<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?><?xml-stylesheet type='text/xsl' href='http://gmcities.spaces.live.com/mmm2008-07-24_12.50/rsspretty.aspx?rssquery=en-US;http%3a%2f%2fgmcities.spaces.live.com%2ffeed.rss' version='1.0'?><rss version="2.0" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:msn="http://schemas.microsoft.com/msn/spaces/2005/rss" xmlns:live="http://schemas.microsoft.com/live/spaces/2006/rss" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/" xmlns:cf="http://www.microsoft.com/schemas/rss/core/2005" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"><channel><title>gmcities</title><description>เบอร์โทร  พ่อมดโลจิ 0855249525 </description><link>http://gmcities.spaces.live.com/</link><language>en-US</language><pubDate>Mon, 25 Aug 2008 19:48:02 GMT</pubDate><lastBuildDate>Mon, 25 Aug 2008 19:48:02 GMT</lastBuildDate><generator>Microsoft Spaces v1.1</generator><docs>http://www.rssboard.org/rss-specification</docs><ttl>60</ttl><live:identity><live:id>-9048122528624880976</live:id><live:alias>gmcities</live:alias></live:identity><image><title>gmcities</title><url>http://blufiles.storage.live.com/y1p6pUHTwzD5lmGMsLv40xwBzjbfAH3aR9SvBaSBjeBZRZPaIH2TtupddkwjWI9wMgg</url><link>http://gmcities.spaces.live.com/</link></image><cf:listinfo><cf:group ns="http://schemas.microsoft.com/live/spaces/2006/rss" element="typelabel" label="Type" /><cf:group ns="http://schemas.microsoft.com/live/spaces/2006/rss" element="tag" label="Tag" /><cf:group element="category" label="Category" /><cf:sort element="pubDate" label="Date" data-type="date" default="true" /><cf:sort element="title" label="Title" data-type="string" /><cf:sort ns="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" element="comments" label="Comments" data-type="number" /></cf:listinfo><item><title>เบอร์โทร  พ่อมดโลจิ 0855249525 </title><link>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!2149.entry</link><description>เบอร์โทร  พ่อมดโลจิ 0855249525 &lt;img src="http://c.services.spaces.live.com/CollectionWebService/c.gif?cid=-9048122528624880976&amp;page=RSS%3a+%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3++%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%88%e0%b8%b4+0855249525+&amp;referrer=" width="1px" height="1px" border="0" alt=""&gt;&lt;img style="position:absolute" alt="" width="0px" height="0px" src="http://c.live.com/c.gif?NC=31263&amp;amp;NA=1149&amp;amp;PI=73329&amp;amp;RF=&amp;amp;DI=3919&amp;amp;PS=85545&amp;amp;TP=gmcities.spaces.live.com&amp;amp;GT1=gmcities"&gt;</description><category>หนังสือ</category><comments>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!2149.entry#comment</comments><guid isPermaLink="true">http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!2149.entry</guid><pubDate>Mon, 04 Aug 2008 18:03:23 GMT</pubDate><slash:comments>1</slash:comments><msn:type>blogentry</msn:type><live:type>blogentry</live:type><live:typelabel>Blog entry</live:typelabel><wfw:commentRss>http://gmcities.spaces.live.com/blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!2149/comments/feed.rss</wfw:commentRss><wfw:comment>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!2149.entry#comment</wfw:comment><dcterms:modified>2008-08-04T18:05:34Z</dcterms:modified></item><item><title>อุบายบรรลุนิพพาน จากหนังสือ พระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / โดย คุณ ไชย ณ พล</title><link>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1976.entry</link><description>&lt;div&gt;
&lt;div&gt;&lt;font size=3&gt;อุบายบรรลุนิพพาน จากหนังสือ พระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / โดย คุณ ไชย ณ พล&lt;br&gt;&lt;br&gt;ดูกรจุนทะ ผู้ที่ตนเองจมอยู่ในเปลือกตมอันลึกแล้ว จักยกขึ้นซึ่งบุคคลอื่นที่จมอยู่ในเปลือกตมอันลึก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีไม่ได้&lt;br&gt;&lt;br&gt;ผู้ที่ตนเองไม่จมอยู่ในเปลือกตมอันลึก จักยกขึ้นซึ่งบุคคลอื่นที่จมอยู่ในเปลือกตมอันลึก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้&lt;br&gt;&lt;br&gt;ผู้ที่ไม่ฝึกตน ไม่แนะนำตน ไม่ดับสนิทด้วยตนเอง จักฝึกสอน จักแนะนำผู้อื่น จักให้ผู้อื่นดับสนิท ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีไม่ได้&lt;br&gt;&lt;br&gt;ผู้ที่ฝึกตน แนะนำตน ดับสนิทด้วยตนเอง จักฝึกสอน จักแนะนำผู้อื่น จักให้ผู้อื่นดับสนิท ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด&lt;br&gt;&lt;br&gt;ดูก่อนจุนทะ ความไม่เบียดเบียนก็ฉันนั้นแล ย่อมเป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้เบียดเบียน&lt;br&gt;&lt;br&gt;การงดเว้นจากปาณาติบาต เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ฆ่าสัตว์&lt;br&gt;&lt;br&gt;การงดเว้นจากอทินนาทาน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ลักทรัพย์&lt;br&gt;&lt;br&gt;การประพฤติพรหมจรรย์ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้เสพเมถุนธรรม&lt;br&gt;&lt;br&gt;การงดเว้นจากมุสาวาท เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้พูดเท็จ&lt;br&gt;&lt;br&gt;การงดเว้นจากปิสุณาวาจา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้กล่าวส่อเสียด&lt;br&gt;&lt;br&gt;การงดเว้นจากผรุสวาจา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้กล่าวคำหยาบ&lt;br&gt;&lt;br&gt;การงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้พูดเพ้อเจ้อ&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความเป็นผู้ไม่เพ่งเล็ง เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มักเพ่งเล็ง&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความไม่พยาบาท เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีจิตพยาบาท&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความรู้ชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความรู้ผิด&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความตั้งใจชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความตั้งใจผิด&lt;br&gt;&lt;br&gt;การกล่าววาจาชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีวาจาผิด&lt;br&gt;&lt;br&gt;การเลี้ยงชีพชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีอาชีพผิด&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความเพียรชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความเพียรผิด&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความระลึกพิจารณาชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความระลึกพิจารณาผิด&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความมีใจมั่นคงชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีใจตั้งมั่นผิด&lt;br&gt;&lt;br&gt;ปัญญาชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีปัญญาผิด&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความหลุดพ้นชอบ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความหลุดพ้นผิด&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความเป็นผู้ปราศจากความหดหู่หาวนอน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ถูกความหดหู่หาวนอนครอบงำ&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความเป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความเป็นผู้ข้ามพ้นความลังเลสงสัย เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีความลังเลสงสัย&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความไม่โกรธ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มักโกรธ&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความไม่ผูกโกรธ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ผูกโกรธ&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความไม่ลบหลู่คุณท่าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ลบหลู่คุณท่าน&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความไม่ยกตนเทียมท่าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ยกตนเทียมท่าน&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความไม่ริษยา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ริษยา&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความไม่ตระหนี่ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ตระหนี่&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความไม่โอ้อวด เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้โอ้อวด&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความไม่มีมารยา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีมารยา &lt;br&gt;&lt;br&gt;ความเป็นคนไม่ดื้อด้าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ดื้อด้าน&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความไม่ดูหมิ่นนท่าน เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ดูหมิ่นนท่าน&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความเป็นผู้ว่าง่าย เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ว่ายาก&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีมิตรชั่ว&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความไม่ประมาท เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ประมาท&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความเชื่อ เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ไม่ศรัทธา&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความละอายต่อบาป เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ไม่มีความละอายต่อบาป&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความเป็นพหูสูต เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีการสดับน้อย&lt;br&gt;&lt;br&gt;การปรารภความเพียร เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้เกียจคร้าน&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความเป็นผู้มีสติดำรงมั่น เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีสติหลงลืม&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้มีปัญญาทราม&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความเป็นผู้ไม่ลูบคลำความเห็นของตน และไม่ยึดถือเหนียวแน่น และสละคืนได้โดยง่าย เป็นทางสำหรับความดับสนิทของบุคคลผู้ลูบคลำความเห็นของตน ยึดถือเหนียวแน่น และสละคืนได้โดยยาก&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://c.services.spaces.live.com/CollectionWebService/c.gif?cid=-9048122528624880976&amp;page=RSS%3a+%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99+%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad+%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99+%2f+%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2+%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93+%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2+%e0%b8%93+%e0%b8%9e%e0%b8%a5&amp;referrer=" width="1px" height="1px" border="0" alt=""&gt;&lt;img style="position:absolute" alt="" width="0px" height="0px" src="http://c.live.com/c.gif?NC=31263&amp;amp;NA=1149&amp;amp;PI=73329&amp;amp;RF=&amp;amp;DI=3919&amp;amp;PS=85545&amp;amp;TP=gmcities.spaces.live.com&amp;amp;GT1=gmcities"&gt;</description><category>หนังสือ</category><comments>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1976.entry#comment</comments><guid isPermaLink="true">http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1976.entry</guid><pubDate>Sun, 01 Jun 2008 14:04:05 GMT</pubDate><slash:comments>0</slash:comments><msn:type>blogentry</msn:type><live:type>blogentry</live:type><live:typelabel>Blog entry</live:typelabel><wfw:commentRss>http://gmcities.spaces.live.com/blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1976/comments/feed.rss</wfw:commentRss><wfw:comment>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1976.entry#comment</wfw:comment><dcterms:modified>2008-06-01T14:04:05Z</dcterms:modified></item><item><title>คัมภีร์หลี่ซื่อชุนชิว</title><link>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1973.entry</link><description>&lt;div&gt;&lt;font size=4&gt;
&lt;p&gt;คัมภีร์หลี่ซื่อชุนชิว
&lt;p&gt;เกียรติคุณ 
&lt;p&gt;เมื่อดำเนินตามหลักธรรมเกียรติคุณชื่อเสียงย่อมไม่หลีกพ้นไปไหน ประดุจหนึ่งแห่งนาฬิกาแดดกับเงา ประดุจเสียงกู่ร้องกับเสียงก้องสะท้อน 
&lt;p&gt;นักตกปลาที่เชี่ยวชาญ ตกได้ปลาขึ้นจากน้ำลึกถึงเจ็ดสิบเชียะเพราะเหตุเหยื่อหอม นักธนูที่เชี่ยวชาญ ยิงได้นกจากฟ้าสูงเจ็ดร้อยเชียะเพราะเหตุธนูดี ประมุขที่เชี่ยวชาญนั้น อนารยชนหมานอี้อัน ต่างภาษาต่างขนบพากันมานอบน้อมสวามิภักดิ์ เพราะเหตุทรงคุณธรรมมั่นคง 
&lt;p&gt;เมื่อวังน้ำลึก ปลาย่อมมุ่งมาสู่ เมื่อแมกไม้งามขจี สกุณีย่อมมาสู่ เมื่อทุ่งหญ้างอกงามไพบูลย์ ฝูงสัตว์จตุบาททวิบาทย่อมมาสู่ เมื่อประมุขปรีชาเหล่าผู้มีปัญญาย่อมมาสู่ ดังนั้นประมุขผู้ล้ำเลิศจึงมิต้องมุ่งบากบั่นแสวงหาผู้คนมานอบน้อม ท่านเพียงแต่มุ่งดำรงธรรมเท่านั้น (แล้วผู้คนก็จะพากันน้อมเอง) 
&lt;p&gt;แม้จะบีบบังคับคนให้หัวร่อได้ แต่ก็ไม่สนุกสนาน แม้จะบีบบังคับคนให้ร้องไห้ได้ แต่ก็ไม่เศร้าสร้อย การบีบบังคับคนให้ปฏิบัติธรรมนั้นได้ผลแต่เพียงเล็กน้อย มิอาจบบรรลุผลใหญ่ (น. ๒๑ – ๒๒) 
&lt;p&gt;
&lt;p&gt;รักปวงชน 
&lt;p&gt;จงให้เครื่องนุ่งห่มแก่ผู้คนเมื่อเขาหนาว จงให้อาหารแก่ผู้คนเมื่อเขาหิว ความหิวและความหนาวคือเภทภัยอันใหญ่หลวงของมนุษย์ การช่วยเหลือภัยเหล่านี้คือคลองธรรม และความยากจนของมนุษย์เรานั้นก็เฉกเช่นเดียวกับความหิวความหนาว ดังนั้นประมุขผู้ปรีชาจักต้องสงสารคนยากคนจน หากทำได้เช่นนี้ชื่อเสียงก็จะปรากฏขจรขจาย บัณฑิตทั้งหลายก็จะยอมรับนับถือ (น. ๒๕) 
&lt;p&gt;
&lt;p&gt;ไม่รู้จักตัวเอง 
&lt;p&gt;ที่เรื่องราวเป็นไปเช่นนั้น ย่อมต้องมีสาเหตุ หากเราไม่เข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น แม้จะรู้ว่าเกิดเรื่องราวอะไรขึ้น แต่ก็จะเสมือนไม่รู้อะไรเลย เพราะยังงุนงงไม่เข้าใจว่าเกิดผลเช่นนั้นขึ้นได้อย่างไร 
&lt;p&gt;บุรพกษัตริย์, ปราชญ์ผู้ทรงภูมิ บัณฑิตผู้มีชื่อเสียง มีความเหนือกว่าสามัญชนก็ตรงที่ท่านเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น 
&lt;p&gt;น้ำเกิดแต่ภูเขาแล้วไหลลงสู่ทะเล น้ำมิได้รังเกียจภูเขาหรือชมชอบทะเล หากเป็นเพราะภูมิประเทศสูงต่ำทำให้เป็นไป ข้าวกำเนิดในทุ่งแต่ถูกเก็บไว้ในฉาง ข้าวมิได้ปรารถนาจะเข้าไปอยู่ในฉาง แต่เพราะคนต้องการใช้ข้าวจึงนำไปเก็บไว้ในฉาง ดังนั้นเมื่อจื่อลู่ (ศิษย์ขงจื๊อ) จับไก้ฟ้าได้จึงปล่อยไป (น. ๓๕) 
&lt;p&gt;
&lt;p&gt;มองการณ์ไกล 
&lt;p&gt;ปัญญาของมนุษย์แตกต่างกันก็ตรงที่มองการณ์ไกลกับมองการณ์สั้น ปัจจุบันมีรากฐานมาจากอดีต อดีตคือรากฐานของยุคต่อ ๆ ไป ปัจจุบันจะเป็นรากฐานให้ยุคต่อไป เชนเดียวกับที่ปัจจุบันตั้งอยู่บนรากฐานของอดีตนั่นเอง 
&lt;p&gt;ดังนั้นหากเข้าใจในปัจจุบัน (อย่างแจ่มชัด) ย่อมเข้าใจถึงอดีต เมื่อเข้าใจอดีตก็ย่อมเข้าใจอนาคต อดีต-ปัจจุบัน ยุคก่อน-ยุคหลังล้วนอยู่ภายใต้กฎ (ธรรมชาติ) เดียวกัน ผู้ปรีชาจึงเข้าใจอดีตย้อนลงไปได้ถึงพันปี เข้าใจอนาคตไกลไปถึงพันปี (น. ๓๙) 
&lt;p&gt;
&lt;p&gt;ไม่เอนเอียง 
&lt;p&gt;ปกติปุถุชนเราเมื่อฟังคำพูดบอกเล่ามักจะมีความลำเอียงเบี่ยงเบน เมื่อมีความเอนเอียง (เป็นที่ตั้งแล้ว) ยามฟังคำใดก็มักเลอะเทอะผิดพลาด 
&lt;p&gt;ความลำเอียงเบี่ยงเบนมีสาเหตุด้วยกันหลายประการ แต่ที่สำคัญที่สุดย่อมได้แก่ (อารมณ์) ความเกลียดความชอบของแต่ละคน ดุจหนึ่งยามทัศนาทางบูรพาย่อมมิเห็นกำแพงทิศประจิม ยามแลดูทางทักษิณย่อมมิเห็นทางอุดร ทั้งนี้เหตุด้วยใส่ใจไปทางหนึ่งทางใดเท่านั้น (น. ๔๓) 
&lt;p&gt;
&lt;p&gt;รู้จักฟัง 
&lt;p&gt;เมื่อฟังคำพูด มิอาจไม่ตรวจสอบให้ละเอียด เพราะหากไม่พิจารณาโดยละเอียดก็มิอาจจำแนกดีกับไม่ดี เมื่อมิอาจจำแนกดีกับไม่ดีความวุ่นวายอันใหญ่หลวงก็จะเกิดขึ้น (น.๔๗) 
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt;การใหญ่ 
&lt;p&gt;ความสงบร่มเย็นในส่วนย่อยต้องอาศัยความสงบร่มเย็นของส่วนใหญ่ ความสงบร่มเย็นของส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาความสงบร่มเย็นในส่วนย่อย เล็ก-ใหญ่ สูงศักดิ์-ต่ำต้อยต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทุกฝ่ายจึงจะสงบร่มเย็น (น. ๕๓) 
&lt;p&gt;
&lt;p&gt;กลยุทธ์ 
&lt;p&gt;ความสงบเรียบร้อย-ความปั่นป่วนจลาจล ความดำรงคงอยู่-ความพินาศย่อยยับ สงบสันติ-ภยันตราย ความเข้มแข็งเกรียงไกร-ความยอบแยบอ่อนแอ ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแล้วแต่ต้องสบโอกาสจังหวะจึงจะเกิดเป็นผลเช่นนั้น ๆ ขึ้น มีปัจจัยด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวอยู่ตามลำพัง ย่อมไม่เกิดเป็นผลขึ้น (น. ๕๕) 
&lt;p&gt;
&lt;p&gt;รู้ล่วงหน้า 
&lt;p&gt;เมื่อก๊กจะสูญสิ้นพินาศ ผู้ดำรงธรรม (เต๋า) ย่อมหลีกลี้จากไปก่อน ทั้งในอดีตและปัจจุบันล้วนเป็นเช่นนี้ 
&lt;p&gt;ที่ดินย่อมติดตามขึ้นอยู่กับเมือง&lt;/font&gt;&lt;font face="Cordia New" size=4&gt; &lt;/font&gt;&lt;font size=4&gt;เมืองย่อมติดตามขึ้นอยู่กับราษฎร ราษฎรย่อมติดตามขึ้นอยู่กับผู้ทรงธรรมปรีชา ดังนั้นประมุขผู้ทรงธรรมปรีชาได้ผู้ทรงธรรมปรีชา (มาบริหาร) ก็ย่อมจะได้มาซึ่งราษฎร ได้มาซึ่งราษฎรแล้วย่อมได้เมือง ได้มาซึ่งเมืองแล้วย่อมได้ที่ดิน ที่ว่าได้มาซึ่งที่ดินจึงมิได้หมายถึงไปทำด้วยตัวเอง หากหมายถึงการปฏิบัติดีต่อราษฎรได้ “ใจ” ของราษฎร (น.๗๑) 
&lt;p&gt;ไป๋กุย (ปราชญ์ชาวแคว้นโจว มีชื่อปรากฏอยู่ในคัมภีร์เม่งจื๊อ) ไปถึงแคว้นจงซาน จงซานอ๋องปรารถนาจะได้ไป๋กุยไว้ใช้ ไป๋กุยปฎิเสธกล่าวอำลาขึ้นรถม้าจากไป ครั้นไปถึงแคว้นฉี ฉีอ๋องก็ปรารถนาจะให้ไป๋กุยอยู่เป็นขุนนางแคว้นฉี แต่ไป๋กุยก็อำลาจากไปอีกเช่นกัน 
&lt;p&gt;มีคนถามไป๋กุยว่า ทำไมไม่ยอมเป็นขุนนางในแคว้นดังกล่าว ไป๋กุยว่า “ตามหลัก ‘ห้าสูญสิ้น’ ที่ข้าได้ศึกษามา แคว้นทั้งสองนี้จักต้องล่มสลายแน่ที่ว่า‘ห้าสูญสิ้น’ คือฉันใด ห้าสูญสิ้นก็คือ 
&lt;p&gt;หนึ่ง ไร้ความเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด สัจจะความน่าเชื่อถือย่อมสูญสิ้น 
&lt;p&gt;สอง ไร้การสนับสนุนค้ำจุน ชื่อเสียงย่อมสูญสิ้น 
&lt;p&gt;สาม ไร้ความรัก ความสนิทชิดเชื้อย่อมสูญสิ้น 
&lt;p&gt;สี่ ผู้เดินทางไร้เสบียง คนอยู่บ้านไร้อาหาร ทรัพย์สมบัติย่อมสูญสิ้น 
&lt;p&gt;ห้า ใช้คน (อื่น) ไม่เป็น ทั้งยังใช้ตัวเองไม่เป็นอีก วีรกรรมย่อมสูญสิ้น 
&lt;p&gt;แคว้นใดประกอบพร้อมด้วยลักษณะทั้งห้า ย่อมมิอาจหลีกหนีการสิ้นชาติไปพ้น ทั้งแคว้นจงซานและแคว้นฉีต่างมีลักษณะทั้งห้าประการนี้ครบถ้วน” 
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt;คัมภีร์เสี้ยวจิง (คัมภีร์กตัญญู) ว่า “อยู่สูง (รู้จักอยู่ในจุด) ไม่อันตราย ถึงจะสามารถรักษายศศักดิ์ฐานะตำแหน่งไว้ได้ยืนนาน เต็มแต่ไม่ล้น ถึงจะสามารถรักษาทรัพย์สินสมบัติไว้ได้ยืนนาน รักษาฐานะยศศักดิ์และทรัพย์สินไว้ได้ก็จะสามารถรักษาศาลบรรพบุรุษ และรักษาความสงบสุขให้ปวงราษฎรได้” (น. ๗๙) 
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt;รู้จักรับข้อเสนอแนะ 
&lt;p&gt;ภูมิปัญญาก็เป็นเช่นเดียวกัน บ้างรับรู้สิ่งที่ฉลาด บ้างรับรู้สิ่งที่ไม่ฉลาด (เหมือนกับที่บางคนเปิดตาบางคนปิดตา) การรับรู้สิ่งที่ฉลาดกับการไม่รับรู้สิ่งที่ฉลาดย่อมผิดแผกแตกต่างกันแน่แท้ ผู้มีปัญญาสามารถรับรู้ได้กว้างไกล ผู้โง่เขลารับรู้ได้แคบใกล้ รับรู้อยู่เพียงตื้น ๆ (แคบใกล้) แล้วบอกว่าตนลุ่มลึก จะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งได้อย่างไร เมื่อไม่เข้าใจกฎเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง แม้จะพูดจาคล่องแคล่วแต่ก็ไม่สามารถจะอธิบายให้เข้าใจได้ 
&lt;p&gt;ชาวหญง (ชนเผ่าทางภาคตะวันตกของจีน) เห็นเขา (ชาวตงง้วน) ตากผ้าจึงถามว่า “ผ้าผืนยาวผืนใหญ่อย่างนี้ ทำได้อย่างไร” เขาชี้ไปที่ต้นปอ ชาวหญงกลับกล่าวด้วยความโมโหว่า “จะมีต้นปอที่ปลูกบนดินที่ไหนทำผ้าได้ผืนใหญ่ผืนยาวเช่นนี้ !” 
