์ทั้งหมดนั้น บุคคลพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
2.เมื่อเห็นอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมเกิดเบื่อหน่ายในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ
3.เมื่อเบื่อหน่ายย่อมจางคลายความกำหนัดรัดรึง เพราะจางคลายไปแห่งความกำหนัด ย่อมหลุดพ้นไปได้ เมื่อหลุดพ้นแล้วก็มีญาณหยั่งรู้ขึ้นว่าหลุดพ้นแล้ว

และอีกตัวอย่างหนึ่งในการกำหนด อายตนะ

1.จงกระทำในใจซึ่งรูป ( หรือ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ) ทั้งหลาย โดยแยบคายและจงตามดูความไม่เที่ยงแห่งรูปทั้งหลาย ( เป็นต้น ) ให้เห็นตามที่เป็นจริง

2.เมื่อกระทำในใจซึ่งรูปทั้งหลายโดยแยบคายอยู่ ตามดูความไม่เที่ยงแห่งรูปทั้งหลายให้เห็นตามที่เป็นจริงอยู่ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย

3.เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ ( ความเพลิน ) ย่อมมีความสิ้นราคะ ( ความติด ) เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ ย่อมมีความสิ้นนันทิ เพราะมีความสิ้นนันทิ และราคะ ก็กล่าวได้ว่า จิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี

ในรูปแบบการใช้วิปัสสนาโดยตรงนี้ พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงไว้อย่างมากมายกว้างขวางมากทั้งอย่างพิสดารและอย่างสรุป โดยเฉพาะ มหาสติปัฏฐานสูตร ถือว่ามีเนื้อธรรมครอบคลุมธรรมเทศนาในบทอื่นๆไว้แทบทั้งสิ้น ดังนั้นนักวิปัสสนาจึงนิยมนำมหาสติปัฏฐานสูตร มาศึกษาปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ฉะนั้นผู้สนใจในรูปแบบการปฏิบัติวิปัสสนาโดยตรงพึงศึกษาธรรมะสูตรนี้โดยละเอียด

มีข้อพึงสังเกตในการปฏิบัติรูปแบบนี้ประการหนึ่งคือ พระผู้มีพระภาคจะไม่ได้ทรงกล่าวถึงฌาณหรือสมาธิในธรรมเทศนาแนวนี้โดยตรงเลยแต่ก็ไมได้หมายความว่า ผู้ปฏิบัติจะไม่ได้อาศัยสมาธิโดยสิ้นเชิง

แต่สมาธิของผู้ปฏิบัติอาจจะเริ่มต้นด้วย ขณิกสมาธิ ซึ่งเป็นสมาธิอย่างน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเพื่อให้การกำหนดพิจารณาดำเนินไปได้ เมื่อการเจริญภาวนาดำเนินต่อไป สมาธิก็จะพลอยได้รับการฝึกอบรมปด้วย สมาธิกับปัญญาประกบแฝงเจริญก้าวหน้าตามกันไปโดยตลอด ถึงตอนต่อไปอาจจะกำหนดพิจารณาด้วย อุปจารสมาธิ ก็ได้ จนในที่สุดเมื่อถึงขณะที่บรรลุมรรคผลหรือขณะแห่ง มรรคจิต สมาธินั้นก็จะแน่วแน่แนบสนิทเป็น อัปปนาสมาธิ ( อย่างน้อยถึงปฐมฌาณ ) อันจะสอดคล้องกับหลักอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งมี สัมมาสมาธิ ร่วมอยู่ด้วยองค์หนึ่ง โดยเฉพาะว่าการประหารกิเลสนั้นมรรคจะต้องครบสมบูรณ์ทั้งแปดองค์เรียกว่า มรรคสังคี จะขาดองค์ใดองค์หนึ่งเป็นไปไม่ได้เลย

ก็เป็นอันว่า รูปแบบการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่สรุปได้จากพุทธดำรัสที่ทรงแสดงไปแล้วนั้น ถือได้ว่าเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งสำหรับผู้สนใจในธรรมปฏิบัติ ส่วนการดำเนินเข้าสู่กระแสการปฏิบัติที่ถูกต้องแท้จริงนั้น คงเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป จนกว่าจะถึงความสิ้นทุกข์อันเป็นที่สุดของพรหมจรรย์
May 27

ปรอทกรอ ยอดเครื่องรางที่สุดยอดหายากหนึ่งวัดฝังไว้ลูกเดียว

ปรอทกรอ ยอดเครื่องรางที่สุดยอดหายากหนึ่งวัดฝังไว้ลูกเดียว

ปรอทกรอ จริงๆแล้วเป็นของดีที่วัดหนึ่งวัดจะมีอยู่ลูกเดียวคือฝังไว้ที่ใต้ฐานพระอุโบสถ ขนาดมีหลายขนาดครับ
วัตถุประสงค์ก็เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลทั้งปวงที่เข้ามารวมทั้งโจรผู้ร้ายเมื่อเขามาปรอทก็จะส่งเสียงดัง
ภายในลูกปรอทกรอนั้นว่ากันว่าเป็นของวิเศษกายสิทธิ์จำพวกเหล็กไหล หรือเรียกปรอท ที่พระอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมได้เอามาใส่ไว้
โดยนำเอามาหุงและหล่อเป็นลูกปรอทกายสิทธิ์


ฉนั้นเวลาเขย่าจะคล้ายมีกริ่งอยู่ข้างในปรอทกรอเท่าที่พบก็จะอยู่ตามวัดเก่าที่เขาไปบูรณะหรือเป็นของตกทอดมาจากปู่ย่า
บางลูกแม้เพียงจับปรอทภายในก็วิ่งเองได้


ฉนั้นต่อมาพระอาจารย์จึงได้นำมาสร้างเป็นเครื่องรางเรียกว่า ปรอทกรอเมื่อมีภัยมาถึงจะส่งเสียงเตือน ให้รู้ล่วงหน้า
เลยมาให้กันดูเล่าสู่กันฟังตามประสา ผู้นิยมเครื่องราง เพื่อสืบสานประวัติเครืองรางบางอย่าง ก่อนที่อนาคตจะเหลือแค่เรื่องเล่าที่ขาดการประติดประต่อครับ


เคยมีคนผ่าดูข้างในปรากฎว่ามีความซับซ้อนมากคล้ายหวีที่ใช้หวีผม สับเข้าหากันเวลาเขย่า และมีลูกกลมๆเป็นของวิเศษอยู่ภายใน ประเภทเหล็กไหล เป็นลูกกลมที่มีสามสิบแปดเลี่ยม ทึ่งเลยไม่รู้ทำได้ไง 4 ลูกนี้เป็นปรอทกรอเนื้อสำริดได้จากทางภาคเหนือ คนสมัยก่อนว่ากันว่าปรอทกรอจะนำความร่มเย็นเป็นสุขมาให้ และป้องกันสิ่งอัปมงคลทั้งปวง เตือนเมื่อมีภัย

เรื่องความหายาก วัดในสมัยก่อนจะมีฝังไว้ที่ใต้อุโบสถทุกวัดแต่หนึ่งวัด มีลูกเดียวครับ ที่นิยมกันที่สุดก็คือเนื้อสำริด

ปรอทกรอเป็นยุทโธปกรณ์ใช้ในการทำสงครามสมัยโบราณ สร้างไว้ให้สำหรับผู้นำทับระดับนายกอง หรือหัวหมู่ เวลานอนจะเอาปรอทกรอวางไว้บนดินแล้วนอนเอาหูแนบปรอทกรอไว้ ข้าศึกขี่ม้าหรือช้างเข้ามาใกล้ ปรอทกรอจะสั่นได้ยินเสียง จะได้รู้ตัวก่อน ... ปรอทกรอสำหรับแม่ทับจะทำด้วยโลหะมีค่าหรือหุ้มด้วยทองคำ ....

และในสมัยก่อนนั้นยังมีการฝังเอาไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ผึ้งมาทำรังเพื่อเอาน้ำผึ้ง และยังมีการนำมาใส่ตามร้านค้าต่างๆเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้าน และพกติดตัวเพื่อป้องกันอันตรายต่างๆอีกด้วย

May 22

กระบวนการหยั่งรู้ความจริง

กระบวนการหยั่งรู้ความจริง
กระบวนการหยั่งรู้ความจริง ( จากหนังสือ ปัญหาในการปฏิบัติธรรม โดย ท่าน มุนี ชอบพนา พระภิกษุผู้ปฏิบัติวิเวกเพียงลำพัง )

แท้ที่จริงแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็มีการดำรงอยู่ตามสภาวะธรมชาติของมันอยู่แล้ว เป็นไปตามความเป็นจริงของมันโดยไม่มีการบิดเบือน อีกทั้งความจริงดังกล่าวก็พร้อมที่จะเปิดเผยตัวของมันเองอยู่ตลอดเวลาว่า มันนั้นไม่เที่ยง ทนได้ยาก ไม่ใช่ตัวตน รอเพียงแต่ว่า เมือ่ไหร่มนุษย์จะรู้จักวิธีการเข้าไปกำหนดรู้มันกันเสียที

แต่มนุษย์กลับปิดบังจิตใจตนเอง ปล่อยให้กิเลสหลอกลวงจนมองภาพของสิ่งทั้งหลายบิดเบือนไปจากความเป็นจริง เป็นการถูกหลอดลวงกันมาด้วยเวลาอันยาวนาน นานจนเกิดความเคยชิน กลายเป็นอาสวะ อนุสัยสืบเนื่องอยู่ในสันดาน