&lt;p&gt;แคว้นที่สิ้นชาตินั้น ใช่ว่าไร้ผู้ปรีชา ใช่ว่าไร้ผู้ทรงภูมิปัญญาก็หาไม่ แต่เป็นเพราะประมุขของแคว้นนั้นไม่รู้จักรับรู้ (ข้อแนะนำ) เภทภัยอันเกิดจากการไม่ยอมรับรู้ (คำแนะนำ) เกิดจาก (ประมุข) นึกว่าตนเองชาญฉลาดทรงภูมิปัญญา ใครเสนอข้อคิดเห็นที่ฉลาดขึ้นมาก็ไม่ยอมรับฟังรับรู้ 
&lt;p&gt;หากตอนนี้ไม่ยอมรับฟัง นึกว่าตนฉลาดหลักแหลม ปล่อยไปเช่นนี้ ชาติย่อมมิอาจดำรงอยู่ ประมุขย่อมมิอาจสุขสงบ 
&lt;p&gt;แต่หากรู้ตัวว่าภูมิปัญญาของตนยังไม่เพียงพอ รู้จักรับคำแนะนำที่ฉลาด ประมุขย่อมไร้ภยันตราย แว่นแคว้นย่อมไม่สูญชาติ (น. ๘๑ - ๘๒) 
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt;อย่าลงมือเอง 
&lt;p&gt;หากมีปณิธานที่ถูกต้องดีงามแล้ว แม้ไม่ทรงภูมิปัญญาก็สามารถเป็นประธานเป็นประมุขได้ ท่านหลีจื่อจึงกล่าวไว้ว่า “มิใช่เพราะสุนัข (ไร้ความสามารถจึง) ล่ากระต่ายไม่ได้ หากแต่เป็นเพราะกระต่ายแปลงมาเล่นบทสุนัข จึงไม่อาจล่าได้กระต่าย” ประมุขที่ชอบทำตัวเป็นอำมาตย์เสียเองก็คล้ายคลึงกับเรื่องนี้ 
&lt;p&gt;หากเป็นพวกอำมาตย์บริวารทำเลอะเทอะมัวเมา ย่อมจะมีผู้กล้าขัดขวางทันกาล แต่หากเป็นประมุขเลอะเทอะมัวเมาเสียเองแล้ว ย่อมไม่มีใครกล้าขัดขวาง การที่ประมุขลงไปทำหน้าที่อำมาตย์เสียเองนั่นแหละเป็นการแส่หาความเลอะเทอะที่ร้ายแรงยิ่ง เหมือนกับเป็นไม้กวาด ถูกนำไปใช้ทุกวันมิได้หยุดยั้ง 
&lt;p&gt;ประมุขลงไปทำทุกเรื่องก็จะเสื่อมโทรม ยิ่งวิ่งเต้นก็ยิ่งอับเฉา ยิ่งทำก็จะยิ่งเหนื่อยล้า เสื่อมโทรม อับเฉา เหนื่อยล้า สามประการนี้หาใช่มรรควิถีแห่งประมุขไม่ (น. ๘๕) 
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt;วาจาไม่ตรงกับใจ 
&lt;p&gt;คำพูดมีไว้เพื่อสื่อสำแดงจิตปณิธาน หากจิตปณิธานกับคำพูดขัดแยกแตกแย้งกันย่อมเป็นอัปมงคล 
&lt;p&gt;หากสร้างความวุ่นวายในแว่นแคว้น กล่าวถ้อยปล่อยคำเลื่อนเปื้อนมากมายไม่เคยคำนึงถึงข้อเท็จจริง มุแต่จะทำลายกันและกัน มุแต่จะแก่งแย่งกันและกัน แบ่งพรรคแบ่งพวกแก่งแย่งทำลายกันและกัน ขี้ปากฟุ้งตรลบอบอวลอัมพร (จ้งโช่วซวินเทียน) ไม่จำแนกความดีคนดีกับความต่ำทรามคนชั่วช้า 
&lt;p&gt;หากปกครองแว่นแคว้นกันแบบนี้ แม้ประมุขจะเป็นคนดีผู้ปรีชาก็ยังจะพลอยเลอะหลงไปด้วย แลหากเป็นประมุขต่ำทรามด้วยแล้ว ผลจะยิ่งขนาดไหน 
&lt;p&gt;เภทภัยของความเลอะหลงก็คือเขาผู้นั้นไม่รู้ตัวว่าตนเลอะหลง 
&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความเลอะหลงย่อมมีช่วงจังหวะที่แจ่มใสบ้าง เช่นเดียวกันในท่ามกลางความมืดมิด ก็อาจมีลักษณะหนึ่งปรากฏแสงสว่าง (น. ๙๙ – ๑๐๐) 
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt;คำพูดเป็นเพียงเปลือกนอกของจิตปณิธาน ตรวจสอบแต่เปลือกนอก (วาจา) แต่ละเลยตรวจสอบจิตใจ (ที่แท้) เป็นสิ่งโง่เขลา คนโบราณจึงสนใจตรวจสอบจิตใจที่แท้ ละทิ้งวาจาเปลือกนอก การฟังคำกล่าว จักต้องวัดจุดมุ่งหมายแท้จริงของผู้พูด ก็เหมือนกับฟังคำบิดเบือน (ปากกับใจไม่ตรงกัน) (น. ๑๐๒) 
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt;เก่งมาก สามารถมาก มิสู้ เก่งน้อย สามารถน้อย 
&lt;p&gt;แย้งเก่ง พลิ้วเก่ง มิสู้ ไม่แย้งไม่พลิ้ว (น. ๑๐๓) 
&lt;p&gt;
&lt;p&gt;คัดจาก “ หลักการบริหารการปกครอง จาก คัมภีร์หลี่ซื่อชุนชิว” ทองแถม นาถจำนง : แปล กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ก.ไก่ พิมพ์ครั้งแรก 
&lt;p&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://c.services.spaces.live.com/CollectionWebService/c.gif?cid=-9048122528624880976&amp;page=RSS%3a+%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a7&amp;referrer=" width="1px" height="1px" border="0" alt=""&gt;&lt;img style="position:absolute" alt="" width="0px" height="0px" src="http://c.live.com/c.gif?NC=31263&amp;amp;NA=1149&amp;amp;PI=73329&amp;amp;RF=&amp;amp;DI=3919&amp;amp;PS=85545&amp;amp;TP=gmcities.spaces.live.com&amp;amp;GT1=gmcities"&gt;</description><category>หนังสือ</category><comments>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1973.entry#comment</comments><guid isPermaLink="true">http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1973.entry</guid><pubDate>Sat, 31 May 2008 14:54:24 GMT</pubDate><slash:comments>0</slash:comments><msn:type>blogentry</msn:type><live:type>blogentry</live:type><live:typelabel>Blog entry</live:typelabel><wfw:commentRss>http://gmcities.spaces.live.com/blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1973/comments/feed.rss</wfw:commentRss><wfw:comment>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1973.entry#comment</wfw:comment><dcterms:modified>2008-05-31T14:54:24Z</dcterms:modified></item><item><title>รูปแบบการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ( จากหนังสือ ปัญหาในการปฏิบัติธรรม โดย ท่าน มุนี ชอบพนา พระภิกษุผู้ปฏิบัติวิเวกเพียงลำพัง )</title><link>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1971.entry</link><description>&lt;div&gt;
&lt;div&gt;&lt;font size=3&gt;รูปแบบการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ( จากหนังสือ ปัญหาในการปฏิบัติธรรม โดย ท่าน มุนี ชอบพนา พระภิกษุผู้ปฏิบัติวิเวกเพียงลำพัง ) &lt;br&gt;&lt;br&gt;ในการเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ผู้ปฏิบัติไม่ควรเข้าไปเพ่งเล็งยึดถือใน รูปแบบการปฏิบัติ เฉพาะที่เป็นมติของตนหรือแห่งอาจารย์ตนโดยส่วนเดียว เพราะวิญญูชนผู้จะรักษาไว้ซึ่งความจริงนั้น ไม่พึงถึงการสันนิษฐานโดยส่วนเดียวว่า&lt;br&gt;&lt;br&gt;อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่าหมดเลย&lt;br&gt;&lt;br&gt;การละจิตที่คับแคบ เพื่อมาศึกษาแนวทางการปฏิบัติอันกว้างขวางของพระบรมศาสดา จะทำให้ทราบว่ากระแสการปฏิบัติเพื่อความสิ้นอาสวะนั้น ประกอบไปด้วยรูปแบบอันควรแก่การสนใจที่จะนำมาประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมกับจริตนิสัยและสถานภาพของแต่ละบุคคล&lt;br&gt;&lt;br&gt;ฉะนั้นในลำดับต่อไปจะได้ตั้งข้อสังเกตุในเรื่องรูปแบบการปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ที่พอจะได้สรุปได้จากแนวพุทธดำรัสที่ทรงแสดงไว้แต่โดยสังเขป คือ &lt;br&gt;&lt;br&gt;1.แบบอาศัยสัญญาสมาบัติเจ็ดเป็นบาท&lt;br&gt;สัญญาสมาบัติเจ็ด หรือฌาณที่มีสัญญาประกอบไปด้วย รูปฌาณสี่คือ ปฐมฌาณ ทุติยฌาณ ตติยฌาณ จตุตถฌาณ และอรูปฌาณสาม คือ อากาสานัญจายตนะ ( กำหนดที่ว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ ) วิญญาณัญจายตนะ ( กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ ) อากิญจัญญายตนะ ( กำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆเป็นอารมณ์ ) &lt;br&gt;&lt;br&gt;สำหรับวิธีการปฏิบัติในรูปแบบนี้ผู้ปฏิบัติจะอาศัยฌาณที่มีสัญญาดังกล่าวเป็นฐานแห่งวิปัสสนาได้ในตัวเอง คือเมื่อปฏิบัติได้ฌาณขั้นใดขั้นหนึ่งในเจ็ดนั้นก็น้อมกำหนดพิจารณา ขันธ์ อันเนื่องอยู่ในฌาณนั้น โดยอาการแห่งธรรมลักษณะมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น ( มิใช่ถอนออกจากฌาณมากำหนดธรรมภายนอก ) จนมีผลถึงความสิ้นอาสวะหรือถึงความเป็นพระอนาคามี &lt;br&gt;&lt;br&gt;พุทธพจน์อันเป็นตัวอย่างที่ทรงแสดงลักษณะขั้นตอนการปฏิบัติในรูปแบบนี้ เช่น &lt;br&gt;1.สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึง ปฐมฌาณ อันมีวิตก วิจาร ปิติและสุข อันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่&lt;br&gt;&lt;br&gt;2.ในปฐมฌาณนั้นมีธรรม คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เธอนั้นตามเห็นธรรม ( คือขันธ์ ) เหล่านั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความยากลำบาก เป็นอาพาธ เป็นดังผู้อื่น เป็นของแตกสลาย เป็นของว่าง เป็นของไม่ใช่ตน ( ธรรมลักษณะ 11 ประการ ) &lt;br&gt;&lt;br&gt;3.เธอดำรงจิตด้วยธรรมเหล่านั้น แล้วจึงน้อมจิตไปสู่ อมตธาตุ ( คือ นิพพาน ) ด้วยการกำหนดว่า นั่นสงบระงับ นั่นประณีต นั่นคือธรรมชาติ เป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นสลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลายเป็นความดับ เป็นนิพพาน&lt;br&gt;&lt;br&gt;4.เธอดำรงอยู่ในวิปัสสนาญาณมีปฐมฌาณเป็นบาทนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ถ้าไม่ถึงความสิ้นอาสวะก็เป็นโอปาติกะอนาคามี ผู้ปรินิพพานในภพนั้น&lt;br&gt;&lt;br&gt;5.สำหรับในกรณีแห่งทุตยฌาณ ตติยฌาณ จตุตถฌาณและอรูปฌาณทั้งสาม คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ ก้มีลักษณะขั้นตอนโดยทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่ง ปฐมฌาณ ดังกล่าวข้างต้นนั้น ต่างกันแต่ว่าในพวกรูปฌาณนั้นจะมีขันธ์ครบห้าคือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนในอรูปฌาณ ทั้งสามมีขันธ์เพียงสี่ คือ ขาดรูปขันธ์ &lt;br&gt;&lt;br&gt;นอกจากนั้นยังทรงกล่าวย้ำถึงรูปปฏิบัติแบบนี้ไว้อีกว่า เป็นอันกล่าวได้ว่า สัญญาสมาบัติ มีประมาณเท่าใด อัญญาปฏิเวธ ( การแทงตลอดอรหัตตผล ) ก็มีประมาณเท่านั้น ที่จริงแล้วรูปแบบการปฏิบัติอันอาศัยสัญญาสมาบัติเจ็ด เป็นบาทนี้อาจแยกออกจากกันเป็นเจ็ดรูปแบบก็ได้คือ ถ้าใช้สมาบัติขั้นใดเป็นบาทก็จัดว่าเป็นรูปแบบหนึ่ง แต่เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าแม้ระดับกำลังสมาบัติจะต่างกัน แต่ขั้นตอนวิธีการกำหนดพิจารณาเหมือนกัน จึงได้นำมาสรุปรวมไว้ในแบบเดียวกัน&lt;br&gt;&lt;br&gt;--------------------------------&lt;br&gt;2.