การเจริญวิปัสสนาจึงเป็นการแก้ไขความเคยชินเก่าๆหรือการกวาดล้างกิเลสอันเป็นเหตุให้จิตไขว้เขว โดยใช้หลักธรรมื้เรียกว่า สติปัฏฐาน ( ที่ตั้งของสติ )

หลักการของสติปัฏฐานไม่ใช่มีแต่เพียงแค่เรื่องของสติ แต่เป็นกระบวนการที่มีจุดเริ่มต้นจากสติ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันของ สติ สมาธิ ปัญญา ที่มีความพร้อมเพรียงและกลมกลืนเป็นบาทฐานให้แก่กันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุด ในขณะเดียวกันต่างก้มีหน้าที่ประจำเฉพาะตนอย่างชัดเจน

สติ มีหน้าที่กำหนดจิตไว้กับอารมณ์

สมาธิ คืออาการที่จิตตั้งอยู่ได้ในอารมณ์นั้นๆ

ปัญญามีหน้าที่พิจารณาตรวจสอบอารมณ์นั้นให้เห็นตามที่เป็นจริง

ในทางสมถะสติจะมีหน้าที่กำหนดจิตไว้กับอารมณ์ก็เพียงเพื่อให้จิตแน่วแน่อยู่กับอารมณ์นั้น ไม่ให้แส่ส่ายไปที่อื่น ถ้าทำได้ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า สมาธิ และถ้าทำได้อย่างแนบสนิทเต็มที่ระดับสมาธิในภาวะจิตเช่นนั้นเรียกว่า ฌาณ เป็นอันสำเร็จกิจของสมถะ

ในทางวิปัสสนา สติจะมีหน้าที่อันดับแรกในการเสนออารมณ์ให้แก่ปัญญา โดยกำหนดจิตไว้กับอารมณ์ สมาธิจะมีหน้าที่ส่งเสริมการนำเสนออารมณ์ด้วยอาการที่สามารถรักษาการกำหนดจิตในอารมณ์นั้นให้ตั้งอยู่ได้ และปัญญาจะมีหน้าที่พิจารณาตรวจสอบอารมณ์นั้นให้เห็นตามที่เป้นจริง ในที่สุดทำได้สำเร็จก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ญาณ

ตัวอย่าง

การเจริญอาณาปาณสติ การกำหนดลมหายใจเข้าออกซึ่งมีความรู้สึกเด่นชัดอยู่ 3 จุดคือ อาการกระทบเข้า-กระทบออก ที่ผิวช่องจมูก อาการขยายขึ้น-ยวบลง ที่หน้าอก อาการพอง-ยุบ ที่หน้าท้อง

ธรรมทั้งสามจะร่วมกันทำงานคือ

สติ มีหน้าที่กำหนดจิตไว้กับลมหายใจเข้าออก ( ที่จุดใดจุดหนึ่ ) ถือเป็นเบื้องต้นในการนำเสนออารมณ์ให้แก่ปัญญา

สมาธิ คืออาการที่สามารถรักษาจิตให้กำหนดตั้งอยู่ได้ในลมหายใจเข้าออก เพื่อให้ปัญญามีเวลาตรวจสอบ ( เบื้องต้นแค่ขณิกสมาธิก็เพียงพอแก่ปัญญาแล้ว )

ปัญญา จะทำหนาที่ตรวจสอบพิจารณาลมหายใจเข้าออกให้เห็นตามความเป็นจริง เช่นเห็นอาการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของลมหายใจเข้าออกเป็นต้น

มีข้อพึงสังเกตุว่า

ถ้าเป็นสมถะ สติจะกำหนดจิตไว้กับลมหายใจเข้าออกก็เพียงเพื่อให้จิตตั้งอยู่ได้ในลมหายใจเข้าออกเท่านั้น คือหยุดจบแค่เพียงสมาธิ

ถ้าเป็นวิปัสสนา จะพลิกอีกเพียงนิดเดียว คือจะเพิ่มปัญญาเข้าไปเห็นอาการตามที่เป็นจริงของลมหายใจเข้าออกด้วย

ดังนั้น การกำหนดแม้ในอารมณ์เดียวกันนั้น ผู้เข้าใจย่อมจะสามารถปรับเปลี่ยนการปฏิบัติระหว่างสมถะและวิปัสสนาได้โดยง่าย ประดุจพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจแล้วหน้ามือกับหลังมือก็อยู่ตรงข้ามกันชนิดไม่อาจพบกันได้เลย

ปัญญาในวิปัสสนานั้น จะเห็นความจริงด้วยความรู้สึกไม่ใช่การนึกคิด การตรวจสอบดังกล่าว ไม่ใช่การยกหัวข้อธรรมะขึ้นมานึกคิดไตร่ตรอง ไม่ใช่จินตมยปัญญา ไม่ใ