แบบบรรลุผ่านสองสมาบัติสูงสุด&lt;br&gt;มีสมาบัติสูงสุดสองอย่างซึ่งถัดขึ้นไปจากสัญญาสมาบัติเจ็ด คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ( ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ) และสัญญาเวทยิตนิโรธ ( การดับสัญญาและเวทนา ) ไม่มีทางที่จะกำหนดขันธ์โดยลักษณะใดๆได้เลยเพราะความไม่มีสัญญา&lt;br&gt;&lt;br&gt;แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่บรรลุผ่านรูปฌาณทั้งสี่แล้วก้าวขึ้นสู่อรูปฌาณครบทั้งสี่ รวมเป็นสมาบัติแปด บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วอาสวะสิ้นไปได้ก็มีเช่นกัน ดังทรงกล่าวไว้ว่า &amp;quot; เธอก้าวล่วง เนวสัญญานาสัญญาตนะ โดยประการทั้งปวง เข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่และเพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะทั้งหลายของเธอก็สิ้นไปรอบ &amp;quot; &lt;br&gt;&lt;br&gt;และยังทรงกล่าวถึงในกรณีนี้อีกว่า&lt;br&gt;&lt;br&gt;อายตนะ 2 ประการ กล่าวคือ เนวสัญญานาสัญญายตนะสมาบัติ และ สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งอาศัยสัญญาสมาบัติ ( 7 ประการ ) เหล่านั้น เรากล่าวว่าเป็นสิ่งที่ฌายีภิกษุ ( ภิกษุผู้บำเพ็ญฌาณ ) ผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติ ฉลาดในการออกสมาบัติ จะพึงเข้าสมาบัติออกจากสมาบัติแล้วกล่าวว่าเป็นอะไรได้เองโดยชอบ&lt;br&gt;&lt;br&gt;ความหมายดังที่ทรงกล่าวข้างต้นทำให้สังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างแบบที่อาศัยสมาบัติเจ็ดเป็นบาท ซึ่งทรงยืนยันไว้เลยว่ามีความสิ้นอาสวะ แต่ในส่วนของสมาบัติสองอย่างท้ายนี้ทรงปล่อยไว้ให้ผู้ที่ได้เข้าแล้วออกแล้ว เป็นผู้รู้เฉพาะตนว่ามีการสิ้นอาสวะหรือไม่ ซึ่งแสดงว่าอาจจะมีการสิ้นอาสวะหรือไม่มีการสิ้นอาสวะก็ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล&lt;br&gt;&lt;br&gt;แต่อย่างไรก็ดี สัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ นิโรธสมาบัติ นี้มิใช่ของสาธารณะแก่บุคคลทั่วไป มีแต่พระอหันต์และพระอนาคามีที่ได้สมาบัติแปดเท่านั้นจึงจะเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธได้ ฉะนั้นเป็นอันกล่าวได้ว่าท่านผู้เข้าออกสมาบัติทั้งสองนี้แล้วจะสิ้นอาสวะหรือไม่สิ้นก็ตามที ก็เป็นอันรู้กันได้ว่าอย่างต่ำต้องเป็นพระอนาคามีแล้วอย่างแน่นอน&lt;br&gt;&lt;br&gt;-------------------------------&lt;br&gt;3.แบบจากจตุฌาณไปสู่อาสวักขยญาณ &lt;br&gt;คำว่า อาสวะ หมายถึง กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน จะไหลซึมซ่านไปย้อมจิตเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ อาสวักขยญาณ เป็นญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลายดังกล่าวนั้น&lt;br&gt;&lt;br&gt;รูปแบบการปฏิบัติในแบบนี้เป็นการบรรลุถึงจตุถฌาณแล้วน้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ โดยตรง จนถึงความสิ้นอาสวะ มีตัวอย่างขั้นตอนดังตรัสไว้ว่า&lt;br&gt;&lt;br&gt;1.เธอเข้าถึงปฐมฌาณ ทุติยฌาณ ตติยฌาณ จตุตถฌาณ แล้วแลอยู่&lt;br&gt;&lt;br&gt;2.เธอนั้นครั้งจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้ถึงความหวั่นไหวเช่นนี้แล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ&lt;br&gt;&lt;br&gt;3.เธอย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์&lt;br&gt;&lt;br&gt;4.เธอย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ&lt;br&gt;&lt;br&gt;5.เมื่อรู้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้จิตก็หลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ&lt;br&gt;&lt;br&gt;-------------------------------------&lt;br&gt;&lt;br&gt;4.รูปแบบจากจตุตถฌาณผ่านวิชชาสามวิชชาแปด&lt;br&gt;รูปแบบนี้เป็นที่รู้จักกันดีในลีลาการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเป็นแบบที่เมื่อบรรลุจตุตถฌาณแล้วน้อมจิตไปเพื่อ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และ อาสวักขยญาณ ตามลำดับ ถึงความสิ้นอสวะ&lt;br&gt;&lt;br&gt;ในส่วนของอาสวักขยญาณนั้นได้แสดงไว้แล้วในแบบก่อน ส่วนสำหรับปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และจุตูปปาตญาณ นั้นเป็นคุณสมบัติพิเศษสำหรับบางท่านไม่ใช่ส่วนแห่งการกำจัดกิเลสโดยตรง &lt;br&gt;&lt;br&gt;นอกจากวิชชาสามแล้ว ยังมีบางท่านผ่าน วิชชาแปด คือ ญาณทัสนะ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี ทิพพโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณหรือทิพพจักขุ อาสวักขยญาณ บางท่านผ่านได้หมด บางท่านผ่านบางอย่างแล้วแต่อุปนิสัยของแต่ละบุคคล &lt;br&gt;&lt;br&gt;อย่างไรก็ดี มีเพียง ญาณทัสสนะและอาสวักขยญาณ เท่านั้นที่เป็นญาณอันเกี่ยวข้องกับการกำจัดกิเลสโดยตรง จึงจะขอแสดงคุณของลักษณะของ ญาณทัสสนะ ตามที่มีพุทธดำรัส คือ&lt;br&gt;&lt;br&gt;1.ภิกษุนั้นครั้นมีจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอชักนำจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ&lt;br&gt;&lt;br&gt;2.เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้ มีรูปประกอบด้วยมหาภูตทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีมารดาเป็นแดนเกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ต้องห่อหุ้มนวดฟั่นอยู่เนืองนิจ แต่ก็ยังมีการแตกทำลายสึกกร่อนเป็นธรรมดา แต่วิญญาณของเรานี้ อาศัยอยู่ในกายนั้น เนื่องอยู่ในกายนั้น&lt;br&gt;&lt;br&gt;3.เปรียบเหมือนมณีไพทูรย์อันสวยงาม สมชาติแก้วแปดเหลี่ยมเจียรไนดีแล้ว สดใส ผ่องใส ถึงพร้อมด้วยคุณค่าทั้งปวง ในแก้วนั้นมีด้ายร้อยอยู่ สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง สีส้มบ้าง บุรุษผู้มีตาดีวางแก้วนั้นลงในมือแล้ว ก็จะเห็นโดยประจักษ์ว่า มณีไพทูรย์นี้เป็นของสวย สมชาติแก้วแปดเหลี่ยมเจียรไนดีแล้ว สดใส ผ่องใส ถึงพร้อมด้วยคุณค่าทั้งปวง ในแก้วนั้นมีด้ายร้อยอยู่ สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง สีส้มบ้าง ฉันนั้นเหมือนกัน&lt;br&gt;&lt;br&gt;-----------------------------&lt;br&gt;&lt;br&gt;5.แบบเจริญวิปัสสนาโดยตรง&lt;br&gt;การปฏิบัติในรูปแบบนี้ ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องมีฌาณเสียก่อน หรือผู้มีฌาณแล้วจะถอนจากฌาณมาปฏิบัติในรูปแบบนี้ก็ไม่ผิดกติกาอะไร โดยเฉพาะผู้ได้ฌาณแต่ไม่เชี่ยวชาญ ( ไม่มีวสี ) ไม่สามารถเข้าไปกำหนดธรรมอันเนื่องอยู่ในฌาณได้ ก็จำเป็นต้องมาเจริญวิปัสสนาโดยอาศัยธรรมภายนอกฌาณ ( ส่วนผู้ที่ชำนาญในฌาณแล้วก็ไม่จำเป็นต้องถอนออกมาพิจารณาธรรมภายนอก ควรปฏิบัติตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในแบบที่หนึ่ง ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่รู้จะทำฌาณไปทำไมให้เสียเวลา&lt;br&gt;&lt;br&gt;รูปแบบที่ห้านี้นับเป็นสาธารณะ ที่บุคคลทั้งหลายสามารถปฏิบัติได้ เป็นวิธีการที่รวบรัดและตรงไปสู่การกำจัดกิเลสโดยตรง จึงเชื่อว่าเป็นรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับคนทั่วๆไป&lt;br&gt;&lt;br&gt;วิธีการปฏิบัติในรูปแบบนี้เป็นการเข้าไปกำหนดพิจารณา ( ตามรู้ตามเห็น ) ในธรรมทั้งหลาย อาทิเช่น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น โดยอาการแห่งธรรมลักษณะ มีไตรลักษณ์ เป็นต้น จนเกิดกระแสแห่งญาณเป็นลำดับต่อไป เมื่อบรรลุแล้วก็อาจจะประกอบอยู่ด้วยปฏิสัมภิทา ( ปัญญาแตกแานในอรรถ ในธรรม ในนิรุกติ ในปฏิภาณ ) ก็ได้ถ้าอุปนิสัยแห่งความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเพียงคุณสมบัติพิเศษเท่านั้น&lt;br&gt;&lt;br&gt;มีตัวอย่างพอเป็นที่สังเกตในส่วนของการกำหนด ขันธ์ห้า ที่ทรงแสดงไว้เช่น&lt;br&gt;1.รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ชนิดใดชนิดหนึ่งมีอยู่ ขันธ์ทั้งหมดนั้น บุคคลพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา&lt;br&gt;2.เมื่อเห็นอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมเกิดเบื่อหน่ายในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ&lt;br&gt;3.เมื่อเบื่อหน่ายย่อมจางคลายความกำหนัดรัดรึง เพราะจางคลายไปแห่งความกำหนัด ย่อมหลุดพ้นไปได้ เมื่อหลุดพ้นแล้วก็มีญาณหยั่งรู้ขึ้นว่าหลุดพ้นแล้ว&lt;br&gt;&lt;br&gt;และอีกตัวอย่างหนึ่งในการกำหนด อายตนะ&lt;br&gt;&lt;br&gt;1.จงกระทำในใจซึ่งรูป ( หรือ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ) ทั้งหลาย โดยแยบคายและจงตามดูความไม่เที่ยงแห่งรูปทั้งหลาย ( เป็นต้น ) ให้เห็นตามที่เป็นจริง&lt;br&gt;&lt;br&gt;2.เมื่อกระทำในใจซึ่งรูปทั้งหลายโดยแยบคายอยู่ ตามดูความไม่เที่ยงแห่งรูปทั้งหลายให้เห็นตามที่เป็นจริงอยู่ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย&lt;br&gt;&lt;br&gt;3.เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ ( ความเพลิน ) ย่อมมีความสิ้นราคะ ( ความติด ) เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ ย่อมมีความสิ้นนันทิ เพราะมีความสิ้นนันทิ และราคะ ก็กล่าวได้ว่า จิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี&lt;br&gt;&lt;br&gt;ในรูปแบบการใช้วิปัสสนาโดยตรงนี้ พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงไว้อย่างมากมายกว้างขวางมากทั้งอย่างพิสดารและอย่างสรุป โดยเฉพาะ มหาสติปัฏฐานสูตร ถือว่ามีเนื้อธรรมครอบคลุมธรรมเทศนาในบทอื่นๆไว้แทบทั้งสิ้น ดังนั้นนักวิปัสสนาจึงนิยมนำมหาสติปัฏฐานสูตร มาศึกษาปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ฉะนั้นผู้สนใจในรูปแบบการปฏิบัติวิปัสสนาโดยตรงพึงศึกษาธรรมะสูตรนี้โดยละเอียด&lt;br&gt;&lt;br&gt;มีข้อพึงสังเกตในการปฏิบัติรูปแบบนี้ประการหนึ่งคือ พระผู้มีพระภาคจะไม่ได้ทรงกล่าวถึงฌาณหรือสมาธิในธรรมเทศนาแนวนี้โดยตรงเลยแต่ก็ไมได้หมายความว่า ผู้ปฏิบัติจะไม่ได้อาศัยสมาธิโดยสิ้นเชิง&lt;br&gt;&lt;br&gt;แต่สมาธิของผู้ปฏิบัติอาจจะเริ่มต้นด้วย ขณิกสมาธิ ซึ่งเป็นสมาธิอย่างน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเพื่อให้การกำหนดพิจารณาดำเนินไปได้ เมื่อการเจริญภาวนาดำเนินต่อไป สมาธิก็จะพลอยได้รับการฝึกอบรมปด้วย สมาธิกับปัญญาประกบแฝงเจริญก้าวหน้าตามกันไปโดยตลอด ถึงตอนต่อไปอาจจะกำหนดพิจารณาด้วย อุปจารสมาธิ ก็ได้ จนในที่สุดเมื่อถึงขณะที่บรรลุมรรคผลหรือขณะแห่ง มรรคจิต สมาธินั้นก็จะแน่วแน่แนบสนิทเป็น อัปปนาสมาธิ ( อย่างน้อยถึงปฐมฌาณ ) อันจะสอดคล้องกับหลักอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งมี สัมมาสมาธิ ร่วมอยู่ด้วยองค์หนึ่ง โดยเฉพาะว่าการประหารกิเลสนั้นมรรคจะต้องครบสมบูรณ์ทั้งแปดองค์เรียกว่า มรรคสังคี จะขาดองค์ใดองค์หนึ่งเป็นไปไม่ได้เลย&lt;br&gt;&lt;br&gt;ก็เป็นอันว่า รูปแบบการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่สรุปได้จากพุทธดำรัสที่ทรงแสดงไปแล้วนั้น ถือได้ว่าเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งสำหรับผู้สนใจในธรรมปฏิบัติ ส่วนการดำเนินเข้าสู่กระแสการปฏิบัติที่ถูกต้องแท้จริงนั้น คงเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป จนกว่าจะถึงความสิ้นทุกข์อันเป็นที่สุดของพรหมจรรย์&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://c.services.spaces.live.com/CollectionWebService/c.gif?cid=-9048122528624880976&amp;page=RSS%3a+%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b9%89%e0%b8%99+(+%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad+%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1+%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2+%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99+%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%b5+%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%b2+%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%87+)&amp;referrer=" width="1px" height="1px" border="0" alt=""&gt;&lt;img style="position:absolute" alt="" width="0px" height="0px" src="http://c.live.com/c.gif?NC=31263&amp;amp;NA=1149&amp;amp;PI=73329&amp;amp;RF=&amp;amp;DI=3919&amp;amp;PS=85545&amp;amp;TP=gmcities.spaces.live.com&amp;amp;GT1=gmcities"&gt;</description><category>หนังสือ</category><comments>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1971.entry#comment</comments><guid isPermaLink="true">http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1971.entry</guid><pubDate>Wed, 28 May 2008 19:58:12 GMT</pubDate><slash:comments>0</slash:comments><msn:type>blogentry</msn:type><live:type>blogentry</live:type><live:typelabel>Blog entry</live:typelabel><wfw:commentRss>http://gmcities.spaces.live.com/blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1971/comments/feed.rss</wfw:commentRss><wfw:comment>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1971.entry#comment</wfw:comment><dcterms:modified>2008-05-28T19:58:12Z</dcterms:modified></item><item><title>ปรอทกรอ ยอดเครื่องรางที่สุดยอดหายากหนึ่งวัดฝังไว้ลูกเดียว</title><link>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1965.entry</link><description>&lt;div&gt;&lt;font size=5&gt;
&lt;p&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=2&gt;ปรอทกรอ ยอดเครื่องรางที่สุดยอดหายากหนึ่งวัดฝังไว้ลูกเดียว &lt;/font&gt;&lt;font face="Angsana New"&gt;&lt;br&gt;&lt;br&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=2&gt;ปรอทกรอ จริงๆแล้วเป็นของดีที่วัดหนึ่งวัดจะมีอยู่ลูกเดียวคือฝังไว้ที่ใต้ฐานพระอุโบสถ ขนาดมีหลายขนาดครับ&lt;/font&gt;&lt;font face="Angsana New"&gt;&lt;br&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=2&gt;วัตถุประสงค์ก็เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลทั้งปวงที่เข้ามารวมทั้งโจรผู้ร้ายเมื่อเขามาปรอทก็จะส่งเสียงดัง&lt;/font&gt;&lt;font face="Angsana New"&gt;&lt;br&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=2&gt;ภายในลูกปรอทกรอนั้นว่ากันว่าเป็นของวิเศษกายสิทธิ์จำพวกเหล็กไหล หรือเรียกปรอท ที่พระอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมได้เอามาใส่ไว้&lt;/font&gt;&lt;font face="Angsana New"&gt;&lt;br&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=2&gt;โดยนำเอามาหุงและหล่อเป็นลูกปรอทกายสิทธิ์&lt;/font&gt;&lt;font face="Angsana New"&gt;
&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=2&gt;&lt;font face="Times New Roman"&gt;ฉนั้นเวลาเขย่าจะคล้ายมีกริ่งอยู่ข้างในปรอทกรอเท่าที่พบก็จะอยู่ตามวัดเก่าที่เขาไปบูรณะหรือเป็นของตกทอดมาจากปู่ย่า&lt;/font&gt;&lt;br&gt;&lt;font face="Times New Roman"&gt;บางลูกแม้เพียงจับปรอทภายในก็วิ่งเองได้&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;font size=2&gt;&lt;font face="Times New Roman"&gt;ฉนั้นต่อมาพระอาจารย์จึงได้นำมาสร้างเป็นเครื่องรางเรียกว่า ปรอทกรอเมื่อมีภัยมาถึงจะส่งเสียงเตือน ให้รู้ล่วงหน้า&lt;/font&gt;&lt;br&gt;&lt;font face="Times New Roman"&gt;เลยมาให้กันดูเล่าสู่กันฟังตามประสา ผู้นิยมเครื่องราง เพื่อสืบสานประวัติเครืองรางบางอย่าง ก่อนที่อนาคตจะเหลือแค่เรื่องเล่าที่ขาดการประติดประต่อครับ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;font size=2&gt;&lt;font face="Times New Roman"&gt;เคยมีคนผ่าดูข้างในปรากฎว่ามีความซับซ้อนมากคล้ายหวีที่ใช้หวีผม สับเข้าหากันเวลาเขย่า และมีลูกกลมๆเป็นของวิเศษอยู่ภายใน ประเภทเหล็กไหล เป็นลูกกลมที่มีสามสิบแปดเลี่ยม ทึ่งเลยไม่รู้ทำได้ไง &lt;/font&gt;&lt;font face="Angsana New"&gt;4 &lt;/font&gt;&lt;font face="Times New Roman"&gt;ลูกนี้เป็นปรอทกรอเนื้อสำริดได้จากทางภาคเหนือ คนสมัยก่อนว่ากันว่าปรอทกรอจะนำความร่มเย็นเป็นสุขมาให้ และป้องกันสิ่งอัปมงคลทั้งปวง เตือนเมื่อมีภัย&lt;/font&gt;&lt;br&gt;&lt;br&gt;&lt;font face="Times New Roman"&gt;เรื่องความหายาก วัดในสมัยก่อนจะมีฝังไว้ที่ใต้อุโบสถทุกวัดแต่หนึ่งวัด มีลูกเดียวครับ ที่นิยมกันที่สุดก็คือเนื้อสำริด &lt;/font&gt;&lt;br&gt;&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=2&gt;ปรอทกรอเป็นยุทโธปกรณ์ใช้ในการทำสงครามสมัยโบราณ สร้างไว้ให้สำหรับผู้นำทับระดับนายกอง หรือหัวหมู่ เวลานอนจะเอาปรอทกรอวางไว้บนดินแล้วนอนเอาหูแนบปรอทกรอไว้ ข้าศึกขี่ม้าหรือช้างเข้ามาใกล้ ปรอทกรอจะสั่นได้ยินเสียง จะได้รู้ตัวก่อน &lt;font face="Angsana New"&gt;... &lt;/font&gt;ปรอทกรอสำหรับแม่ทับจะทำด้วยโลหะมีค่าหรือหุ้มด้วยทองคำ &lt;font face="Angsana New"&gt;.... &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;font face="Cordia New" size=2&gt;
&lt;p&gt;และในสมัยก่อนนั้นยังมีการฝังเอาไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ผึ้งมาทำรังเพื่อเอาน้ำผึ้ง และยังมีการนำมาใส่ตามร้านค้าต่างๆเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้าน และพกติดตัวเพื่อป้องกันอันตรายต่างๆอีกด้วย&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://c.services.spaces.live.com/CollectionWebService/c.gif?cid=-9048122528624880976&amp;page=RSS%3a+%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad+%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7&amp;referrer=" width="1px" height="1px" border="0" alt=""&gt;&lt;img style="position:absolute" alt="" width="0px" height="0px" src="http://c.live.com/c.gif?NC=31263&amp;amp;NA=1149&amp;amp;PI=73329&amp;amp;RF=&amp;amp;DI=3919&amp;amp;PS=85545&amp;amp;TP=gmcities.spaces.live.com&amp;amp;GT1=gmcities"&gt;</description><category>Books</category><comments>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1965.entry#comment</comments><guid isPermaLink="true">http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1965.entry</guid><pubDate>Tue, 27 May 2008 06:54:30 GMT</pubDate><slash:comments>0</slash:comments><msn:type>blogentry</msn:type><live:type>blogentry</live:type><live:typelabel>Blog entry</live:typelabel><wfw:commentRss>http://gmcities.spaces.live.com/blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1965/comments/feed.rss</wfw:commentRss><wfw:comment>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1965.entry#comment</wfw:comment><dcterms:modified>2008-05-27T06:54:30Z</dcterms:modified></item><item><title>กระบวนการหยั่งรู้ความจริง</title><link>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1945.entry</link><description>&lt;div&gt;&lt;font size=4&gt;&lt;strong&gt;กระบวนการหยั่งรู้ความจริง&lt;/strong&gt; 
&lt;hr style="color:#ffffff" size=1&gt;
&lt;/font&gt;
&lt;div&gt;&lt;font size=4&gt;กระบวนการหยั่งรู้ความจริง ( จากหนังสือ ปัญหาในการปฏิบัติธรรม โดย ท่าน มุนี ชอบพนา พระภิกษุผู้ปฏิบัติวิเวกเพียงลำพัง )&lt;font size=4&gt;
&lt;p&gt;แท้ที่จริงแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็มีการดำรงอยู่ตามสภาวะธรมชาติของมันอยู่แล้ว เป็นไปตามความเป็นจริงของมันโดยไม่มีการบิดเบือน อีกทั้งความจริงดังกล่าวก็พร้อมที่จะเปิดเผยตัวของมันเองอยู่ตลอดเวลาว่า มันนั้นไม่เที่ยง ทนได้ยาก ไม่ใช่ตัวตน รอเพียงแต่ว่า เมือ่ไหร่มนุษย์จะรู้จักวิธีการเข้าไปกำหนดรู้มันกันเสียที 
&lt;p&gt;แต่มนุษย์กลับปิดบังจิตใจตนเอง ปล่อยให้กิเลสหลอกลวงจนมองภาพของสิ่งทั้งหลายบิดเบือนไปจากความเป็นจริง เป็นการถูกหลอดลวงกันมาด้วยเวลาอันยาวนาน นานจนเกิดความเคยชิน กลายเป็นอาสวะ อนุสัยสืบเนื่องอยู่ในสันดาน
&lt;p&gt;การเจริญวิปัสสนาจึงเป็นการแก้ไขความเคยชินเก่าๆหรือการกวาดล้างกิเลสอันเป็นเหตุให้จิตไขว้เขว โดยใช้หลักธรรมื้เรียกว่า สติปัฏฐาน &lt;/font&gt;&lt;font face="Cordia New" size=4&gt;(&lt;/font&gt;&lt;font size=4&gt; ที่ตั้งของสติ &lt;/font&gt;&lt;font face="Cordia New" size=4&gt;) &lt;/font&gt;&lt;font size=4&gt;
&lt;p&gt;หลักการของสติปัฏฐานไม่ใช่มีแต่เพียงแค่เรื่องของสติ แต่เป็นกระบวนการที่มีจุดเริ่มต้นจากสติ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันของ สติ สมาธิ ปัญญา ที่มีความพร้อมเพรียงและกลมกลืนเป็นบาทฐานให้แก่กันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุด ในขณะเดียวกันต่างก้มีหน้าที่ประจำเฉพาะตนอย่างชัดเจน 
&lt;p&gt;สติ มีหน้าที่กำหนดจิตไว้กับอารมณ์
&lt;p&gt;สมาธิ คืออาการที่จิตตั้งอยู่ได้ในอารมณ์นั้นๆ
&lt;p&gt;ปัญญามีหน้าที่พิจารณาตรวจสอบอารมณ์นั้นให้เห็นตามที่เป็นจริง
&lt;p&gt;ในทางสมถะสติจะมีหน้าที่กำหนดจิตไว้กับอารมณ์ก็เพียงเพื่อให้จิตแน่วแน่อยู่กับอารมณ์นั้น ไม่ให้แส่ส่ายไปที่อื่น ถ้าทำได้ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า สมาธิ และถ้าทำได้อย่างแนบสนิทเต็มที่ระดับสมาธิในภาวะจิตเช่นนั้นเรียกว่า ฌาณ เป็นอันสำเร็จกิจของสมถะ
&lt;p&gt;ในทางวิปัสสนา สติจะมีหน้าที่อันดับแรกในการเสนออารมณ์ให้แก่ปัญญา โดยกำหนดจิตไว้กับอารมณ์ สมาธิจะมีหน้าที่ส่งเสริมการนำเสนออารมณ์ด้วยอาการที่สามารถรักษาการกำหนดจิตในอารมณ์นั้นให้ตั้งอยู่ได้ และปัญญาจะมีหน้าที่พิจารณาตรวจสอบอารมณ์นั้นให้เห็นตามที่เป้นจริง ในที่สุดทำได้สำเร็จก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ญาณ
&lt;p&gt;ตัวอย่าง
&lt;p&gt;การเจริญอาณาปาณสติ การกำหนดลมหายใจเข้าออกซึ่งมีความรู้สึกเด่นชัดอยู่ 3 จุดคือ อาการกระทบเข้า-กระทบออก ที่ผิวช่องจมูก อาการขยายขึ้น-ยวบลง ที่หน้าอก อาการพอง-ยุบ ที่หน้าท้อง
&lt;p&gt;ธรรมทั้งสามจะร่วมกันทำงานคือ
&lt;p&gt;สติ มีหน้าที่กำหนดจิตไว้กับลมหายใจเข้าออก &lt;/font&gt;&lt;font face="Cordia New" size=4&gt;(&lt;/font&gt;&lt;font size=4&gt; ที่จุดใดจุดหนึ่ &lt;/font&gt;&lt;font face="Cordia New" size=4&gt;) &lt;/font&gt;&lt;font size=4&gt;ถือเป็นเบื้องต้นในการนำเสนออารมณ์ให้แก่ปัญญา
&lt;p&gt;สมาธิ คืออาการที่สามารถรักษาจิตให้กำหนดตั้งอยู่ได้ในลมหายใจเข้าออก เพื่อให้ปัญญามีเวลาตรวจสอบ &lt;/font&gt;&lt;font face="Cordia New" size=4&gt;( &lt;/font&gt;&lt;font size=4&gt;เบื้องต้นแค่ขณิกสมาธิก็เพียงพอแก่ปัญญาแล้ว &lt;/font&gt;&lt;font face="Cordia New" size=4&gt;)&lt;/font&gt;&lt;font size=4&gt;
&lt;p&gt;ปัญญา จะทำหนาที่ตรวจสอบพิจารณาลมหายใจเข้าออกให้เห็นตามความเป็นจริง เช่นเห็นอาการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของลมหายใจเข้าออกเป็นต้น
&lt;p&gt;มีข้อพึงสังเกตุว่า
&lt;p&gt;ถ้าเป็นสมถะ สติจะกำหนดจิตไว้กับลมหายใจเข้าออกก็เพียงเพื่อให้จิตตั้งอยู่ได้ในลมหายใจเข้าออกเท่านั้น คือหยุดจบแค่เพียงสมาธิ 
&lt;p&gt;ถ้าเป็นวิปัสสนา จะพลิกอีกเพียงนิดเดียว คือจะเพิ่มปัญญาเข้าไปเห็นอาการตามที่เป็นจริงของลมหายใจเข้าออกด้วย
&lt;p&gt;ดังนั้น การกำหนดแม้ในอารมณ์เดียวกันนั้น ผู้เข้าใจย่อมจะสามารถปรับเปลี่ยนการปฏิบัติระหว่างสมถะและวิปัสสนาได้โดยง่าย ประดุจพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจแล้วหน้ามือกับหลังมือก็อยู่ตรงข้ามกันชนิดไม่อาจพบกันได้เลย
&lt;p&gt;ปัญญาในวิปัสสนานั้น จะเห็นความจริงด้วยความรู้สึกไม่ใช่การนึกคิด การตรวจสอบดังกล่าว ไม่ใช่การยกหัวข้อธรรมะขึ้นมานึกคิดไตร่ตรอง ไม่ใช่จินตมยปัญญา ไม่ใช่นึกว่า ลมหายใจเข้าออกนี้เป็น อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา หรือลมหายใจเข้าออกนี้ เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ไม่ใช่อย่างนั้น
&lt;p&gt;การนึกคิดไปเช่นนั้น ทำให้จิตตกไปจากลมหายใจเข้าออกซึ่งเป็น โผฏฐัพพารมณ์ ไปอยู่ที่การนึกคิดซึ่งเป็น ธรรมารมณ์ เมื่อลมหายใจเข้าออกไม่ได้ถูกกำหนดเป็น อารมณ์ปัจจุบัน แล้วปัญญาจะเข้าไปเห็นความจริงของลมหายใจเข้าออกได้อย่างไร การนึกคิดมากๆ ท่านเรียกว่า ความฟุ้งซ่าน ถึงแม้จะนึกธรรมะก็อาจจะกลายเป็น ฟุ้งในธรรม ก็ได้
&lt;p&gt;ดังนั้นในขั้นตอนของภาวนามยปัญญา ปัญญาจะต้องรู้โดยไม่มีภาษาสมมติใดๆทั้งสิ้น ไม่มีคำว่า อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา หรือคำอื่นใดอยู่ในนั้นเลย เป็นการเห็นแต่สภาวะธรรมล้วนๆเห็นอย่างเงียบกริบ
&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในการปฏิบัตินั้น อารมณ์ปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าจิตตกจากอารมณ์ปัจจุบัน ปัญญาก็ไม่สามารถทำงานในอารมณ์นั้นได้ ผู้ปฏิบัติที่จะกำหนดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งให้เป็น อารมณ์ปัจจุบัน อย่างต่อเนื่อง จะต้องเข้าใจในธรรมชาติของจิตด้วย ธรรมชาติของจิตนั้นรู้ได้ทีละอารมณ์เท่านั้น
&lt;p&gt;อย่างเช่น การกำหนดอารมณ์หนึ่งพร้อมกับนึกคำบริกรรมในใจอีกอารมณ์หนึ่งไปด้วย รวมเป็นสองอารมณ์ย่อมขัดกับธรรมชาติของจิตที่ว่ารู้ได้ทีละอารมณ์ แต่ที่ดูเหมือนรู้ทั้งสองอารมณ์หรือหลายๆอารมณ์ไปพร้อมๆกัน ก็เพราะจิตนั้นไวมาก สามารถยักย้ายไปมาระหว่างอารมณ์ต่างๆได้รวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง ผู้ที่ไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์พอไม่อาจรู้เท่าทันธรรมชาติอันนี้ได้เลย ภาวนาก็เลยเป็นภาวนึกไป
&lt;p&gt;ถ้าการปฏิบัติได้เป็นไปอย่างถูกหลักการและเหตุผลแล้ว การพัฒนากระบวนการหยั่งรู้ความจริงที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจนได้ระยะเวลาที่เหมาะสม จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ญาณทัสสนะ คือความหยั่งรู้หยั่งเห็นในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง
&lt;p&gt;ตรงนี้แหละที่เรียกได้เต็มปากว่า รู้ปฏิบัติ ไม่ใช่รู้ปริยัติแต่เพียงอย่างเดียว
&lt;p&gt;โอกาสที่จิตจะหลุดพ้นได้ก้ตรงนี้ ตรงที่จิตมันได้ประจักษ์แจ้งในความจริงด้วยตัวจิตเองโดยตรง ไม่มีอะไรปิดบังหรือบิดเบือนอีก เพราะเหตุที่ว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงอยู่เป็นประจำ ย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นและเสื่อมไปของสิ่งทั้งหลาย สติที่ตั้งมั่นจึงดำรงไว้แต่เพียง สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าอาศัยระลึก เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกไปเสียได้ จึงเป็นผู้ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก
&lt;p&gt;ถ้าได้พิมพ์บทความอีกก็จะนำเสนอ อีกในหัวข้อของ รูปแบบการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น สาธุ &lt;/font&gt;&lt;font face="Cordia New" size=4&gt;^^&lt;/font&gt;&lt;font size=4&gt;
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt; 
&lt;p&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://c.services.spaces.live.com/CollectionWebService/c.gif?cid=-9048122528624880976&amp;page=RSS%3a+%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87&amp;referrer=" width="1px" height="1px" border="0" alt=""&gt;&lt;img style="position:absolute" alt="" width="0px" height="0px" src="http://c.live.com/c.gif?NC=31263&amp;amp;NA=1149&amp;amp;PI=73329&amp;amp;RF=&amp;amp;DI=3919&amp;amp;PS=85545&amp;amp;TP=gmcities.spaces.live.com&amp;amp;GT1=gmcities"&gt;</description><category>หนังสือ</category><comments>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1945.entry#comment</comments><guid isPermaLink="true">http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1945.entry</guid><pubDate>Thu, 22 May 2008 13:08:05 GMT</pubDate><slash:comments>0</slash:comments><msn:type>blogentry</msn:type><live:type>blogentry</live:type><live:typelabel>Blog entry</live:typelabel><wfw:commentRss>http://gmcities.spaces.live.com/blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1945/comments/feed.rss</wfw:commentRss><wfw:comment>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1945.entry#comment</wfw:comment><dcterms:modified>2008-05-22T20:17:16Z</dcterms:modified></item><item><title>พระอรหันต์แปดทิศ</title><link>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1881.entry</link><description>&lt;div&gt;
&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:11pt;line-height:1.3em"&gt;พระอรหันต์แปดทิศ&lt;br&gt;&lt;br&gt;ทิศบูรพา&lt;br&gt;พระอรหันต์ประจำทิศ ได้แก่ พระอัญญาโกณทัญญะ ซึ่งเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา และเป็นพระสงฆ์ผู้สำเร็จพระอรหันต์องค์แรก ถ้าท่านใดอยากเป็นผู้ชนะก่อนใคร โบราณถือว่าต้องบูชาพระจันทร์ก่อน เพื่อเสริมส่งให้มีเมตตามหานิยม ให้มีความสำเร็จก่อนผู้ใด ตามคติของพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางห้ามญาติ เป็นพระประจำวันจันทร์ (พระพุทธรูปยืน ปางห้ามญาติ ยกพระหัตถ์ขวาแบอยู่ระดับหน้าอก พระหัตถ์ซ้ายห้อยอยู่ข้างตัว หรือพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร ยกพระหัตถ์ทั้งสองแบอยู่ระดับอก) แล้วได้จัดให้พระปริตบทยันทุน เป็นคาถาสวดสำหรับวันจันทร์ โดยสวด 15 จบ เพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภคุ้มภัยอันตรายได้ และจะมีความเจริญปราศจากโรคาพยาธิทั้งปวง และยังจัดให้คาถาพระอิติปิโส 8 ทิศ บทกระทู้ 7 แบก สำหรับสวดภาวนาประจำวันจันทร์ คือ คาถา &amp;quot; อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา &amp;quot;&lt;br&gt;&lt;br&gt;ทิศอาคเนย์&lt;br&gt;พระอรหันต์ประจำทิศได้แก่ พระมหากัสสป เป็นพระสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าพระอื่น ถือธุดงควัตร เป็นพระสงฆ์ที่มีร่างกายเสมอเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ มีร่างกายใหญ่โตมาก พระองค์จึงได้ประทานผ้าสังฆาฎิให้กับพระมหากัสสป ถ้าท่านใดอยากได้ความเป็นใหญ่ มีผู้คนยอมรับนับหน้าถือตาก็ควรบูชาพระอังคาร ซึ่งอยู่ประจำทิศอาคเนย์ตามคติทางพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางไสยยาสน์ (นอน) เป็นพระประจำวันอังคาร และพระปริตบทขัดกรณียเมตตาสูตร เป็นคาถาสวดสำหรับพระอังคาร โดยสวด 8 จบบูชา พระปางไสยาสน์ เพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภ และคุ้มภัยอันตรายได้ และจะมีความสุขสวัสดีตลอดกาลนาน และยังจัดให้คาถาพระอิติปิโส 8 ทิศ บทเรียกฝนแสนห่า เป็นคาถาภาวนาประจำพระอังคาร คือคาถา &amp;quot; ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง &amp;quot;&lt;br&gt;&lt;br&gt;ทิศทักษิณ&lt;br&gt;พระอรหันต์ประจำทิศ ได้แก่ พระสารีบุตร ซึ่งเป็นเอตทัคคะ ผู้เลิศทางปัญญา แม้นกำเม็ดทราย 1 กำมือ ก็สามารถนับได้ ถ้าผู้ใดอยากมีปัญญาเฉลียวฉลาด มีวาจาอ่อนหวานไพเราะ บริสุทธิ์ ก็ให้บูชาพระพุธ ซึ่งชุบมาจากคชสารตามคติทางพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เป็นพระประจำวันพุธ (กลางวัน) และจัดให้สวดบทขัดพระปริตบทสัพพาสี เป็นคาถาสวดประจำสำหรับวันพุธ โดยสวด 17 จบ เพื่อบูชาพระปางอุ้มบาตร เพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภคุ้มภัยอันตรายได้ และจะมีความสุขสวัสดียิ่งๆ ขึ้นไป และยังจัดให้คาถาพระอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์เกลื่อนสมุทร เป็นคาถาประจำพระพุธด้วย คือ &amp;quot; ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท &amp;quot;&lt;br&gt;&lt;br&gt;ทิศหรดี&lt;br&gt;พระอรหันต์ประจำทิศ คือ พระอุบาลี ซึ่งเป็นเอตทัคคะในด้านการทรงพระวินัย เปรียบอยู่ในกฏระเบียบ ซึ่งถ้าผู้ใดต้องการให้บุตรหลานอยู่ในระเบียบวินัยไม่หลงมัวเมาในอบายมุข ก็ควรบูชาพระเสาร์ตามคติของพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปนั่งปางนาคปรก และจัดคาถายะโตหัง เป็นคาถาบทสวดสำหรับพระเสาร์ โดยสวด 10 จบ ตามกำลังวัน บูชาพระนาคปรกเพื่อจะได้ช่วยคุ้มกันอันตรายต่างๆ ช่วยให้เกิดโชคลาภ จะมีความสุขความเจริญ และเกิดความสวัสดี มีมงคลตลอดกาลนานและยังให้บทสวดพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์คลายจักร เป็นคาถาประจำพระเสาร์อีกด้วยคือ &amp;quot; โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ &amp;quot;&lt;br&gt;&lt;br&gt;ทิศปัจจิม&lt;br&gt;พระอรหันต์ประจำทิศ คือพระอานนท์ ซึ่งเป็นพุทธอุปัฐาก เลขาส่วนตัวของพระพุทธเจ้า ดูแลทุกอย่าง ตั้งแต่ก่อนตื่นนอนและหลังจำวัด แม้ว่าพระพุทธองค์ไปแสดงธรรมเทศนาที่ใด ถ้าพระอานนท์ไม่ได้ไป จะต้องกลับมาแสดงธรรมให้พระอานนท์ฟังโดยเฉพาะอีกครั้ง ผู้ใดอยากให้บุตรหลาน ฉลาด รอบรู้ หูตากว้างไกลก็ควรบูชาพระพฤหัส พระพฤหัสชุบมาจากฤาษี 19 ตน ซึ่งมีความฉลาด หลักแหลม ปัญญา ดี รอบรู้ตามคติของพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางสมาธิ เป็นพระพุทธรูปประจำวันพฤหัส และจัดให้สวดคาถา&lt;br&gt;บทขัดพระปริตบทปุเรนตัมโพ โดยสวด 19 จบ ตามกำลังวันบูชาพระปางสมาธิ เพื่อจะช่วยคุ้มอันตรายต่างๆ และช่วยให้เกิดโชคลาภด้วย มีความสุขความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป และยังให้พระสวดพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์ขว้างจักรตรึงไตรภพ เป็นคาถาประจำวันพฤหัสบดีด้วยคือ &amp;quot; ภะ สัม มัม วิ สะ เท ภะ &amp;quot;&lt;br&gt;&lt;br&gt;ทิศพายัพ&lt;br&gt;พระอรหันต์ประจำทิศ คือ พระควัมปติ หรือพระสิวลี ซึ่งเป็นเอตทัคคะเลิศกว่าพระภิกษุทั้งหลายในเรื่องโชคลาภ ซึ่งตรงกับนพเคราะห์คือ พระราหูซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งขุมทรัพย์ทั้งหลายทั้งปวง มีอำนาจบารมีเป็นที่เกรงกลัว ผู้ใดอยากให้บุตรหลานมีโชคลาภ บารมีต้องบูชาพระราหู ให้คอยปกปักรักษาตามคติทางพระพุทธศาสนา ได้จัดให้พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ เป็นพระปางประจำราหู และกำหนดบทสวด บทกินนุ สัน ตะ ระมาโน วะ เป็นบทสวดประจำวันพุธกลางคืน ควรสวด 12 จบ ตามกำลังวัน เพื่อบูชาพระปางป่าเลไลยก์ เพื่อคุ้มภัยให้สิ่งร้ายกลายเป็นดีและจะมีความสุขสวัสดี และได้จัดพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์พลิกแผ่นดินเป็นคาถาประจำราหู คือ &amp;quot; คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ &amp;quot;&lt;br&gt;&lt;br&gt;ทิศอุดร&lt;br&gt;ตรงกับพระอรหันต์ประจำทิศ คือ พระโมคคัลลา ซึ่งเป็นเอตทัคคะในเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ตรงกับนพเคราะห์คือพระศุกร์ ผู้ใดอยากให้มีกิจการการค้ารุ่งเรือง ซื้อง่ายขายคล่อง พูดเป็นเงินเป็นทอง มีความสุขสบายในครอบครัวก็ควรบูชาพระศุกร์ตามคติทางพระพุทธศาสนา ได้จัดให้พระพุทธรูปยืนปางทรงรำพึง พระหัตถ์ทั้งสองวางทับกันที่หน้าอก เป็นพระประจำวันศุกร์และได้จัดคาถาบทขัดธชัคคสูตร เป็นบทสวดประจำพระศุกร์ โดยสวด 21 จบ ตามกำลังวันเพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภ คุ้มกันภัยอันตรายใดๆ จะมีความสุขสวัสดีตลอดกาลนาน และยังได้จัดพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทตวาดฟ้าป่าหิมพานต์เป็นคาถาประจำวันศุกร์ คือ &amp;quot; วา โธ โน อะ มะ มะ วา &amp;quot;&lt;br&gt;&lt;br&gt;ทิศอีสาน&lt;br&gt;ตรงกับพระอรหันต์ คือ พระราหุล ซึ่งเป็นเอตทัคคะในเรื่องของการศึกษา ใคร่ต่อการศึกษาเรียนรู้ ตรงกับนพเคราะห์คือพระอาทิตย์ ซึ่งชุบมาจากราชสีห์ผู้ใดอยากให้บุตรหลานมีปัญญาเฉียบแหลม สติปัญญาเป็นเลิศ มีฤทธิ์ มียศ ชื่อเสียงก็ควรจะบูชาพระอาทิตย์ และจัดให้พระปริตบทโมรปริต เป็นคาถาสวดสำหรับพระอาทิตย์ ควรสวด 6 จบ ตามกำลังวัน เพื่อให้เกิดโชคลาภ คุ้มภัยอันตราย จะมีความเจริญรุ่งเรืองและความสุขสวัสดีตลอดกาล และยังได้จัดเอาคาถาพระอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์แปลงรูปเป็นคาถาภาวนาสำหรับพระอาทิตย์ด้วยคือ &amp;quot; อะ วิ สุ นุต สา นุ ติ &amp;quot;&lt;br&gt;&lt;br&gt;ตรงกลาง&lt;br&gt;มีพระเกตุอยู่ท่ามกลางจักรวาล ตรงกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นประธานของ พระอรหันต์ทั้ง 8 ทิศ เมื่อบูชาพระเกตุเท่ากับเสริมเดช เดชานุภาพผู้ที่ไม่ทราบวันเดือนปีเกิดของตนเองควรบูชาพระเกตุ ซึ่งมีกำลังดี และจัดให้พระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นปางของพระเกตุ และให้สวดคาถาบท พุทโธ จ มัชฌิโม เสฏิโฐ เป็นคาถาประจำพระเกตุโดยสวด 9 จบ เพื่อคุ้มกันเสนียดจัญไร ให้แคล้วคลาดปลอดภัยและได้จัดพระคาถานวหรคุณเป็นคาถาภาวนาประจำพระเกตุ คือ &amp;quot; อะ ระ หัง สุ คะ โต ภะ คะ วา &amp;quot;&lt;br&gt;&lt;br&gt;ซึ่งจะเห็นได้ว่าคาถาบูชาพระประจำต่างๆ นั้น ก็ถอดออกมาจากบทสวดพระพุทธคุณ 56 นั่นเอง กล่าวคือ &lt;br&gt;&lt;br&gt;อิ ติ ปิ โส ภะ คะ วา อะ&lt;br&gt;ระ หัง สัม มา สัม พุท โธ วิ&lt;br&gt;ชา จะ ระ ณะ สัม ปัน โน สุ&lt;br&gt;คะ โต โล กะ วิ ทู อะ นุต&lt;br&gt;ตะ โร ปุ ริ สะ ทัม มะ สา&lt;br&gt;ระ ถิ สัต ถา เท วะ มะ นุ&lt;br&gt;สา นัง พุท โธ ภะ คะ วา ติ&lt;br&gt;๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘&lt;br&gt;&lt;br&gt;แถวตั้งที่ 1 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทกระทู้ 7 แบก เป็นคาถาสวดพระจันทร์ 15 จบ&lt;br&gt;แถวตั้งที่ 2 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทเรียกฝนแสนห่าเป็นคาถาสวดพระอังคาร 8 จบ&lt;a href="http://blufiles.storage.live.com/y1pnOoIud-w9OQBo_7-x-GWu9f66TAtF2zqgC9_dyd0FgMZ_eSJtpt6LVPdR5zt6ySS423vlmeRuqU" target="_blank"&gt;&lt;img height=300 alt="พระบูชา 5 นิ้ว 1000 บาทx.jpg" src="http://blufiles.storage.live.com/y1pnOoIud-w9OQBo_7-x-GWu9f66TAtF2zqgC9_dyd0FgMZ_eSJtpt6LVPdR5zt6ySS423vlmeRuqU" width=192&gt;&lt;/a&gt;&lt;br&gt;แถวตั้งที่ 3 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์เกลื่อนสมุทรเป็นคาถาพระพุธ 17 จบ&lt;br&gt;แถวตั้งที่ 4 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์คลายจักรเป็นคาถาสวดพระเสาร์ 10 จบ&lt;br&gt;แถวตั้งที่ 5 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์ขว้างจักรตรึงไตรภพเป็นคาถาสวดพระพฤหัส 19 จบ&lt;br&gt;แถวตั้งที่ 6 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์พลิกแผ่นดิน เป็นคาถาสวดพระราหู 12 จบ&lt;br&gt;แถวตั้งที่ 7 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทตวาดฟ้าป่าหิมพานต์ เป็นคาถาสวดพระศุกร์ 21 จบ&lt;br&gt;แถวตั้งที่ 8 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์แปลงรูป เป็นคาถาสวดพระอาทิตย์ 6 จบ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://c.services.spaces.live.com/CollectionWebService/c.gif?cid=-9048122528624880976&amp;page=RSS%3a+%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8&amp;referrer=" width="1px" height="1px" border="0" alt=""&gt;&lt;img style="position:absolute" alt="" width="0px" height="0px" src="http://c.live.com/c.gif?NC=31263&amp;amp;NA=1149&amp;amp;PI=73329&amp;amp;RF=&amp;amp;DI=3919&amp;amp;PS=85545&amp;amp;TP=gmcities.spaces.live.com&amp;amp;GT1=gmcities"&gt;</description><category>Health and wellness</category><comments>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1881.entry#comment</comments><guid isPermaLink="true">http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1881.entry</guid><pubDate>Sun, 11 May 2008 04:26:59 GMT</pubDate><slash:comments>0</slash:comments><msn:type>blogentry</msn:type><live:type>blogentry</live:type><live:typelabel>Blog entry</live:typelabel><wfw:commentRss>http://gmcities.spaces.live.com/blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1881/comments/feed.rss</wfw:commentRss><wfw:comment>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1881.entry#comment</wfw:comment><dcterms:modified>2008-05-11T04:26:59Z</dcterms:modified></item><item><title>จิตตานุปัสสนา  จากหนังสือพระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / โดยคุณ ไชย ณ พล</title><link>http://gmcities.spaces.live.com/Blog/cns!826E9C7FCD1AD2B0!1872.entry</link><description>&lt;div&gt;&lt;font size=2&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;จิตตานุปัสสนา จากหนังสือพระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน / โดยคุณ ไชย ณ พล&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;เห็นจิตในจิตภายใน (ตน)&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นจิตภายในเนืองๆอยู่เป็นอย่างไร&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้เมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตของเรามีราคะ หรือเมื่อจิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราปราศจากราคะ&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตของเรามีโทสะ หรือเมื่อจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราปราศจากโทสะ&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตของเรามีโมหะ หรือเมื่อจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราปราศจากโมหะ&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่าจิตของเราหดหู่ หรือเมื่อจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า จิตของเราฟุ้งซ่าน&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตยิ่งใหญ่ ก็รู้ชัดว่าจิตของเรายิ่งใหญ่ หรือเมื่อจิตไม่ยิ่งใหญ่ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราไม่ยิ่งใหญ่ &lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตมีขอบเขต ก็รู้ชัดว่าจิตของเรามีขอบเขต หรือเมื่อจิตไร้ขอบเขต ก็รู้ชัดว่า จิตของเราไร้ขอบเขต&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตของเราตั้งมั่น หรือเมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตของเราไม่ตั้งมั่น&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตของเราหลุดพ้น หรือเมื่อจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตของเรายังไม่หลุดพ้น&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้น ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้น ภิกษุนั้น ครั้นเสพ เจริญ ทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตเข้าไปในจิตภายนอก&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;font face="Microsoft Sans Serif" color="#00b0f0" size=3&gt;
&lt;p&gt;-------------------------------------------&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;font color="#00b0f0"&gt;เห็นจิตในจิตภายนอก &lt;/font&gt;&lt;font face="Microsoft Sans Serif" color="#00b0f0"&gt;(&lt;/font&gt;&lt;font color="#00b0f0"&gt;ตน)&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอกเนืองๆอยู่เป็นอย่างไร&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ พิจารณาบุคคลอื่นอยู่ เมื่อจิตของเขาผู้นั้นมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นมีราคะ หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นปราศจากราคะ&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตของเขาผู้นั้นมีโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นมีโทสะ หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นปราศจากโทสะ&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตของเขาผู้นั้นมีโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นมีโมหะ หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นปราศจากโมหะ&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตของเขาผู้นั้นหดหู่ ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นหดหู่ หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นฟุ้งซ่าน&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตของเขาผู้นั้นยิ่งใหญ่ ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นยิ่งใหญ่ หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นไม่ยิ่งใหญ่ ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นไม่ยิ่งใหญ่ &lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตของเขาผู้นั้นมีขอบเขต ก็รู้ชัดว่าจิตของเขาผู้นั้นมีขอบเขต หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นไร้ขอบเขต ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นไร้ขอบเขต&lt;/font&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color="#00b0f0" size=3&gt;- เมื่อจิตของเขาผู้นั้นตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตของของเขาผู้นั้นตั้งมั่น หรือเมื่อจิตของเขาผู้นั้นไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตของเขาผู้นั้นไม่ตั้งม